• Jui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nopprasornn@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-11
  • จำนวนเรื่อง : 398
  • จำนวนผู้ชม : 1183218
  • จำนวนผู้โหวต : 631
  • ส่ง msg :
  • โหวต 631 คน
<< กันยายน 2013 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 3 กันยายน 2556
Posted by Jui , ผู้อ่าน : 40273 , 15:03:58 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน

 

ฮั่นกวงอู่ตี้หลิวซิ่ว...ปฐมจักรพรรดิผู้สถาปนาราชวงศ์ฮั่นตะวันออก

จากหนังสือ “ฉางต่วนจิง” รจนาโดย จ้าวหยุย เรียบเรียงโดย อธิคม สวัสดิญาณ สาธยายว่า ระหว่างจักรพรรดิฮั่นเกาจู่กับจักรพรรดิฮั่นกวงอู่ ซึ่งล้วนมีภูมิหลังเป็นสามัญชนที่ก่อการใหญ่ขจัดภัยพิบัติแก่แผ่นดิน กระทั่งปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิได้นั้น จักรพรรดิฮั่นเกาจู่ทรงมีพระทัยกว้างขวางสุภาพอ่อนน้อม ส่วนจักรพรรดิฮั่นกวงอู่ทรงสุขุมรอบคอบ ต่างมีข้อเด่นของพระองค์ ล้วนมีพระราชอิริยาบถดั่งหงส์ร่อนมังกรบิน สามารถแผ่บารมีของพระองค์ทั้งสองมาเปรียบเทียบกัน พระองค์ใดเด่นล้ำลึกกว่ากัน

โจสิด ตอบว่า “ปลายยุคราชวงศ์ฉิน จักรพรรดิฮั่นเกาจู่ลุกขึ้นก่อการเพื่อล้มล้างการปกครองที่โหดร้ายทารุณของราชวงศ์ฉิน และพิชิตซีฉู่ป้าหวางซึ่งมีกองทัพอันเกรียงไกรสำเร็จ จึงได้ครองแผ่นดิน วีรกรรมของพระองค์เทียบได้กับกษัตริยราชทังแห่งราชวงศ์ซาง กษัตริยราชอู่แห่งราชวงศ์โจว และจิ๋นซีฮ่องเต้ พระองค์ทรงสร้างรากฐานราชวงศ์ฮั่นไว้ให้ลูกหลาน สร้างคุณูปการใหญ่หลวงสมกับที่เป็นจักรพรรดิอาวุโสของจักรพรรดิรุ่นหลังทั้งหมด

ถึงกระนั้นพระองค์หาได้บำเพ็ญขัตติยธรรมตามมรรคาแห่งกษัตริยราชโดยบริสุทธิ์พระทัยอย่างแท้จริงไม่ (ทรงประหารขุนนางที่สร้างคุณูปการใหญ่หลวงแก่แผ่นดินราชวงศ์ฮั่นหลายคน) เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต พระมเหสีลวี่จื้อจึงกำเริบเสิบสาน มีรับสั่งให้ตัดแขนขา และควักนัยน์ตาสนมโปรดของพระสวามี ทิ้งลงในหลุมอุจจาระ เรียกันว่า “สุกรมนุษย์” และวางยาพิษปลงพระชนม์เจ้าพระยาจ้าว ราชโอรสองค์โปรดของพระสวามี เลือดเนื้อเชื้อไขของพระองค์ต้องรับกรรมแทนเช่นนี้ กระทั่งวงศาคณาญาติฝ่ายราชนิกุลสามารถกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ศาลบูชาบรรพบุรุษฮั่นถูกทำลาย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะพระองค์ทรงไม่ไว้วางพระทัยข้าราชบริพาร และไม่มีสติปัญญาเล็งการณ์ไกลพอ ทั้งที่ขุนศึกขุนนางของพระองค์ล้วนเก่งกล้าสามารถ หาคนเทียบเคียงได้ยากทั้งในอดีตและปัจจุบัน และพระองค์ก็สามารถคัดสรรและช่วงใช้อย่างถูกต้องตามธรรมเนียม กระทั่งยึดครองแผ่นดินสำเร็จ ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิ

ส่วนจักรพรรดิฮั่นกวงอู่นั้น พระองค์มีนิสัยดีงามโดยกำเนิด มีความเที่ยงธรรม ท่าทีนอบน้อมอ่อนโยน เข้าใจทางสายกลาง และมีพระหรทัยกว้างขวางไม่ด้อยกว่าอริยปราชญ์ นอกจากนี้ พระองค์ทรงมีความรู้กว้างไกล มีไหวพริบปฎิญาณ มีเมตตา รู้จักให้อภัย และสุขุมรอบคอบ เวลานั้นเกิดภัยแล้งอย่างหนัก ราชวงศ์ฮั่นเสื่อมโทรมยิ่ง พระองค์จึงกรีฑาทัพธรรมปราบปรามเหล่าโจรร้าย กองทัพยังไม่ทันออกจากนครหนานจิง หวางหมั่งชิงถึงแก่กรรมที่ตงตู พระองค์ทรงวางแผนล่วงหน้าอย่างดี จึงสามารถพิชิตทั่วแผ่นดิน รบทุกครั้งชนะทุกครั้ง พระองค์ทรงเมตตาและมีพระอิริยาบถอ่อนโยนจนเป็นที่เลื่องลือ โต้วหยงจึงยอมสวามิภักดิ์ติดตามรับใช้พระองค์ หม่าเหยียนพบพระองค์ ก็ยอมสยบทั้งกายและใจ พระองค์ทรงสร้างสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับชนต่างเผ่า มีชื่อเสียงเทียบเคียงกษัตริยราชเหยา หวี และซุ่น พระองค์ทรงใช้ชีวิตเรียบง่ายสูงส่งบริสุทธิ์ บำเพ็ญขัตติยธรรมเยี่ยงฝูซี พระองค์ทรงนอบน้อมถ่อมตน ช่วงใช้และคบหาปราชญ์บัณฑิตเยี่ยงโจวกง (เล่าลือกันว่าบางครั้งโจวกงต้องคายข้าวในปากถึงสามครั้ง เพื่อออกไปต้อนรับปราชญ์สามคนขณะกินข้าวหนึ่งมื้อ) พระองค์ทรงใส่พระทัยในราชกิจงานเมือง บรรทมดึกตื่นเช้า เหน็ดเหนื่อยพระวรกายไม่เว้นแต่ละวัน

มองในแง่คุณูปการ ภารกิจของพระองค์แตกต่างจากจักรพรรดิฮั่นเกาจู่ หากเปรียบเทียบสูงต่ำ วีรกรรมของพระองค์ก็แตกต่างจากจักรพรรดิฮั่นเกาจู่ แต่พระองค์ทรงบำเพ็ญขัตติยธรรมไม่ด่างพร้อย ถึงพระองค์จะมีกองทัพที่อ่อนแอกว่า มีขุนศึกขุนนางที่สติปัญญาด้อยกว่า แต่พระองค์ก็สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า รับประกาศิตสวรรค์ ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิในที่สุด สร้างคุณูปการใหญ่หลวงเป็นอมตะแก่แผ่นดิน เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว ต้องยอมรับว่า จักรพรรดิฮั่นกวงอู่เด่นล้ำกว่าจักรพรรดิฮั่นเกาจู

นี่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมนำเสนอเรื่องราวของจักรรรดิพระองค์นี้ ฮั่นกวงอู่ตี้หลิวซิ่ว

                       

ฮั่นกวงอู่ตี้หลิวซิ่ว (汉光武帝刘秀) ก่อนคริสต์ศักราช 5 ปี ถึงวันที่ 29 เดือนสาม ค.ศ. 57 จักรพรรดิผู้สถาปนาราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เป็นอีกหนึ่งรัฐบุรุษที่มีชื่อเสียงมากในประวัติศาสตร์จีน นักยุทธศาสตร์การทหารในยุคทีราชวงศ์ซินหมาง (新莽) ล่มสลาย แผ่นดินถูกแบ่งแยก ประเทศสับสนวุ่นวายไปทั่ว หลิวซิ่วเป็นสามัญชนคนธรรมดาทั่วไปที่สืบสายเลือดมาจากราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ลุกขึ้นก่อการ ณ.ที่บ้านเกิดเมืองนอนของตน ค.ศ.25 หลิวซิ่วและการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของเขาถูกเผยแพร่ออกไป ณ.ที่มณฑลเหอเป่ย (河北) พระองค์สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ ในความหมายเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่หลิวสื้อจ้ง  (刘氏重) ยังคงใช้ “ฮั่น” (汉) เป็นชื่อราชวงศ์ ในนามของราชวงศ์ “ฮั่นตะวันออก” (东汉. ตงฮั่น) หลังจากที่ต้องยกทัพทำศึกสงครามเป็นเวลายาวนานถึงสิบสองปี หลิวซิ่วทำลายและเข้ายึดกวนตง (关东) หล่งโหย่ว (陇右) ซีซู่ (西蜀, เสฉวนตะวันตก) และแผ่นดินที่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองอื่นๆตั้งแต่การล่มสลายของราชวงศ์ซินหมางเกิดเป็นขุนศึกแบ่งแยกดินแดนอยู่ในที่ต่างๆเป็นเวลายาวนานเกือบยี่สิบปี ในระหว่างที่หลิวซิ่วครองราชย์ยาวนานถึง 33 ปี ให้การสนับสนุนลัทธิขงจื้อ ยึดมั่นในความซื่อสัตย์และคุณธรรมอย่างสูง ราชวงศ์ฮั่นตะวันออกถูกนักประวัติศาสตร์จีนยุคต่อมายกย่องให้เป็นหน้าแรกของประวัติศาสตร์จีน “เฟิงฮั้วจุ้ยเหมย หรูเสวจุ้ยเฉิง” (风化最美、儒学最盛, ศีลธรรมจรรยาที่สวยงาม ลัทธิขงจื้อเจริญร่งเรือง เป็นคำพูดของ ซือหม่ากวง司马光และ เหลียงฉี่เชา梁启超) ในยุคสมัยนั้น

ชีวประวัติเริ่มต้น

หวางหมาง (王莽) อัครเสนาบดี ราชนิกูลองค์จักรพรรดิฮั่นเฉิงตี้ (汉成帝)ฝ่ายพระมเหสีจัดการยึดอำนาจการปกครองจากจักรพรรดิฮั่นหรูจื่อ (汉孺子) จักรพรรดิองค์ที่ 12 องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตกซึ่งขึ้นครองราชย์ด้วยพระชนม์มายุ 7 พรรษา สถาปนาราชวงศ์ซิน (新朝, ซินเฉา) ปราดาภิเษกตั้งพระนามตนเองว่า ซินหมาง (新莽)

ราชวงศ์ฮั่นตะวันตกตั้งแต่สถาปนาราชวงศ์ขึ้นมาการบริหารราชการแผ่นดินตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ตระกูลหวางของพระมเหสี หวางเจิ้งจวิน (王政君)ผูกขาดอำนาจการปกครองแบบเบ็ดเสร็จ รวมทั้งจักรพรรดิฮั่นเฉิงตี้แก่ชราและหลงๆลืมๆหลงใหลไว้ใจพี่สาวน้องสาวตระกูลจ้าวเป็นอันมาก จึงกลายเป็นสถานการณ์ “พี่น้องจ้าวสร้างความวุ่นวายภายในวัง ภายนอกวังมีการล่วงเกินอำนาจราชวงศ์” เมื่อถึงยุคของจักรพรรดิฮั่นอ้ายตี้ (汉哀帝) บ้านเมืองเผชิญหน้ากับการปั่นป่วน ผู้คนเป็นเดือดเป็นแค้นต่อต้านการปกครอง ไม่มีใครเชื่อฟังคำสั่งกฎหมายบ้านเมือง ในไม่นานสถานการณ์กระจายไปทั่วแผ่นดิน สัญญาณของบ้านเมืองไร้ขื่อไร้แปปรากฎขึ้นอย่างเห็นชัดเจน จักรพรรดิฮั่นอ้ายตี้และจักรพรรดิฮั่นเฉิงตี้ทั้งสองสวรรคต ในรอบพันปีที่ผ่านมาไม่เคยมีมาก่อนที่อัครเสนาบดี หวางหมางยกตัวเองขึ้นสู่อำนาจปกครองแผ่นดินจดจำเป็นบันทึกในประวัติศาสตร์จีน

 

แผนที่แสดงอาณาเขตของกองทัพลู่ว์หลิน (绿林,กองทัพป่าเขียว) ยกทัพขึ้นทำการที่ชื่อเหมย (赤眉)

หวางหมางยกตนเองขึ้นเป็น “อันฮั่นกง” (安汉公) ปกครองอยู่หลังฉากจักรพรรดิ ซึ่งเกือบจะเหมือนเหตุการณ์ในอดีตที่โจวกง (周公)อยู่หลังฉากปกครองชักใยจักรพรรดิ ราชวงศ์ฮั่นตะวันตกนับแต่สถาปนาขึ้นมาในปีแรกปกครองมาถึง ค.ศ. 8 หวางหมางไม่เห็นทารกน้อยจักรพรรดิหรูจื่ออิง (孺子婴 หรือ หลิวอิง刘婴) อยู่ในสายตาแต่งตั้งตนเองเป็น อันกง ปราบดาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิอย่างเป็นทางการ สถาปนาราชวงศ์ใหม่ ปีแรกของราชวงศ์ คือ “สือเจี้ยนกั๊ว” (始建国, เริ่มต้นสร้างชาติ) ราชวงศ์ฮั่นตะวันตกหลังจากปกครองมานาน 214 ปี ในที่สุดก็ล่มสลาย

การล่มสลายของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ในห้วงเวลาแผ่นดินวุ่นวายมีการจัดตั้งทัพเพื่อทำสงครามต่อต้านราชวงศ์ใหม่สือเจี้ยนกั๊ว จักรพรรดิเจี้ยนซิ่งตี้หวางหมาง (建兴帝王莽) ต้องรับมือแก้ไขปัญหาใหญ่ต่างๆของสังคมเป็นจำนวนมากที่ตกทอดมาจากราชวงศ์ก่อน เมื่อเริ่มราชวงศ์ต้องลงมือผ่าตัดปฎิรูปเป็นการใหญ่ นีคือบันทึกในประวัติศาสตร์จีนอันมีชื่อเสียง ว่า “หวางหมางก่ายจื่อ” (王莽改制) ในขณะที่หวางหมางกำลังทำการปฎิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบาย “หวางเถียนหลิ่ง” (王田令, การปฎิรูปการใช้ที่ดิน) และ “ซือซู่หลิ่ง” (私属令, การปฎิรูปความเป็นไท) คือเนื้อหาหลักของการปฎิรูปโครงสร้าง จุดประสงค์เพื่อการแก้ปัญหาการผนวกดินแดนหรือที่ดิน และปัญหาเรื่องทาสตั้งแต่ในยุคสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก

ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันตกมีการเพิ่มขึ้นของการผนวกดินแดนและที่ดินเป็นจำนวนมาก ชาวนาชาวไร่ส่วนใหญ่สูญเสียที่ดินทำกินต้องกลายเป็นทาส ทั้งยังเลวร้ายลงไปเรื่อยๆจนวุ่นวายกลายเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม การปฎิรูปของหวางหมางจริงแล้ว คือ การปรับโครงสร้างที่มีความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่อาทิเช่น หูสื่อ (胡适) และคนอื่นๆต่างยกย่องและให้เครดิตแก่หวางหมางอย่างสูงในเรื่องนี้ แต่การปฎิรูปโครงสร้างรากฐานของหวางหมางนั้นดูรีบร้อนเกินไปและมีการละเมิดอย่างรุนแรงต่อรูปธรรมของกฎหมาย หวางหมางพยายามจะใช้เวลาภายในคืนเดียวเพียงเพื่อจะพึ่งพาการออกกฎหมายรัฐเปลี่ยนแปลงสิทธิการถือครองศักดินาที่ดินที่ปฎิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนานตั้งแต่ในอดีตซึ่งนำไปสู่ความวุ่นวายและไม่สงบในสังคมมากขึ้น

ในที่สุดการปฎิรูปโครงสร้างของหวางหมางจบลงด้วยความล้มเหลวทั้งยังเพิ่มความชัดเจนของความขัดแย้งต่างๆภายในสังคมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ในสมัยราชวงศ์ซินหมาง เกิดการขาดแคลนน้ำ แผ่นดินแห้งแล้ง และเกิดภัยธรรมชาติต่างๆขึ้นมากมาย ที่ราบกว้างใหญ่กลางประเทศรกร้างว่างเปล่า คนอดอยากหิวโหยเต็มไปทั่ว ในที่สุดในสมัยราชวงศ์ซินหมางที่ปกครองประเทศ กลุ่มชาวนาและชาวชนบทที่ ชื่อเหมย (赤眉) ลูว์หลิน (绿林) ถองหม่า (铜马) และที่อื่นๆต่างจับอาวุธรวมตัวกันตั้งเป็นกองทัพกบฎชาวนารุกรบต่อต้านเพื่อแย่งดินแดนแบ่งแยกประเทศในทันที แผ่นดินวุ่นวายลุกเป็นไฟ

แผนที่แสดงอาณาเขตของกองทัพลู่ว์หลิน ขยายอำนาจการปกครอง

หลิวซิ่ว (刘秀) แม้จะสืบสายเลือดมาจากจักรพรรดิราชวงศ์ก่อน แต่ก็เป็นสายเลือดที่เกิดจากนางสนมที่อยู่ปลายแถว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันตกลูกหลานราชวงศ์หลิวมีเกลื่อนกลาดอยู่ไปทั่วแผ่นดิน ในบันทึก “ฮั่นซู ผิงตี้จี้” (汉书-平帝纪, บันทึกจักรพรรดิราชวงศ์ฮั่น) บันทึกว่า “ผู้สืบสันติวงศ์ราชวงศ์ฮั่นจวบถึงปัจจุบันมีจำนวนมากกว่าแสนคน” ภาพที่ปรากฎตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกจำนวนลูกหลานที่สืบตระกูลหลิวมีอยู่เป็นจำนวนมาก ครอบครัวตระกูลหลิวของหลิวซิ่วอาศัยอยู่ ณ.เมืองหนานหยาง (南阳) สถานะของครอบครัวตกต่ำย่ำแย่กว่ารุ่นก่อนๆ พอตกทอดถึงรุ่นของหลิวซิ่วนับได้ว่าเป็นสามัญชนธรรมดาเหมือนชาวบ้านทั่วไป

ในยุคสามก๊กเฉาจื่อ (曹植, เฉาเชา หรือ โจโฉ) ครั้งหนึ่งกล่าวว่า “ฮั่นจือเอ้อร์จู่ (汉之二祖, ราชวงศ์ฮั่นมีสองบรรพบุรุษ หมายถึง ฮั่นเกาจู่หลิวปัง汉高祖刘邦 และซื่อจู่หลิวซิ่ว世祖刘秀) จวี้ฉี่ยวี๋ปู่อี (俱起于布衣, ทั้งสองคือสามัญชนคนธรรมดา) จากบันทึก “จินโหลวจือ” (金楼子) บันทึกม้วนที่สี่ บันทึกโดยหลี่เหยียน (立言)

หลิวซิ่ว (刘秀) แตกต่างจากพี่ชายคนโตของเขาหลิวเหยียน (刘縯) หลิวเหยียนเป็นคนไม่เอาการเอางาน เห็นบ้านเมืองกำลังล่มสลาย ต้องการเป็นวีระบุรุษขี่ม้าขาวเพื่อมาแก้ไขสถานการณ์บ้านเมือง แต่หลิวซิ่วเป็นคนที่เต็มไปด้วยความคิด จัดการเรื่องราวต่างๆจนจบด้วยความระมัดระวัง ในสมัยราชวงศ์ซินหมาง บ้านเมืองวุ่นวายเห็นกันไปทั่ว หลิวเหยียนและเด็กหนุ่มทั้งหลายในเมืองหนานหยางเห็นบ้านเมืองระส่ำระสายต้องการเข้าร่วมในกองทัพ แต่หลิวซิ่วมองสถานการณ์บ้านเมืองต่างๆด้วยความระมัดระวัง

ตามบันทึก “ไท่ผิงยวี่หลาน” (太平御览) ม้วนที่เก้าสิบ บันทึกโดย ตงกวนฮั่น (东观汉) “หลังจากขบคิดเป็นเวลานาน บ้านเมืองต้องกลับมาสงบร่มเย็น กองทัพในเมืองจึงลุกขึ้นก่อการ” เห็นได้ชัดเจนว่า หลิวซิ่วยกทัพขึ้นก่อการหลังจากการขบคิดเป็นเวลานานและด้วยความรอบคอบระมัดระวัง เห็นบ้านเมื่องระส่ำระสายวุ่นวายไปทั่ว ตัดสินใจที่จะยกทัพออกรบ อุปนิสัยที่แตกต่างกันของหลิวเหยียน และหลิวซิ่วเป็นตัวตัดสินใจจุดจบของอนาคตของพี่น้องทั้งสองนี้ที่แตกต่างกัน

 

สงครามใหญ่ที่คุนหยาง (昆阳) ซินหมางล่มสลาย

เนื่องจากพี่น้องหลิวซิ่วและเด็กหนุ่มจากเมืองหนานหยางเตรียมทัพกันอยู่ที่ชงหลิง (舂陵) ในเมืองหนานหยางเพื่อออกรบ เป็นที่รู้กันทั่วไปว่ากองทัพของหลิวซิ่วสองพี่น้องนี้เรียกกันว่า “ชงหลิงจวิน” (舂陵军, กองทัพชงหลิง) กองทัพชงหลิงถือว่าเป็นกองทัพหลักของสองพี่น้องตระกูลหลิวณ.เมืองหนานหยางและเป็นกองทัพของวีรบุรุษผู้กู้ประเทศ ทหารขาดเสื้อเกราะ อาวุธยุทโธปกรณ์ขาดแคลนแม้แต่ในตอนต้นของการปราบดาตัวเองเป็นจักรพรรดิ หลิวซิ่วขี่วัวออกรบ มันได้กลายเป็นตำนานทางประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้กล่าวขานถึงความกล้าหาญของพระองค์ ซึ่งเรียกขานกันว่า “วัวนำจักรพรรดิราชวงศ์ใหม่กลับมา” (牛背上的开国皇帝, หนิวเป่ยซางคายกั๊วเตอหวางตี้) หลังจากผ่านการรบที่ดุเดือดฆ่าซินเย่เว่ย (新野尉) หลิวซิ่วจึงมีม้าขี่ทำศึก

เพื่อเสริมสร้างแรงผลักดัน สร้างความแข็งแกร่งให้กับกองกำลังต่อต้านซินหมาง กองทัพชงหลิงกับกองทัพซินสื่อ (新市) ผิงหลิน (平林) และเซี่ยเจียง (下江) ทั้งสามทัพนี้รวมกันกลายเป็นกองทัพลู่ว์หลิน (绿林, กองทัพป่าเขียว) ซึ่งเป็นกองทัพใหญ่ที่ใช้ในการรบเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กองทัพ ภายหลังยังรวมเอากองทัพปี๋สุ่ย (沘水) ยวี้หยาง (育阳) และกองทัพอื่นๆที่ร่วมกันทำสงครามต่อต้านกองทัพซินหมาง ทำลายกองทัพซินหมาง ทั้งยังสามารถฆ่าแม่ทัพใหญ่กองทัพซินหมาง เจินฟู่ (甄阜) เหลียงฉิวซึ (梁丘疵) และแม่ทัพคนอื่นๆ ซินหมางปกครองแผ่นดินอยู่สี่ปีตั้งแต่ ค.ศ. 23 กองทัพราชวงศ์ฮั่นตะวันตกนำโดยหลิวเสวียน (刘玄) นำแม่ทัพกองทัพลู่ว์หลินเข้ายึดแผ่นดินปราบดาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ สถาปนาราชวงศ์ “เกินสือ” (更始) หลิวเสวียนก็คือจักรพรรดิเกิงสื่อตี้ (更始帝) ในประวัติศาสตร์จีน ในช่วงนั้นหลิวเหยียนและกองทัพตระกูลหลิวจากหนานหยางไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่ถูกบังคับเพราะอยู่ในกองทัพพันธมิตรร่วมรบ กองทัพลู่ว์หลินมีกำลังมหาศาล พร้อมทั้งออกรบแถวหน้าตลอด จำใจต้องยอมรับหลิวเสวียนชั่วคราว หลิวเหยียนได้รับแต่งตั้งเป็น “ต้าสือถู” (大司徒) หลิวซิ่วก็เช่นกันได้แต่งตั้งเป็นแม่ทัพ “ไท่ฉางเพียนเจียงจวิน” (太常偏将军) หลังจากสถาปนาระบอบปกครองเกินสือ นำเอาแบบอย่างของราชวงศ์ฮั่นตะวันตกมาใช้ ทั้งยังก่อสร้างพระราชวังใหม่อย่างใหญ่โตมโหฬาร หวางหมางออกคำสั่งให้ต้าสือคงหวางอี้ (大司空王邑) ต้าสือถู หวางสวินฟา (王寻发) แต่ละเมืองยกทัพสี่แสนสองหมื่นไปตั้งทัพที่คุนหยาง (昆阳) และหวานเฉิง (宛城) เพื่อคุมเขตแดนและพยายามล้มล้างระบอบปกครองเกินสือให้หมดสิ้นไป

คราวนี้เมืองเล็กๆเช่นคุนหยางได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กองทัพซินหมางและกองทัพฮั่นที่จะขับเคี่ยวกัน คุนหยางตั้งอยู่บนฝั่งเหนือของแม่น้ำคุนสุ่ย (昆水) ดังนั้นจึงมีชื่อว่า คุนหยาง ทางทหารถือเป็นจุดยุทธศาสตร์การทหารที่สำคัญแห่งหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์จีน กองทัพหวางหมางเต็มไปตลอดเส้นทาง ธงรบโบกพัดไสว เสบียงและยุทโธปกรณ์สนับสนุนมากมายมองไปสุดหูสุดตา ตั้งแต่ราชวงศ์ฉินจนราชวงศ์ฮั่นเข้ายึดปกครองแผ่นดินไม่เคยมีการยกทัพใหญ่ขนาดนี้มาก่อน การเผชิญหน้ากับกองทัพซินหมางที่ใหญ่มหึมาท่วมฟ้าท่วมดิน กองทัพป้องกันคุนหยางมีกำลังไม่กี่หมื่นคน ทหารเต็มไปด้วยความหวาดกลัว คิดถึงความปลอดภัยของครอบครัวและลูกเมียของพวกเขา ต่างต้องการละทิ้งจากเมืองนี้ ยิ่งห่างไกลยิ่งดี

แต่หลิวซิ่วได้ประกาศเจตนาความคิดของเขา “ตอนนี้กองทัพเรามีกำลังทหารน้อยเปรียบเทียบกับกองทัพซินหมางที่มีกำลังทหารมหึมา แต่เรามีจิตใจพร้อมที่จะต่อต้าน ทัพเราสามารถยืนหยัดอยู่ได้ แต่ถ้าพวกท่านพร้อมที่จะละทิ้งทัพโดยไม่คิดจะลองต่อต้านก่อนเลย เราจะป้องกันและรักษาเมืองหว่านเฉิง (宛城) ไม่อยู่ และเมืองหว่านเฉิงจะไม่ปลอดภัย ถ้าเมืองคุนหยางถูกทำลายวันหนึ่งอาจมีคนถามว่า ตอนนั้นพวกท่านไปอยู่ ณ.ที่ไหน วันนี้ทุกท่านมีความเห็นที่แตกต่างมากมาย แล้วพวกท่านจะปกป้องลูกเมียและทรัพย์สินสมบัติได้อย่างไร”  หลิวซิ่วประกาศเจตนาโน้มน้าวอย่างตื่นตาตื่นใจครั้งนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากนายพลทั้งหลายของกองทัพลู่ว์หลิน แต่ในเวลาต่อมาม้าเร็วสอดแนมเข้ามารายงานว่า “กองทัพศัตรูยกทัพจากทางเหนือเข้าสู่เมือง ห่างจากเมืองประมาณหนึ่งร้อยลี่ (里, หรือ ลี้ ที่คนไทยเรียก 1 ลี่ =12 กิโลเมตร) ไม่นานจะยกมาถึงเมือง”

เห็นเช่นนี้แล้วแม่ทัพนายกองทั้งหมดจำเป็นต้องกลับมาปรึกษากับหลิวซิ่วในการวางแผนการรับมือกับกองทัพซินหมาง หลิวซิ่ววางแผนการรับมือให้กับนายทหารทั้งหมด โดยกำหนดให้เฉิงกั๊วซ่างกง หวางเฟิ่นเติ่ง(成国上公王凤等) ป้องกันกำแพงและคูเมือง ตนเองพร้อมทัพม้าหนึ่งหมื่นสามพันนายอาศัยความมืดฝ่าวงล้อมคอยตีกลับเสริมทัพในเมือง ในตอนนั้นทัพใหญ่ของซินหมางกำลังเริ่มต้นโอบล้อมตัวเมือง บันทึกในประวัติศาสตร์ “ซิ่วเติ่งจีปู้เต๋อชวู” (秀等几不得出, หมายความว่า แทนที่หลิวซิ่วจะรอโอกาสกลับยกทัพออกไป) กล่าวไว้ว่ากองทัพหลิวซิ่วเกือบจะยกทัพออกนอกเมืองไม่ทัน หลิวซิ่วยกทัพออกนอกเมืองไม่ทันใดกองทัพใหญ่ของซินหมางเริ่มเข้าโอบล้อมเมืองคุนหยาง บันทึกยังกล่าวบรรยายกองทัพซินหมางว่า “ล้อมทั้งสิบด้าน ค่ายทหารเป็นร้อยค่าย รถบรรทุกสัมภาระเป็นสิบ เต็มเมืองคั่นหลิง (瞰临) ธงรบปักเป็นแนวยาว ฝุ่นกระจายไปทั่วท้องฟ้า ปี่กลองรบได้ยินไปไกลเป็นร้อยลี้ สำหรับเส้นทางทัพทอดยาวไปถึงเมืองเพิงทง (輣橦) หน้าไม้ที่ยิงมั่วออกมา หล่นจากฟากฟ้าดั่งสายฝน กำลังทัพเหมือนกระแสน้ำที่พร้อมไหลทะลักออกมา”

เห็นได้ว่าคราวนี้เมืองเล็กๆเช่นคุนหยางต้องมาแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ ไม่กี่วันต่อมาแม่ทัพคุมเมืองเฉิงกั๊วซ่างกง หวางเฟิ่นเติ่ง(成国上公王凤等) ขอยอมแพ้ต่อกองทัพซินหมาง แม่ทัพใหญ่ซินหมาง ต้าสือคง หวางยี่ (大司空王邑) ไม่ยอมรับข้อเสนอการยอมแพ้ หวางยี่คิดว่าอีกไม่กี่วันคุนหยางจะตกเป็นเมืองของเขา เตรียมการที่เข้าตีเมืองให้ได้จากนั้นจะฆ่าล้างเมือง ทหารรักษาเมืองคุนหยางเห็นว่ากองทัพซินหมางไม่ยอมรับข้อเสนอจึงพร้อมกันเตรียมใจถวายหัวสู้ตาย เมื่อกองทัพใหญ่ซินหมางเคลื่อนทัพ หนทางเต็มไปด้วยทหาร ยิงลูกศรธนูเข้าไปในเมืองดังห่าฝน แต่ทหารลู่ว์หลินในเมืองก็ยังยืนหยัดป้องกันเมือง เมืองเล็กๆเช่นคุนหยางยังสามารถยืนหยัดตระหง่านต่อต้านการรุกโจมตีแบบโหดเหี้ยมได้อยู่หลายๆวัน

ต้นเดือนหกกองทัพที่หลีกหนีการปิดล้อมเพื่อเป็นกำลังเสริมของหลิวซิ่วออกคำสั่งให้เหยียนเฉิง (郾城) และติงหลิง (定陵) รีบยกทัพม้าเข้าช่วยกู้เมืองคุนหยาง เปรียบเทียบอัตราศึกของทัพหลิวซิ่วกับทัพซินหมาง วางทัพม้าพันตัวเป็นแนวรุกห่างจากแนวรบของกองทัพใหญ่ซินหมางไม่กี่ลี้ สองแม่ทัพซินหมาง เอ้อร์กง  (二公คือ ต้าสือคงหวางยี่大司空王邑และต้าสือถูหวางสวิน大司徒王寻 เปรียบแล้วมีกำลังทัพเป็นสามเท่าของทัพหลิวซิ่ว เลยเรียกว่า เอ้อร์กง) เห็นกองทัพหลิวซิ่วมีกำลังทหารน้อย มีกำลังทหารที่จะสู้รบปรบมือเพียงพันนาย แต่ผลการรบกลับกลับกลาย ถูกทัพหลิวซิ่วฆ่าตายเป็นจำนวนพัน

 แผนการรบสงครามคุนหยาง

การเริ่มต้นด้วยชัยชนะของกองทัพหลิวซิ่วเป็นขวัญกำลังใจอย่างดีให้แก่กองทัพ ยังทำให้กองทัพซินหมางไม่สามารถตีเมืองให้แตกได้ ทหารซินหมางเหนื่อยล้า รวมทั้งกองทัพเสริมของหลิวซิ่วได้ทำลายทัพม้าของซินหมางเป็นจำนวนมากเป็นการทำลายขวัญของทัพศัตรู ขณะเดียวกันหลิวซิ่วส่งคนจงใจทำจดหมายยอมแพ้ในสนามรบว่า ทัพตนยึดหว่านเฉิง (宛城) ได้แล้ว หว่านเฉิงคือเมืองเชื่อมกับคุนหยางซึ่งทัพฮั่นสามารถถอยทัพกลับไปได้ หวางยี่ได้รับจดหมายนี้รู้สึกสถานการณ์ฝ่ายตนเองไม่ปลอดภัย คราวนี้หลิวซิ่วเลือกทหารฝีมือดีสามพันนายเป็นทหารกล้าตายที่ทำตนให้เป็นตัวอย่าง หลิวซิ่วนำทัพเข้าตีซ้ำฝ่าเข้าไปในใจกลางกองทัพใหญ่ซินหมาง ในการรบติดพันพัลวันต้าสือถูหวางสวินถูกฆ่าตายในขณะที่ค่ายทหารซินหมางอื่นๆไม่กล้าขัดคำสั่งของหวางยี่เพื่อยกทัพเข้าไปช่วยเหลือ ค่ายทหารใหญ่ใจกลางทัพซินหมางถูกทำลายพินาศ ในเวลาเดียวกันแม่ทัพนายกองกองทัพลู่ว์หลินที่ป้องกันเมืองอย่างหนักเป็นเวลาหลายวันเห็นกองทัพซินหมางโกลาหล  รีบยกทัพออกนอกเมืองไล่ฆ่าทหารซินหมาง เสียงสั่งฆ่าดังไปถึงฟากฟ้า ทันใดนั้นเป็นห้วงเวลาที่ฟ้าร้องและฟ้าผ่า ฝนตกกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ตีทัพใหญ่ซินหมางจนตกตะลึงแตกตื่นแย่งกันหนีไปคนละทิศคนละทาง

เมื่อกองทัพซินหมางเห็นทัพใหญ่โกลาหลแตกแถว แม่ทัพใหญ่ถูกฆ่า ทั้งกองทัพก็เต็มไปด้วยความโกลาหล ต่างทะเราะเบาะแว้งคิดแย่งหนีเอาตัวรอด ในที่สุดถูกฆ่า หรือไม่ก็วิ่งหนีกันชุลมุนจนเหยียบกันตายจนนับศพกันไม่หวาดไม่ไหว ศพกองท่วมแม่น้ำคุนสุ่ยจนกระแสน้ำไม่ไหล หวางยี่นำทหารซินหมางที่เหลือจำนวนน้อยเดินเหยียบศพทหารของตนข้ามแม่น้ำรีบยกกลับเมืองลั่วหยาง การศึกคุนหยางแม่ทัพใหญ่ผู้คุมทัพซินหมางสี่แสนสองหมื่นคนต้าสือคงหวางยี่ลำพองใจ ยกทัพเข้าตีด้วยความชะล่าใจอย่างยิ่ง สูญเสียทหารเป็นแสนที่เจียนเฉิง (坚城) เมืองคุนหยาง เข้าตีเมืองหลายวันก็ไม่แตก ทหารขาดขวัญและกำลังใจอย่างหนัก แม่ทัพอาวุโสน่าเหยียน (纳言) ซึ่งเกษียณอายุเคยเป็นลูกน้องของหวางยี่ได้ให้คำปรึกษาแก่ต้าสือคงหวางยี่ตอนที่กำลังล้อมเมืองคุนหยางว่า “คุนหยางเป็นเมืองเล็กแต้มีป้อมปราการยากที่จะโจมตี ถ้าเราเข้ายึดหว่านเฉิงไว้ก่อน รีบยกทัพใหญ่ไปทำการ พวกมันจะรีบหลบหนี หว่านเฉิงแตกแล้ว คุนหยางจะต้องช่วยตัวเอง” หวางยี่ตอบกลับว่า “ แม่ทัพเขี้ยวเสืออู๋จี๋อี้ (吾昔以)ล้อมตี๋อี้ (翟义) จนลุกนั่งไม่ได้แล้ว ข้ามอบหมายให้เขาเป็นคนรับผิดชอบ วันนี้ทหารเป็นล้าน ทำไมจะยึดเมืองไม่ได้ นอกจากมันจะเข้มแข็งจริงจริง ตอนที่ข้าเลือกฆ่าล้างเมืองนี้ ให้เลือดนองแผ่นดินก่อนค่อยยกทัพเข้าเมือง มาร้องเพลงก่อนค่อยเต้นรำกันเถอะ พวกมันรักษาเมืองได้ไม่นานหรอก” สามารถเห็นได้ว่า ผู้นำทัพซินหมาง ต้าสือคงหวางยี่เป็นคนหยิ่งยะโสและประมาทศัตรูเป็นอย่างยิ่ง และนี่คือการรบที่เมืองคุนหยางซึ่งกองทัพซินหมางสี่แสนสองหมื่นคนต้องปราชัยเพราะความผิดพลาดของผู้นำทัพ และหลิวซิ่วกับแม่ทัพกองทัพลู่ว์หลินตัดสินใจที่จะสู้ตายเพื่อตัดสินการบ แม้จะมีกำลังน้อยกว่าสิบเท่า ในสถานการณ์และแนวโน้มที่ไม่เป็นใจ แต่ยังสามารถเอาชนะการรบที่คุนหยางได้ทำลายข้าศึกจนพินาศ

หลังจากกองกำลังหลักทหารเป็นล้านนายของกองทัพซินหมางถูกทำลายลงที่คุนหยาง มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างสั่นสะเทือนเกิดขึ้นทำให้ระบอบการปกครองซินหมางล่มสลาย ปีเกิ่นสือ เดือนเก้า กองทัพลู่ว์หลินยกทัพเข้าตีเมืองฉางอัน (长安) หวางหมางถูกฆ่าตายในการรบประชิดพัวพัน ราชวงศ์ซินหมางล่มสลายตั้งแต่บัดนั้น

 

ทำตัวไม่ให้เป็นจุดเด่น เดินทางสู่เหอเป่ย

หลังจากหลิวซิ่วเอาชนะศึกครั้งแรกที่คุนหยางเขารีบยกทัพมุ่งสู่ทางใต้เพื่อตีเมืองและขยายอาณาเขต ในขณะที่มีข่าวร้ายมาถึง ต้าสือม่าหลิวเหยี่ยน (大司马刘縯) พี่ชายของหลิวซิ่วถูกจักรพรรดิเกิงสื่อตี้หลิวเสวียน (更始帝刘玄)ประหารชีวิต พี่ชายถูกจักรพรรดิเกิงสื่อตี้ฆ่าตายถ้าเป็นหลิวซิ่วไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นความแค้นที่จะต้องเอาคืน แต่หลิวซิ่วต้องระงับความเศร้า เจียมเนื้อเจียมตัวระวังตัวขึ้นเรื่อยๆ แต่ความเศร้าโศรกและโกรธแค้นไม่เคยละลายไป นั่นคือสภาพชีวิตของหลิวซิ่วซึ่งวางตัวเป็นคนสันโดษในขณะนั้นซึ่งต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่ง

เพื่อไม่ให้จักรพรรดิเกิงสื่อตี้สงสัยระแวงในตัวเขา เขารีบกลับมา ณ.เมืองหว่านเฉิงเพื่อขออภัยโทษที่ล่วงเกินจักรพรรดิเกิงสื่อตี้หลิวเสวียน กราบทูลไม่เคยติดต่อพี่ชายหลิวเหยี่ยนเป็นการส่วนตัว ถึงแม้การศึกที่คุนหยางเป็นความดีความชอบของหลิวซิ่ว แต่เขาก็ไม่แสดงว่าเขามีความดีความชอบในศึกนั้น ทั้งยังแสดงว่าตนเองยอมรับพี่ชายเป็นคนดื้อรั้น และยอมรับว่าพี่ชายมีความผิด จักรพรรดิเกิงสื่อตี้ประหารหลิวเหยี่ยนเนื่องจากหลิวเหยี่ยนขัดขืนไม่ยอมรับว่าตำแหน่งจักรพรรดิของพระองค์ ทอดพระเนตรเห็นหลิวซิ่วมานอบน้อมถ่อมตน รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง เนื่องจากสองพี่น้องหลิวซิ่วมีความดีความชอบอยู่มาก ดังนั้นจึงกล่าวว่า หลิวซิ่วไม่ได้มีความผิดใดๆ ทั้งยังแต่งตั้งให้เป็น “อู๋ซินโฮว” (武信侯) หลังจากหลิวซิ่วกลับมายังเมืองหว่านเฉิงและได้รับแต่งตั้งเป็นอู๋ซินโฮวไม่นาน ที่หว่านเฉิงเขาได้สมรสกับหยินลี่ฮว๋า (阴丽华) ลูกสาวของมหาเศรษฐีเมืองซินเย่ (新野) ตามความปรารถนาของเขามานานนับปี

อย่างไรก็ดีหลิวซิ่วรู้ดีว่า ถึงแม้ว่าเขาสามารถทำให้จักรพรรดิเกิงสื่อตี้วางใจเขาได้ครั้งหนึ่ง แต่จะไม่มีครั้งที่สอง ภายหลังเขาอาจจะถูกลงโทษมีชตากรรมเช่นเดียวกับหลิวเหยี่ยนพี่ชายของเขาหลังจากเขามีชื่อเสียงโด่งดังขจรไกล ยิ่งสูงยิ่งหนาว (功高震主, กงเกาเจิ้นจู่)

ครั้งเมื่อราชวงศ์ซินหมางถูกทำลายลง แต่ที่เหอเป่ย เมืองต่างๆทางเหนือของแม่น้ำฮวงเหอ (黄河, แม่น้ำเหลือง) เฝ้าดูสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด ยังไม่มีเมืองใดเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อระบอบปกครองเกิงสื่อ กองทัพชือเหม่ย (赤眉)ณ.ซานตง (山东)มีการพัฒนาเข้มแข็งและเพิ่มกำลังพลอย่างรวดเร็ว มีศักยภาพและอำนาจต่อรองมาก ทั้งยังมี “สามหวางเหอเป่ย” (河北三王, เหอเป่ยซานหวาง) ถงหม่า (铜马) โหยวไหล (尤来) ขลุ่ยเซียว (隗嚣) กงซุนซู่ (公孙述) และคนอื่นๆปกครองดินแดนตนเองเป็นเอกเทศ หลิวซึ (刘赐) บอกกับหลิวเสวียน ว่า “หลิวซิ่วคือตัวเลือกที่ดีที่สุดในการส่งไปเหอเป่ยเจรจาต่อรองกับขุนศึกต่างๆเหล่านั้นให้หันมาสวามิภักดิ์ อีกทั้งหลิวซิ่วคุ้นเคยกับทำเลที่เหอเป่ยเป็นอย่างดีเขาจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด” แท้จริงสามารถทำให้เหอเป่ยมารวมเป็นปึกแผ่นได้หรือไม่ คือ การกำหนดชตาของระบอบการปกครองเกิงสื่อว่าจะอยู่รอดหรือจะไป ตอนนั้นทางใต้อยู่ในการปกครองหมดแล้ว “จะได้ปกครองประเทศหรือไม่อยู่ที่ได้เหอเป่ยหรือไม่” แต่ต้าสือหม่าจูเว่ย (大司马朱鲔) ชึ่งเป็นแม่ทัพตัวแทนของกองทัพลู่ว์หลินไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะส่งหลิวซิ่วไปยังเหอเป่ย เมื่อครั้งหลิวเสวียนฆ่าหลิวเหยี่ยน ก็คือการเสนอความคิดเห็นของจูเว่ย (朱鲔) และหลี่อี้ (李轶) เหตุผลที่พวกของจูเว่ยไม่อยากให้หลิวซิ่วไปเหอเป่ยก็แสนง่าย ไม่ใช่หลิวซิ่วไม่มีความสามารถแต่หลิวซิ่วมีความสามารถเกินตัว หลิวเสวียนอึดอัดใจเพราะความคิดไม่เห็นด้วยของจูเว่ยนั้นมีเหตุมีผล ถ้าให้หลิวซิ่วไป หลิวซิ่วสะสมกำลังของตนเองจนแข็งแกร่งจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ถ้าไม่ให้หลิวซิ่วไป การเจรจาต่อรองกับขุนศึกต่างๆที่เหอเป่ยไม่สำเร็จยิ่งจะเป็นอันตรายมากกว่า ในขณะที่หลิวเสวียนคิดไม่ตกลังเลใจอยู่นั้น เฟิงอี้ (冯异) ได้แนะนำความคิดทางออกที่ดียิ่งให้แก่หลิวซิ่ว เฟิงอี้แนะนำหลิวซิ่วต้องทำอย่างยิ่งคือการหาวิธีเข้าไปประจบเอาใจมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย เฉาจิ้ง (曹竟) หลิวซิ่วฟังความเห็นของเฟิงอี้รับไปปฎิบัติ “โฮ้วเจ๋ยนาจือ” (厚结纳之, หมายความว่า ปฎิบัติต่อคนอื่นด้วยความจริงใจ)

เถลิงราชย์สมบัติ

รวบรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือ ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิ

ค.ศ. 23 เดือนสิบ จักรพรรดิเกิงสื่อตี้หลิวเสวียนส่งหลิวซิ่วในตำแหน่งต้าสื่อหม่าข้ามแม่น้ำฮวงเหอมุ่งสุ่เหนือ ปลอบขวัญเมืองต่างๆในเหอเป่ยให้อยู่ในความสงบ ระหว่างทาง เติ้งยวี่ (邓禹) ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจ้างเช่อ (杖策, ผู้บันทึกจดหมายเหตุประวัติศาสตร์) เพื่อนของหลิวซิ่วเร่งเดินทางมาพบจากทางเหนือ บอกข่าวแก่หลิวซิ่วว่า เกิงสือตี้หลิวเสวียนจะล่มสลาย แผ่นดินจะวุ่นวายอีกครั้ง แนะนำหลิวซิ่ว “รวบรวมวีรบุรุษผู้กล้า เสียสละปลอบขวัญรับใช้ประชาชน ปราบดาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ ปกป้องและรักษาประชาชน ทำงานรับใช้สาธารณชนด้วยปัญญา แผ่นดินไม่เคยขาดผู้นำ” คำพูดของเติ้งยวี่สอดคล้องกับความคิดในใจของหลิวซิ่ว หลิวซิ่วมาถึงเหอเป่ยไม่นาน หลิวหลิน (刘林) ราชบุตรของจ้าวเมียวหวาง (赵缪王) เชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ฮั่นตะวันตกในอดีตได้รับการสนับสนุนจากพวกของหวางหลาง (王郎) ตั้งต้นเป็นกษัตริย์พระนามว่า “หานตานเชิงตี้” (邯郸称帝) แต่เชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ฮั่นตะวันตกในอดีตอีกสายหนึ่งที่เหอเป่ย หลิวเจย (刘接) ราชบุตรของกว้างหย่างหวาง (广阳王) ยกทัพไปคัดค้านขัดขวางหลิวหลิน

เวลานั้นสถานการณ์ของหลิวซิ่วค่อนข้างยากแม้กระทั่งจะหนีกลับไปทางใต้เพื่อหลีกเลี่ยงหัวใจปัญหาของเหอเป่ย โชคยังดีที่ได้เขตซ่างกู่ (上谷) และเขตยวีหยาง (渔阳) สองเขตนี้ให้การสนับสนุน โดยเฉพาะลูกชายของซ่างกู่ไท่โซวเกิ่งควาง (上谷太守耿况, นายอำเภอซ่างกู่)เป็นเด็กหนุ่มใจกล้าชื่อว่า เกิ่งเหยียน (耿弇) จิตใจเยี่ยงวีรบุรุษ บอกแผนการกับหลิวซิ่วว่า “ยวีหยางและซ่างกู่ขี่ม้าติดต่อไปมามีม้าอยู่พันตัว ถ้าเรายกทัพม้าจากสองเขตนี้ หานตานหลิวหลินคงคิดไม่ถึงแน่ๆ” หลิวซิ่วเห็นด้วยและดีใจกับแผนการของเกิ่งเหยียน กล่าวว่า “ข้าขึ้นเหนือได้พบคนสำคัญแล้ว” ไม่นานหลิวซิ่วยกทัพโดยมีซ่างซูหลิ้งเซี่ยกง (尚书令谢躬) และ เจินติ้งหวางหลิวหยาง (真定王刘杨) สองแม่ทัพและทหารซึ่งจักรพรรดิเกิงสื่อตี้ส่งมาติดตาม และช่วยเหลือเข้าโจมตีหานตานหลิวหลิน ไล่ฆ่าหวางหลางและพวก เพื่อให้ความสัมพันธ์มั่นคงเพื่อจะผูกสัมพันธไมตรีกับหลิวหยางให้แน่นแฟ้น หลิวซิ่วเข้าสู่ประเพณีแบบดั้งเดิมตัดสินใจจัดพิธีใหญ่แต่งงานกับหลานสาวของเจินติ้งหวางหลิวหยาง นามว่า กัวเสิ่นทง (郭圣通) หลังจากที่หลิวซิ่วแต่งงานกับ หยินลี่ฮว๋า (阴丽华) ที่เมืองหว่างเฉิงได้มานานถึงปี

จักรพรรดิเกิงสื่อตี้เห็นกองทัพหลิวซิ่วเติบโตขึ้นในเหอเป่ย ไม่พอพระทัยเป็นอย่างยิ่งส่งฑูตไปยังเหอเป่ย แต่งตั้งหลิวซิ่วเป็นเซียวหวาง (萧王) ทั้งให้เวรโอนทหารและทัพม้าทั้งหมดกลับสู่เมืองฉางอันเพื่อมารับราชโองการแต่งตั้งเป็นทางการ ในเวลาเดียวกันรับสั่งให้ซ่างซูหลิ้งเซี่ยกงจับตาเฝ้าดูสถานการณ์ของหลิวซิ่ว อย่างใกล้ชิด ทั้งแต่งตั้งคนใกล้ชิดไปทำการตรวจสอบ (幽州牧, โหย่วโจวมู้ คือ ตำแหน่งผู้ตรวจสอบราชการสมัยฮั่นตะวันออก) นำกองกำลังทัพม้าคณะผู้ตรวจสอบราชการไปด้วย หลิวซิ่วอยู่ที่เหอเป่ยเห็นว่าไม่มีเหตุผลไม่ยุติธรรม ไม่ยอมรับพระราชโองการ ประวัติศาสตร์บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ว่า “จือสื้อสื่อเอ้อร์ยวีเกินสื่อ” (自是始贰于更始 หมายความว่า หลิวซิ่วเริ่มการปฎิรูปครั้งที่สอง) จากนั้นหลิวซิ่วสั่งให้นายทหารของเขา อู๋ฮั่น (吴汉) จับซ่างซูหลิ้งเซี่ยกงไปประหาร กองทัพม้าอื่นขอเข้าด้วยกับหลิวซิ่ว ขณะที่คณะผู้ตรวจราชการที่จักรพรรดิเกิงสื่อตี้ส่งมาที่เหอเป่ยมีผู้ตรวจการเหมียวเจิ้น (苗曾) และเหว๋ยสุ่น (韦顺) ไฉ้หยิน (蔡允) ซึ่งเป็นนายอำเภออื่นในเขตซ่างกุนก็ถูกพวกของอู๋ฮั่น เกิ่งเหยียนไล่ฆ่าทั้งหมด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลิวซิ่วเปิดสงครามกับจักรพรรดิเกิงสื่อตี้

หลิวซิ่วยกทัพสิบเขตจากยวีโจว(幽州)เข้ายึดครองดินแดนโจวจวิ้น (州郡) ของถงหม่า (铜马) ในเหอเป่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ต่อสู้ดุเดือดคือกองทัพชาวนา หลังจากการรบที่ดุเดือดบีบบังคับให้กองทัพชาวนาเป็นแสนคนของถงหม่ายอมจำนน รวมทั้งควบรวมทหารข้าศึกที่เข้มแข็งเข้าสู่กำลังพลของกองทัพ เป็นการเสริมกองทัพให้แข็งแกร่ง ตอนนั้นผู้คนในกวนจงขนานนามหลิวซิ่วณ.เหอเป่ย ว่า “ถงหม่าตี้” (铜马帝, จักรพรรดิม้าทองแดง) ค.ศ.25 เดือนหก หลิวซิ่วประสบความสำเร็จดังคำกล่าวที่ว่า “ยึดเมืองครองแดน นำคนเป็นล้าน” (跨州据土,带甲百万, ขว้าโจวจวี้ทู่ ไต้เจี๋ยป่ายว่าน) ที่ศาลาเชียนชิวถิง (千秋亭) ณ. เหอเป่ยห้าวเฉิง (鄗城 ปัจจุบัน คือ ตำบลกู่เฉินเตี้ยนเจิ้น固城店镇 เขตป่ายเซียง 柏乡 เมืองสิงไถ邢台มณฑลเหอเป่ย) ปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ เพื่อเป็นการระลึกถึงการฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น หลิวซิ่ว สถาปนาประเทศยังคงใช้ชื่อราชวงศ์ว่า “ฮั่น” รู้จักกันทั่วไปในนาม “โฮ้วฮั่น” (后汉, ราชวงศ์ฮั่นยุคหลัง หรือ ตามปลายราชวงศ์ถังและห้าราชวงศ์ต่อมาเรียกตามเมืองหลวงลั่วหยางซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองฉางอันและหลิวซิ่วซึ่งสถาปนาประเทศใหม่ทางทิศตะวันออก ว่า ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก) หลิวซิ่ว ทรงพระนามว่า “จักรพรรดิฮั่นสื่อจู่กวงอู่หวางตี้” (汉世祖光武皇帝)

ทำลายกองทัพชือเหม่ย (กองทัพคิ้วแดง) บดขยี้กวนตง

 

แผนการรบกองทัพฮั่นทำลายกองทัพชือเหม่ย (กองทัพคิ้วแดง)

ปีแรกแห่งศักราชเจี้ยนอู่ (建武) เดือนสิบ หลิวซิ่วเลือกเมืองลั่วหยางเป็นเมืองหลวงแทนที่เมืองฉางอัน (ซีอาน) บ้านเมืองสับสนวุ่นวายเป็นอันมาก กองทัพชื่อเหมยแต่งตั้งหุ่นเชิดเด็กน้อยหลิวเผิง (刘盆) ขึ้นเป็นยุวจักรพรรดิสถาปนาราชวงศ์เจี้ยนสื่อ (建世) ยกกองทัพสามแสนนายเข้าสู่กวนจง (关中) จักรพรรดิเกิงสื่อตี้ส่งจูเจียง (诸将) ออกทำศึกกับกองทัพชื่อเหมยแต่แพ้ต้องถอยทัพกลับ ทหารบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก สามทัพตื่นตระหนก (สามทัพคือ ทัพจักรพรรดิเกิงสื่อตี้ ทัพหลิวซิ่ว ทัพลูว์หลิน)ต่อมาจักรพรรดิเกิงสื่อตี้ขอยอมแพ้ลดตำแหน่งและฐานะตนเองเป็นฉางซาหวาง (长沙王) ในที่สุดถูกกองทัพชื่อเหม่ยฆ่าตาย

หลิวซิ่วฟังข่าวกองทัพลู่ว์หลินและการรบชนะสองครั้งใหญ่ของกองทัพชื่อเหม่ย ตัดสินใจส่งเติ้งยวี่ (邓禹) ไปทิศตะวันตกมุงสู่กวนจง เพื่อเฝ้าดูสถานการณ์เปลี่ยนแปลงที่นั่น ในห้วงเวลานั้นสามทัพหิวโหย ประชาชนขาดอาหาร บ้านเมืองว่างเปล่า เหมือนหนังหุ้มกระดูก กองทัพชื่อเหม่ยจำนวนแสนเข้ายึดครองเมืองฉางซา กำลังจะขาดแคลนเสบียงอาหาร ต้องถอนกำลังจากฉางซามุ่งสู่ตะวันตกไปยังเมืองหล่งโหย้ว (陇右)เพื่อสะสมเสบียงอาหารและพละกำลัง ผลลัพธ์คือสามารถแบ่งแยกดินแดนหล่งโหย้วที่ขุยเซียว (隗嚣) พ่ายแพ้ให้ แต่เมื่อฤดูหนาวอันโหดร้ายมาถึง ซึ่งหิมะตกกระหน่ำเต็มไปตามหุบเขาและเชิงเขา พื้นดินเย็นยะเยือกจนแทบหนาวตาย กองทัพชื่อเหม่ยเป็นแสนต้องหวลกลับไปทางทิศตะวันออกอีกครั้งมุ่งหน้าสู่ฉางอัน แต่ก็ถูกตีทัพพ่ายแพ้ให้แก่กองทัพเติ้งยวี่ที่รอคอยอยู่บังคับให้ถอนทัพออกจากฉางอัน ครั้งนี้กองทัพชื่อเหม่ยประสบกับความสูญเสียอย่างมหาศาล

เติ้งยวี่ทำสงครามกับกองทัพชื่อเหม่ยอยู่หลายๆครั้งและครั้งหนึ่งยึดได้เมืองฉางอัน แต่สุดท้ายพ่ายแพ้ให้แก่กองทัพชื่อเหม่ย ต้องถอยทัพออกจากเมือง เห็นกองทัพของเติ้งยวี่ทำการต่อสู้ทางตะวันตกพ่ายแพ้ หลิวซิ่ว ส่งเฝิงอี้ (冯异)เข้าสู่กวนจงแทนที่เติ้งยวี่เพื่อนำทัพทำศึกด้านตะวันตก เฝิงอี้เมื่อมาถึงเติ้งยวี่นำทัพเข้ารวมกับทัพเฝิงอี้ทำการสู้รบกับทัพชื่อเหม่ย ในที่สุดมีชัยชนะ เฝิงอี้เพียงใช้ทหารจำนวนน้อยขี่ม้าลอบออกจากแนวเพื่อหลบออกจากค่าย ส่วนเติ้งยวี่แกล้งแพ้ถอยทัพไปยวีหยาง (宜阳) เฝิงอี้ถอนกำลังถอยไปรวมทัพที่ซ่านเต๋อ (散的) เสริมการป้องกันและเตรียมการรบ รอโอกาสเข้าทำศึก ไม่นานเท่าไหร่เฝิงอี้เปิดศึกครั้งใหญ่กับกองทัพชื่อเหม่ยที่เหยาตี่ (崤底, ปัจจุบัน คือ ทางตะวันตกเฉียงใต้เขตเซินสือ渑池มณฑลเหอหนาน) สองฝ่ายผลัดกันรุกผลัดกันถอย ต่อสู้กันจนพระอาทิตย์ตกดิน ก่อนการรบเฝิงอี้เลือกทหารฉกรรจ์ที่มีบุคลิกเข้มแข็งผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เหมือนทหารชื่อเหม่ยหลบซ่อนอยู่ตลอดสองข้างทาง ถ้าเห็นทั้งสองฝ่ายมีใครเพลี่ยงพล้ำ ให้รีบยกทัพออกมาฆ่า กองทัพใหญ่ชื่อเหม่ยประสบเหตุการณ์ไม่คาดคิด ตื่นตระหนกเสียขวัญรบจนพ่ายแพ้ ถูกเฝิงอี้ทำลายทัพไปถึงแปดหมื่นคน หลังศึกที่เหยาตี่ กองทัพชื่อเหม่ยได้รับความสูญเสียอย่างมากมายรวมทั้งการขาดเสบียงอาหาร ถูกบีบอีกครั้งให้ยกทัพมุ่งสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้เพื่อสะสมเสบียงอาหารและเสริมกำลังพลและม้า กองทัพทั้งหมดต้องพึ่งตนเอง

ก่อนที่จะทำศึกเหยาตี่ หลิวซิ่วได้สำรวจเสบียงอาหารในเขตกวนจง จำนวนประชาชน กำลังทัพของขุยเสียวรวมทั้งแคว้นเฉิน (陈)และแคว้นอื่นๆทางตะวันตก การขนส่งเสบียงอาหารของกองทัพชื่อเหม่ยจะต้องขนส่งทางตะวันออกหรือทางใต้เท่านั้น หลิวซิ่วส่งแม่ทัพพั่วเจียนเจียงจวินโฮวจิ้น (破奸将军侯进) ไปดักรอปล้นเสบียงอาหารที่ ซินอัน (新安 ปัจจุบัน คือ ทางตะวันออกเขตเซินสือ渑池มณฑลเหอหนาน) แม่ทัพเจี้ยนเวยต้าเจียงจวินเกิ่งเหยียน (建威大将军耿弇)ไปรอดักปล้นเสบียงอยู่ที่อวีหยาง (宜阳 ปัจจุบัน คือ ทางตะวันตกเมืองอวีหยาง มณฑลเหอหนาน) ทั้งทางทิศตะวันออกและทิศใต้เพื่อสกัดกั้นขบวนลำเลียงเสบียงอาหารของกองทัพชื่อเหม่ยบนเส้นทางลำเลียงทั้งสองทิศ ไม่กี่วันหลิวซิ่วทราบข่าวเฝิงอี้ทำศึกเอาชนะกองทัพชื่อเหม่ยที่เหยาตี่ และ กองทัพใหญ่ชื่อเหม่ยหนึ่งแสนนายจากหนานเซี่ย (南下) กำลังมุ่งสู่อวีหยาง (宜阳) หลิวซิ่วรีบยกทัพด้วยตนเองไปเมืองอวีหยางเพื่อรักษาเมืองนี้ไว้ รวมทัพกับกองทัพ เกิ่งเหยียนซึ่งรออยู่ณ.เมืองนั้น ร่วมกันป้องกันกองทัพชื่อเหม่ยจากหนานเซี่ย

หลิวซิ่วแบ่งกองทัพออกเป็นหกทัพ แนวหน้าป้องกันเมืองอวีหยางให้แม่ทัพป่ายคาย (摆开)คุม ต้าสือหม่าอู๋ฮั่น (大司马吴汉)เป็นแนวประจัญบานอยุ่หน้าสุด ทัพกลางอยู่ด้านหลัง กองทัพม้าศึกและทหารกล้าตายแบ่งอยู่ทางซ้ายและขวาของกองทัพ ผีบี้ (疲敝)แม่ทัพใหญ่กองทัพชื่อเหม่ย กองทัพขาดเสบียงอาหาร ขวัญและกำลังใจของกองทัพตกต่ำสุดๆ ตั้งแต่พ่ายศึกที่เหยาตี่ถอยทัพจากกวนจงมุ่งลงใต้มาถึงอวีหยาง ต้องมาเผชิญหน้ากับการโจมตีอย่างหนักของกองทัพหลิวซิ่ว กองทัพชื่อเหม่ยซึ่งขาดทั้งเสบียงอาหารและขวัญกำลังใจตกต่ำไม่มีเรี่ยวแรงที่จะรบทัพจับศึก ทั้งด้านหลังยังมีกองทัพของเฝิงอี้รอทัพอยู่ จะถอยทัพหวลกลับกวนจงก็ทำไม่ได้ ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังสุดๆกองทัพชื่อเหม่ยซึ่งมีกองทัพม้าเป็นแสนถูกบังคับให้ยอมแพ้อย่างหมดหวังที่อวีหยาง ทั้งยังต้องส่งมอบพระราชลัญจรหยกปกครองแผ่นดินและกระบี่อาญาสิทธิ์ทั้งเจ็ดเล่มซึ่งได้มาจากจักรพรรดิเกิงสื่อตี้มอบให้แก่หลิวซิ่ว หลังจากกองทัพชื่อเหม่ยล่มสลายได้ส่งมอบอาวุธ ยุทโธปกรณ์การรบและเสื้อเกราะทั้งหมด ณ.ทางทิศตะวันตกของเมืองอวีหยางใกล้กับภูเขาสยงเอ้อร์ซัน (熊耳山 แปลว่า ภูเขาหูหมี เนื่องจากรูปร่างภูเขาคล้ายหูหมี อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองอวีหยางในปัจจุบัน) อาวุธและเสื้อเกราะมีความสูงพอๆกับภูเขา ดังนั้นหลังจากสู้รบกับราชวงศ์ซินหมางเป้นเวลาห้าปี และการสู้รบทำสงครามกับกองทัพชื่อเหม่ยจากซานตงเป็นเวลาสิบปี หลิวซิ่วต้องอยู่ในท่ามกลางสงครามล้างผลาญเลือดนองทาแผ่นดิน

 

 แผนที่หลิวซิ่วปราบปรามขุนศึกต่างในกวนตง

ในเวลาเดียวกับที่กำลังทำสงครามอย่างเลือดพล่านกับกองทัพชื่อเหม่ย หลิวซิ่วพำนักอยู่ที่กวนตง (关东 คือ ทางทิศตะวันออกของด่านหานกู่กวน函谷关) ทางหนึ่งเขาส่งแม่ทัพหู่ยาเจียงจวินก้ายเยี๋ยน (牙将军盖延) นำทัพทำสงครามกับเหลียงหวางหลิวหย่ง (梁王刘永) ทางด้านตะวันออก หลิวหย่งคือผู้สืบสกุลรุ่นที่แปดของเหลียงหวางองค์ก่อน หลิวอู่ (刘武)เชื้อพระวงศ์ฮั่นตะวันตกสืบทอดตำแหน่งเหลียงหวางตามสายเลือด แผ่นดินเหลียงมีชื่อเสียงมานานเกี่ยวกับความแข็งแกร่งทางทหารศักดิ์ศรีขจรไกล ครั้งที่หวางหมางเป็นผู้สำเร็จราชการ บิดาของเขาเหลียงหวางหลิวลี่ (梁王刘立)เข้าร่วมในการทำการต่อต้านองค์จักรพรรดิ จึงถูกหวางหมางประหารชีวิต เมื่อเกิงสื่อตี้ปราบดาภิเษกเป็นจักรพรรดิ หลิวหย่งถูกรับเลือกแต่งตั้งให้เป็นเหลียงหวางตามประเพณีปฎิบัติ

หลังจากระบอบการปกครองเกิงสื่อเกิดความวุ่นวาย หลิวหย่งได้ยกทัพตามสถานการณ์วุ่นวายพร้อมน้องชายของเขาหลิวฝาง (刘防) ซึ่งดำรงตำแหน่งแม่ทัพฟู่กั๊วต้าเจียงจวิน (辅国大将军) เรียกชาวเมืองเพ่ย (沛) โจว เจี้ยน (周建) และ ฮ๋าวเจ๋ย (豪杰) ร่วมทัพเป็นแม่ทัพ ตีเมืองฉีหยิน (齐阴) ซันหยิน (山阴) เพ่ย (沛) ฉู่ (楚) หวยหยาง (淮阳) หรู่หนาน (汝南) และอีกยี่สิบแปดเมือง ทั้งแต่งตั้งต้งเสี้ยน (董宪) เป็นแม่ทัพอี้ฮั่นต้าเจียงจวิน (翼汉大将军 ต่อมาเป็นไห่ซีหวาง海西王) แม่ทัพจางปู้ฟู่ฮั่นต้าเจียงจวิน (张歩辅汉大将军 ต่อมาเป็นฉีหวาง齐王) รวมทัพกันเพื่อขยายอาณาเขตทางทิศตะวันออก

เมื่อระบอบปกครองเกิงสื่อล่มสลาย หลิวหย่งปราบดาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ที่เมืองสุยหยาง (睢阳) สำหรับหลิวซิ่วแล้วการขยายอาณาเขตทางทิศตะวันออกของหลิวหย่ง คือ การคุกคามที่ยิ่งใหญ่ทางด้านการทหารต่อกลุ่มของหลิวซิ่ว หลิวหย่งตั้งมั่นที่สุยหยางซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากลั่วหยางเป็นการคุกคามความปลอกภัยต่อเมืองหลวงลั่วหยาง ปีที่สองของศักราชเจี้ยนอู๋ หลิวซิ่วส่งแม่ทัพหู่ยาเจียงจวินก้ายเยี๋ยน (牙将军盖延) กับแม่ทัพเจี้ยนเวยต้าเจียงจวินเกิ่งเหยียน (建威大将军耿弇) แบ่งทัพไปทำศึกกับหลิวหย่งที่สุยหยาง และจางปู้ที่ชิงโจว (青州) โดยเฉพาะการรบระหว่างเกิ่งเหยียนและฉีหวางจางปู้ เป็นโศกนาฎกรรมที่ยิ่งใหญ่ ทั้งเมืองเต็มไปด้วยซากศพกองเรียงรายไปเป็นระยะทางแปดถึงเก้าสิบลี้ ขณะเดียวกันหลิวซิ่วยกทัพทำศึกกับไห่ซีหวางต้งเสี้ยนได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ในต้นปีที่ห้าของศักราชเจี้ยนอู๋ แผ่นดินกวนตงทั้งหมดอยู่ในการปกครองของหลิวซิ่ว

รวบรวมดินแดนทางตะวันตก แผ่นดินเป็นเอกภาพ

 

แผนที่หลิวซิ่วทำสงครามปราบดินแดนกานซูตะวันออก

ตั้งแต่ปีแรกจนถึงต้นปีที่หกแห่งศักราชเจี้ยนอู๋ หลังจากเกือบหกปีของการทำสงครามปราบปรามทั้งด้านตะวันออกและตะวันตก หลิวซิ่วได้ปกครองแผ่นดินส่วนใหญ่ของประเทศนอกจากดินแดนกานซูตะวันออกและเสฉวนตะวันตกเฉียงใต้ โดยทั่วไปแผ่นดินด้านตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือที่เคยปกครองโดยขุยเซียว (隗嚣) เป็นเอกภาพ แต่ดินแดนเสฉวนตะวันตกฉียงใต้ (西南巴蜀, ซีหนานปาสู่) มีกงซุนซู๋ (公孙述) ก่อตั้งกองกำลังไตรภาคี

ขุยเซียว (隗嚣) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า  จื้อจี้เมิ่ง (字季孟) บ้านเดิมอยู่ที่เทียนสุ่ยเฉิงจี้ (天水成纪人) ในสมัยราชวงศ์ซินหมางเป็นขุนนางอยู่ ณ.เมืองเหลียงโจว (凉州) ที่ซีโจว (西州) มีชื่อเสียงรู้จักกันไปทั่ว ทั้งยังมีฐานะทางสังคมสูง ชื่อเสียงโด่งดังกระทั่งนักปราชญ์แผ่นดินเช่นหลิวซิน (刘歆)ต้องแนะนำขุยเซียวให้รับราชการ ในสมัยแผ่นดินซินหมางวุ่นวายอยู่นั้น ขุยเซียวเห็นว่าหวางหมางต้องล่มสลายแน่นอน ตั้งมั่นอยู่ที่ซีโจวยกทัพหนึ่งแสนไล่ฆ่าหยงโจวมู่เฉินชิ้ง (雍州牧陈庆) คนของราชวงศ์ซินหมาง พร้อมทั้งเข้ายึดเมืองอันติ้ง (安定) หล่งซี (陇西) อู่โตว (武都) จางเย่ (张掖) และเขตต่างๆอีกแปดเขต อาณาจักรซินหมางถูกปราบจนล่มสลายแล้ว ขุยเซียวเข้าสู่ฉางอันเข้าเฝ้าจักรพรรดิเกิงสื่อตี้ ได้รับแต่งตั้งเป็นโหย้วเจียงจวิน (右将军) หลังจากสมัยเกิงสื่อเกิดความวุ่นวายอีก ขุยเซียวกลับไปยังเมืองหลงโหย้ว (陇右) รวบรวมสมัครพรรคพวก ประกาศตั้งตนเองเป็นซีโจวซ่างเจียงจวิน (西州上将军)

ขุยเซียวเป็นคนมีนิสัยสุภาพนอบน้อมถ่อมตน ชอบคบค้าสมาคมกับข้าราชการต่างๆ เมื่อราชวงศ์เกิงสื่อตี้ล่มสลาย แม่ทัพนายกองที่มีชื่อเสียงในกวนจงต่างมุ่งหาสวามิภักดิ์ต่อนายใหม่ ขุยเซียวแต่งตั้งตนเองเป็นเจิ้นซีโจว (震西州) ทราบข่าวจากทางด้านซานตง กองทัพชื่อเหมยยกทัพมาทางตะวันตกสู่หลงโหย้ว จึงถูกขุยเซียวตีแตกกลับไป จากนั้นลวี่เว่ยหยง (吕鲔拥) คนของเฉินชาง (陈仓) ยกทัพจำนวนหมื่นเข้าร่วมกับซีสู่กงซุนซู่(西蜀公孙述) เข้าตีกวนจง ขุยเซียวยกทัพร่วมกับเฝิงอี้เข้าขับไล่ หลิวซิ่วเขียนจดหมายด้วยลายมือถึงขุยเซียว “ข้ายินดีอย่างยิ่งในคุณธรรมของท่าน ขอให้ท่านประสบความสำเร็จ โจวเหวินหวาง (周文王) เคยแบ่งแผ่นดินนี้เป็นสามทั้งยังรับใช้ราชวงศ์หยิน (殷) ตอนนี้ทัพม้าตัดขาดดินแดนนี้ ทั้งยังไม่มีกำลังสนับสนุน แม้แต่ที่ปรึกษาเรื่องม้าดังเช่นป๋อเล่อ (伯乐ชื่อของบุคคลที่เป็นตำนานในรัฐฉินในระหว่างระยะเวลาฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงที่มีพรสวรรค์ในการประเมินม้า)ยังประมาณจำนวนม้าไม่ได้ แม้แต่แมลงวันบินผ่านยังไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ ทั้งอยู่ในการควบคุมของจี้เว่ย (骥尾)ได้ม้าชั้นดีเช่นม้าพันธ์เจ๋ยฉวิน (绝群) แบ่งดินแดนเป็นโจรครอบครอง ยังไม่ทราบจำนวนเท่าไหร่ ตอนนี้แม่ทัพยังติดศึกอื่นอยู่ การสับเปลี่ยนกำลังเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง ด้านใต้มีทัพของกงซุนซู่ ทางเหนือกบฎเชียงหู (羌胡) ก่อการจนวุ่นวาย ซึ่งตอนนี้เฝิงอี้ยกทัพสู่ตะวันตกกองกำลังหลายพันเป็นกองป้องกันซานฝู่ (三辅,กองกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทั้งสามตามระบอบการปกครองฮั่นตะวันตก) เวยเจียงจวิน (微将军) เป็นกองหนุนจากเสียนหยาง (咸阳) เสมือนเป็นอีกทัพหนึ่งของเฝิงอี้ วันนี้กวนตงปกครองโดยโจร เราต้องร่วมมือกัน ต้องรักษากว่างหย่วน (广远) อย่าได้หยุดพัก เนื่องจากเรายังไม่เห็นทัพจากเฉิงตู (成都)และสมรรถภาพพละกำลังของพวกจือหยาง (子阳) ถ้าหากทัพจือหยางยกมาถึงฮั่นจง (汉中) กองทัพซานฝู่ แม่ทัพหย้วนอินเจียงจวิน (愿因将军) ยกทัพม้าออกสกัด ธงรบกลองศึกพร้อมสรรพ ถ้าตกลงตามจดหมายนี้ เวลาของโจรปกครองแผ่นดินก็จะสิ้นสุดลงในฤดูใบไม้ร่วงนี้ เหมือนกว่านจ้งเยว (管仲曰) กล่าวว่า “ชิวิตข้าเพื่อบิดรมารดา ความสำเร็จเพื่อลูกหลานข้า” (生我者父母,成我者鲍子, เซินหว่อเจ๋อฟู่มู่ เฉิงหว่อเจ๋อเป้าจื่อ) ” ตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบัน การส่งข่าวด้วยจดหมายลายมือไม่เคยใช้คนใกล้ชิดเป็นคนร่างหรือเขียนอีกเลย

หลิวซิ่วเปรียบเทียบโจวเหวินหวาง (周文王) คือขุยเซียว ซึ่งในตอนนั้นเหวินหวางสามารถครอบครองพื้นที่สองในสามของแผ่นดินทั้งยังคงรับใช้ราชวงศ์หยินในตอนนั้น ทั้งในตอนนั้นขุยเซียวมีชื่อเสียงในฐานะเหวินหวาง หลิวซิ่วแสดงออกเพื่อให้ขุยเซียวยอมรับฐานะตนเองเป็นเหวินหวางคอยฃ่วยเหลือกองทัพฮั่นของเขา เฉิงเจียตี้กงซุนซู่ (成家帝公孙述) เช่นกันส่งฑูตมาพบขุยเซียวก่อนหน้านี้แต่งตั้งขุยเซียวเป็น ฝูอันหวาง (扶安王) แต่ขุยเซียวปฎิเสธรับตำแหน่ง กงซุนซู่จึงยกทัพจากอี่โจว (益州) มุ่งสู่ทิศเหนือเพื่อบุกโจมตีกวนจง แต่ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ขุยเซียว ตอนนั้นกองทัพฮั่นตะวันออกณ.กวนจงมีแม่ทัพเจี้ยงส้วยซ่างซูกว่าง อู๋เหยียน (将帅上书光武言) กำลังทำศึกอยู่ที่ดินแดนสู่ (蜀,ดินแดนในมณฑลเสฉวน) หลิวซิ่ว ส่งจดหมายมอบแด่ขุยเซียวเพื่อให้ขุยเซียวยกทัพไปสกัดทัพสู่ตะวันตกของกงซุนซู่ แต่ขุยเซียวเมื่อได้รับจดหมายแล้วกลับไม่นำพา ขณะเดียวกันลู่วฟาง (卢芳) ตอนนี้ก็ทำศึกอยู่ทางเหนือไม่สามารถใช้กองทัพนี้ได้ หลิวซิ่วมองเห็นความในใจของขุยเซียวทะลุปรุโปร่งต้องการเป็นตาอยู่เพื่อครอบครองแผ่นดินทั้งหมด ไม่สามารถทำให้แผ่นดินเป็นเอกภาพได้ หลิวซิ่วมีทัศนคติต่อขุยเซียวเปลี่ยนไปตั้งแต่นั้น ไม่นานทัพใหญ่ของกงซุนซู๋เข้าตีเขตทางใต้ของจิงโจว (荆州) หลิวซิ่วออกคำสั่งให้ขุยเซียวยกทัพจากเทียนสุ่ย (天水) สกัดทัพสู่เพื่อผลักดันทัพของกงซุนซู่ให้ถอยทัพกลับไป ขุยเซียวเขียนจดหมายตอบกลับว่า กองทัพสู่แบ่งออกเป็นหลายทัพ เส้นทางเดินทัพของทัพสู่ยากลำบากดังนั้นทัพสู่จำเป็นต้องแยกเป็นหลายทัพ ไม่สามารถยกทัพเข้าสกัดได้ ตอนนี้หลิวซิ่วเข้าใจเต็มอกแล้วว่าไม่สามารถพึ่งพาขุยเซียวได่ต่อไป ดังนั้นจึงเตรียมการเข้าตีเมืองหลงโหย้ว (陇右)

เดือนสี่ปีที่หกแห่งศักราชเจี้ยนอู่ หลิวซิ่วกลับไปฉางอันส่งเจี้ยนเวยต้าเจียงจวิน เกิงเหยียน (建威大将军耿弇) และแม่ทัพอีกเจ็ดนายจากเมืองหลงเต้า (陇道) เข้าทำศึกกับทัพสู่ แต่ความจริงแล้วเพื่อจะพิสูจน์ความในใจของขุยเซียว ขุยเซียวเห็นกองทัพฮั่นรวมพลอยู่ที่ฉางอัน ประกาศที่จะกำจัดกองทัพสู่  ความจริงต้องการมาตีเมืองหลงโหย้ว เขาจึงถอยทัพอย่างระมัดระวังเพื่อให้มีช่องห่างระหว่างเครือข่ายกองทัพหลิวซิ่ว ด้านตะวันออก ถึงเดือนห้าขุยเซียวให้แม่ทัพหวางหยวน (王元) ไปประจำหลงตี่ (陇坻) เพื่อคอยสกัดเส้นทางของกองทัพฮั่น ทั้งสองทัพทำศึกกันที่หลงตี่ กองทัพฮั่นได้รับชัยชนะท่วมท้น ทหารนำทัพตีเมืองหลงตี่แตก ทหารของขุยเซียวรีบถอนถอยทัพ ทัพฮั่นอาศัยโชคใช้ทัพม้าบุกแบบสายฟ้าแลบ กองทัพฮั่นจึงตีได้เมืองหลงตี่ หลิวซิ่วพำนักอยู่ที่ลั่วหยางทราบข่าวกองทัพฮั่นมีชัยชนะ รีบออกคำสั่งให้เกิงเหยียน เฝิงอี้ อู๋ฮั่น (吴汉) และทัพอื่นเตรียมพร้อมอีกครั้งเพื่อรวมกำลังเป็นหนึ่งเข้ารักษากวนจง แม่ทัพปู้เจียงเสียหลงตี่ (部将挟陇坻) ซึ่งมีความสามารถในการรบของขุยเซียวต้องการยกทัพเข้ากวนจงเพื่อยึดสวินอี้ (栒邑) ซึ่งตอนนี้สวินอี้ยังไม่มีใครครอบครอง และเมื่อได้ดินแดนนี้สามารถเขย่ากวนจงได้ โชคดีที่เฝิงอี้รีบยกทัพไปยึดสวินอี้ไว้ก่อน พร้อมผลักดันทัพม้าของกองทัพหลงโหย้วออกไป ขุยเซียวเห็นกองทัพฮั่นมีชัยชนะที่แข็งแกร่งยึดเมืองหลงตี่ได้ เห็นว่าเป็นการยากที่จะขยายศึกเขาจึงเพียงสั่งให้รวบรวมทัพ ต่อมาขุยเซียวปราบดาตนเองเป็นจักรพรรดิกวางอู่ตี้ (光武帝) หลิวซิ่วเขียนจดหมายตอบขุยเซียว ว่า “อำนาจของท่านในวันนี้ ถ้าท่านนำคนไปสวามิภักดิ์แก่ฝ่ายใด ท่านจะได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ผู้คนก็จะสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง ข้าตอนนี้อายุสี่สิบแล้ว รบทัพจับศึกมาเป็นเวลานานถึงสิบปี ตรากตรำกรำศึกไม่มีพัก ไม่ปรารถนาสิ่งใดๆ คือคำกล่าวของข้า ไม่ใช่รายงานท่าน” หลิวซิ่วเตือนชุยเซียวถ้ามาสวามิภักดิ์ต่อฮั่นเขาจะได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่พร้อมเกียรติยศทรัพย์สินเงินทอง ไม่ฉะนั้นขุยเซียวไม่จำเป็นต้องพูดจาอะไรมากมาย ขุยเซียวเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้เขาหันไปสวามิภักดิ์กับซีสู่กงซุนซู๋ (西蜀公孙述) ได้รับแต่งตั้งเป็น ซั้วหนิงหวาง (朔宁王)

ศักราชเจี้ยนอู่ปีที่แปดทั้งสองทำศึกกันที่ลู้วหยาง (略阳) เพื่อจะยึดเมืองหลงโหย้วไปถึงลู้วหยาง ขุยเซียวนำทัพใหญ่มาเป็นหมื่นเพื่อโอบล้อม กองทัพฮั่นป้องกันแบบสู้ตาย เห็นว่าสงคราม ณ.หลงโหย้วมาถึงจุดแตกหัก หลิวซิ่วคืนกลับฉางอันอีกครั้งออกประกาศอาญาศึก ครั้งนี้ให้กองทัพเหอหนานตะวันตกทั้งห้าทัพของโต้วหรง (窦融) กำจัดทัพเป็นหมื่นนี้ให้มาสวามิภักดิ์แก่กองทัพฮั่นให้ได้ สถานการณ์การเข้าโจมตีเมืองหลงโหย้วในตอนนั้น ในท่ามกลางแม่ทัพนายกองกองทัพหลงโหย้ว มีแม่ทัพนายกองหลายคนต้องการสวามิภักดิ์ต่อกองทัพฮั่น ทั้งขุยเซียวยังทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก จึงต้องละทิ้งเมืองลู่วหยาง (ปัจจุบัน อยู่ทางด้านทิศตะวันตกฉียงใต้ของเมืองเทียนสุ่ย มณฑลกานซู่) กลับไปยังด้านตะวันตก ในห้วงเวลานั้นเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงในเขตแดนใกล้เมืองลั่วหยาง ผู้คนในเมืองหลวงตกอกตกใจ หลิวซิ่วต้องรีบกลับไปแบบข้ามวันข้ามคืน ก่อนกลับไปหลิวซิ่วกล่าวแก่เฉินเผิง (岑彭) ว่า “ยึดสองเมืองนี้ได้แล้ว กองทัพสามารถมุ่งลงใต้ทำศึกกับทัพสู่ ประชาชนอดหยากเพราะไม่รู้จักพอ สองทัพทำศึกที่ดินแดนกานซู๋นี้ หวังว่าเราจะเอาดินแดนสู่กลับคืน ทุกครั้งทีให้ทหารออกศึก จงคิดพิจารณาให้รอบคอบ” นี่คือบันทึกในประวัติศาสตร์จีนที่มีชื่อเสียงว่า “เต๋อหลงว่างสู่” (得陇望蜀, ยึดมณฑลกานซู่ได้แล้วต่อไปหวังว่าจะได้มณฑลเสฉวนหรือสื่อชวน)

กองทัพฮั่นเข้าล้อมเมืองซีเฉิง (西城) ขุยเซียวป้องกันอย่างหนาแน่น หลังจากนั้นไม่กี่เดือน หวางหยวนแม่ทัพกองทัพหลงโหย้วยกทัพมาถึง เขาคัดเลือกทหารห้าพันนายเดินทางล่วงหน้ามาก่อนพร้อมตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า “กองทัพทหารเป็นล้านกำลังมาถึง” กองทัพฮั่นคิดไม่ถึงว่าจะมีทัพจากสู่ตะวันตกยกมาเป็นจำนวนมากมายแบบนี้ เกิดความวุ่นวายโกลาหลทหารแตกแถว หวางหยวนและพวกจึงเข้าตีทัพฮั่นช่วยขุยเซียวออกมาจากเมืองซีเฉิงได้ กองทัพฮั่นต้องเจอกับกลอุบายศึกพ่ายแพ้อีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งเสบียงอาหารที่ใกล้จะหมด จำเป็นต้องถอนทัพออกจากดินแดนหลงโหย้วอีกครั้ง ดังนั้นดินแดนนี้ก่อนที่กองทัพฮั่นยกทัพมาทำศึกจึงมีเสถียรภาพอีกครั้ง ดินแดนทิศเหนือนี้และเมืองเทียนสุ่ยตกเป็นของขุยเซียวครอบครอง หลิวซิ่วทำศึกหลงโหย้วเป้นครั้งที่สองแต่ต้องพ่ายแพ้กลับไป แต่การทำศึกหลงโหย้วก็ทำให้ทหาร ม้าและเสบียงอาหารของกองทัพหลงโหย้วลดน้อยลง ฤดูใบไม้ผลิ ปีที่เก้าศักราชเจี้ยนอู่ ขุยเซียวตายเพราะความโกรธและกดดัน ขุนนางแม่ทัพหลงโหย้วเลือกลูกชายของขุยเซียว ขุยฉุ๋น (隗纯) ขึ้นเป็นผู้นำหลงโหย้ว ปีที่สิบ ศักราชเจี้ยนอู่ หลิวซิ่วยกทัพไปทำศึกหลงโหย้วอีกครั้ง ประกาศอาญาศึกให้ยึดหลงโหย้วให้ได้ ในฤดูหนาวเดือนสิบ เกิงเหยียนเข้าตีลั่วเหมิน (落门) แม่ทัพนายกองหลงโหย้วและลูกชายขุยเซียว ขุยฉุ๋นยอมจำนน หลงโหย้วจึงสงบสุข

 

แผนที่กองทัพฮั่นตะวันออกทำศึกกับกองทัพสู่ (กองทัพเสฉวน)

หลังจากปราบขุยเซียวและกองทัพหลงโหย้วลงได้แล้ว เขตกันชนตรงกลางระหว่างจักรพรรดิตะวันออกหลิวซิ่ว และจักรพรรดิตะวันตกกงซุ่นซู่ก็มลายหายไป ช่องว่างระหว่างทั้งสองจักรพรรดิกลายเป็นเผชิญหน้ากันอย่างตรงๆ กงซุนซู่ จื้อจึหยาง (字子阳) ฝูเฟิง (扶风) เม้าหลิง (茂陵) เป็นคนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันน้อย ปกครองดินแดนสู่ (เสฉวน) อยู่ห้าเขต จัดการปกครองได้ดีมาก ประชาชนทั้งหมดในเขตเหล่านั้นเปรียบเทียบพวกเขาเหมือนเทพเจ้าที่มาช่วยแก้ปัญหา ในสมัยยุคของหวางหมางเป็นขุนนางผู้ใหญ่ดูแลดินแดนสู่ที่มีความสามารถและชื่อเสียงในดินแดนสู่ เมื่อแผ่นดินซินหมางวุ่นวายโกลาหล กงซุนซู่ยกทัพก่อจลาจลแบ่งแยกดินแดนปาสู่ (巴蜀, มณฑลเสฉวน) ศักราชเกิงสื่อ ปี่ที่สองหลิวเสวียนส่งอี้โจวซื่อสื่อ จางจง (益州刺史张忠) พร้อมทหารหมื่นนายเข้ามดูแลดินแดนปาสู่ และฮั่นจง (汉中) กงซุนซู่เห็นดินแดนสู่จะมีอันตรายจึงนำสมัครพรรคพวกมาสวามิภักดิ์ต่อหลิวเสวียน ดังนั้นจึงสามารถอยู่รอดปลอดภัยเป็นอิสระได้ เขาได้ให้น้องชายของเขากงซุนฮุย (公孙恢) ณ.เหมี๋ยนจู๋ (绵竹) รบเอาชนะแม่ทัพกองทัพเกิงสื่อ ตั้งแต่นั้นมากงซุนซู่ มีฉายานามใหม่ว่า “เวยเจิ้นอี้โจว” (威震益州)

เฉาหลี่สยง (曹李熊) ขุนนางใต้บังคับกงซุนซู่ถวายหนังสือแก่กงซุนซู่ว่า “บัดนี้แผ่นดินทั้งสี่ทิศวุ่นวายสับสน ประชาชนต่างโจกขานกันไปทั่ว ท่านแม่ทัพปกครองดินแดนแถบนี้ แผ่นดินร้อนไปทั่ว สงครามเกิดขึ้น ต่างใช้อำนาจและอ้างความชอบธรรมเพื่อแย่งดินแดนกัน พระนามเจิ้นหวาง (霸王, เจิ้นตัวนี้มาจากคำว่าแผ่นดินไหว) ไม่เหมาะสม สมควรจะเปลี่ยนพระนาม เป็น เจิ้นป่ายซิ่น (镇百姓, เจิ้นตัวนี้หมายความว่า เมือง ป่ายซิ่น คือ ประชาชน)” คำพูดนี้กระทบใจกงซุนซู่ ไม่นานกงซุนซู่พำนักที่เฉิงตูเปลี่ยนนามตนเองเป็นสู่หวาง (蜀王) ดินแดนสู่แผ่นดินอุดมสมบูรณ์เป็นพันๆลี้ กำลังพลมากมายเสบียงอาหารก็สมบูรณ์ ประชากรของ กวนจง และจิงโจว (荆州) เป็นคนรักสงบ อาศัยและทำงานอย่างสงบสุข รักความสนุกสนาน เพื่อหลีกหนีสงครามจึงหนีเข้ามาสู่ดินแดนสู่ ชาวอี๋ (夷) ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ก็ยังส่งฑูตมาเจริญสัมพันธไมตรี อี้โจว (益州)แผ่นดินผืนนี้เป็นความหวังในการพัฒนาในอนาคต ตอนนี้เฉาหลี่สยงตอบกลับกงซุนซู่ ว่า “บัดนี้แถบซานตงอดหยาก ทุกคนคิดถึงแต่อาหาร ทหารถูกฆ่าตายมากมายในเมืองชิวชวี (丘墟) แผ่นดินปาสู่อุดมสมบูรณ์เป็นพันๆลี้ ดินดีอุดมปลูกอะไรก็เติบโต กินกันไม่หวาดไม่ไหว ผู้หญิงทำอุตสาหกรรมพื้นบ้าน ผลิตเครื่องนุ่งห่มมากมาย ยังมีไม้ไผ่นำมาทำอุปกรณ์ต่างๆได้มากมาย ทั้งยังมีปลา เกลือ ทองแดง แร่เงินที่มีค่า การขนส่งทางน้ำอย่างสะดวก ทางเหนือฮั่นจง ตู้เป่า (杜褒) เสยจื่อเสี่ยน (斜之险) และแนวป้องกันดินแดนปาทิศตะวันออกเป็นแนวป้องกันที่ดีก่อนเข้าสู่ดินแดนปาสู่ ดินแดนเหล่านี้กว้างเป็นพันๆลี้การทำสงครามเป็นเรื่องยากลำบาก เมื่อมองความได้เปรียบทางการทหารและสภาพภูมิประเทศไม่จำเป็นที่เราจะทำอะไรรีบร้อนหรือใช้กำลังทางการเกษตร ทางตะวันออกมีแม่น้ำฮั่นสุย (汉水) เป็นแนวป้องกันแคว้นฉิน ทางใต้มีแม่น้ำสุ้นเจียง (顺江) ป้องกันแคว้นหยาง (杨) กล่าวได้ว่า สามารถใช้ฟ้าดินให้เป็นประโยชน์ความสำเร็จก็อยู่แค่เอื้อม บัดนี้พระนามของพระองค์ขจรไกลไปทั้งแผ่นดิน แต่ยังไม่ปราบดาเป็นทางการ เป็นเด็กกำพร้าผู้รักแผ่นดินซึ่งสมควรจะได้เป็นใหญ่เพื่อให้ประชาชนมาเคารพศรัทธา”

หลังจากรับฟังการวิเคราะห์อย่างลุ่มลึก ต้นปีค.ศ 25 กงซุนซู่พำนักที่เฉิงตูปราบดาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ ใช้ชื่อราชวงศ์ “ต้าเฉิง” (大成, บันทึกฮวาหยางกั๊วจึ华阳国志 บันทึกว่าเป็นชื่อราชวงศ์ของกงซุนซู่ ภายหลังบันทึกโฮ้วฮั่นซู后汉书 เปลี่ยนเป็น “เฉิงเจีย” 成家) ศักราช “หลงซิง” (龙兴) หลังจากปราบดาภิเษก กงซุนซู่มอบหมายแม่ทัพโฮวตาน (侯丹) ยกทัพออกจากด่านป่ายสุยกวน (白水关) มุ่งเหนือยึดหนานเจิ้ง (南郑) แม่ทัพเริ่นหม่าน (任满) จากหล่างจง (阆中) เข้าตียึดเจียงโจว (江州) ทางด้านทิศตะวันออกเพื่อสร้างแนวป้องกัน ดังนั้นกงซุนซู่จึ่งได้ดินแดนอี่โจว (益州) ทั้งหมด หลังจากราชวงศ์เกิงสื่อล่มสลาย หลิวซิ่วยังแบกศึกอยู่ทางด้านตะวันออก ไม่มีเวลามามุ่งทำศึกด้านตะวันตก ขุนนางและแม่ทัพนายกองไม่น้อยในกวนจงจึงมุ่งหน้าหันไปสวามิภักดิ์กับสู่ตะวันตก (西蜀) สู่จึงมีกำลังและศักยภาพมากขึ้น กงซุนซู่สั่งให้มีการยกเครื่องซ่อมแซมค่ายทหารและกำแพงเมืองครั้งใหญ่ เพิ่มจำนวนรถม้าศึก ฝึกฝนทัพม้า ม้าใช้ทำศึกในสู่ตะวันตกมีจำนวนเป็นล้านตัว นอกจากนี้กงซูนซู่ยังไปพำนักที่ฮั่นจงเพื่อเก็บสะสมเสบียงอาหารเป็นการใหญ่ ก่อสร้างเรือรบสูงถึงสิบชั้นเป็นจำนวนมาก เพื่อเตรียมทำสงครามแย่งแผ่นดิน

ปีที่ห้าศักราชเจี้ยนอู่ หลังจากหลิวซิ่วพ่ายแพ้ให้แก่กองทัพปลดแอกจิงโจว (荆州) ของฉินเฟิง (秦丰) แล้ว ผู้ใต้บังคับบัญชาของหลิวซิ่วแม่ทัพเหยียนเฉิน (延岑) และแม่ทัพเถียนหรง (田戎) ไปสวามิภักดิ์กงซุนซู่ แม่ทัพเหยียนเฉินได้รับแต่งตั้งเป็น “ต้าสือหม่า” (大司马) แม่ทัพเถียนหรงได้รับแต่งตั้งเป็น “อี้จางหวาง” (翼江王) ปีที่หกศักราชเจี้ยนอู่ กงซุนซู่ส่งแม่ทัพเถียนหรงไปเจียงกวน (江关) ยกเลิกทหารหน่วยเก่าของเขาเข้ายึดเมืองจิงโจว ผลลัพธ์ล้มเหลวต้องถอยทัพกลับ และในขณะนั้นหลิวซิ่วปราบปรามดินแดนด้านตะวันออกสงบลงแล้ว พร้อมแล้วที่จะวางแผนทำศึกด้านตะวันตกเฉียงเหนือที่หลงโหย้วและดินแดนสู่กับกงซุนซู่ จึงเขียนจดหมายด้วยลายมือถึงกงซุนซู่ แผ่นดินเป็นของพระเจ้า อย่าฉกฉวยด้วยอำเภอใจ ท่านโปรดคิดไตร่ตรองให้ดี” จดหมายจ่าหน้าถึง “กงซุนหวางตี้” (公孙皇帝) ดูเหมือนว่าในตอนนั้นกงซุนซู่มีกองทัพและกำลังพลใหญ่มหาศาล แม้แต่จักรพรรดิฮั่นตะวันออกหลิวซิ่วยังตระหนักได้ของการดำรงอยู่ของสู่หวางตี้ กงซุนซู่

ตอนนั้น เว่ยจิงหาน (尉荆邯)แม่ทัพม้าใต้บังคับบัญชาของกงซุนซู่เห็นแม่ทัพด้านตะวันออกถูกปราบลงอย่างราบคาบ ทราบทันใดว่าหลิวซิ่วจะต้องยกทัพใหญ่มุ่งสู่ตะวันตกเพื่อทำศึกในไม่ช้านี้ การศึกกับกองทัพกงซุนซู่เป็นการศึกที่มีกลยุทธแพรวพราวน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เขาเสนอความคิดกับกงซุนซู่ ว่า “ด้านการทหาร จักรพรรดิคือหนึ่งในความสามารถที่โดดเด่น ซึ่งในอดีตและปัจจุบันไม่สามารถไม่กล่าวถึง รัฐฉินในอดีตต้องล่มสลาย ทหารผู้กล้ารุกขึ้นก่อการ ฮั่นจู่เปลี่ยนแปลงอดีตไม่เหลือร่องรอย จากดินแดนผืนเล็ก ค่อยๆขยายอาณาเขตออกไป ตั้งแต่นั้นเกิดการสู้รบไปทั่ว ต่างสูญเสียทหารกันไปมากมาย แม้แต่กองทัพยังถูกทำลาย เป็นการสมควรไหม ตายก่อนหรือการได้รับชัยชนะ ที่เลวร้ายกว่าคือการพินาศย่อยยับ ขุยเซียวประสบกับภัยพิบัติ ทัพถูกตัดขาดที่ยงโจว (雍州) จากกองทัพที่เข้มแข็งพร้อมกำลังเสริมที่มีพลานุภาพจากซานตง ครั้งสมัยเกิงสื่อเกิดความวุ่นวาย ไม่มีใครปกครองแผ่นดิน คนธรรมดาสามัญชนต้องนำทัพ แผ่นดินทุกทิศลุกเป็นไฟ ขุยเซียวไม่ฉกฉวยโอกาสบุกคว้าชัยชนะเพื่อต่อสู้กับชตาฟ้าลิขิต แต่กลับถอยทัพปราบดาตนเองเป็นเหวินหวาง ไม่เคารพตำราในอดีต ทหารที่ชุนนุมพลขาดการซ้อมรบ จึงเสียท่าแก่ทัพฮั่น ชื่อของเหวินหวางจึงถูกลบออกไป ที่ฮั่นตี้หลิวซิ่วกังวลใจคือการปลดปล่อยเมืองกวนหล่ง (关陇) ใส่ใจเป็นพิเศษศึกด้านตะวันออก แผ่นดินสี่ส่วนถูกแบ่งโดยสามผู้นำ ทหารผู้กล้าแคว้นตะวันตกเฝ้าดูสถานการณ์ที่ซานตงอย่างจดจ่อ คอยสืบข่าวตลอดเวลา ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ไม่ต้องการแบ่งแผ่นดินเป็นห้าหรือมีผู้นำรายที่สี่ ถ้ามีทัพยกมาเทียนสุ่ย ต้องผ่านจู่คุ้ย (沮溃) เทียนสุ่ยถูกสร้างมาให้มีข้อดีไม่ใช่เก้าแต้มก็แปดแต้มจากสิบ จักรพรรดิพำนักที่เหลียงโจว เป็นขวัญกำลังใจให้กับประชาชน ด้านนอกวางกำลังสามทัพ ด้านในล้อมด้วยประชาชน สามารถฝืนโชคชะตา แม่ทัพนายกองมีผู้นำทัพหลังจากแผ่นดินล่มสลาย ขุนนางคิดการขลาดเขลา เพราะคิดว่าไม่มีความหวังในแผ่นดินนี้ ทหารกล้าสามารถทำตัวเป้นผู้นำในการยกทัพไปสกัดกั้น ท่านจงสั่งแม่ทัพเถียนหรงยึดครองเจียงหลิง (江陵) ชุมนุมพลหันหน้าไปทางเจียงหนาน (江南) อาศัยภูเขาอูซัน (巫山) เป็นกำแพงป้องกัน ตั้งป้อมปราการให้เหนียวแน่น กระจายขบวนล้อมแคว้นอู๋ (吴) ฉู่ (楚) ฉางซา (长沙) ด้านทิศใต้แม้แต่ลมพัดก็ไม่ให้ผ่านไปได้ แล้วสั่งแม่ทัพเหยียนเฉินประจำฮั่นจง สกัดทัพซานฝู่ (三辅) ของหลิวซิ่ว ทัพเทียนสุ่ย และหล่งซี (陇西) ร่วมมือกันรับศึก ด้งนั้นแม้แผ่นดินถูกรุกรานพวกเรายังมีความหวังอย่างยิ่งในชัยชนะ”

แนวความคิดนี้ไม่เพียงแต่บอกกล่าวถึงความผิดพลาดในการทำศึกใหญ่ของขุยเซียว แต่ยังชี้ให้กงซุนซู่เห็นถึงกลยุทธในการศึกของจักรพรรดิฮั่นตะวันออกหลิวซิ่ว ซึ่งมีเครื่องมือในการรบเอาชัยชนะและไม่ยอมเป็นผู้พ่ายแพ้ กงซุนซู่เห็นด้วยกับแนวความคิดของเว่ยจิงหาน ออกคำสั่งให้กองทัพซีสู่ยกไปกับแม่ทัพเหยียนเฉิง และแม่ทัพเถียนหรงแยกเป็นสองทาง ร่วมกับแม่ทัพนายกองทั้งหมดของฮั่นจงเพื่อเพิ่มศักยภาพทางทหาร ทัพสู่จง (蜀中,สู่กลาง) กับกงซุนกวางน้องชายกงซุนซู่ให้วางกำลังนอกเมืองห่างออกไปพันลี้ จะชนะหรือแพ้ศึกอยู่ที่กองทัพนี้ มีขุนนางบางคนพยายามขัดขวางให้กงซุนซู่เลิกทัพ แต่กงซุนซู่ตัดสินใจดำเนินตามแนวความคิดที่เว่ยจิงหานเสนอ แม่ทัพเหยียนเฉินและแม่ทัพเถียนหรงเคยกราบทูลอยู่หลายๆครั้งแล้วเพื่อจะออกรบ แต่กงซุนซู่ระแวงสงสัยในแม่ทัพทั้งสองและไม่ยอมรับฟัง กงซุนซู่เป็นคนขี้ลังเล ในท้ายที่สุดก็แพ้พ่ายให้แก่จักรพรรดิฮั่นตะวันออกหลิวซิ่ว ซึ่งเป็นผู้ได้ครองแผ่นดิน หลิวซิ่วหลังจากพิชิตศึกด้านตะวันออกจนแผ่นดินสงบลงแล้ว ทัพใหญ่มุ่งสู่ตะวันตกรอคอยทำศึกแตกหักครั้งใหญ่กับกงทัพสู่จงของกงซุนซู่ เพื่อตัดสินชัยชนะหรือพ่ายแพ้ในที่สุด

ปีที่เจ็ดศักราชเจี้ยนอู่ กองทัพหล่งโหย้วของขุยเซียวกดดันกองทัพฮั่นถอยไปประชิดชายแดน แล้วนำพวกไปสวามิภักดิ์ต่อกงซุนซู่ เพื่อร่วมทัพกับกองทัพสู่รวมกันทำสงครามกับหลิวซิ่ว ปีที่แปดศักราชเจี้ยนอู่ กงซุนซู่ส่งทหารไปช่วยเหลือขุยเซียวและร่วมกับทัพขุยเซียวเข้าโจมตีขับไล่ทัพฮั่นด้านทิศตะวันตกบังคับให้ทัพฮั่นต้องถอยกลับไปยังเมืองฉางอัน แต่ไม่นานขุยเซียวล้มป่วยตาย หลิวซิ่วจึงเข้าทำศึกกับกองทัพหล่งโหย้วอีกครั้ง กองทัพหล่งโหย้วถูกตีแตกแพ้พ่าย กองทัพเสริมของกงซุนซู่ก็สูญเสียอย่างหนัก กองทัพสู่เริ่มสั่นสะเทือน หลังจากกองทัพหล่งโหย้วถูกทำลายหมายความว่า เมืองอีโจว (益州) ของสู่ขาดแนวป้องกันทางด้านทิศเหนือ ปีที่สิบเอ็ดศักราชเจี้ยนอู่ หลิวซิ่วสั่งแม่ทัพเฉินเผิง (岑彭) กับแม่ทัพไหลซี (来歙) แบ่งทัพยกจากทางทิศใต้สู่เหนือเข้าโจมตีดินแดนสู่จากสองทิศทาง ในช่วงก่อนตอนปีที่เก้าศักราชเจี้ยนอู่ กงซุนซู่ได้สั่งให้แม่ทัพอี้เจียงหวางเถียนหรง (翼江王田戎) ต้าสือถูเริ่นหม่าน (大司徒任满) หนานฉวิ้นไท่โส่วเฉินฟ่าน (南郡太守程泛) และทัพม้าหมื่นนายนำทัพมาตามแม่น้ำเข้ายึดเมืองเจียงกวน (江关 ปัจจุบัน คือ ด้านทิศตะวันออกเมืองเฟิ้งเจ๋ย奉节มณฑลเสฉวน)  ทำลายกองทัพของเวยลู่วเจียงจวินเฝิงจวิ้น (威虏将军冯俊) ของหลิวซิ่ว ยึดได้แคว้นอูเซี่ยน (巫县) กับ อี๋หลิง (夷陵) และอี๋เต้า (夷道 ปัจจุบันคือเมืองอี่โตว宜都 มณฑลหูเป่ย) ทัพของกงซุนซู่ได้กระจายไปประจำการอยู่ที่ จิงเหมิน (荆门) หู่หยา (虎牙) ปิ้งเฉ่ย (并且) “ทำสะพานข้ามแม่น้ำเหินเจียง (横江) หอคอยระวังภัย ทำเสาปักในน้ำเป็นเขื่อนกักกันสายน้ำ ตั้งค่ายทหารตามแนวเขาเพื่อตัดขาดเส้นทาง เพื่อต่อต้านทัพฮั่น” เห็นได้ว่ากงซุนซู่ได้เตรียมการตั้งแต่ปีที่เก้าแล้วเพื่อจะทำสงครามกับกองทัพของหลิวซิ่ว พร้อมทั้งจัดตั้งแนวป้องกันที่แข็งแกร่งและอันตรายตลอดแนวเขาจิงเหมินซัน (荆门山) เป็นแนวป้องกันทางด้านทิศใต้ของกองทัพซีสู่

ก่อนหน้านี้แม่ทัพเฉินเผิง (岑彭) พยายามจะเข้ายึดจิงเหมินอยู่หลายๆครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ตอนนี้กองทัพใหญ่ฮั่นต้องการจะโจมตีสู่ เฉินเผิงได้สรุปบทเรียนที่พ่ายแพ้ในอดีต เตรียมพร้อมสร้างเรือรบทั้งใหญ่และเล็กเป็นจำนวนพันๆลำ พร้อมทั้งเตรียมเครื่องมือไฟเพื่อเผาผลาญสะพานข้ามน้ำและหอระวังภัยที่ จิงเหมิน ของกองทัพสู่ กองทัพสู่เกิดความโกลาหล ทหารตายไปหลายพันคน แม่ทัพสู่ หวางเจิ้ง (王政) ตัดหัวฆ่าต้าสือถูเริ่นหม่านพวกเดียวกันหนีไปเข้ากับทัพฮั่น แม่ทัพเถียนหรงยอมจำนนที่เจียงโจว (江州) เฉินเผิงเข้ายึดเมืองเจียงโจวได้แล้วเห็นว่าเป็นภูมิประเทศยากที่จะป้องกัน จึงทำลายเมืองทิ้งแบนเป็นราบคาบ มีชัยชนะอย่างงดงาม ทั้งยังได้ทหารมาเข้าพวกกว่าหนึ่งแสนนาย กงซุนซู่เห็นกองทัพทางใต้ของเฉินเผิงได้รับชัยชนะแบบราบคาบ ออกคำสั่งให้เหยียนเฉิน (延岑) หวางหยวน (王元) และกงซุนฮุย (公孙恢) น้องชายของตนรีบยกทัพใหญ่ไปตึดครองกว่างฮั่น (广汉) และจื้อจง (资中) ทั้งสั่งให้โฮวตาน (侯丹) นำทัพสองหมื่นยกทัพไปที่ฮวงสือ (黄石, ปัจจุบัน คือ ดินแดนทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองฝูหลิง涪陵 มณฑลเสฉวน) เผิงเฉินเห็นทัพสู่มีกำลังมาก ส่งทหารออกไปสอดแนม สั่งจางกงเติ่ง (臧宫等) จากฝูสุ่ย (涪水) ยกทัพไปปราบเพื่อตรวจสอบกำลังของเหยียนเฉินและแม่ทัพสู่ ตนเองแบ่งทัพบางส่วนยกไปตามแม่น้ำเพื่อเข้ายึดเจียงโจวอีกครั้ง จากนั้นยกทัพกลับขึ้นมาจากแม่น้ำเข้าโจมตีกองทัพสู่ของโฮวตาน มีชัยชนะที่ตัดทัพได้

ตามทิศทางตะวันตก “ต้องเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นเวลาสองวันด้วยระยะทางสองพันลี้ เพื่อมาถึงเมืองอู่หยาง (武阳) จากนั้นขี่ม้าไปแบบเรื่อยๆจากกว่างโตว (广都) พันลี้จะถึงเมืองเฉิงตูเผิงเฉินแบ่งทัพเดินทางเพื่อเข้าโจมตีเป็นระยะทางยาวกว่าสองพันลี้เพื่อยึดเมืองอู่หยาง กองทัพม้าทัพหน้ามาถึงกว่างโตว ห่างจากเมืองเฉิงตูไม่ถึงพันลี้ ก่อนหน้านั้นกงซุนซู่สั่งให้เหยียนเฉินและกำลังหลักของทัพสู่ป้องกันกว่างฮั่น (广汉)ให้ได้ เพื่อสกัดกองทัพกองทัพฮั่นของเผิงเฉินจากทิศใต้ ใครจะไปรู้ว่ากองทัพม้าของเผิงเฉินบัดนี้ได้มาโอบล้อมกองทัพเหยียนเฉินแล้วซึ่งอยู่ใกล้เมืองเฉิงตู กองทัพสู่ตกตะลึง กงซุนซู่โมโหโกรธายกไม้เท้ากระแทกพื้นกล่าวว่า “มันคือปีศาจหรือไง” ไม่ทันใดกองทัพม้าห้าหมื่นนายจากทางใต้ของแม่ทัพจางกง (臧宫)มีชัยชนะเหนือกองทัพเหยียนเฉิน “ตัดหัวทหารได้เป็นหมื่น เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ” ไม่นานกองทัพจางกงยกมาถึงเมี๋ยนจู๋ (绵竹)  หวางหยวน (王元) แม่ทัพใหญ่ของกงซุนซู่จากกองทัพหล่งโหย้วของขุยเซียวมาสวามิภักดิ์สู่ จำเป็นต้องทิ้งเมือง ดังนั้นหลิวซิ่วส่งจดหมายให้กงซุนซู่ เป็นจดหมายที่กำหนดโชคชะตา แสดงถึงผู้ชนะและผู้แพ้อย่างชัดเจน กงซุนซู่ทอดถอนใจเป็นเวลานาน ตอบกลับว่า “ หมดหวังแล้ว โอ้ชะตาชีวิต หรือจักรพรรดิจะล่มสลาย

มองเห็นความพ่ายแพ้จากทางใต้ กงซุนซู่ออกคำสั่งอีกครั้งให้แก่มือสังหารปะปนเข้าไปอยู่ในกองทัพฮั่นเพื่อจะฆ่าแม่ทัพเผิงเฉินและยึดกองทัพฮั่น วิธีนี้ของกงซุนซู่คือทางออกสุดท้ายแล้ว ไม่นานหลิวซิ่วส่งต้าสือหม่า อู๋ฮั่น (大司马吴汉) มาแทนแม่ทัพเผิงเฉินดำรงตำแหน่งแม่ทัพบัญชาการกองทัพฮั่นทางทิศใต้ จากนั้นอู่ฮั่นตีทัพแม่ทัพสู่ เว่ยต่าง (魏党) แตก กงซุนหย่ง (公孙永) รอทัพอยู่ที่ยวีฝูจิน (鱼涪津 ปัจจุบัน คือ ดินแดนแถบเล่อซัน乐山มณฑลเสฉวน) เข้าล้อมเมืองอู่หยาง สื่อซิง (史兴) ลูกบุญธรรมของกงซุนซู่นำทัพม้าห้าพันเข้าช่วยเหลือ เพื่อจะตีทัพอู๋ฮั่นให้แตก แต่อู๋ฮั่นเข้ายึดเมืองอู่หยางได้ ตอนนี้หลิวซิ่วออกคำสั่งให้อู๋ฮั่นเข้ายึดกว่างโตวใจกลางดินแดนสู่ อู๋ฮั่นรับคำสั่งแล้วยกทัพต่อไป จากอู่หยางมุ่งตะวันออกเข้ายึดเมืองเล็กๆเจยเสียง (皆降) ขณะเดียวกันกองทัพใต้ของจางกง (臧宫) ณ.ที่ปีเจี้ยง (逼降) กดดันทัพสู่ของหวางหยวนแตกหนีไป ตีเมืองฝูเฉิง (涪城) แตก ตัดหัวกงซุนฮุยน้องชายของกงซุนซู่ได้ เมื่อเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ ภายในกองทัพสู่ “แม่ทัพนายกองต่างขลาดกลัว วันคืนคิดแต่หลบหนี แม้ศัตรูจะมาฆ่าเผาบ้านเผาเมือง ยังไม่สามารถหยุดยั้งได้” คราวนี้หลิวซิ่วเขียนจดหมายถึงกงซุนซู่อีกครั้ง “ปีก่อนข้าถวายพระราชหัตถเลขาถึงท่าน ได้พบจดหมายโน้มน้าวจากท่าน ตั้งแต่นั้นมา เผิงเฉินกลายเป็นผู้ต้องสงสัย วันนี้ข้ามีข้อเสนอ ครอบครัวท่านทั้งหมดจะปลอดภัย ถ้ายังสงสัยในความเข้าใจทั้งหมด ตอนนี้เนื้ออยู่ในปากเสือ ความเจ็บปวดเป็นเรื่องน่าเศร้า แม่ทัพนายกองต่างเหน็ดเหนื่อย ขุนนางข้าราชการอยากกลับบ้าน ถ้าท่านไม่ยินดียอมจำนนยังคิดที่จะป้องกัน รับพระราชหัตถเลขานี้แล้ว ไม่สามารถยอมรับได้ ข้าก็จะไม่สัญญาใดๆ” พระราชหัตถเลขาของหลิวซิ่วเตือนให้กงซุนซู่ตระหนักในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้กระจ่างและชัดเจน ถ้ายังทำสงครามต่อไปก็เปรียบเสมือนยื่นเนื้อเข้าไปในปากเสือ หรือจะรีบมายินยอมสวามิภักดิ์ต่อฮั่น ซึ่งสามารถรักษาครอบครัวและสถานะเดิมของตนได้ โอกาสที่หลิวซิ่วเสนอนี้มีแค่เพียงครั้งเดียวไม่เช่นนั้นหลิวซิ่วจะไม่รับปากสัญญาใดๆ กงซุนซู่ ในที่สุดไม่ยอมรับข้อเสนอ เห็นได้ว่ากงซุนซู่มีคุณค่าที่จะนับว่าเป็นวีรบุรุษคนหนึ่ง”

หลังจากอู๋ฮั่นตีได้กว่างโตวแล้วยกทัพมุ่งหน้าสู่เฉิงตู คราวนี้หลิวซิ่วเขียนจดหมายเตือนอู๋ฮั่นว่า “เฉิงตูมีประชากรเป็นล้าน อย่าทำการเบาความ” อู๋ฮั่นพึ่งได้ชัยชนะใหม่ๆ ไม่ฟังคำเตือนของหลิวซิ่ว ผลีผลามแบ่งทัพกับหลิวซ่าง (刘尚) ด้วยความประมาททั้งสองยกทัพม้าล่วงหน้าห่างออกไปยีสิบลี้ หลิวซิ่วทราบข่าวตกใจ รู้ดีว่าทัพม้าของอู๋ฮั่นและหลิวซ่างตกอยู่ในอันตราย ผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หลิวซิ่วตั้งใจให้เป็น กองทัพกงซุนซู่แสนกว่าคนแบ่งค่ายออกเป็นยี่สิบค่าย ด้านหนึ่งดักหน้าหลิวซ่าง อีกด้านรอโจมตีทัพอู๋ฮั่น อู๋ฮั่นทำศึกกับกองทัพสู่ตลอดทั้งวัน เนื่องจากกองทัพข้าศึกมีกำลังมากกว่า จึงต้องพ่ายถอยทัพกลับค่าย อู๋ฮั่นถอยทัพกลับค่ายแล้วเก็บตัวอยู่ในค่ายไม่ออกรบสามวัน เขาด้านหนึ่งสั่งคนทำธงรบเพิ่ม ผลิตดินระเบิด อีกด้านในคืนวันที่สามลอบขนทัพข้ามแม่น้ำร่วมกับกองทัพของหลิวซ่าง กองทัพร่วมอู่ฮั่นและหลิวซ่างในวันถัดมา แม่ทัพสู่ ต้าสือหม่าเซี่ยเฟิง (大司徒谢丰) ไม่รู้ว่ากองทัพอู่ฮั่นลอบข้ามแม่น้ำมาแล้วและหลิวซ่างข้ามแม่น้ำเจียงหนาน (江南) ร่วมทัพกัน แบ่งคนและม้าไว้ส่วนหนึ่งจากนั้นไปยึดเจียงเป่ย (江北) เพื่อนำทัพใหญ่เข้าโจมตีทัพฮั่นที่ฝั่งแม่น้ำเจียงหนาน ทั้งสองฝ่ายทำศึกต่อสู้กันตั้งแต่เช้าตรู่จนพระอาทิตย์ตกดิน กองทัพอู่ฮั่นได้รับชัยชนะ ฆ่ากองทัพสู่ไปกว่าห้าพันคน ตั้งแต่กองทัพอู๋ฮั่นกับกองทัพสู่ทำสงครามกันหลายครั้งจากกว่างโตว ถึงเฉิงดู กองทัพอู๋ฮั่นมีชัยชนะมาตลอด และเข้ามาถึงเฉิงตูเมืองหลวงของกงซุนซู่ ขณะเดียวกันกองทัพฮั่นบัญชาโดยจางกงยังคงทำสงครามต่อเนื่องแถบจ้านฝาง (占繁 ปัจจุบัน คือ ดินแดนทางเหนือของเผิงเซี่ยน มณฑลเสฉวน)และที่อื่นๆ “มีอู๋ฮั่นจึงได้เฉิงตู

เห็นจุดจบของสถานการณ์แบบนี้ กงซุนซู่พูดกับเหยียนเฉินว่า “ข้าจะทำยังไงดีเหยียนเฉินตอบว่า “คำขอของลูกผู้ชายก่อนตาย ขอนั่งรับความผิด ทรัพย์สินยศฐาบรรดาศักดิ์คือการรับฟังจากหู ไม่ควรไปรัก” หมายความว่า คำขอของลูกผู้ชายก่อนตาย สามารถนั่งรับการลงโทษทัณฑ์ ทรัพย์สินยศฐาบรรดาศักดิ์คือของนอกกาย ไม่ควรไปยึดติด กงซุนซู่ทันใดนั้นนำเอาเงินทองผ้าไหมมาแจกจ่ายให้ครอบครัวทหารที่ตายไปกว่าห้าพันครอบครัวตามที่เหยียนเฉินแนะนำ การประกาศครั้งนี้ต่อหน้าธงรบและธงชัยเฉลิมพล ด้านหนึ่งหันหน้าไปยังกองทัพที่อยู่ในอาการตกใจ ด้านหลังล้อมรอบไปด้วยกองทัพฮั่นของอู๋ฮั่น ทันใดนั้นก็เปิดการโจมตีกองทัพฮั่นอย่างไม่ทันตั้งตัว กองทัพอู๋ฮั่นถูกตีแพ้พ่าย อู๋ฮั่นเองต้องขับม้าหนีข้ามแม่น้ำแต่หล่นไปในน้ำ โชคยังดีที่สามารถจับหางม้าไว้แล้วหนีไปได้ การรบครั้งนี้กองทัพฮั่นสูญเสียเป็นอย่างมาก และเสบียงอาหารก็เหลือเพียงแค่เจ็ดวัน อู่ฮั่นเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ตระเตรียมเรือลำเลียง ตัดสินใจถอยทัพ

คราวนี้หลิวซิ่วส่งสู่จวิ่นไท่โส่วจางคาน (蜀郡太守张堪) ลำเลียงเสบียงอาหารและม้าศึกเจ็ดพันตัวไปยังแนวหน้า ในเวลาเดียวกันกล่าวกับจางคานว่า “กงซุนซู่ต้องแพ้ ไม่อย่างนั้นไม่ต้องกลับมา” เมื่อได้เสบียงอาหารและกำลังเสริมแล้วอู๋ฮั่นนำทัพกลับไปใกล้เมืองเฉิงตู ทำศึกกับกองทัพสู่สองครั้งแต่ไม่มีผลแพ้ชนะ ทั้งยังไม่กล้ายกทัพใหญ่ทำศึก อู๋ฮั่นเพียงขี่ม้าหลบอยู่หลังทัพ สั่งให้ทหารที่อ่อนแอออกทำศึก ฝ่ายกงซุนซู่ได้รับชัยชนะทั้งเห็นกองทัพม้าของอู๋ฮั่นอ่อนแอ คิดว่าถึงเวลาที่จะโจมตีเอาชัยชนะเด็ดขาด ดังนั้นจึงออกคำสั่งให้เหยียนเฉินยกทัพไปตีจางกง ขณะที่กงซุนซู่นำทัพหลายหมื่นเข้าทำศึกกับอู๋ฮั่น เหยียนเฉินปะทะกับจางกง

ในการศึก รบทำศึกสามครั้งทัพฮั่นมีชัยชนะสามครั้งในการทำศึกใหญ่ระหว่างกงซุนซู่กับอู่ฮั่น “ตั้งแต่เช้าจดวัน ทหารไม่มีอาหารตกท้องและเหนื่อยล้า” ศึกครั้งสุดท้ายทั้งสองทำศึกจากเช้าจนถึงเที่ยง ต่อสู้กันดุเดือดอยู่ครึ่งวัน ทหารทั้งสองฝ่ายต่างเหนื่อยล้ากันสุดๆ ครั้งนี้อู๋ฮั่นสั่งหู้จวินเกาอู่ (护军高午) ถังหาน (唐邯) เข้าโจมตีอย่างแตกหักกับศัตรู กองทัพสู่โกลาหล ครั้งนี้เกาอู่ตีไล่ตามข้าศึกเจาะตรงไปหากงซุนซู่ เข้าไปยังกลางทัพข้าศึก กงซุนซู่บาดเจ็บตกหลังม้า โชคดีที่ได้บริวารช่วยเหลือลากตัวกลับเข้าเมือง กงซุนซู่บาดเจ็บสาหัส แม่ทัพเฉิงตูนำข่าวไปบอกเหยียนเฉินไม่ทันใดคืนนั้นกงซุนซู่สิ้นพระชนม์ในพระราชวังเฉิงตู เห็นว่าจักรพรรดิสู่สิ้นพระชนม์ เหยียนเฉินไม่มีแก่ใจที่จะรบ อีกสองวันต่อมาจึงยอมแพ้ยกเมืองให้ทัพฮั่น กงซุนซู่เป็นจักรพรรดิตะวันตกปกครองยาวนานสิบสองปีในที่สุดชีวิตก็จบลงพร้อมแผ่นดินที่ตนสร้างถูกทำลายลบออกจากประวัติศาสตร์

ตั้งแต่ปีแรกของศักราชเจี้ยนอู่จนถึงปีที่สิบสอง (ค.ศ.36) หลิวซิ่วปราบดาตนเองเป็นจักรพรรดิครองราชย์นานถึงสิบสองปีในที่สุดก็ได้ปกครองแผ่นดินทั้งหมด ตั้งแต่ราชวงศ์ซินหมางที่แผ่นดินแบ่งแยกเป็นเสี่ยงๆ เป็นยุคสมัยที่เกิดสงครามแย่งชิงกันต่อเนื่องในประวัติศาสตร์จีนโบราณอีกครั้งก่อนที่จะรวมเป็นปึกแผ่นในสมัยหลิวซิ่ว

สวรรคต

สุสานของฮั่นกวงอู่ตี้หลิวซื่ว

หลิวซิ่วในสมัยครองราชย์ปกครองประเทศ “ทุกวันดูแลราชการแผ่นดิน เรื่องเล็กเรื่องน้อยไม่กระทำ ปรึกษาหารือการบริหารประเทศกับขุนนางข้าราชการทุกวัน จนกระทั่งเที่ยงคืนถึงเข้าบรรทม” ในระหว่างครองราชย์ พระองค์ทรงออกกฎหมายหลายๆครั้งปลดปล่อยทาสและทรงออกพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับการห้ามทำร้ายหรือทารุณทาส เพื่อลดการซื้อขายคนไปเป็นทาส พระองค์มักพระราชทานอาหารบรรเทาให้แก่ราษฎรบ่อยๆ ลดภาษีค่าเช่าที่ดินและแรงงานเกณฑ์ ก่อสร้างระบบชลประทาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางเกษตรกรรม จัดการปกครองแผ่นดินส่วนภูมิภาคควบรวมจังหวัดและมณฑลและการบริหารราชการให้คล่องตัว ผลลัพธ์คือควบรวม 400 แคว้น แบ่งข้าราชการเป็นสิบระดับ ประวัติศาสตร์จีนบันทึกช่วงเวลาปกครองครองราชย์นี้ว่า “กวงอู่จงซิ้ง” (光武中兴) เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในยุคเจริญรุ่งเรืองและพัฒนาของประเทศ ว่า “เจี้ยนอู่เสิ้นซื่อ” (建武盛世)

หลังจากหลิวซิ่วรวบรวมประเทศเป็นปึกแผ่น เบื่อหน่ายกับสงคราม ไม่มีการทำสงครามอีกเลย ค.ศ.51 ทรงสร้างพระราชวังหลิงโฮวจางกง (陵侯臧宫) หยางสวีโฮวหม่าอู่ (扬虚侯马武) ถวายฎีกา ควรยกทัพไปปราบปรามชนเผ่าซยงหนู (匈奴) เพราะชนเผ่าซยงหนูทางเหนืออ่อนแอเหมาะกับการยกทัพไปโจมตี ว่า “ด้วยพระบารมีควรจะยกทัพอันแข็งแกร่งไปปราบ” ฮั่นกวงอู่ตรัสตอบว่า “ปัจจุบันนี้ประเทศยังไม่มีระบอบปกครองที่ดี ภัยพิบัติยังไม่จบสิ้น ประชาชนยังช่วยตัวเองไม่ได้ ทำไมเราต้องคิดถึงเรื่องการไกล คิดถึงประชาชนของเราไม่ดีกว่าหรือ” หลิวซิ่วเป็นมหาจักรพรรดิที่ประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ แต่งตั้งขุนนางและเสนาบดีที่มีความสามารถถึง 360 กว่าคนเป็น “เลี้ยโฮว” (列侯,ตำแหน่งพระยาเทียบเท่าของไทย) ยกย่องตำแหน่งให้ขุนนางเพื่อให้คนสรรเสริญ เพื่อแก้ไขปัญหาขุมกำลังอำนาจ

เทศกาลสารทจีนศักราชเจี้ยนอู่ ค.ศ.57 เดือนยี่วันที่ห้าปฎิทินจีน (二月戊戌日,เอ้อร์เย่อู๋ซีรื่อ) หลิวซิ่วเสด็จสวรรคตที่พระราชวังหนานกง (南宫) พระชนม์มายุ 62 ปี สุสานลิขิตว่า “ข้าไม่เคยคิดเอาผลประโยชน์จากประชาชน การบ้านการเมืองต่อไปให้ปฎิบัติตามระบบการปกครองของจักรพรรดิเสี่ยวเหวิน (孝文皇帝) ให้มั่นใจว่าบ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัย จารึก “ห้ามขนย้ายหินสองพันแผ่นจากในเมืองเพื่อมาก่อสร้างสุสาน ห้ามส่งเจ้าหน้าที่เฉลิมฉลองส่งพระศพมาที่สุสานหรือส่งจดหมายฎีกาใดๆมาแสดงความเสียใจ” หลังจากหลิวซิ่วสวรรคต หลิวจวง (刘庄) โอรสของพระองค์ขึ้นครองราชย์เมื่อเดือนสามปีเดียวกัน สุสานบรรจุพระศพของหลิวซิ่ว มีชื่อว่า“หยวนหลิง” (原陵) สลักพระนามว่า “กวงอู่หวางตี้” (光武皇帝)

 

การเมือง

หลังจากสงครามรวบรวมแผ่นดินสงบเป็นเอกภาพ ทรงยกเลิกกิจกรรมทางทหารหันมาส่งเสริมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการศึกษา ปลุกเร้าทุกๆคนให้พยายามพัฒนาประเทศชาติเพื่อให้เจริญรุ่งเรืองแบบถาวร

ตั้งแต่ราชวงศ์ซินหมางประเทศวุ่นวายโกลาหลจนประเทศรวบรวมเป็นเอกภาพอีกครั้งต้องใช้เวลานานถึงเกือบ 20 ปี ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างหนัก ตายในสงคราม ตายเพราะโรคภัยหรือเพราะความหิวโหย เป็นศพเกินกว่าที่นับจำนวนได้ หลังจากหลิวซิ่วรวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นตอนนั้นประชากรมีจำนวนเพียงสองในสิบของจำนวนประชากรที่เคยมี เพื่อที่จะกู้แผ่นดินที่ถูกทำลายในระหว่างสงครามฟื้นฟูกลับมาหรือพัฒนาต่อไปให้เร็วที่สุด หลิวซิ่วรู้ว่า “แผ่นดินขาดอุปโภคและบริโภค เป็นภาระหนักของผู้ปกครอง รวบรวม หล่งโหย้ว และดินแดนปาสู่ได้แล้ว มีภาระด่วน ไม่ต้องห่วงเรื่องการศึกอีกแล้ว” เวลาเดียวกันหลิวซิ่วออกพระราชกฤษฎีกาหกฉบับอย่างต่อเนื่องว่าด้วยการปลดปล่อยทาส ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องสูญเสียที่ดินต้องกลายเป็นทาสเป็นกฎหมายที่ปรับปรุงและแก้ไขปัญหาเรื่องทาส รวมทั้งหลังสงครามสงบลงต้องแก้ไขปัญหาแผ่นดินแห้งแล้งและจำนวนประชากรที่ไม่เพียงพอ ในเวลาเดียวกันหลิวซิ่วยังผ่าตัดโครงสร้างระบบการปกครอง ยุบรวมเขตและแคว้นต่างๆ กวงอู่ตี้ ออกพระราชโองการว่า “ยุบรวม 400 เขตแคว้น ปรับลดจำนวนขุนนางข้าราชการ เปลี่ยนขั้นข้าราชการเป็นสิบระดับ” นี่เป็นการลดภาระของประชาชนอย่างยิ่ง หลังจากหลิวซิ่วลงจากบังลังค์ ประชากรมีจำนวนถึง 20 กว่าล้านคนเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า เศรษฐกิจก็พัฒนาเติบโตรุ่งเรืองเป็นอันมาก

ในระหว่างหลิวซิ่วครองราชย์เดินเรื่องการลดภาษีและแรงงานเกณฑ์ จัดสร้างระบบชลประทาน อ่างเก็บน้ำ ปราบปรามคอรัปชั่นในหมู่ขุนนางข้าราชการ เสริมความเข้มแข็งและอำนาจระบบการปกครองจากส่วนกลาง จัดการทหารและองค์กรณ์รัฐให้มีประสิทธิภาพ ลดขนาดองค์กรณ์รัฐและเสริมความคล่อง ในด้านวัฒนธรรม ส่งเสริมการใช้นักปราชญ์และผู้มีปัญญา รู้จักกันในนาม “กวงอู่จงซิง” (光武中兴) พร้อมทั้งให้ความใส่ใจอย่างยิ่งในการสร้างหอเก็บความรู้ทางวัฒนธรรมและจัดเก็บรวบรวมหนังสือจดหมายเหตุและบันทึกของพระราชวัง หลังจากราชวงศ์ซินหมางถูกทำลาย หนังสือจำนวนมากถูกเผาทำลาย โดยเฉพาะจดหมายเหตุและบันทึกราชการรวบรวมในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก รวมทั้งบันทึกส่วนตัวของนักเขียนและนักปราชญ์เป็นจำนวนมาก หลิวซิ่วทุกวันต้องมาสถานที่ก่อสร้าง ไม่ลงจากรถประทับ จากนั้นสอบถาม เรียนรู้และช่วยแก้ไขเพื่อช่วยให้การก่อสร้างหอเก็บหนังสือและวัฒนธรรมแล้วเสร็จ ซ่อมแซมจัดทำหนังสือที่สูญหายไป พระองค์ออกพระราชโองการทั่วทั้งแผ่นดิน ให้รวบรวมหนังสือและจดหมายเหตุทั้งหมดกลับคืนสู่หอเก็บหนังสือ เริ่มจากนักปราชญ์และนักการศึกษาซึ่งนำหนังสือจำนวนมากมาให้มากมายก่ายกองดั่งป่าหนังสือ ตั้งแต่นั้นมีการจัดตั้งสถาบันขงจื้อ (鸿生矩儒,หงเซินจี่หรู) หนังสือทุกเล่มถูกจดลงบันทึกในหอหยินหุ้ยจิงสื่อ (芸汇京师) เป็นเวลานานกว่าสิบปีที่พนักงานจัดเก็บหนังสือรวบรวมหนังสือต่างๆในหอเก็บหนังสือนี้ ลงรหัสเก่าในหนังสือใหม่ จัดเก็บจนเต็มพื้นที่ซึ่งมีหนังสือเป็นจำนวนมหาศาล อาทิเช่นหนังสือ “สือสื่อ” (石室) “หลานไถ” (兰台) “เหรินโส่วเก๋อ” (仁寿阁) “ตงกวน” (东观) และหนังสืออื่นๆ ขนาดและจำนวนหนังสือที่เก็บรวบรวมมีมากกว่าหนังสือที่เก็บรวบรวมในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เมื่อย้ายไปลั่วหยาง เจ้าหน้าที่ราชเลขาต้องใช้รถบรรทุกมากกว่าหนังสือเหล่านี้กว่าสองพันคัน เป็นการสร้างรากฐานของการเก็บรวบรวมหนังสือและจดหมายเหตุแห่งชาติในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก

ปกครองราบรวมอำนาจจากส่วนกลาง รื้อฟื้นการถวายฎีกา  

จักรพรรดิกวงอู่นิยมแต่งตั้งขุนนางที่มีความรู้และความสามารถพร้อมมอบเกียรติยศ ต้องขอบคุณเจ๋ยเว่ยเถียนจ๋าย (爵位田宅) ซึ่งเป็นผู้เสนอตำแหน่งสูงๆและเงินเดือนงดงาม รวมทั้งการลดอำนาจทางทหารและการเมือง จักรพรรดิกวงอู่มีความเห็นอย่างมากต่อตำแหน่งซันกง (三公, ตำแหน่งอำมาตย์และเสนาบดีเทียบเท่าฯพณฯ)ของราชวงศ์ฮั่นตะวันตกในอดีต พยายามลดบทบาทลง แต่ยังคงตำแหน่งซันกงไว้ ทั้งให้ข้าราชการที่มีอำนาจถวายฎีการายงานต่อองค์จักรพรรดิโดยตรงที่ท้องพระโรง มีเจ้าหน้าที่หนึ่งคนเป็นผู้ทำหน้าที่สั่งฎีกาในท้องพระโรง ตำแหน่ง เชียนสือ (千石) อีกคนเป็นพนักงานผู้รับผิดชอบออกฎีกา มีผู้ดูแลหนึ่งคนต่อฎีกาหกเรื่อง ตำแหน่ง ลิ้วป่ายสือ (六百石) จัดระดับและตำแหน่งข้าราชการตามตำแหน่งดังนี้ เฉิง (丞) หลาง (郎) หลิ้งสื่อ (令史) และอื่นๆ พระราชกฤษฎีกาทั้งหมดมาจากพระราชดำรัสโดยตรงของจักรพรรดิให้ความเห็นต่อการถวายรายงานของข้าราชการในท้องพระโรงโดยจักรพรรดิเป็นผู้ปกาศิต จากนั้น “งานบ้านงานเมืองทั้งหมดต้องถวายฎีกา และผู้เกี่ยวข้องที่มีความสำคัญต้องเข้าร่วมโดยไว รวมทั้งซันกง (อำมาตย์และมหาเสนาบดี)” แม้จะมีตำแหน่งซันกงแต่งานบ้านงานเมืองทั้งหมดอยู่ในท้องพระโรง ตำแหน่งของซันกง เป็นเพียงเจ้าพนักงานเท่านั้น แต่ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกยุคหลังๆเสนาบดีต่างมีอำนาจเพิ่มขึ้น มีการจัดแบ่งเล่นพวกพนักงานที่จดบันทึกฎีกา แล้วอำนาจจักรพรรดิถูกลดทอนอีก การถวายฎีกากลายเป็นเครื่องมือของเสนาบดีและขุนนางที่มีอำนาจ

ปรับโครงสร้างการบริหารให้ง่ายขึ้น ลดข้าราชการ

ศักราชเจี้ยนอู่ปีที่หก (ค.ศ.30) ปรับเปลี่ยนหน่วยงานและแผนกต่างๆในการบริหารท้องถิ่นทั้งหมด ลดทอนเจ้าพนักงาน แคว้นไหนเจ้าพนักงานไม่พอจับมารวมกัน ตั้งเป็นต้าสือถู (大司徒) และต้าสือคง (大司空) สองตำแหน่ง ดังนั้นมีการควบรวมเขตแคว้นต่างๆกว่า 400 เขต ลดทอนขุนนางข้าราชการ แบ่งตำแหน่งเป็นสิบระดับ” เวลาเดียวกันยกเลิกระบบทหารประจำการ ณ.ท้องถิ่นสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ยกเลิกทหารที่ประจำการในเขตแคว้นหรือท้องถิ่นต่างๆภายในประเทศ ยกเลิกตำแหน่งทหารผู้บังคับบัญชาเขตหรือแคว้น ยกเลิกการเกณฑ์ฝึกทหารทุกๆปีในเขตแคว้นต่างๆ การป้องกันท้องถิ่นเปลี่ยนเป็นโดยกองทัพมืออาชีพที่ได้รับการคัดเลือกมา แต่อย่างไรก็ดีในยุคหลังของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก การปกครองในส่วนท้องถิ่นมีอำนาจเพิ่มขึ้น ทั้งอำนาจทางด้านการทหารและเศรษฐกิจการเงิน แต่ละท้องถิ่นมีกองทัพของตนเองหนุนค่อยๆตั้งตนเป็นใหญ่

 

เศรษฐกิจ

ใส่ใจในความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งการพักผ่อนอยู่อาศัย

ข้อหนึ่ง ปลดปล่อยทาส คุก

ตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่นตะวันตกเป็นต้นมา เกษตรถูกจับไปเป็นทาส คดีอาญาเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัญหาขัดแย้งในสังคมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆกลายเป็นปัญหาใหญ่ของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ราชวงศ์หวางหมาง ทาสและผู้ต้องหาคดีอาญาจำนวนมากเข้าร่วมในการก่อกบฎ ในขณะเดียวกันกองทัพแบ่งแยกดินแดนทั้งหลายก็เต็มไปด้วยทาสและผู้ต้องหาคดีอาญา จักรพรรดิกวงอู่หลังจากรื้อฟื้นระอบการปกครองหลิวฮั่นขึ้นมาใหม่ เพื่อที่จะสลายศัตรูและขยายอำนาจของตน จัดระเบียบสังคมให้มีความสงบสุขและมั่นคง ลดความขัดแย้งระหว่างชนชั้น ทรงมีพระราชโองการให้ปลดปล่อยทาสอยู่หลายๆครั้ง และพระราชทานอภัยโทษให้แก่ทาสทั้งหลายที่ละเมิดทำผิดคดีอาญารวมทั้งคดีฆาตกรรม นอกจากนี้ยังยกเลิกการประหารทาสและการเพิกเฉยต่อทาสทั้งหลายที่ได้บาดเจ็บทุกข์พลภาพถูกทอดทิ้งจากกฎหมายบ้านเมือง กล่าวให้ถูกต้องคือสถานะของทาสได้ถูกยกระดับให้ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนๆ ในเวลาเดียวกันประกาศลดโทษผู้ต้องหาที่ติดอยู่ในที่คุมขังตามจังหวัดต่างๆ บางจังหวัดซ้ำยังปล่อยตัวนักโทษให้เป็นอิสระ นั่นคือ “ปลดปล่อยประชาชนให้มีอิสรภาพ

ข้อสอง ปรับปรุงระบบราชการ ส่งเสริมความมัธยัสถ์

จักรพรรดิกวงอู่สนใจในปัญหาการคอรัปชั่นของขุนนางและข้าราชการตั้งแต่ยุคปลายสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ขุนนางข้าราชการมีชีวิตความเป็นอยู่หรูหราพร้อมทั้งทุจริตและคอรัปชั่นอย่างต่อเนื่อง เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ ทรงให้ความใส่ใจในการคัดเลือกและกลั่นกรองข้าราชการ พระองค์ทรงทำตัวประหยัดและมัธยัสถ์ให้เป็นตัวอย่าง ให้รางวัลแก่ข้าราชการที่มีความซื่อตรง คัดเลือกคนดีมาเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นทั้งยังเรียกร้องให้พนักงานท้องถิ่นปฎิบัติตนให้เที่ยงตรงอย่างเข้มงวด ให้รางวัลและลงโทษอย่างเข้มงวด ดังนั้นหลังจากผ่านการคัดเลือกกลั่นกรองอย่างเข้มงวด วัฒนธรรมการปฎิบัติของขุนนางข้าราชการเปลี่ยนไปในทางที่ดี ดังนั้นในบันทึก “โฮ้วฮั่นซู ซวินหลี้ฉวน” (后汉书,循吏传 ยุคฮั่นตะวันตก ประวัติข้าราชการ) กล่าวว่า “นอกในโจรร้ายดับสูญ ประชาชนมีความสุขทั่วหน้า” (内外匪懈,百姓宽息, เน่ยว่ายเฟ่ยเซี่ย ป่ายซิ่งควนซี) อันมีชื่อเสียง

ข้อสาม ลดจัดเก็บภาษี กฎหมายบ้านเมือง ยกเลิกกิจกรรมทางทหาร ส่งเสริมวัฒนธรรมและการศึกษา ไม่ลุแก่อำนาจ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน

เริ่มต้นยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก หลังจากศึกสงครามสิ้นสุด สถานการณ์ประสบกับปัญหาจำนวนประชากรและผลผลิตต่างๆลดลงอย่างมาก จักรพรรดิกวงอู่ให้ความสำคัญต่อการดำเนินนโยบายบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชนในช่วงสงคราม ฟื้นฟูและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กลับคืนมา สิ่งแรกที่กระทำคือ การลดจัดเก็บภาษีและแรงงานเกณฑ์ ศักราชเจี้ยนอู่ปีที่หก (ค.ศ.30) มีพระราชโองการให้ฟื้นฟูระบบจัดเก็บภาษีซึ่งว่าด้วยการเก็บภาษี 30 ชนิดในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เรื่องที่สองแก้ไขกฎหมายคดีอาญา เรื่องที่สามยกเลิกกิจกรรมทางทหารหันมาส่งเสริมเรื่องประเพณี วัฒนธรรมและการศึกษา บริหารราชการโดยไม่ลุแก่อำนาจ จักรพรรดิกวงอู่ทราบว่าประเทศขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภค เป็นภาระหนักของผู้บริหารประเทศ หลังจากทำสงครามกับหล่งโหย้วและสู่เป็นเวลานาน ละเลิกกิจกรรมทางทหารหันมาฟื้นฟูประเทศ

หลังจากประเทศจีนมีจักรพรรดิกลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง ไม่ใส่ใจที่จะติดต่อกับต่างประเทศ แต่ให้ความสำคัญต่อการรับใช้ประชาชน รวมทั้งการให้รางวัลและการลงโทษ ศักราชเจี้ยนอู่ปีที่ยี่สิบเจ็ด (ค.ศ.51) ข้าราชการก่อสร้างพระราชวังหลิงโฮวจางกง (陵侯臧宫) หยางซิวโฮว (扬虚侯) รีบถวายฎีกาต่อองค์จักรพรรดิ ว่า “ฝ่าบาทโปรดพิจารณายกทัพไปตีชนเผ่าซยงหนู (匈奴) ให้ล่มสลาย ตอนนี้ชนเผ่าซยงหนูทางเหนืออ่อนแอง่ายที่ทหารของเราจะเข้าโจมตี” หลิวซิ่ว ตรัสว่า “ ทุกท่านไม่ควรจะตัดหินในเวลานี้” จักรพรรดิกวงอู่มีพระราชโองการว่า “ตอนนี้ประเทศเรายังบริหารประเทศไม่ได้ดี หายนะและภัยพิบัติยังไม่หยุดหย่อน เรายังปกป้องประชาชนของเราไม่ได้ ไฉนเราต้องไปทำสงครามยังแดนห่างไกล ทำไมเราไม่บริการรับใช้ประชาชนของเราให้ดี”

ข้อที่สี่ ลดการกดขี่ข่มเหง ดำเนินการปฎิรูปที่ดิน

ระบอบการปกครองฮั่นตะวันออกสถาปนาขึ้นมาได้จากการสนับสนุนของขุนศึกและกองกำลังต่างๆ แต่การเติบโตของขุนศึกและกองกำลังต่างๆ และดินแดนต่างๆที่ขุนศึกและกองกำลังเหล่านั้นผนวกมาด้วยค่อยๆเกิดเรื่องรุนแรงกลายเป็นการคุกคามต่อราชบังลังค์ และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับราชบังลังค์เพื่อการจัดสรรที่ดินและควบคุมการใช้แรงงาน เฉลี่ยการจัดเก็บภาษีและภาระจากการเกณฑ์แรงงานเกณฑ์ ศักราชเจี้ยนอู่ปีที่สิบห้า (ค.ศ.39) มีพระราชโองการให้สำรวจและรังวัดที่ดินทั้งประเทศ ตรวจสอบผู้จับจองและเป็นเจ้าของที่ดิน เพื่อจะทำหลักฐานให้ถูกต้องตามสำมะโนประชากรและการจัดเก็บภาษี อีกทั้งยังมีพระราชโองการให้ข้าราชการตำแหน่งสือจ่าง (石长) จำนวนสองพันนายสำรวจความไม่เป็นธรรมของการจัดการที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน เมื่อมีพระราชโองการออกไปแล้วถูกต่อต้านอย่างหนักจากขุนศึกและกองกำลังต่างๆ จักรพรรดิกวงอู่มีพระราชโองการตรวจสอบที่ดินที่ไม่ใช่ของเหอหนานอิ่นจางจี๋จี๋ (河南尹张伋及) ผู้ว่าราชการและนายอำเภอคนอื่นๆที่เป็นพวก ซึ่งมีคนมากกว่าสิบคนถูกฆ่าตาย ปฎิญาณว่าจะปราบปรามและเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ผลลัพธ์นำไปสู่การก่อการจลาจลโดยขุนศึกและกองกำลังซึ่งมีนามสกุลใหญ่ๆดังนี้ ชิง (青) สวี่ (徐) โหย๋ว (幽) จี้ (冀) สี่สกุลร้ายแห่งสื่อโจว กองกำลังท้องถิ่นเปลี่ยนเป็นชุมโจร ก่อการอยู่รอบนอกไปทั่วเป็นภัยคุกคามอย่างมากต่อราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เมื่อเผชิญกับสองเหตุการณ์ที่ต่างวาระกันของการก่อการจลาจล จักรพรรดิกวงอู่ใช้วิธีทั้งการปราบปรามและการเกลี่ยกล่อมเป็นเครื่องมือ ทางหนึ่ง “ส่งคนไปเกลี่ยกล่อมชุมโจร รับฟังปัญหาและข้อแก้ไขจากกลุ่มโจร โจรห้าคนตัดสินใจฆ่าผู้นำ ที่เหลือละเว้นโทษให้” ไม่ทันใดชุมโจรก็สลายกันไป อีกทางหนึ่ง นำกำลังไปจับหัวหน้าผู้ก่อกบฎที่กลับมาอยู่ ณ.ที่อยู่เดิม “เก็บภาษีที่ดินจากผลผลิต” ตัดความสัมพันธ์กับแหล่งท้องถิ่นที่อยู่เดิม ให้แหล่งทำกินใหม่กับขุนศึกและกองกำลังกับที่ดินที่ไปตีมาได้

ผ่านการตรวจสอบและรังวัดที่ดินแล้ว บรรดากองกำลังท้องถิ่นนามสกุลใหญ่ค่อยๆสงบลง เกิดขึ้นเป็น “ทุ่งเลี้ยงปศุสัตว์ ม้า วัว ควาย ไม่จำเป็นต้องมีคอก” เป็นการแก้ไขปัญหาที่ดี การปฎิรูปที่ดินเป็นรูปแบบที่ประสบความสำเร็จของการบริหารราชการแผ่นดินของราชวงศ์ฮั่นตะวันออกที่คิดค้นเอง เนื่องจากมีมาตรการต่างๆเกี่ยวกับนโยบายมากมาย มีความแตกต่างหลายระดับในการดำเนินการปฎิบัติ เป็นการสร้างเงื่อนไขที่ดีสำหรับการฟื้นฟูและการพัฒนาสังคม มีการกระจายที่ดิน ดังนั้นจำนวนประชากรจึงเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เป็นการวางรากฐานในยุคเริ่มต้นของราชวงศ์ฮั่นตะวันออกผ่านมาแปดสิบปีเพิ่มความแข็งแกร่งและความเจริญเติบโตให้กับประเทศ ขนานนามการปกครองว่า “หมิงจางจือจื้อ” (明章之治)

วัฒนธรรม

สนับสนุนลัทธิข่งจื้อ เคารพในความซื่อสัตย์

หลังจากสถาปนาแผ่นดิน ณ.เมืองลั่วหยางได้ก่อสร้างซ่อมแซมสถาบันการศึกษาของพระราชวัง จัดตั้งอาจารย์สอนหมวดหมู่ห้าวิชาความรู้ ฟื้นฟูสิบสี่หมวดหมู่วิชาในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก พระองค์มักไปยังสถาบันการศึกษาเพื่อเยี่ยมเยือนพูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักศึกษา ในความเห็นของพระองค์ปรารถนาให้แต่ละจังหวัดและแว่นแคว้นสร้างสถาบันการศึกษามากๆขึ้น ตามท้องถิ่นต่างๆก็มีการจัดสร้างสถาบันการศึกษาเอกชน

จักรพรรดิกวงอู่ทรงสืบทอดประเพณีลัทธิข่งจื้อจากราชวงศ์ฮั่นตะวันตก หลังจากสถาปนาราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ทรงก่อสร้างสถาบันการศึกษาของพระราชวัง จัดตั้งอาจารย์อบรมตามความสามารถของแต่ละคนในหมวดหมู่วิชา จักรพรรดิกวงอู่เดินทางไปตรวจสอบสถาบันการศึกษา มอบหมายให้ต้าสือคงประกอบพิธีบวงสรวงข่งจื้อ ภายหลังได้แต่งตั้งลูกหลานผู้สืบเชื้อสายข่งจื้อ ข่งจือ (孔志) เป็น เปาเฉิงโฮว (褒成侯) เพื่อแสดงความเคารพต่อข่งจื้อ และลัทธิข่งจื้อ โดยเฉพาะทรงลุ่มหลงบูชาในคำสอนของสำนักหรูเจีย (儒家, สถาบันข่งจื้อ) เป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันจักรพรรดิกวงอู่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อระบบเจ้าขุนมูลนายในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกซึ่งหมกหมุ่นอยู่กับชื่อเสียงและโชคลาภ โชคชตา รวมทั้งสมัยหวางหมาง ทรงตระหนักในความซื่อสัตย์ซื่อตรง ในยุคของหวางหมางและราชวงศ์ฮั่นตะวันตกมีข้าราชการสันโดษซึ่งพระองค์ไม่ถือว่าคือข้าราชการ นักปราชญ์นั้นควรจะยกย่องเชื้อเชิญให้มารับใช้ประเทศ สรรเสริญพวกนักปราชญ์ให้รับใช้ด้วยความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮั่น ทำตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีและมีความซื่อตรง

ประวัติศาสตร์ของฮั่นกวงอู่ตี้หลิวซิ่วจบสมบูรณ์ด้วยเนื้อหาเช่นนี้ ลองเปรียบเทียบพระองค์กับฮั่นเกาจู่หลิวปัง ดูเองก็แล้วกันว่า ใครปรีชาสามารถมากกว่ากัน...

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
แม่หมี วันที่ : 04/09/2013 เวลา : 15.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

(0)
งานนี้ต้องค่อยๆอ่าน ค่อยๆเรียบเรียง

เดี๋ยวขอพริ้นท์ก่อน จะขยายฟร้อนท์ให้ตัวใหญ่ขึ้น...

คุณจุ่ยตั้งใจเขียน แม่หมีก็จะตั้งใจอ่านค่ะ
ความคิดเห็นที่ 3
cozy วันที่ : 03/09/2013 เวลา : 16.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kakalot
I agreed that what really matters is what you like, not what you are like... Books, records, films -- these things matter. Call me shallow but it's the fuckin' truth - High Fidelity

(0)
ต้องค่อยๆละเอียดอ่านครับ งานนี้
ความคิดเห็นที่ 2
Jui วันที่ : 03/09/2013 เวลา : 15.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(1)

ต้องอ่านๆครับ จะได้วัดใจ หลิวปัง หรอ หลิวซิ่ว ใครเก่งกว่ากัน อิอิ
คราวหน้าว่า จะแปล หลิวเชอะ คนสุดท้ายตระกูลหลิวละ
ไปหาแซ่อื่นบ้างดีกว่า เดี๋ยวแซ่อื่นน้อยใจ อิอิ
ความคิดเห็นที่ 1
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 03/09/2013 เวลา : 15.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

(0)
ยาวมาก...
ขอปรินต์ไปอ่านดีกว่า

เพิ่งอ่าน"สามก๊ก"จบ ...
อยากรู้เรื่องราวแบบนี้มากมาย ขอบคุณมากครับ
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน