• Jui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nopprasornn@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-11
  • จำนวนเรื่อง : 398
  • จำนวนผู้ชม : 1201314
  • จำนวนผู้โหวต : 632
  • ส่ง msg :
  • โหวต 632 คน
<< ตุลาคม 2013 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม 2556
Posted by Jui , ผู้อ่าน : 58131 , 07:21:42 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน

ฮั่นอู่ตี้หลิวเช่อ...จักรพรรดิมหาราชแห่งฮั่นตะวันตก

 

ในบรรดาจักรพรรดิในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของชาวจีนทั่วไป นอกจากฮั่นเกาจู่หลิวปังแล้ว จักรพรรดิอีกพระองค์ที่ถือว่าเป็นรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เป็นมหาราชของประเทศจีน ขยายอาณาเขตประเทศจีนจนกว้างใหญ่ไพศาล มีผลงานมากมาย สร้างความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงให้แก่ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก พระองค์ทรงมีพระนามว่า จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้หลิวเช่อ

 

จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้หลิวเช่อ (汉武帝刘彻) ครองราชย์ก่อนคริสต์ศักราช 156 BC ถึง 87 BC เป็นจักรพรรดิองค์ที่เจ็ดของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เป็นรัฐบุรุษ นักยุทธศาสตร์และนักกวีที่ยิ่งใหญ่และโดดเด่นของประวัติศาสตร์จีน ประสูติในปีแรกที่จักรพรรดิฮั่นจิ่งตี้ ครองราชย์ (156 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ขึ้นครองราชย์เมื่อพระองค์มีพระชนม์มายุ 16 ปี เพื่อจะรวบรวมอำนาจการปกครองของจักรพรรดิ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงสถาปนาศูนย์กลางการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชตั้งอยู่ในพระราชวัง จัดตั้งระบบคัดเลือกคนเก่งมีความสามารถเพื่อรับใช้ราชการ นำแนวความเห็นของจู่ฝู่เหยี่ยน (主父偃) มาปรับปรุงปฎิบัติ ผลักดันนำประเทศสู่ความเป็นสง่าราศี (推恩令, ทุ้ยอ้านหลิ้ง) แก้ไขปัญหาอำนาจของเจ้าแว่นแคว้นและเจ้าประเทศราช รวมทั้งจัดเก็บสินค้าควบคุมอาทิเกลือ เหล็กและเงินเหรียญส่งเข้าศูนย์อำนาจ ณ.ส่วนกลาง ด้านศิลปและวัฒนธรรมนำแนวความคิดของต่งจงซู (董仲舒) มาปฎิบัติ “ยกเลิกสถาบันที่ไร้ประโยชน์ ส่งเสริมและศรัทธาเพียงสถาบันขงจื้อ” (罢黜百家 独尊儒术, ป้าชูป่ายเจีย ตู๋ชุนหรูซู่) ในที่สุดตั้งแต่ราชวงศ์ฉินเป็นต้นมาจนถึงรัชกาลของพระองค์ “มีนักปราชญ์แตกต่างมากมาย หลากหลายความรู้และทฤษฎี สถาบันความคิดและการศึกษาโดดเด่นเป็นร้อย” (师异道 人异论 百家殊方, ซืออี้เต้า เหรินอี้หลุ้น ป่ายเจียซูฟาง) คือสถานการณ์ในสมัยนั้น

ในรัชกาลของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้พระองค์ทรงขยายราชอาณาเขตประเทศจีนแผ่ไปอย่างไพศาล ยกทัพปราบปรามชนเผ่าซยงหนู (匈奴) แผ่นดินทิศตะวันออกรวมทั้งชนเผ่าเกาหลี (朝鲜, เฉาเซี่ยน) ทิศใต้ปราบปรามพวกป่ายเย้ว (百越) ทิศตะวันตกพิชิตจดชงหลิ่ง (葱岭, ดินแดน Pamirsในเอเชียกลางประกอบด้วยภูเขาและทะเลสาปน้ำจืดเป็นรอยต่อระหว่างประเทศอัฟกานิสถาน ทาจิกิสถานและทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ) พิชิตต้าหว่าน (大宛 ประเทศโบราณตั้งอยู่ในเขต Pamirs มีชื่อเสียงทางเกษตรและเลี้ยงม้าพันธ์ดี) ขยายอาณาเขตของประเทศจีนอย่างกว้างใหญ่ เปิดการค้าเส้นทางสายไหม (丝绸之路, ซือโฉวจือลู่) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีน ปีแรกของการครองราชย์นามว่า “ซิ้งไท่เส่ว” (兴太学) พระองค์เป็นจักรพรรดิองค์แรกที่ขยายอาณาจักรจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นกว้างใหญ่ที่สุด เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์

ความเจริญรุ่งเรืองในรัชกาลจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ นับได้ว่าเป็นหนึ่งในสามยุคที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในแระวัติศาสตร์จีน ในช่วงปลายรัชกาลจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ยังคงหายใจคิดหมกหมุ่นแต่เรื่องทำสงคราม ศักราชเจิงเหอ (征和, ปลายรัชกาลจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ใช้ “จิงเหอ” เรียกชื่อศักราชของพระองค์) ปีที่สองพระองค์ครุ่นคิดวิธีทำสงครามกลายเป็นนำหายนะภัยมาสู่พระองค์ ศักราชเจิงเหอปีที่สี่จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้หลิวเช่อออกพระราชกฤษฎีกาสำนึกผิดและนิรโทษกรรม ปี 87 ก่อนคริสต์ศักราชหลิวเช่อสิ้นพระชนม์ในพระราชวังอู๋จั้วกง (五柞宫) เมื่อพระชนม์มายุ 70 ปี พระนามหลังสิ้นพระชนม์นามว่า “เสี้ยวอู่ฮวงตี้” (孝武皇帝) สลักนามพระองค์ “ซื่อจง” (世宗) พระศพฝังอยู่ที่สุสานเม้าหลิง (茂陵)

 

วัยเยาว์

จักรพรรดิฮั่นซื่อจงเสี้ยวอู่ฮวงตี้หลิวเช่อ (汉世宗孝武皇帝刘彻) ประสูติปี 156 ก่อนคริสต์ศักราช ครองราชย์ปี 141 ก่อนคริสต์ศักราช พระองค์เป็นโอรสองค์ที่สิบของจักรพรรดิฮั่นจิ่งตี้หลิวฉี (汉景帝刘启) พระนัดดาของจักรพรรดิฮั่นเหวินตี้หลิวเหิง (汉文帝刘恒) พระมารดาหวางจื่อ (王娡) คือพระราชินีองค์ที่สองของจักรพรรดิฮั่นจิ่งตี้ หลิวเช่อเมื่อมีพระชนม์มายุ 4 ปีได้รับแต่งตั้งเป็น “เจียวตงหวาง” (胶东王) เมื่อพระชนม์มายุ 7 ปีได้รับแต่งตั้งเป็นมกุฎราชกุมาร พระชนม์มายุ 16 ปีขึ้นครองราชย์ ครองราชย์ยาวนาน 54 ปี สิ้นพระชนม์ในปี 87 ก่อนคริสต์ศักราช (ศักราชโฮ้วหยวน 后元 รัชกาลฮั่นอู่ตี้ ปีที่สอง เดือนสอง วันติงเหม่ารื่อ丁卯日 วันที่สี่ทางจันทรคติจีน)

 

ขึ้นครองราชย์

เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ขมักเขม่นในการเลือกใช้นักปราชญ์และผู้มีความรู้จากสำนักขงจื้อ จนเป็นภาพพจน์ในการบริหารประเทศในรัชกาลพระองค์ว่า ““ยกเลิกสถาบันที่ไร้ประโยชน์ ส่งเสริมและศรัทธาเพียงสถาบันขงจื้อ” (罢黜百家 独尊儒术, ป้าชูป่ายเจีย ตู๋ชุนหรูซู่) เนื่องจากในราชวงศ์ฮั่นตะวันตกยุคต้นๆนำเอาคำสอนและหลักธรรมาภิบาลของสำนักเต๋าหวางเหล่า (黄老,ลัทธิเต๋าและคำสอนของจักรพรรดิเหลือง) มาปฎิบัติเพื่อใช้บริหารและปกครองประเทศ ช่วงเวลานั้นโต้วไท่โฮ้ว (窦太后,พระพันปีหลวงโต้ว) เป็นผู้นำในการขัดขวางและคอยขัดขวางอย่างเต็มที่ทั้งพยายามโน้มน้าวจักรพรรดิฮั่นจิ่งตี้อยู่ตลอดเวลาก่อนพระองค์จะสิ้นพระชนม์ให้นำเอานโยบายพลิกฟื้นและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในอดีตมาปฎิบัติ จนกระทั่งโต้วไท่โฮ้วสิ้นพระชนม์ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้จึงสามารถหลุดพ้นจากพันธนาการที่ถูกบังคับนี้ไปได้ ต่อมาพระองค์ทรงลดอำนาจของพระเครือญาติและข้าราชบริพารที่ดำรงตำแหน่งจูโฮวหวาง (诸侯王, บรรดาศักดิ์เทียบเท่าเจ้าพระยาของไทย)ประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาโดยเสนาบดีจู่ฝู่เหยี่ยน (主父偃) เป็นผู้สนองพระองค์ผลักดันผ่านทางระบบกฎหมายเพื่อจัดสรรตำแหน่งของจูโฮวหวางใหม่ดำรงตำแหน่ง โฮว (侯, บรรดาศักดิ์เทียบเท่าพระยาของไทย) เป็นการลดตำแหน่งและลดอำนาจของจูโฮวหวางทั้งหมด

ในช่วงเวลาเดียวกันพระองค์ทรงจัดตั้งซื่อสื่อ (刺史,ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด) และผู้ตรวจการราชการท้องถิ่น และเพื่อเสริมสร้างพระราชอำนาจจากส่วนกลางพระองค์ทรงจัดให้สินค้าประเภทเหล็ก เกลือ เหล้ายา และธุรกิจท้องถิ่นต่างๆเป็นกิจการผูกขาดบริหารและจัดการโดยศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง ยกเลิกระบบเงินตราของจูโฮวหวางและเขตแคว้นทั้งหมดหันมาใช้ระบบการเงินและเงินตราจากศูนย์อำนาจส่วนกลาง แนวความคิดที่นำมาปฎิบัตินี้เสนอโดยต่งจงซู (董仲舒) คือ “ยกเลิกสถาบันที่ไร้ประโยชน์ ส่งเสริมและศรัทธาเพียงสถาบันขงจื้อ” (罢黜百家 独尊儒术, ป้าชูป่ายเจีย ตู๋ชุนหรูซู่) เนื่องจากสถาบันขงจื้อมีสถานะพิเศษในการปูทางเพื่อการพัฒนาและสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศจีนในสมัยโบราณ ที่เมืองหลวงฉางอันได้มีการก่อสร้างสถาบันขงจื้อเป็นพิเศษเพื่อให้เป็นสถานศึกษาของราชวัง คือ สถาบันการศึกษาสูงสุดในสมัยนั้น แน่นนอนในรัชกาลของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ราชวงศ์ฮั่นมีแนวความคิดหลากหลายในกฎหมายว่าด้วยการปกครอง โดยการให้การสนับสนุนสำนักและคำสอนของขงจื้อในเวลาเดียวกัน จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ได้นำหลักธรรมคำสอนของขงจื้อมาปรับปรุงใช้ปฎิบัติในการออกกฎระเบียบข้อบัญญัติและกฎหมายอาญาภายในประเทศเพื่อเสริมอำนาจของรัฐและเจ้าหน้าที่ พร้อมยังเป็นการเชิดชูสถานะขององค์จักรพรรดิและราชบังลังค์ ดังนั้นสถาบันความคิดและการศึกษาของราชวงศ์ฮั่นจึงถูกชี้นำอย่างโดดเด่นโดยหลักคำสอนของลัทธิขงจื้อ เป็นระบบวิธีการของลัทธิขงจื้อในการปกครองและดำเนินการบริหารประเทศทั้งภายในและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นการประนีประนอมของทางราชการในการขยายการเผยแพร่ลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋าสู่ประชาชน ในขณะที่ทางการยังกำหนดระบบการตรวจสอบกฎหมายคดีอาญาที่รุนแรงโดยตรวจสอบหรือจำกัดยับยั้งได้ด้วยคำสั่งเสนาบดี

ในระหว่างการดำเนินการตามนโยบายฟื้นฟูและพัฒนาประเทศตามการปกครองระบอบเหวินจิ่งจือจื้อ (文景之治, ระบอบการปกครองของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชน พลังอำนาจและความเข้มแข็งของประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกถูกยกไปอีกระดับหนึ่ง ในสมัยที่จักพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงสืบทอดนโยบายการบริหารประเทศ การพัฒนาศักยภาพทางการทหารได้พัฒนาไปไกลมาก

ความสำเร็จทางการทหาร เริ่มจากปราบปรามความวุ่นวายในรัฐหมิ่น (闽,มณฑลฝูเจี้ยน) รัฐเย่ว (越,มณฑลกว่างโจวจดเวียดนาม) ทางทิศใต้ เริ่มใช้วิธีการทางทหารทดแทนนโยบายสร้างสันติกับชนกลุ่มน้อยซึ่งเป็นนโยบายที่อัปยศอดสูในการจัดการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทางเหนือจากชนเผ่าซยงหนู ส่งแม่ทัพใหญ่เว่ยชิง (卫青) ยกทัพใหญ่ไปปราบปรามชนเผ่าซยงหนูถึงสามครั้ง รวบรวมดินแดนเห่ยเถ้า (河套) มาเป็นของประเทศจีน ยึดเส้นทางเห่ยซี (河西, ดินแดนแถบหนิงเซี่ยถึงมองโกเลียใน) พิชิตดินแดนด้านตะวันตก ครองครองดินแดนหลางจวีซวี (狼居胥, ปัจจุบันคือ ดินแดนในสาธารณรัฐมองโกเลีย) ในห้วงเวลาอันยิ่งใหญ่ดินแดนทางเหนือของราชวงศ์ฮั่นเริ่มจากกำแพงเมืองจีน (长城, ฉางเฉิง) ไปจดดินแดนหม้อเป่ย (漠北, ดินแดนมองโกเลียทั้งหมดไปจดทะเลทรายโกบี)

 ในระหว่างทำสงครามกับชนเผ่าซยงหนู พระองค์ทรงใช้ทั้งนโยบายสร้างสันติภาพและนโยบายทางการทหารมาใช้กับชนเผ่าและประเทศต่างๆทางดินแดนด้านตะวันตก (ดินแดนแถบยวี่เหมินกวน玉门关 ดินแดนแถบมณฑลซินเจียงและดินแดนบางส่วนในเอเชียกลาง) หลังจากชนเผ่าซยงหนูสูญเสียพื้นที่สีเขียวแหล่งทุ่งหญ้าอุดมสมบูรณ์ในเขตหม้อหนาน (漠南) แล้ว หวางถิงหยวน (王庭远)ผู้นำชนเผ่าซยงหนูเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่หม้อเป่ย (漠北) นี่เป็นการแก้ไขพื้นฐานปัญหาการคุกคามของชนเผ่าซยงหนูต่อประเทศจีนในยุคต้นของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เพื่อเป็นการวางรากฐานของการติดต่อไปสู่กันมาระหว่างประเทศจีนและดินแดนด้านตะวันตกในภายหลัง ทรงส่งฑูตจีนจางเชียง (张骞) ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับดินแดนตะวันตก เพื่อเปิดการค้าเส้นทางสายไหม (丝绸之路, ซือโฉวจือลู่) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีน

หลังจากราชวงศ์ฮั่นเข้ามาแทนที่ระบอบการปกครองราชวงศ์ฉิน ในยุคเริ่มต้นราชวงศ์ฮั่นได้มีการปรับเปลี่ยนการใช้ปฎิทินของราชวงศ์ฉิน ที่เรียกว่า “จวนชุ้ยหลี่” (颛顼历) ใช้เดือนสิบเป็นเดือนเริ่มต้นของปี จนมาถึงรัชกาลจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้จึงมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ปฎิทิน จัดสร้างปฎิทินใหม่โดยใช้วันตรุษจีนเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ เกิดขึ้นในรัชกาลนี้

 

คำสาปแห่งมนต์ดำ

คำสาปแห่งมนต์ดำในปีที่สองศักราชเจิงเหอ (征和) คือ เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองภายในสำนักพระราชวังที่มีความสำคัญมากในรัชกาลจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้

ในยุคนั้นทุกคนเชื่อถือในคำสาบานต่อเทพเจ้าและคำสาปแช่งของมารต่างๆ แม้แต่องค์จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ก็ทรงเชื่อถือเช่นเดียวกัน มีวันหนึ่งตอนเที่ยงวัน พระองค์ประทับบรรทมบนพระบรรทมทรงพระสุบินไปว่ามีมือเป็นพันๆมือพร้อมด้วยไม้เป็นอาวุธมารุมไล่ตีพระองค์ พระองค์ตกใจจนตื่นจากพระบรรทม พระองค์ทรงดำริว่ามีใครสาปแช่งพระองค์ จึงส่งเจียงชง (江充)ไปสืบหาเรื่องราวทันที่

กงซุนจิ้งเซิง (公孙敬声) บุตรชายของสมุหนายกกงซุนเห้อ (公孙贺)  นำเงิน 190 ล้านไปใช้สอยทางการทหารโดยพลการไม่ขอพระบรมราชานุญาติ หลังจากเหตุการณ์แดงถูกจับไปกุมขัง ระหว่างนั้นจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ต้องการตัวหยางหลิง (阳陵)ซึ่งดำรงตำแหน่งจูอันซื่อ (朱安世) กงซุนเห้อเพื่อจะแลกความผิดของลูกชายจึงจับกุมจูอันซื่อส่งเข้าสู่พระราชวัง แต่จูอันซื่อซึ่งถูกจับกุมอยู่ในที่คุมขังถวายฎีกากล่าวหาว่า กงซุนเห้อเป็นชู้กับหยางสือกงจู่ (阳石公主) ใช้เวทมนตร์ดำลัทธิเต๋าฝังมนุษย์ไม้ในดินเพื่อทำการสาปแช่งองค์จักรพรรดิ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงพระโกรธาเป็นอันมาก จับกงซุนเห้อและบุตรชายขังตายในคุกและสั่งกำจัดประหารล้างโคตรทั้งครอบครัว ส่วนหยางสือกงจู่ จูอี้กงจู่ (诸邑公主) ฉางผิงโฮวเว่ยข่าง (长平侯卫伉) บุตรชายของเว่ยชิง (卫青) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ภายในนี้กันมาตั้งนานแล้ว ถูกประหารทั้งหมด

เจียงชงนำหมอผีที่เป็นชาวหู (胡人, หูเหริน ชนเผ่าอนารยชนทางภาคเหนือของจีน ส่วนมากนับถือศาสนาอิสลาม) เข้าไปขุดที่ดินทุกแห่งเพื่อค้นหามนุษย์ไม้ที่ลงของและฝังเอาไว้ ทั้งยังไล่จับหมอผีที่ทำมนต์มนุษย์ไม้ทำร้ายคนอื่น เจียงชงสืบค้นไปจนถึงห้องพักของเว่ยฮวงโฮ้ว (卫皇后) และมกุฎราชกุมารหลิวจวี้ (刘据) จัดเตรียมมนุษย์ไม้นำมาสร้างหลักฐานเท็จเพื่อกล่าวหามกุฎราชกุมาร ช่วงนั้นจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ประทับอยู่ที่พระราชวังกานฉวนกง (甘泉宫) ฟื้นฟูจากอาการไข้ ไม่ได้ประทับอยู่ที่เมืองฉางอัน

เดือนเจ็ด ปีที่สองศักราชเจิงเหอ (ปี 91 ก่อนคริสต์ศักราช) มกุฎราชกุมารส่งคนไปเป็นตัวแทนไล่จับเจียงชงและพวกและฆ่าเจียงชงตาย ซูเหวิน (苏文) รีบหนีไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เพื่อกล่าวโทษมกุฎราชกุมารแก่องค์จักรพรรดิ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เริ่มไม่เชื่อถือในคำพูดของเขาจึงส่งสารเรียกมกุฎราชกุมารให้มาเข้าเฝ้า แต่ขุนนางคนส่งสารไม่กล้าเข้าไปในเขตพระราชฐานของมกุฎราชกุมาร กลับมากราบทูลองค์จักรพรรดิว่า “มกุฎราชกุมารก่อกบฎแล้ว ต้องการฆ่าข้าน้อย ข้าน้อยจึงหนีกลับมา”

 

จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้โกรธจัดสั่งให้สมุหนายกหลิวชี (刘屈) ยกทัพไปปราบกบฎ มกุฎราชกุมารนำพวกหนีรวบรวมชาวเมืองฉางอันจากสี่เขตประมาณหมื่นคนเพื่อจัดตั้งกองกำลังรบของตน เมื่อยกมาถึงนอกประตูตะวันตกของพระราชวังฉางเล่อกง (长乐宫) ปะทะกับทัพของสมุหนายกหลิวชี ทำการต่อสู้อย่างดุเดือดกับทัพสมุหนายกหลิวชีเป็นเวลานานกว่าห้าวันมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนหมื่น ข่าวลือไปทั่วในเมืองฉางอันว่า มกุฎราชกุมารก่อกบฎ ดังนั้นจึงไม่มีใครคิดจะช่วยเหลือมกุฎราชกุมาร ทั้งทัพของสมุหนายกทางหนึ่งรบศึกอีกทางหนึ่งก็เสริมความแข็งแกร่งให้กับทัพของตน สุดท้ายกองทัพของมกุฎราชกุมารอ่อนกำลังลงและพ่ายแพ้ในที่สุด มีมกุฎราชกุมารเพียงองค์เดียวที่หนีไปได้จากฉางอัน

จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้โกรธมากเป็นพิเศษเพียงเรื่องที่สามผู้เต่าแห่งหูกวน (壶关)สั่งให้กูเม้า (孤茂) กล้าถวายฎีกาแก่พระองค์กล่าวหาพระองค์ทรงโดนของและมนต์ดำของมกุฎราชกุมาร

มกุฎราชกุมารหลิวจวี้หนีไปทางตะวันออกจนถึงหูเซี่ยน (湖县, ปัจจุบัน คือ เมืองหลิงเป่า灵宝 ด้านตะวันตก มณฑลเหอหนาน) หลบซ่อนอยู่ในฉวนจิวลี่ (泉鸠里) จากผู้ยิ่งใหญ่กลายเป็นผู้ตกอับมีสภาพไม่ต่างจากคนจน มีแต่เพียงคนถักรองเท้าฟางที่คอยดูแลมกุฎราชกุมาร มกุฎราชกุมารเมื่อก่อนมีคนเคยรู้จักกันอาศัยอยู่ที่หูเซี่ยน ได้ข่าวว่าร่ำรวยมหาศาล ดังนั้นมกุฎราชกุมารจึงส่งคนไปหา แต่ข่าวดันรั่วไหล วันที่แปดเดือนแปดทางจันทรคติจีน ทางการท้องถิ่นจึงนำคนไปล้อมจับมกุฎราชกุมาร มกุฎราชกุมารรู้ดีว่ายากที่จะหลบหนีไปพ้น จึงหลบเข้าไปในบ้านและแขวนคอตาย ผู้นำและผู้ตามจับมกุฎราชกุมารตายในระหว่างการต่อสู้จับกุม และโอรสสององค์ของมกุฎราชกุมารก็ถูกฆ่าในเวลาเดียวกัน

มกุฎราชกุมารมีโอรสสามพระองค์ พระธิดาหนึ่งพระองค์ เนื่องจากการก่อกบฎมนต์ดำจึงถูกฆ่าตายหมด โอรสอีกองค์ที่เหลือของมกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นพระนัดดาขององค์จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้นามหลิวจิ้น (刘进) รอดพ้นมาได้เนื่องจากป่วยเป็นไข้ และยังเป็นเด็กทารกแบเบาะ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น หลิวซวิน (刘询) และขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า จักรพรรดิฮั่นซวนตี้ (汉宣帝)

เป็นเวลานาน คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อถือในมนต์ดำ ขุนนางข้าราชการและประชาชนที่ใช้มนต์ดำทำร้ายกันถือว่าเป็นอาชญากรรม เมื่อผ่านการสอบสวนแล้วพบว่าไม่เป็นความจริง จักรพรรดิทรงทราบดีว่ามกุฎราชกุมารกลัวว่าจะมีคนปักปรำว่าเป็นเขา เกาฉิ่นหลาง (高寝郎,ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ดูแลสุสานจักรพรรดิ) เถียนเชียนชิว (田千秋) นำเรื่องกล่าวเท็จต่อมกุฎราชกุมารหลิวจวี้ขึ้นหารือว่า “เมื่อลูกทะเราะกับพ่อ ลงโทษต้องเฆี่ยนด้วยไม้ โอรสองค์จักรพรรดิฆ่าคนตาย เราจะพิจารณาโทษกันอย่างไร ข้าฝันเห็นถึงรากฐานของประเทศ ขุนนางที่มีการศึกษาต้องนำเสนอ” เป็นฎีกาที่เตือนจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ในความเป็นจริงเมิ่อเรื่องราวเลยเถิด พระองค์จึงแต่งตั้งเถียนเชียนชิวเป็นต้าหงหลู (大鸿胪) ทั้งออกคำสั่งให้เจียงชงนำทหารปิดประตูเมืองทั้งหมดจับตัวตัดหัวประหาร ให้ซูเหวินเผาทำลายสะพานเหิงเฉียว (横桥) เพิ่มกำลังทหารที่ปะทะกับทัพของมกุฎราชกุมารแล้วถูกฆ่าตาย จนปราบปรามเสร็จสิ้นเหตุการณ์สงบ ภายหลังพระองค์ทรงอนาถใจในมกุฎราชกุมารซึ่งไร้ความผิด จึงพาข้าราชบริพารไปหูเซี่ยนสร้างพระตำหนักอาศัย ณ.ที่นั่น เรียกว่าตำหนักซื่อจื่อกง (思子宫, ตำหนักแห่งความคิด) และสร้างหอคอยเรียกว่า กุยไหลหว่างซื่อจื่อไถ (归来望思之台, หอคอยคิดหวังหวลคืนกลับไป) เพื่อเป็นการระลึกถึงมกุฎราชกุมารและพระราชนัดดาที้งสองของพระองค์ที่สิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงโทมนัสใจเป็นอย่างยิ่ง

 

สิ้นพระชนม์

จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้หลังจากประหารมกุฎราชกุมารแล้วแทนที่จะคิดเสียใจ กลับไม่คิดนับถือเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากเหตุการณ์มนต์ดำทำให้พ่อลูกต้องมาประหัตประหารกัน หลังจากมกุฎราชกุมารหลิวจวี้ฆ่าตัวตาย จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เกิดความท้อแท้ที่จะทำสงครามใดๆ สำนึกผิดในการกระทำต่างๆในอดีตที่ผ่านมา พระองค์ขึ้นเขาไท่ซัน (泰山) ทำพิธีบวงสรวงเทพเจ้าแล้ว พระองค์ทรงมีราชดำรัสว่า “ตั้งแต่ข้าขึ้นครองราชย์ ปกครองประเทศด้วยความอวดดีและโง่เขลา ฟ้าดินจึงโศรกเศร้า แต่ข้าไม่เสียใจ ตั้งแต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทำร้ายประชาชนเป็นอันมาก ทำให้แผ่นดินสูญเสีย ข้าจะจดจำไว้ทั้งหมด” เป็นการแสดงถึงการยอมรับความผิดทั้งหมดของพระองค์ จากนั้นแผ่นดินจึงค่อยๆกลับสู่ความสมานฉันท์สามัคคีกลมเกลียวกันเป็นการวางรากฐานของความเจริญรุ่งเรืองของราชวงศ์ฮั่นตะวันตกในรัชกาลของจักรพรรดิฮั่นเจาตี้ (汉昭帝)  และจักรพรรดิฮั่นซวนตี้ (汉宣帝)  ในรัชกาลต่อมา

ปี 88 ก่อนคริศต์ศักราช จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เชิญจิตรกรมาวาดภาพ “โจวกง (周公) หนุนหลังพระยาหวาง (王朝诸侯)”  ส่งให้กับฮั้วกวง (霍光) ความหมายคือ ให้ฮั้วกวงช่วยเหลือและสนับสนุนให้หลิวฝูหลิง (刘弗陵) โอรสองค์เล็กซึ่งอายุยังเยาว์ของพระองค์ขึ้นเป็นจักรพรรดิ ในห้วงเวลานั้น โกวอี้ฟู่เหริน (钩弋夫人) มารดาของหลิวฝูหลิงถูกกล่าวหาตำหนิใส่ร้ายจนตายอย่างน่าสงสารในพระราชวังหยินหยางกง (云阳宫) โดยทั่วไปเป็นที่รู้กันว่านางมีสุขภาพที่แข็งแรง แต่เพื่อกำจัดการกำเริบเสิบสานของโกวอี้ฟู่เหริน พระนางลู่วโฮ้ว (吕后) จึงสร้างสถานการณ์ขึ้น จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้สืบพบความจริงจึงจับพระนางลู่วโฮ้วประหารชีวิต

เดือนสอง ปี 87 ก่อนคริสต์ศักราช จักรพรรดิก่อนสิ้นพระชนม์แต่งตั้งหลิวฝูหลิงเป็นมกุฎราชกุมาร สี่วันต่อมา จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้สิ้นพระชนม์ที่พระราชวังอู๋จั้วกง (五柞宫) พระชนม์มายุ 70ปี เดือนสามอัญเชิญพระศพไปฝังที่สุสานเม้าหลิง (茂陵) ฮั้วกวงปฎิบัติตามคำสั่งเสียของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ดำรงตำแหน่งเป็นฝูหมิงต้าเฉิง (辅命大臣,มหาเสนาบดีราชครู) ทำราชการสนองต่อจักรพรรดิฮั่นเจาตี้หลิวฝูหลิง (汉昭帝刘弗陵) ค้ำบังลังค์ร่วมกับแม่ทัพม้าจินรื่อตี่ (金日磾) แม่ทัพจั่วเจียงจวิน ซ่างกวนเจ๋ย (左将军上官桀) และเสนาบดียวี่สือต้าฟู่ ซางหงหยาง (御史大夫桑弘羊) และพวก ช่วยเหลือรวมกันบริหารพัฒนาประเทศชาติจนเจริญรุ่งเรือง หลังจากอุ้มจักรพรรดิฮั่นเจาตี้และจักรพรรดิฮั่นซวนตี้ขึ้นครองบังลังค์สำเร็จ (จริงแล้วคือปกครองโดยฮั้วกวง) ตามคำสั่งเสียของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้พร้อมกับนโยบายประชาชนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข ดังนั้นในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตกในห้วงเวลาตรงกลางนี้จึงถูกคนรุ่นหลังยกย่องว่าเป็นยุคซวนตี้จงซิ่ง (宣帝中兴)

หลิวเช่อสิ้นพระชนม์แล้ว มีพระนามหลังสิ้นพระชนม์นามว่า “เสี้ยวอู่ฮวงตี้” (孝武皇帝) สลักนามพระองค์ “ซื่อจง” (世宗) พระศพฝังอยู่ที่สุสานเม้าหลิง (茂陵)

รัฐเว่ย (魏) และรัฐจิน (晋) ในสมัยราชวงศ์เหนือใต้ในยุคก่อน มีกฎข้อบังคับอย่างเข้มงวดในการถวายพระนามจักรพรรดิที่ลับลาโลกไปแล้ว ยึดถือตามการปฎิบัติ การแสดงออก และคุณธรรมตามประเพณีโบราณ จักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์คำลงท้ายชื่อด้วย “จู่” (祖 แปลว่า ผู้ก่อตั้ง) จักรพรรดิสืบเชื้อสายจากจักรพรรดิองค์ก่อนจึงมีสิทธิใช้คำลงท้ายชื่อด้วย “จง” (宗 แปลว่า สืบตระกูลจากบรรพบุรุษ) ราชวงศ์ฮั่นตะวันตกมีจักรพรรดิปกครองสิบสี่พระองค์ เป็นเวลานาน 211 ปี มีเพียงสี่พระองค์ที่ได้รับพระนามใหม่หลังสิ้นพระชนม์ คือ จี่ไท่จู่เกาหวางตี้หลิวปัง (即太祖高皇帝刘邦) ไท่จงเสี้ยวเหวินตี้หลิวเหิง (太宗孝文帝刘恒) ซื่อจงเสี้ยวอู่ตี้หลิวเช่อ (世宗孝武帝刘彻) และ จงจงเสี้ยวซวนตี้หลิวซวิน (中宗孝宣帝刘询)

เหตุการณ์ต่างๆในรัชกาลจักรพรรดิฮั่นอุ๋ตี้หลิวเช่อ

ปีแรก ศักราชจิ่งตี้เฉียนหยวน (景帝前元, 156 ปีก่อนคริสต์ศักราช) หลิวเช่อ ประสูติ คือ โอรสองค์ที่สิบของจักรพรรดิฮั่นจิ่งตี้

ปีที่สี่ ศักราชจิ่งตี้เฉียนหยวน (153 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จักรพรรดิฮั่นจิ่งตี้ (汉景帝) ตั้งโอรสองค์ใหญ่ ลี่จีจือ หลิวหรง (栗姬子刘荣) เป็นมกุฎราชกุมารในนาม “ลี่ไท่จื่อ” (栗太子) ในวันเดียวกันแต่งตั้งหลิวเช่อเป็น เจียวตงหวาง (胶东王) ตอนนั้นหลิวเช่อมีพระชนม์มายุ 4 ปี

ปีที่เจ็ด รัชกาลจิ่งตี้เฉียนหยวน (150 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เดือนหนึ่ง จักรพรรดิฮั่นจิ่งตี้ปลดมกุฎราชกุมารหลิวหรงเป็น หลิงเจียงหวาง (临江王) เดือนสี่ ฤดูร้อนปีเดียวกัน แต่งตั้งหวางฟู่เหริน (王夫人) เป็นฮวงโฮ้ว (皇后, พระมเหสี) ดังนั้นเจียงตงหวางหลิวเช่อ มีพระชนม์มายุ 7 ปีซึ่งเป็นโอรสของหวางฮวงโฮ้วจึงเป็นโอรสเพียงผู้เดียวที่เป็นรัชทายาทมีสิทธิสืบทอดราชบังลังค์

ปีที่สอง ศักราชจิ่งตี้จงหยวน (景帝中元, 148 ปีก่อนคริสต์ศักราช) หลิงเจียงหวางหลิวหรงก่อการจลาจลในพระบรมมหาราชวัง ขยายการจลาจลไปทั่วพื้นที่ของเขตพระบรมมหาราชวัง ไม่นานก็ฆ่าตัวเองตาย เดือนเก้า เหลียงหวางหลิวอู่ (梁王刘武) ฆ่าหยวนอ้าน (袁盎)และพวกอีกสิบคน

ปีที่สาม ศักราชจิ่งตี้โฮ้วหยวน (景帝后元, 141 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เดือนหนึ่ง จักรพรรดิฮั่นจิ่งตี้สิ้นพระชนม์ หลิวเช่อซึ่งมีพระชนม์มายุ 16 ปีจึงขึ้นครองราชย์

 

ปีแรก ศักราชอู่ตี้เจี้ยนหยวน (武帝建元, 140 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ตกลงกับจ้าวหว่าน (赵绾) หวางจาง (王臧) เริ่มต้นระบอบการปกครองใหม่ เจี้ยนหยวน (建元)

ปีที่สอง ศักราชอู่ตี้เจี้ยนหยวน (139 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เนื่องจากมีการล่วงเกินพระราชอำนาจของราชวัง จ้าวหว่านและหวางจางจึงถูกจับขังและฆ่าตัวตายในที่คุมขังเป็นชัยชนะของราชวงศ์ใหม่ หลิวเช่อจึงหลุดจากการถูกกุมอำนาจค่อยๆฉายแสงของผู้นำ

ปีที่สาม ศักราชอู่ตี้เจี้ยนหยวน (138 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ส่งจางเชียน (张骞) เป็นฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับดินแดนแถบตะวันตก

ปีที่สี่ ศักราชอู่ตี้เจี้ยนหยวน (137 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ขยายอาณาเขตและปรับปรุงอุทยานป่าแห่งชาติซ่างหลินหย้วน (上林苑)

ปี่ที่หก ศักราชอู่ตี้เจี้ยนหยวน (135 ปีก่อนคริสต์ศักราช) โต้วไท่โฮ้ว (窦太后) ประชวรสิ้นพระชนม์ หลิวเช่อ พระชนม์มายุ 22 ปีจึงมีอำนาจปกครองประเทศอย่างแท้จริง

ปีที่สอง ศักราชอู่ตี้หยวนกวง (武帝元光, 133 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เดือนหก หม่าอี้ (马邑) เข้าล้อมโจมตีชนเผ่าซยงหนูได้รับชัยชนะ เป็นการเริ่มต้นสงครามใหญ่กับชนเผ่าซยงหนู

ปีที่ห้า ศักราชอู่ตี้หยวนกวง (130 ปีก่อนคริสต์ศักราช) แม่ทัพม้าเว่ยชิง (军卫) ตีหลงเฉิง (卫青) แตก เป็นการได้รับชัยชนะครั้งแรกในการทำสงครามกับชนเผ่าซยงหนูตั้งแต่มีการสถาปนาราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ตั้งแต่นั้นมากลายเป็นจุดหักเหในการทางทำสงครามกับชนเผ่าซยงหนู

ปีแรกศักราชอู่ตี้หยวนซั้ว (武帝元朔, 128 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เว่ยจือฟู (卫子夫) คลอดราชโอรสองค์โตหลิวจวี้ (刘据) ให้กับจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ เดือนสามแต่งตั้งเว่ยจือฟู เป็นพระมเหสี (皇后, ฮวงโฮ้ว) จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้มีพระชนม์มายุ 29 ปี

ปีที่สอง ศักราชอู่ตี้หยวนซั้ว (127 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จู่ฟู่เหยี๋ยน (主父偃) ถวายฎีกาจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ เสนอนำนโยบาย “ทุ้ยอ้านหลิ้ง” (推恩令, เพิ่มอำนาจจักรพรรดิลดอำนาจเจ้าชายและเชื้อพระวงศ์) มาดำเนินการ ไม่นานมีการนำมาปฎิบัติจริง ปีเดียวกันแม่ทัพเว่ยชิงยึดได้ดินแดนเหอซั้ว (河朔, ดินแดนทางเหนือของแม่น้ำหวงเหอ黄河หรือแม่น้ำเหลือง) ขับไล่ป๋ายหยาง (白羊) โหลวฟ๋านหวาง (楼烦王) จู้ซั้วฟานเฉิง (筑朔方城) เพื่อเป็นการแก้ไขภัยคุกคามของชนเผ่าซยงหนูต่อนครฉางอัน แม่ทัพเว่ยชิงได้รับแต่งตั้งเป็น ฉางผิงโฮว (长平侯, พระยาฉางผิง)

ปีที่สาม ศักราชอู่ตี้หยวนซั้ว (126 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จางเชียนซึ่งเป็นฑูตเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับดินแดนทางตะวันตก เดินทางกลับประเทศ เป็นเวลายาวนานมากกว่า 13 ปี

ปีที่ห้า ศักราชอู่ตี้หยวนซั้ว (124 ปีก่อนคริสต์ศักราช) แม่ทัพม้าเว่ยชิงรบชนะโหย้วเสียนหวาง (右贤王) แม่ทัพซยงหนู จับได้โหย้วเสียนป้ายหวาง (右贤稗王)และพวกสิบคน สัตว์เลี้ยงเป็นล้านตัว จักรพรรดิหลิวเช่อทรงยกย่องให้เป็นแม่ทัพใหญ่ กองทัพทุกที่ต้องฟังคำสั่งของแม่ทัพใหญ่เว่ยชิง

ปีที่หก ศักราชอู่ตี้หยวนซั้ว (123 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ฮั้วฉี่ปิ้ง (霍去病) ออกทำสงคราม ได้รับแต่งตั้งเป็น กวนจวินโฮว (冠军侯)

ปีที่สอง ศักราชฮั่นอู่ตี้หยวนโซ้ว (汉武帝元狩, 121 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เปียวชี่เจียงจวิน ฮั้วฉี่ปิ้ง (骠骑将军霍去病) ยกทัพไปเหอซี (河西 ปัจจุบัน คือ เมืองโจ่วหลาง走廊 มณฑลเหอซี) ถึงสองครั้ง ต่อสู้กับชนเผ่าซยงหนู ยึดคืนดินแดนเหอซีโจ่วหลาง (河西走廊)

ปีที่สี่ ศักราชฮั่นอู่ตี้หยวนโซ้ว (119 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ในระหว่างฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แม่ทัพใหญ่เว่ย ชิง ทำสงครามใหญ่กับชนเผ่าซยงหนูที่หม้อเป่ย (漠北) ยีจือเสียถาน (伊稚斜单) หลบหนีไป เปียวชี่เจียงจวิน ฮั้วฉี่ปิ้งยกทัพมาทางด้านตะวันออกทำศึกรบชนะจั่วเสียนหวาง (左贤王) ได้รับสมญานามว่า “หลางจวีซวีซัน” (狼居胥山) จั่วเสียนหวางรบแพ้แล้วหลบหนีไป เป็นการแก้ไขปัญหาการรุกรานของชนเผ่าซยงหนู จากนั้นมา “หม้อหนานอู๋หวางถิง” (漠南无王庭, ทะเลทรายและทุ่งหญ้าหม้อหนานไม่มีเจ้าครอบครอง)

ปีที่หก ศักราชฮั่นอู่ตี้หยวนโซ้ว (117 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ต้าสือหม่าเปียวชี่เจียงจวิน ฮั้วฉี่ปิ้ง (大司马骠骑将军霍去病) เสียชีวิต

ปีที่สี่ ศักราชอู่ตี้หยวนติ่ง (武帝元鼎, 113 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ครอบครองเป่าติ่ง (宝鼎) และเฝินสุ่ยซ่าง (汾水上)

ปีแรก ศักราชอู่ตี้หยวนเฟิง (武帝元封, 110 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ทำพิธีบูชาเทพยาฟ้าดินที่เขาไท่ซัน (泰山) เปลี่ยนศักราชใหม่เป็น “หยวนเฟิง” (元封)

ปีที่ห้า ศักราชอู่ตี้หยวนเฟิง (106 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ต้าสือหม่าต้าเจียงจวินเว่ยชิง (大司马大将军卫青) เสียชีวิต

ปีแรก ศักราชอู่ตี้ไท่ชู (武帝太初, 104 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เปลี่ยนศักราชใหม่ เปลี่ยนปฎิทินเป็น อี้ไท่ชูลี่ (易太初历) ให้เดือนที่หนึ่งเป็นเดือนแรก สมัยก่อนใช้เดือนสิบเป็นเดือนแรก

 

ปีที่สอง ศักราชอู่ตี้เทียนฮั่น (99 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ฤดูใบไม้ร่วง หลี่หลิง (李陵) ทำศึกพ่ายแพ้แก่จวิ้นจีซัน(浚稽山) ชนเผ่าซยงหนูและยอมจำนนถูกจับไป จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้กล่าวโทษซือหม่าเฉียง ปีต่อมาจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เข้าใจผิดในตัวหลี่หลิงซึ่งเป็นนักโทษของชนเผ่าซยงหนูในขณะนั้นว่าไปช่วยชนเผ่าซยงหนูฝึกทหารเพื่อเตรียมทัพมาตีราชวงศ์ฮั่น จึงจับมารดา น้องชาย ภรรยาและครอบครัวทั้งหมดของหลี่หลิงประหารทั้งหมด คนทั้งหมดในหลงซี (陇西) ต่างอนาถใจในชตากรรมของครอบครัวหลี่

ปี่ที่สอง ศักราชอู่ตี้เจิ้งเหอ (91 ปีก่อนคริสต์ศักราช) สมุหนายกกงซุนเหอ (公孙贺) โดนถูกจับข้อหาร่วมกับผู้ต้องหาที่หลบหนีจูซื่ออัน (朱世安) และบุตรชาย กงซุนจิ้งเซิง (公孙敬声) ทำมนต์ดำสาปแช่งจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ เขาและบุตรชายตายในคุกในระหว่างถูกคุมขัง องค์หญิงจูอี้กงจู่ (诸邑公主) องคหญิงหยางสือกงจู่ (阳石公主) ฉางผิงโฮว เว่ยข่าง (长平侯卫伉) บุตรชายคนโตของเว่ยชิง (卫青) ถูกลงโทษประหาร จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ มีพระราชโองการให้ฉ่งเฉิน เจียงชง (宠臣江充)สอบสวนเกี่ยวกับคดีมนต์ดำนี้ ผ่านมาเจ็ดเดือน มกุฎราชกุมารหลิวจวี้ (刘据) ถูกลากเข้าไปพัวพันในคดีมนต์ดำและไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองให้บริสุทธิ์เป็นที่กระจ่างได้ พลั้งมือฆ่าเจียงชง ถูกบังคับให้ยกทัพออกสู้รบ เว่ยจือฟู (卫子夫) พร้อมด้วยทหารของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ นำผ้าถวายแก่ฮวงโฮ้วให้ประหารตัวเอง เดือนแปด มกุฎราชกุมารฆ่าตัวตาย รวมทั้งภรรยาและลูกชายและลูกสาวถูกฆ่าตาย เหลือไว้แต่เพียงหลิวปิ้ง (刘病) ทารกแบเบาะหลานขององค์จักรพรรดิที่ได้รับการไว้ชีวิต ต่อมาภายหลังได้ครองราชย์เป็นจักรพรรดิฮั่นซวนตี้ (汉宣帝)

ปีที่สาม ศักราชอู่ตี้เจิ้งเหอ (90 ปีก่อนคริสต์ศักราช) หลี่กว่างลี่ (李广利) กับหลิวชวี้ลี่ (刘屈氂) สมคบคิดกันดันหลิวป๋อ (刘髆) โอรสของหลี่ฟู่เหริน (李夫人) เป็นมกุฎราชกุมาร หลังจากนั้นความจริงเผยออก หลิวชวี้ลี่ถูกฆ่า หลี่กว่างลี่หนีไปเข้ากับชนเผ่าซยงหนู เถียนเชียนชิว (田千秋) ถวายฎีกา จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้และคดีมนต์ดำซึ่งเกี่ยวพันได้กลายเป็นการปรกปรำทำร้ายมกุฎราชกุมารจนต้องก่อกการจลาจลและฆ่าตัวตาย แม่น้ำอี๋เจียง (夷江)เต็มไปด้วยเลือดของคนสามชั่วโคตร การเผาซูเหวิน (苏文)จนตาย จึงขอให้โปรดสร้างพระตำหนักซื่อจื่อกง (思子宫) และหอคอยเรียกว่า กุยไหลหว่างซื่อจื่อไถ (归来望思之台) เพื่อเป็นการไว้อาลัยในเหตุการณ์นี้

ปีที่สี่ ศักราชอู่ตี้เจิ้งเหอ (89 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ซ่างหงหยาง (桑弘羊) และขุนนางถวายฎีกา ให้เตรียมการฝึกทหารเพื่อป้องกันชนเผ่าซยงหนู จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้บอกปัดข้อเสนอพร้อมทั้งออกพระราชโองการปฎิเสธข้อเสนอและสะท้อนความเห็นว่า “ปัจจุบันนี้ไม่มีพายุร้ายแรงคุกคาม ควรหยุดเก็บภาษี นำกำลังมาพัฒนาการเกษตรและช่วเหลือชาวบ้าน แก้ไขตัวบทกฎหมายที่มีช่องว่าง ละเว้นการเตรียมการฝึกทหารที่ฟุ่มเฟือย” เป็นที่รู้จักกันในบันทึก “หลุนไถจุ้ยจี้เจ้า” (轮台罪己诏)

ปีที่สอง ศักราชอู่ตี้โฮ้วหยวน(87 ปีก่อนคริสต์ศักราช ) เดือนสอง จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้สิ้นพระชนม์ พระชนม์มายุ 70 ปี ครองราชย์นาน 54 ปี พระศพฝังอยู่ที่สุสานเม้าหลิง (茂陵) พระนามหลังสิ้นพระชนม์นามว่า จักรพรรดิเสี้ยวอู่ฮวงตี้ (孝武皇帝) ทรงมีรับสั่งกับฮั้วกวง (霍光) จินรื่อตี่ (金日磾) ซ่างกวนเจ๋ย (上官桀) ช่วยโอรสของพระองค์ หลิวฝูหลิง (刘弗陵 ซึ่งตอนนั้นมีพระชนม์มายุ 8 ปี ต่อมาภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น หลิวฟู่刘弗) ขึ้นครองราชย์ เป็นจักรพรรดิฮั่นเจ้าตี้ (汉昭帝)

ปี่ที่สอง ศักราชฮั่นซวนตี้เบิ่นสื่อ (汉宣帝本始, 72 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เดือนห้า จักรพรรดิฮั่นซวนตี้หลิวซวิน (汉宣帝刘询) ประกาศพระนามของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้บนรูปสลักและแผ่นป้ายดวงวิญญาณบูชา ว่า ซื่อจง (世宗)

 

การเมือง

เบื้องหลัง

เมื่อจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ ในด้านหนึ่งสถานการณ์การเมืองค่อนข้างมีเสถียรภาพ สภาพเศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างดี แต่ในอีกด้านหนึ่งการแบ่งอำนาจกันปกครองในเขตแคว้นต่างๆโดยหวางต่างๆที่เป็นเชื้อสายราชวงศ์ยังคงดำรงอยู่ การคุกคามชายแดนทางเหนือและตะวันตกโดยชนเผ่าซยงหนูยังมีต่อเนื่องอยู่เรื่อยๆ และการปกครองตามอุดมการณ์ของระบอบศักดินาสมบูรณาญาสิทธิราชยังไม่ได้ถูกจัดตั้ง

หนึ่ง เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ระบบศูนย์กลางอำนาจ

เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ระบบศูนย์กลางอำนาจ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ยอมรับความเห็นของจู่ฝู่เหยี่ยน (主父偃) ออกพระราชกฤษฎีกาเสริมสร้างความสง่างามให้แก่องค์จักรพรรดิ โดยยอมนำที่ดินและดินแดนในการครอบครองของหวางและเจ้าพระยาก่อนๆมาแบ่งปันให้กับเชื้อพระวงศ์และลูกหลาน สร้างดินแดนใหม่ให้กับพระยาต่างๆที่เป็นเชื้อสายจักรพรรดิ (诸侯,จูโฮว) ที่จริงแล้วคือ พระยาในข้าราชบริพารขององค์จักรพรรดินอกจากโอรสองค์โตของพระมเหสีเท่านั้น เป็นการใช้ “เพิ่มอำนาจบารมีองค์จักรพรรดิ” (推恩,ทุยอ้าน เป็นการสร้างบารมีขององค์จักรพรรดิอย่างกว้างขวาง เพื่อให้กับเชื้อพระวงศ์ใหม่ๆจำนวนมากได้รับสิทธิพิเศษในเรื่องที่ดินนี้) เป็นรูปแบบในการจัดสรรที่ดินให้กับโอรสองค์ต่างๆซึ่งดำรงตำแหน่งโฮว (侯) หรือพระยา กฎระเบียบใหม่ในการจัดสรรที่ดินให้กับโฮว (侯)หรือพระยา แยกออกจากกฎข้อกำหนดเดิมในการจัดสรรที่ดินให้กับหวาง (王) หรือเจ้าพระยา แผ่นดินในภูมิภาคต่างๆเป็นอิสสระและปราศจากอำนาจทางการเมือง อำนาจการปกครองขึ้นอยู่กับอำนาจของเจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่น ฉะนี้อำนาจการปกครองแบบดั้งเดิมซึ่งแต่ละอาณาเขตเป็นอิสสระปกครองกันเองจำเป็นต้องปรับตัวมาขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หวางและโฮวซึ่งได้รับพระราชทานดินแดนเป็นของตนเพียงมีความสุขในสิทธิพิเศษกับวัตถุนิยมที่ได้รับ กับภาษีที่เก็บจากค่าเช่าที่ดินที่ได้รับพระราชทานเป็นของตน แต่ไม่มีสิทธิพิเศษทางด้านการเมือง จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ยังหาข้ออ้างในการตัดตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งโฮวออกไปถึงครึ่งหนึ่ง จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ได้วางรูปแบบทางการเมืองเพื่อความเป็นเอกภาพของประเทศ

สอง สถาปนาระบอบการปกครองส่วนกลาง

ก่อนสมัยจักรพรรดิฮุ่ยเหวินจิ่งตี้ (惠文景帝) สมุหนายกส่วนใหญ่คือวีรบุรุษที่ร่วมรบกับหลิวปังในการยึดครองแผ่นดินก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นแล้วได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมุหนายก จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้กับสมุหนายกเหล่านั้นมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งกลายเป็นข้ออ้างในการจับสมุหนายกประหาร ดังนั้นจึงไม่มีเสนาบดีใหญ่ๆในสมัยนั้นยอมรับดำรงตำแหน่งสมุหนายก เพื่อจะปฎิบัติตามพระราชโองการของพระองค์ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงจัดตั้งและสถาปนาระบอบการปกครองส่วนกลาง การถวายฎีกาเริ่มปรากฎในสมัยรัชกาลนี้ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ลดอำนาจของสมุหนายกเป็นสภาวะที่ดีมากอย่างยิ่ง เพราะบุคคลผู้ดำรงเคยตำแหน่งสมุหนายกต่างเป็นวีรบุรุษผู้ร่วมก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น ต่างก็อายุมากแล้วหรือไม่ก็ลาจากโลกไปแล้ว จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ดีนี้เพื่อเชิญนักปราชญ์นักวิชาการจากสำนักหรู(ข่งจื้อ)จำนวนมากมาแทนที่สมุหนายกและเสนาบดีที่เป็นคนเก่าคนแก่เหล่านี้ รวบรวมอำนาจรัฐ ในขณะเดียวกันตอบโต้กับสมุหนายกเพื่อเสริมอำนาจให้แก่พระองค์เอง ในปี 124 ก่อนคริสต์ศักราชจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงแต่งตั้งกงซุนหง (公孙弘) พลเรือนที่จบจากสำนักหรูดำรงตำแหน่งสมุหนายก ดังนั้นจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงประเพณีปฎิบัติที่มักจะแต่งตั้งขุนนางเป็นสมุหนายกอยู่เสมอในอดีต

สาม ริเริ่มศักราชการครองราชย์

พระองค์เป็นจักรพรรดิองค์แรกที่ริเรื่มใช้ศักราชในการครองราชย์ในประวัติศาสตร์ชาติจีน ปี 113 ก่อนคริสต์ศักราชจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เริ่มใช้ศักราชหยวนติ่ง (元鼎) เป็นเวลานานสี่ปี จากนั้นเปลี่ยนเป็นศักราชเจี้ยนหยวน (建元) หยวนกวาง (元光) หยวนซั้ว (元朔) หยวนโส่ว (元狩) ตามลำดับ แต่ละศักราชกินเวลาหกปี แต่ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ที่ขุดค้นพบแสดงว่า ศักราชเจี้ยนหยวน หยวนกวาง ไม่ใช่ศักราชหลังจากจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เสด็จสวรรคต

 

สี่ สถาปนาการปกครองส่วนมณฑล

เพื่อที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการครองอำนาจของราชวงศ์ในอนาคต จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ส่งผู้ตรวจสอบราชการแผ่นดินไปกำกับและตรวจสอบการปกครองและการใช้อำนาจของการปกครองส่วนท้องถิ่น ปี 106 ก่อนคริสต์ศักราช จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงแบ่งการปกครองออกเป็น 13 แคว้น (มณฑล) แต่ละแคว้นเรียกว่า กระทรวง (部, ปู้) แต่ละกระทรวงส่งเสนาบดีปกครองแคว้นไปปกครอง เสนาบดีปกครองแคว้นที่ถูกส่งมาจากส่วนกลางนี้เรียกว่า สือลี่เจี้ยวเว่ย (司隶校尉) สิบสองรัฐอื่นๆเรียกขุนนางที่ส่งมาว่า ซื่อสื่อ (刺史, ผู้ว่าราชการรัฐ)

ตำแหน่งผู้ว่าราชการรัฐในสมัยนั้นมีตำแหน่งสูงมากเทียบเท่ากับเสนาบดีผู้ตรวจสอบราชการแผ่นดินขององค์จักรพรรดิ แต่ปกครองรัฐยาวนานทั้งยังมีสำนักงานผู้ว่าราชการเป็นของตนเองในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆที่ตนปกครอง เมื่อนำตำแหน่ง “ซื่อสื่อ”(刺史, ผู้ว่าราชการรัฐ) มาพูดกัน จริงแล้วได้มีการจัดเตรียมกันมาเป็นพิเศษเพื่อการปกครองลักษณะนี้ คำว่า “ซื่อ” (刺) หมายถึง การถอนหนามหรือถอนความยุ่งยาก อีกความหมายหนึ่ง คือ สายตาที่เฝ้าระวังการทำสิ่งผิดกฎหมาย คำว่า “สื่อ” หมายถึงขุนนางเสนาบดีที่องค์จักรพรรดิส่งมาเป็นตัวแทนต่างพระองค์

ห้า นโยบายการใช้คน

จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้มีความหลากหลายในการแต่งตั้งขุนนางข้าราชบริพาร ขุนนางข้าราชบริพารมากกว่าสองพันคนสืบทอดตำแหน่งผ่านทางระบบลูกหลานของขุนนางข้าราชบริพารในอดีต ผู้มีฐานะดีหรือร่ำรวยดำรงตำแหน่งขุนนางผ่านทางระบบ “จือเส่ว” (赀选,การเลือกตั้งจากผู้มีความมั่งคั่ง) ลูกหลานของปราชญ์บัณฑิตได้รับการดูแลดังเช่นลูกชายสองคนของเจี่ยอี้ (贾谊) ได้รับการดูแลให้ดำรงตำแหน่งจวิ้นโส่ว (郡守, นายกเทศมนตรี) อย่างไรก็ดีความโดดเด่นอยู่ที่การที่จักรพรรดิทรงปรีชาในการเลือกใช้คน ไม่ยึดติดอยู่กับการเลือกใช้คนระบบเดียว

ฮวงโฮ้วเว่ยจือฟู (卫子夫) เป็นผู้คัดเลือกนางสนมกำนัลและทาสรับใช้รับใช้ในพระราชวัง เว่ยชิง (卫青) ฮั้วเฉ่วปิ้ง (霍去病)เป็นผู้คัดเลือกข้าราชบริพารและทาสรับใช้ตั้งแต่แรกเกิด ในขณะที่สมุหนายกกงซุนหง (公孙弘) ยวี่สื่อต้าฝู (御史大夫,ผู้ตรวจการแผ่นดิน) เอ๋อร์ควาน (儿宽) คอยช่วยเหลือตรวจสอบ จูม่ายเฉิน (朱买臣) และพวกเป็นผู้คัดเลือกพลเรือนดีที่มาจากครอบครัวฐานะยากจน ยวี่สื่อต้าฝู จางทาง (张汤) ตู้โจว (杜周) และถิงเว่ย (廷尉) จ้าวยวี (赵禹) คัดเลือกข้าราชการชั้นผู้น้อยมาดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานพิธีการ โดยเฉพาะที่สำคัญอย่างยิ่งคือจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เลือกใช้นายทหารบางส่วนเป็นชาวเย่ว (越) และชาวซยงหนู (匈奴) อีกทั้งจินรื่อตี้ (金日磾) ชาวซยงหนูซึ่งถูกจับเป็นเชลยทำหน้าที่เลี้ยงม้าในพระราชวัง ทั่งยังมีฮั้วกวง (霍光) ซ่างกวนเจ๋ย (上官桀) ร่วมกันถูกคัดเลือกให้เป็นเสนาบดีดูแลพวกเด็กกำพร้า สถานการณ์ดังนี้เป็นการแสดงถึงจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้คัดเลือกและใช้คนโดยไม่แบ่งชนชั้นวรรณะและเชื้อชาติเผ่าพันธ์

อย่างไรก็ดีไม่ได้หมายความว่าจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ไม่มีมาตรฐานในการคัดเลือกใช้คน มาตรฐานในการคัดเลือกดำรงอยู่ มาตรฐานในการคัดเลือกคือ “ศิลปในการเปิดทางกว้างในการคัดเลือกคนพร้อมด้วยบุคคลากรที่เต็มไปด้วยสรรพวิชาแห่งความรู้” และ “เจ้าพนักงานรัฐต่างๆตรวจสอบเจ้าหน้าที่และพลเรือนที่มีความสามารถในเบื้องต้นว่าสามารถมาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐได้หรือไม่” พูดได้ว่าตราบใดที่เต็มใจจะต่อสู้เพื่อบังลังค์ราชวงศ์ฮั่น ต้องใช้ศิลป ต้องใช้บุคคลากรที่มีความสามารถจึงจะสามารถปกครองประเทศได้ตราบนานเท่านานตราบใดที่รู้จักการใช้คน อีกคำพูดหนึ่งมาตรฐานการใช้คนมีเพียงแต่การกระทำ เพราะว่าในสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ เป็นยุคของศูนย์รวมผู้มีความสามารถ บานกู้ (班固) ถึงกับกล่าวออกมาอย่างประหลาดใจว่า “ ฮั่นจือเต๋อเหริน ยวีซึเหวยเซิง” (汉之得人,于此为盛, ราชวงศ์ฮั่นมีผู้มีความสามารถมากมาย ยุคนี้เป็นยุคที่เจริญรุ่งเรือง) ปรากฎการณ์ในยุคจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้นี้มีคุณค่าแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

หก พระราชหัตถเลขาสำนึกความผิด

ปีที่สี่แห่งศักราชเจิ้งเหอ (89 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงมีพระราชหัตถเลขาสู่ประชาชน พระองค์ทรงสำนึกในการทำให้ประชาชนของพระองค์เจ็บปวดทุกข์ยากลำบาก ตั้งแต่นั้นทรงยกเลิกภาระกิจและกิจกรรมทางการทหาร ยกเลิกการเกณฑ์แรงงาน ทำร้ายและสูบภาษีจากประชาชน แม้กระทั่งทรงสำนึกผิดกลั่นออกมาจากใจพระองค์ นี่คือพระราชหัตถเลขาที่ว่า “หลุนไถจุ้ยจี่จ้าว” (轮台罪己诏) บันทึกพระราชหัตถเลขานี้ถือว่าเป็นพระราชหัตถเลขาสำนึกความผิดฉบับแรกขององค์จักรพรรดิในประวัติศาสตร์จีน

เจ็ด ปีศักราช

ศักราชเจี้ยนหยวน (建元) 140-135 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ศักราชหยวนกวาง (元光) 134-129 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ศักราชหยวนซั้ว (元朔) 128-123 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ศักราชหยวนโซ่ว (元狩) 122-117 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ศักราชหยวนติ่ง (元鼎) 116-111 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ศักราชหยวนเฟิง (元封) 110-105 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ศักราชไท่ชู (太初) 104-101 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ศักราชเทียนฮั่น (天汉) 100-97 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ศักราชไท่สื่อ (太始) 96-93 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ศักราชเจิ้งเหอ (征和) 92-89 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ศักราชโฮ้วหยวน (后元) 88-87 ปีก่อนคริสต์ศักราช

 

การทหาร

สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก โดยเฉพาะช่วงสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เริ่มต้นครองราชย์ ประเทศชาติมีความมั่นคง ปราบปรามชนเผ่าซยงหนูซึ่งมีพลังอำนาจมาก ขยายอาณาเขตทางตะวันตกไปจดประเทศต้าหว่าน (大宛, ประเทศโบราณสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก) ประเทศทางด้านตะวันตกมาสวามิภักดิ์ ตีได้อาณาจักรเย่ว (越) ทั้งสอง ขยายอาณาเขตสู่ดินแดนทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศตะวันออกปราบชนเผ่าเกาหลี

ดินแดนตะวันตกจัดตั้ง “ตูฮูเจี้ยวเว่ย” (都护校尉, หอค่ายรักษาชายแดน) จัดตั้งเป็นสำนักงานอย่างเป็นทางการในดินแดนตะวันตกเพื่อดูแลผลประโยชน์และดินแดนทางตะวันตกของประเทศจีน ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกตราบมากลายเป็นดินแดนและอาณาเขตของประเทศจีนจนถึงปัจจุบัน ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เป็นราชวงศ์ฮั่นที่ประเทศจีนมีดินแดนอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทิศเหนือจดหม้อเป่ย (漠北,ทะเลทรายทางเหนือแถบประเทศมองโกเลีย) ทิศตะวันตกจดชงหลิ้ง (葱岭,ที่ราบ Pamirs) ทิศตะวันออกจดเฉาเสี่ยน (朝鲜, เกาหลี) ทิศใต้จดต้าไห่ (大海,ทะเลใต้)

สมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ จางเชียน (张骞) เป็นฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศแถบตะวันตกเปิดเส้นทางสายไหม (丝绸之路,สือโฉวจือลู่) เป็นครั้งแรกที่เปิดประเทศจีนออกสู่สายตาชาวโลก ฑูตจีนเดินทางไปถึงประเทศต้าหว่าน (大宛) ประเทศคังจวี (康居) ประเทศต้าเย่วจือ (大月氏) ประเทศต้าเซี่ย (大夏) ประเทศอันซี (安息) ประเทศเซินตู (身毒,ปัจจุบันคือประเทศอินเดีย) ประเทศยวีเถียน (于阗) ประเทศกำมิ (扜罙) ประเทศหลี่เชียน (犁轩, ปัจจุบันคือ เมืองท่า Alexandria ประเทศอียิปต์) และประเทศอื่นๆข้างเคียง เปิดเส้นทางสายไหมติดต่อเอเชียและยุโรปผ่านทางเอเชียกลาง จุดที่ไกลที่สุดซึ่งจางเชียนเดินทางไปเจริญไมตรีกับต่างประเทศ คือ เมืองท่าอเลกซานเดรีย ในประเทศอียิปต์ปัจจุบัน นี่คือประเทศที่ไกลที่สุดที่คณะฑูตของจีนเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรี การเชื่อมต่อระหว่างยุโรปและเอเชียปรากฎขึ้นบนเส้นทางการค้าสายไหมที่ก่อขึ้นนี้

 

หนึ่ง ปราบชนเผ่นซยงหนู

ตั้งแต่ปี 133 ถึงปี 119 ก่อนคริสต์ศักราช จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ได้ทำสงครามกับชนเผ่าซยงหนูเป็นจำนวนหลายครั้ง การศึกใหญ่ที่ตัดสินแพ้ชนะมีอยู่สามครั้ง คือ การศึกที่เหอหนาน การศึกที่เหอซี และการศึกที่หม้อเป่ย ปี 127 ก่อนคริสต์ศักราช กองทัพซยงหนูยกทัพสองหมื่นขี่ม้ามาตามหูบเขาซ่างกู่ (上谷, ปัจจุบัน คือเขตหวยไล๋怀来มณฑลเหอเป่ย) สู่ยวี๋หยาง (渔阳) จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ส่งแม่ทัพหนุ่มเว่ยชิง (卫青) และกองทัพสามหมื่นนายขี่ม้าไปที่หยิ๋นจง (云中, ปัจจุบัน คือ เขตทัวเค่อทัว托克托 มณฑลมองโกลเลียใน) มุ่งตะวันตกสู่หล่งซี (陇西, ปัจจุบัน คือ เขตตะวันออกมณฑลกานซู) ยึดคืนดินแดนเหอเถ้า (河套) ขับไล่ทำลายฐานที่มั่นหัวหอกของชนเผ่าซยงหนูผู้บุกรุกลงได้

เว่ยชิงใช้วิธีการอ้อมโจมตีจากทางด้านหลัง ยึดทำลายทัพซยงหนูของโหลฝางหวาง (楼烦王) และป๋ายหยางหวาง (白羊王) ขับไล่การคุกคามต่อเมืองฉางอัน ดังนั้นจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้จึงจัดตั้งกองกำลังป้องกันทางเหนือ จากเดิมที่มีอยู่ห้าเขต มีการเคลื่อนย้ายทหารจำนวนหนึ่งแสนคนมาประจำการ ทั้งยังซ่อมแซมกำแพงเมืองจีนที่ชำรุดทรุดโทรมมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉิน นำทหารมาประจำการป้องกัน แม่ทัพเว่ยชิงได้รับแต่งต้งเป็นฉางผิงโฮว (长平侯)

ปี 124 ก่อนคริสต์ศักราช แม่ทัพเว่ยชิงนำทัพม้าเข้าขับไล่กองทัพซยงหนูของโหย่วเสียนหวาง (右贤王) จับเป็นเจ้าชายชนเผ่าซยงหนูถึงสิบกว่าคน ได้รับชัยชนะกลับมา จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทำลายธรรมเนียมเก่าแต่งตั้งเว่ยชิงเป็นแม่ทัพใหญ่มีอำนาจบังคับบัญชากองทหารทั้งหมด ปีที่สองถัดมาในการรบทำศึกสงครามกับชนเผ่าซยงหนูได้ค้นพบแม่ทัพใหม่อายุ 18 ปีมีนามว่า ฮั้วฉีปิ้ง (霍去病) เขาเป็นหลานชายของเว่ยชิง ครั้งหนึ่งเขาขี่ม้านำทัพม้า 800 นายเข้าโจมตีค่ายชนเผ่าซยงหนูซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปเป็นร้อยๆลี้มีชัยชนะอย่างงดงาม จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้แต่งตั้งฮั้วฉีปิ้ง เป็นก้วนจวินโฮว (冠军侯) พระราชทานสร้างบ้านขนาดใหญ่โตหรูหราให้ ฮั้วฉีปิ้ง กล่าวว่า “ตราบใดที่ยังทำลายชนเผ่าซยงหนูไม่ได้ ตราบนั้นยังไม่มีบ้านและครอบครัว” แสดงออกถึงความรักชาติอย่างแน่วแน่และจริงจัง

ปี 121 ก่อนคริสต์ศักราช (ปีที่สองของศักราชหยวนโซ่ว元狩) จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ส่งฮั้วฉีปิ้งยกทัพไปที่หล่งซี ข้ามภูเขาเยียนจือซัน (焉支山 ปัจจุบัน คือ ภูเขาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเทือกเขาเยียนจือซัน胭脂山มณฑลกานซู) มุ่งตะวันตกเข้าสู่เขตแดนชนเผ่าซยงหนูซึ่งอยู่ห่างไกลพันลี้ ทำสงครามประชิดตัวกับชนเผ่าซยงหนูจนได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่อีกครั้ง ในฤดูร้อนปีเดียวกันฮั้วฉีปิ้งยกทัพบุกตะวันตกเป็นครั้งที่สอง ข้ามดินแดนจวีเหยี๋ยนเจ๋อ (居延泽 ปัจจุบัน คือดินแดนจวีเหยี๋ยนไห่居延海มองโกลเลียใน) เข้าโจมตีแถบภูเขาฉีเหลียนซัน (祁连山) ทำลายกองทัพซยงหนู ชนเผ่าซยงหนูคุ้ยจู่ (匈奴贵族)ในดินแดนเหอซีจึงถูกทำลายและขจัดหมดไป ปีเดียวกันชนเผ่าซยงหนูเกิดความขัดแย้งกันภายใน หุนเสียหวาง (浑邪王) ยกทัพสี่หมื่นมายอมแพ้ต่อฮั่น หลังการทำศึกครั้งนี้กองทัพฮั่นจึงปักหลักอยู่ที่อู่เวย (武威) จิ่วฉวน (酒泉) จางเย่ (张掖) ตุนฮวง (敦煌) สี่ดินแดน ประวัติศาสตร์บันทึกว่า “เหอซีซื่อจวิ้น” (河西四郡, สี่เขตแดนเหอซี) จากนั้นจึงเปิดเส้นทางเดินทางสู่ดินแดนตะวันตก

 

ปี 119 ก่อนคริสต์ศักราชเป็นปีที่ทำสงครามใหญ่ที่สุด ณ.ที่หม้อเป่ย จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ส่งแม่ทัพเว่ยชิงและฮั้วฉีปิ้งนำทัพม้าหนึ่งแสนนาย ทหารราบอีกจำนวนหลายแสนนาย แบ่งทัพยกทัพจากเขตติ้งเซี่ยงจวิ้น (定襄郡ปัจจุบัน คือ ดินแดนทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองฮูเหอฮ้าวเต้อ呼和浩特 หรืออีกชื่อหนึ่งว่า เมืองฮอนฮอท มณฑลมองโกลเลียใน) กับเขตไต้จวิ้น (代郡 ปัจจุบัน คือ ดินแดนเว่ยเซี่ยน蔚县มณฑลเหอเป่ย)ออกศึก รวมกันโจมตีชนเผ่าซยงหนูตานยวี (匈奴单于 คือ กลุ่มชนเผ่าซยงหนูโซ่วหลิง) ซึ่งอยู่ที่หม้อเป่ย แม่ทัพเว่ยชิงยกทัพขึ้นเหนือเป็นระยะทางพันลี้ผ่านทะเลทรายต้าซาหม้อ (大沙漠 คือ ทะเลทรายโกบี 戈壁沙漠 อ่านว่า เก่อปี้ซาหม้อ) ตรงไปยังเทือกเขาเถียนเหยียนซัน (阗颜山 ปัจจุบัน คือ เทือกเขาหางอ้ายซันม่าย杭爱山脉 มองโกลเลีย) จัดการศัตรูไป 19,000 กว่าคน

ฮั้วฉีปิ้งยกทัพลึกเข้าไปมากกว่าหนึ่งพันกงลี่ ขับไล่กองทัพชนเผ่าซยงหนูของจั่วเสียนหวาง (左贤王) ไปถึงภูเขาหลางจวีสวีซัน (狼居胥山ปัจจุบัน คือ ภูเขาเค่อเท่อซัน肯特山มองโกลเลีย) จับชาวซยงหนูได้ 74,000 คน อิ่นม่าห้านไห่ (饮马瀚海) ผู้นำชนเผ่าซยงหนูหนีไปจนถึงทะเลสาปไบคาล ประเทศรัสเซียในปัจจุบัน การศึกที่หม้อเป่ยทำให้ชนเผ่นซยงหนูล้มตายไปเป็นจำนวนมหาศาล เกิดเหตุการณ์ “ซยงหนูหยวนตุ้น หม้อหนานอู่หวางถิง” (匈奴远遁,漠南无王庭,ชนเผ่าซยงหนูอพยพหนีไปไกล ดินแดนหม้อหนานไม่มีผู้นำชนเผ่าซยงหนูปกครอง) ตั้งแต่นั้นชนเผ่าซยงหนูอพยพหนีออกจากหม้อเป่ยมุ่งสู่ดินแดนทิศตะวันตก

กองทัพฮั่นยกทัพมุ่งสู่ดินแดนทางเหนือ ทิศตะวันตกจดหลิ่งจวี้ (令居 ปัจจุบัน คือเขตหย่งเติง永登 มณฑลกานซู) นำกำลังทหารกว่า 600,000 นายไปคุ้มครองดินแดนเหล่านี้เพื่อเสริมการป้องกัน จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ประสบความสำเร็จในชัยชนะในการทำสงครามกับชนเผ่าซยงหนูทำให้ประเทศชาติเป็นเอกภาพทั้งในและนอกกำแพงเมืองจีน “หม่าหนิวฟ่างจง ฉู่จี๋ปู้เย่” (马牛放纵,畜积布野, ม้าวัวปล่อยเลี้ยงหากินตามสบาย ผลิตภัณฑ์ทอผ้าและปศุสัตว์เพิ่มขึ้น) เป็นเงื่อนไขที่ดีในการพัฒนาเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในภูมิภาคแถบนี้ อาณาจักรซยงหนูที่มีอำนาจค่อยๆลดอำนาจและการคุกคามลงไป

สอง พัฒนาภูมิภาคตะวันตก

มุ่งหน้าสู่ประเทศต้าหว่าน (大宛) ประเทศต้าหว่าน คือ ดินแดนแถบกานาในประเทศอุซเบกิสถานในปัจจุบันนี้ จางเชียน (张骞) เป็นฑูตเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศในแถบตะวันตกนี้ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เพื่อต้องการได้ม้าพันธ์ฮั่นเส่วหม่า (汗血马) จึงได้ส่งฑูตออกไปพร้อมกับทองคำ 200,000 เหลี้ยง (两, 1 เหลี้ยง =50 กรัม) และรูปปั้นม้าหล่อทองคำไปยังประเทศต่าหว่านเพื่อแลกเปลี่ยนกับม้าสายพันธ์ฮั่นเส่วหม่า แต่อู๋กว่า (毋寡) กษัตริย์ประเทศต้าหว่านเห็นว่าม้าฮั่นเส่วหม่าคือสมบัติล้ำค่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ เมื่อคณะฑูตของราชวงศ์ฮั่นมาเข้าเฝ้า จึงถูกกษัตริย์อู๋กว่าด่าว่าและตะเพิดกลับไปพร้อมทำลายรูปปั้นม้าทองคำจนแหลกละเอียดแล้วเดินเข้าสู่ท้องพระโรงด้านใน กษัตริย์อู๋กว่ายังให้ข้าทาสประหารคณะฑูตและยึดริบทรัพย์สินเงินทองทั้งหมด

จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทราบข่าวคณะฑูตจีนถูกประหารแถมทรัพย์สมบัติถูกริบทรงโมโหโกรธา ทรงสั่งให้หลี่กว่างลี่ (李广利) พร้อมนายทหารยี่สิบนายยกทัพหลายหมื่นสู่ประเทศต้าหว่าน ปีที่สี่ศักราชไท่ชู (太初, 101 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ส่งหลี่กว่างลี่เดินทางสู่ประเทศต้าหว่านพร้อมด้วยทหารกองทัพฮั่นที่เข้มแข็งและจำนวนมหาศาลไปยังเส้นทางที่ประเทศเล็กๆไม่สามารถต่อกรได้ เพื่อนำชัยชนะกลับมาให้ชื่นชม พร้อมสรรพไปด้วยเสบียงอาหารและน้ำ มีเพียงแต่ดินแดนหลุนไถ (轮台 ปัจจุบัน คือ ดินแดนหลุนไถ มณฑลซินเจียง)ที่ต่อต้านกองทัพฮั่น ปิดเมืองป้องกันอย่างแน่นหนา กองทัพฮั่นเข้าตีไม่กี่วันเมืองก็แตก ไล่ฆ่าชาวหลุนไถ หลังจากนั้นไม่มีใครกล้าขัดขืน ทัพฮั่นมุ่งตรงเข้าโจมตีเมืองกุ้ยซันเฉิง (贵山城) เมืองหลวงประเทศต้าหว่าน เริ่มจากปิดกั้นทางน้ำที่ไหลสู่เมือง จากนั้นจึงเข้าล้อมเมืองกุ้ยซันเฉิง เข้าโจมตีทั้งกลางวันและกลางคืน ทำลายกำแพงนอกของเมือง ฆ่าแม่ทัพเจียนมี๋ (煎靡) แม่ทัพผู้กล้าหาญของต้าหว่านผู้ปกครองต้าหว่านในที่สุดเกิดความขัดแย้งแตกแยกภายใน เจ้าขุนมูลนายคนอื่นๆต่างบริภาษกษัตริย์อู๋กว่าของต้าหว่าน ร่วมมือกันฆ่ากษัตริย์อู๋กว่า ส่งศีรษะของอู๋กว่าไปยังค่ายทหารฮั่นเพื่อขอสงบศึก แสดงเจตจำนงว่าจะคัดเลือกม้าชั้นดีมาถวายแก่กองทัพฮั่น ภายหลังประเทศต้าหว่านมาสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ฮั่นตะวันตก

หลี่กว่างลี่สั่งให้ผู้บัญชาการซ่างกวนเจ๋ย (上官桀) เข้าตียวี้เฉิงเฉิง (郁成城) หลังจากต่อสู้กันอย่างดุเดือด ในที่สุดกองทัพป้องกันเมืองของยวี้เฉิงเฉิงต้านทานไม่ไหวจึงยอมแพ้ ยวี้เฉิงหวางหลบหนีไปที่คังจวี (康居) ซ่างกวนเจ๋ยยกทัพไล่ไปถึงคังจวีเพื่อจับตัวมา ชาวคังจวีเห็นเมืองหลวงต้าหว่านถูกตีแตกจึงจับยวี้เฉิงหวางมามอบให้แก่ซ่างกวนเจ๋ย จ้าวตี้ (赵弟) นายทหารใต้บังคับบัญชาของซ่างกวนเจ๋ยประหารยวี้เฉิงหวางในระหว่างทาง กองทัพฮั่นมีชัยชนะต่อต้าหว่านมุ่งหน้าสู่ดินแดนตะวันตก ประเทศในแถบตะวันตกคือเอเชียกลางต่างเดินทางมาเจริญไมตรีกับราชวงศ์ฮั่นและส่งคนมาเป็นตัวประกัน พร้อมกับมาสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ฮั่น

สงครามกับเชอสือ (车师 หรือ กูสือ姑师 ปัจจุบัน คือดินแดนถัวลู่ฟาน吐鲁番 ทิศตะวันตกเฉียงเหนือแถบมณฑลซินเจียง) ปีที่สามศักราชหยวนเฟิง (元封,108 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงสั่งฉงเพี้ยวโฮวเจ้าพ่อหนู (从票侯赵破奴) เข้าตีทำลายเผ่ากูสือให้แตก เพื่อข่มขวัญเมืองอูซุน (乌孙) ต้าหว่าน และประเทศอื่นๆในดินแดนตะวันตก ปีที่สี่แห่งศักราชเจิ้งเหอ (征和,89 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงสั่งฉงเหอโฮวหม่าทง (重合侯莽通รู้จักกันดีในนาม หม่าทง 莽通) ยกทัพม้าสี่หมื่นเข้าตีชนเผ่าซยงหนูทำสงครามกับเชอสือทางทิศเหนือ หม่าทงสั่งเฉิงเหมี่ยน (成娩) ยกทัพตรงไป โหลวหลาน (楼兰) เว่ยลี่ (尉犁) เหวยซี (危须) พร้อมด้วยแม่ทัพปราบดินแดนตะวันตกอีกหกนาย เพื่อปราบปรามเผ่าเชอสือ เปิดเส้นทางให้กับทัพใหญ่ที่จะยกมา แม่ทัพปราบตะวันตกเข้าล้อมทัพเชอสือ ชนเผ่าเชอสือยอมจำนนมาสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ฮั่น

สงครามที่โหลวหลาน (楼兰,ตั้งอยู่ในดินแดนปาอินกัวเหลิง巴音郭楞 มณฑลซินเจียงติดต่อกับดินแดนลั่วเชียง若羌 เมืองจือจึ้อโจว自治州 ตอนเหนือของมองโกลเลียใน) ปีที่สามศักราชหยวนเฟิง (元封,108 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จักรพรรดิฮั่นอูตี้ทรงส่งฉงเพี้ยวโฮวเจ้าพ่อหนูนำทัพหลายหมื่นเข้าตีชนเผ่ากูสือหรือเชอสือที่โหลวหลาน กูสือบ่อยครั้งที่ไล่ฆ่าคณะฑูตราชวงศ์ฮั่น เจ้าพ่อหนูไล่ฆ่าชาวโหลวหลานเป็นจำนวนมาก สกัดจับหวางฮุย (王恢) ได้เป็นคนแรกซึ่งเป็นยาขมในขณะนั้น นำทัพเจ็ดร้อยนายเข้าโจมตีโหลวหลาน จับตัวโหลวหลานหวาง (楼兰王) โหลวหลานจึงมายอมจำนนต่อราชวงศ์ฮั่น

สงครามชิงซือ (龟兹, อยู่ห่างจากมณฑลซินเจียงไปทางทิศตะวันตก 2 กงลี่ อยู่ในเขต Kuche oasis) หลังจากจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เปิดเส้นทางสู่ดินแดนตะวันตกได้แล้ว หลี่กว่างลี่ตีต้าหว่านแตกแล้วยกทัพกลับเพื่อทำสงครามกับฮั่นมี๋ (扞弥) สอดคล้องกับไล่ตาน (赖丹) ต้องการไปชิงซือเพื่อปกครอง หลี่กว่างลี่จึงส่งคนไปสอบถามชิงซือหวาง (龟兹王) ชิงซือหวางเชื่อในความเห็นของกูอี้ (姑翼) ส่งทหารไปฆ่าไล่ตาน จากนั้นกลัวมีความผิดส่งหนังสือฎีกามาขออภัยโทษ ปีที่สามศักราชซวนตี้เบิ่นสื่อ (宣帝本始,71 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ฉางหลัวโฮวฉางฮุย (长罗侯常惠) รักษาเมืองอูซุนหลังจากยกทัพห้าหมื่นปราบชนเผ่าซยงหนูสำเร็จในระหว่างทางยกทัพกลับประเทศถวายฎีกาขอตีเมืองชิงซือเพื่อเป็นการชำระแค้นให้กับไล่ตานที่ถูกฆ่า ฉางฮุยตรวจสอบกองทัพชิงซือด้านตะวันตกมีทหารสองหมื่นนาย แล้วส่งฝูซือ (副使) ไปตรวจสอบทัพชิงซือทางทิศตะวันออกซึ่งมีอยู่สองหมื่นนายเช่นกัน ออกคำสั่งให้อูซุนส่งทหารมาเจ็ดพันนาย เข้าโจมตีเมืองชิงซือทั้งสามด้าน ชิงซือหวางตกอกตกใจเป็นอันมาก รีบถวายรายงานให้ทัพฮั่น “การประหารไล่ตานเป็นกษัตริย์องค์ก่อนที่หลงเชื่อความเห็นของที่ปรึกษากูอี้ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตน” ทั้งยังส่งตัวกูอี้มามอบให้แก่ฉางฮุย ฉางฮุยประหารกูอี้แล้วเลิกทัพกลับไป

สงครามซาเชอ (莎车, ดินแดนแถบ Yarkand มณฑลซินเจียงในปัจจุบัน) หลังจากจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เปิดเส้นทางสู่ดินแดนตะวันตกได้แล้ว ซาเชอและราชวงศ์ฮั่นตะวันตกสถาปนาความสัมพันธไมตรี ไม่นานจางเชียนไปเป็นฑูต ปีฮั่นซวนตี้หยวนคังหยวน (汉宣帝元康元,65 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เว่ยโฮ้ว เฝิงเฟิ้งซื่อ(卫候冯奉世) คุ้มครองคณะฑูตจีนจากต้าหว่านและประเทศต่างทางตะวันตกกลับประเทศ ระหว่างทางถึงเมืองอี้ซิวเฉิง (伊脩城) ประเทศซ่านซ่านกั๊ว (鄯善国) นายกองฮั่นตูเวย (汉都尉)ซึ่งประจำการอยู่ป้อมรักษาชายแดนได้ร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่ดีของพวกซาเชอ ตอนนั้นเจิ้งจี๋ (郑吉) ผู้บัญชาการป้อมค่ายรักษาดินแดนตะวันตกอยู่ที่เป่ยเต้า (北道) ดูแลดินแดนทั้งหมดในแถบนี้ เฝิงเฟิ้งซื่อจึงปรึกษาหารือกับฝูซื่อ เยี่ยนชาง (副使严昌) ว่าถ้าไม่รีบเข้าตีซาเชอวันนี้ ซาเชอจะรวมกันแข็งแกร่งภายหน้าอยากแก่การโจมตี ต่อไปจะเป็นภัยคุกคามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการปกครองดินแดนตะวันตกของราชวงศ์ฮั่น ดังนั้นเฝิงเฟิ้งซื่อจึงสั่งระดมกองทัพทั้งหมดมุ่งเข้าโจมตีซาเชอ ตีเมืองซาเชอแตก ฮูทูเจิ้ง (呼屠征) ผู้นำซาเชอฆ่าตัวเองตาย เฝิงเฟิ้งซื่อจึงคัดเลือกแต่งตั้งซาเชอหวางคนอื่นที่เป็นพี่น้องมีอาวุโสสุดมาเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ ประเทศอื่นๆที่ก่อกบฎวุ่นวายก็ถูกไล่ปราบปรามจนสงบเป็นลำดับ เรียกคืนอำนาจการปกครองของราชวงศ์ฮั่นในดินแดนเหล่านี้

 

สาม พิชิตเกาหลี

ปี 109 ก่อนคริสต์ศักราช จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ส่งกองทัพเรือและกองทัพบกเป็นสองเส้นทางเข้าทำศึก เข้าทำลายและยึดดินแดนตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี ปี 108 ก่อนคริสต์ศักราช จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้รวบรวมดินแดนที่ยึดได้เป็นเอกภาพจัดตั้งการปกครองส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น จัดตั้งเขตเย่ล่างจวิ้น (乐浪郡, ปัจจุบัน คือ ดินแดนทางใต้เมืองเปียงยาง เกาหลีเหนือ การครอบครองดินแดนทางเหนือของเกาหลี คือการป้องกันเมืองหลวงเก่าแก่ของเกาหลีโดยมีหวางเสี่ยนเฉิง王险城 กษัตริย์เกาหลีพำนักอยู่ริมฝั่งทางใต้ของแม่น้ำต่าถงเจียง 大同江 ณ.เมืองเปียงยาง) เขตเสียนทู่จวิ้น (玄菟郡, ปัจจุบัน คือ ดินแดนเสียนจิ้งเต้า 咸镜道 เกาหลีเหนือ) เขตเจิ้นฟานจวิ้น (真番郡, ปัจจุบัน คือ ดินแดนฮวงไห่เต้า 黄海道 และดินแดนส่วนหนึ่งของจิงจี้เต้า京畿道เกาหลีเหนือ) และเขตหลินถุนจวิ้น (临屯郡, ปัจจุบันคือ ดินแดนเจียงหยวนเต้า 江原道 เกาหลีเหนือ) เรียกว่า “ฮั่นซื่อจวิ้น” (汉四郡, 4 เขตการปกครองฮั่น) 4 เขตอยู่ภายใต้การปกครองของแคว้น ผู้ปกครองบริหารแคว้นคือขุนนางซึ่งถูกส่งมาจากส่วนกลางของราชวงศ์ฮั่น เห็นได้ชัดเจนการจัดตั้ง 4 เขตการปกครองฮั่น เป็นการแสดงว่า จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ได้รวบรวมดินแดนตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตอาณาจักรอำนาจการปกครองราชวงศ์ฮั่นตะวันตก

สี่ บุกเบิกดินแดนหมิน (闽) และเย่ว (越) ทางตอนใต้

ปี่ที่ห้าศักราชหยวนติ่ง (元鼎) ในรัชกาลจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ฤดูใบไม้ผลิ ทรงประหารหนานเย่วหวาน (南越王) ราชินีของหนานเย่วหวางต่อกรกับราชวงศ์ฮั่น ทัพฮั่นจึงทำลายกองทัพของหานเชียนชิว (韩千秋) ในฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกัน จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ส่งลู่ป๋อเต๋อ (路博德) หยางผอ (杨仆) และกองทัพแบ่งเป็นห้าเส้นทางยกไปทางน้ำเพื่อทำสงครามกับหนานเย่ว (南越, อาณาจักรเย่วตอนใต้ของจีน) ปีที่หกศักราชหยวนติ่ง ฤดูหนาว กองทัพฮั่นโจมตียึดเมืองพ่านยวี๋ (番禺) เมืองหลวงของหนานเย่วได้ จับเป็นกษัตริย์หนานเย่ว เซี่ยงลู่วเจีย (相吕嘉) อาณาจักรหนานเย่วจึงล่มสลาย กองทัพฮั่น ณ.ที่หนานเย่วจัดการปกครองส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นแบ่งเป็น 9 เขต คือ เขตหนานไห่ (南海) เขตตานเอ้อร์ (儋耳) เขตจูขลุ่ย (珠奎) เขตชางอู๋ (苍梧) เขตยวี้หลิน (郁林) เขตเหอผู่ (合浦) เขตเจียวจื่อ (交趾) เขตจิ่วเจิน (九真) เขตรื่อหนาน (日南)

ปีที่หกศักราชหยวนติ่ง ฤดูใบไม้ร่วง จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้สั่งกองทัพฮั่นแบ่งทัพเข้าโจมตีตงเย่ว (东越, อาณาจักรเย่วตะวันออก) ถึงปีแรกของศักราชหยวนเฟิง (元封,110 ปีก่อนคริสต์ศักราช) กองทัพฮั่นแต่ละทัพยกทัพมาถึงชายแดนอาณาจักรเย่วตะวันออก หยวนเย่วเจี้ยนเฉิงโฮวโอ๋ว (原越建成侯敖) กับ โหย่วหวางจีกู่ (繇王居股) สมรู้ร่วมคิดกันฆ่ายวี๋ซ่านเสียนฮั่น (余善降汉) จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เข้าใจภูมิประเทศของ หมินเย่วซึ่งเป็นภูเขาและป่ายากลำบากต่อการรักษา ทั้งชนเผ่าต่างๆในแถบนั้นมักจะต่อต้านชาวฮั่นบ่อยๆ ทรงมีพระราชโองการให้นายทหารทั้งหลายอพยพชาวบ้านท้องถิ่นเหล่านั้นมาปักหลักปักฐานแถบริมแม่น้ำเขตหวยตี้ (淮地区) อาณาจักรหมินเย่วจึงล่มสลาย ตั้งแต่นั้นอาณาจักรเย่วซึ่งแบ่งแยกกันมาเป็นเวลายาวนานเป็นอาณาจักรเย่วตะวันออก และเย่วใต้ ได้ตกเป็นดินแดนของราชวงศ์ฮั่น ดินแดนทางตอนใต้ไปจดประเทศเวียดนามในปัจจุบัน

ห้า บุกเบิกดินแดนตะวันตกเฉียงใต้

ปี 135 ก่อนคริสต์ศักราช (ปีที่หกศักราชฮั่นเจี้ยนหยวน汉建元) จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้แต่งตั้งหน่ายป้ายเมิ๋ง (乃拜蒙) เป็นหลางจ้งเจี่ยง (郎中将) ยกทัพจากปาสู่ (巴蜀, มณฑลเสฉวน) เจ๋อกวน (笮关)สู่เย่หลาง (夜郎) ปราบปรามเย่หลางโฮว ตัวถง (夜郎侯多同) รวบรวมดินแดนอื่นๆขึ้นกับเขตเจียนเว่ยจวิ้น (犍为郡) ดินแดนแถบทิศตะวันตกของปาสู่ อาทิเช่น ดินแดนสยง (邛) ดินแดนเจ๋อ (笮 หรืออีกชื่อว่า ซีอี西夷) เหล่านี้ยังคงสวามิภักดิ์และจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ถ้าดินแดนหนานอี (南夷 หรือเย่หลาง夜郎) ตกเป็นของฮั่น สือหม่าเซี่ยงหรู (司马相如) ชาวสู่กล่าวว่า ดินแดนซีอี สยง และ เจ๋อ จะสามารถสถาปนาการปกครองได้อย่างมั่นคง

ดังนั้นรัชกาลฮั่นปี 130 ก่อนคริสต์ศักราช (ปีที่ห้าศักราชฮั่นหยวนกวง汉元光) ทรงมีรับสั่งให้สือหม่าเซี่ยงหรูบริหารดินแดนซีอี จัดตั้งกองบัญชาการในดินแดนซีอี สยง และเจ๋อ มากกว่า 10 แห่งบริหารอยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นสู่ ปี 120 ก่อนคริสต์ศักราช (ปีที่สามศักราชหยวนโซ่ว元狩) ราชวงศ์ฮั่นเตรียมความพร้อมในการพัฒนาดินแดนทิศตะวันตกเฉียงใต้ ปี 111 ก่อนคริสต์ศักราช (ปีที่หกศักราชฮั่นหยวนติ่ง汉元鼎) กองทัพราชวงศ์ฮั่นปราบอาณาจักรหนานเย่ว จากนั้นตั้งด่านสกัดผู้คนไม่ให้เดินทางไปยูนนานที่เฉ่ยหลาน (且兰) ตัวหัวคนเป็นจำนวนร้อย ปกครองหนานอี (南夷) จนสงบจัดตั้งเป็นเขตจางเคอจวิ้น (牂牁郡)

เย่หลางโฮว (夜郎侯) เกิดจากอาณาจักรหนานเย่ว (南粤) หลังจากอาณาจักรหนานเย่วถูกทำลาย ยังจะคิดต่อต้าน ในที่สุดเย่หลางมาขึ้นกับราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์ฮั่นจึงครอบครองและปกครองดินแดนเย่หลางนี้ทั้งหมด พร้อมทั้งลงโทษจับตัวผู้ที่คิดต่อต้านราชวงศ์ฮั่น คือ สยงจวิน (邛君) เจ๋อโฮว (笮侯) ร่านหม่าง (冉駹) และคนอื่นๆจนตกอกตกใจ จนทั้งหมดร้องขออภัยโทษ ราชวงศ์ฮั่นจึงเปลี่ยนเมืองสยงเป็นเมืองเย่วซีจิ้น (粤嶲郡 หรือเขียนอีกแบบว่า越嶲郡) เมืองเจ๋อเป็นเสิ่นหลีจวิ้น (沈黎郡) ร่านหมางเป็นเหวินซันจวิ้น (文山郡) กว่างฮั่นซีป๋ายหม่า (广汉西白马) เป็นอู่ตูจวิ้น (武都郡) นำดินแดนซีอีทั้งหมดซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของแคว้นสู่มาอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของราชวงศ์ฮั่น

ราชวงศ์ฮั่นยังได้ลงโทษประหารหนานอีปิง เวยจ้าวเสียงเตียนหวาง (南夷兵威招降滇王) แต่ผู้นำชุมชนชาวเตียน (滇, ชาวยูนนาน) เหลาจิ้น (劳浸) และ หมีหม้อ (靡莫)ลุกขึ้นต่อต้าน รัชกาลฮั่น ปี 109 ก่อนคริสต์ศักราช (ปีที่สองศักราชฮั่นหยวนเฟิง汉元封) ยกทัพไปโจมตีประหารเหลาจิ้นและหมีหม้อ เป็นการยกทัพเปิดประตูสู่ยูนนาน (滇, เตียน) กษัตริย์ยูนนานเป็นผู้มีใจบุญสุนทาน ทรงสละพระราชสมบัติและบังลังค์ นำแผ่นดินมาขึ้นกับราชวงศ์ฮั่น ดังนั้นราชวงศ์ฮั่นใกล้ชายแดนประเทศยูนนานจึงจัดตั้งกองบัญชาการที่อี่โจวจวิ้น (益州郡) ให้เตียนหวางปกครองประเทศยูนนานต่อไป ปกครองประชาชนมีความสุขยาวนาน ในที่สุดราชวงศ์ฮั่นเป็นหลักในการปกครองประเทศภูมิภาคแถบตะวันตกเฉียงใต้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

เศรษฐกิจ

การบริหารเกลือ

การจัดการบริหารการใช้เกลือตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่นจนถึงปัจจุบัน การบริหารจัดการเกลือและใบชาตกอยู่ในการบริหาร การควบคุมและการสนับสนุนจากรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ

วัฒนธรรม

หนึ่ง อุดมการณ์ความคิด

อุดมการณ์ความคิดนำเอาแนวความคิดของต่งจ้งซู (董仲舒) มาปฎิบัติ “ยกเลิกสถาบันที่ไร้ประโยชน์ ส่งเสริมและศรัทธาเพียงสถาบันขงจื้อ” (罢黜百家 独尊儒术, ป้าชูป่ายเจีย ตู๋ชุนหรูซู่) ด้านเศรษฐกิจนำข้อเสนอของซานหงหยาง (桑弘羊) มาปฎิบัติ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้บริหารและจัดการโดยตรงทั้งด้านการค้าและการขนส่ง ด้านการทหารมอบหมายเป็นหน้าที่ของเว่ยชิง (卫青) และฮั้วฉีปิ้ง (霍去病) ซึ่งเป็นทัพใหญ่ ปราบปรามและยกภัยคุกคามจากชนเผ่าซยงหนูออกไป สร้างความเป็นเอกภาพในมณฑลกว่างโจวและมณฑลกว่างสี ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและวัฒนธรรม พระองค์ยังทรงเป็นเลิศทางด้านกวีพนธ์ นิยมใช้ผู้มีความสามารถโดดเด่นทางด้านภาษาจากทั่วสาระทิศ ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างวัฒนธรรม เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลสั่งให้รวบรวมหนังสือและภาพวาดทั้งหมดมาเก็บไว้ในหอหนังสือและจดหมายเหตุ เปิดทางให้ทุกคนสามารถเสนอหนังสือผลงานของตน ทั้งยังก่อสร้างหอรวบรวมหนังสือและจดหมายเหตุ ตั้งบรรณารักษ์เป็นผู้ดูแลหนังสือและจดหมายเหตุทุกชนิด จนภายในสิบปีเต็มไปด้วยหนังสือโบราณหายาก จนกล่าวว่า หนังสือที่จัดเก็บกองเต็มดั่งภูเขา ในระยะเวลานั้นหอหนังสือของรัฐเต็มไปด้วยหนังสือไท่ฉาง (太常) ไท่สื่อ (太史) ป๋อสื่อ (博士) ส่วนในหอสมุดราชวังมีหนังสือเยี๋ยนเก๋อ (延阁) กว่างเน่ย (广内) หมี้สื่อ (秘室) ในหอหนังสือมีหนังสือรวม 33,090 ม้วน หอหนังสือพระราชวังและของรัฐเต็มไปด้วยหนังสือล้ำค่าที่หาค่ามิได้ นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีนที่มีการบันทึกเป็นหลักฐานถึงหอสมุดแห่งชาติจีนอย่างชัดเจน

สอง ลัทธิขงจื้อ

ประวัติศาสตร์การพัฒนาของชนชาติจีนเริ่มต้นโดยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เป็นครั้งแรก การรับฟังแนวความคิดของต่งจ้งซูป้าชูป่ายเจีย เปี่ยวจางหลิ่วจิง” (罢黜百家,表彰六经, ยกเลิกสถาบันไร้ประโยชน์ ยกย่ององค์ความรู้ทั้งหก) คือ การนำเอาลัทธิขงจื้อมาเป็นอุดมการณ์ความคิดในการบริหารประเทศในระบอบศักดินา เลิกสนับสนุนนักวิชาการจากสำนักลัทธิฝ่าเจีย (法家)สำนักลัทธิเต๋า (道家) และสำนักอื่นๆ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ยังเร่งสงเสริมการศึกษาลัทธิขงจื้อ สร้างสถาบันการศึกษาหลวงที่เมืองฉางอัน สถาบันการศึกษาหลวงคือสถาบันการศึกษาสูงสุดของจีนในสมัยโบราณ พร้อมด้วยองค์ความรู้หลักสูตรวิชาห้าแขนงของลัทธิขงจื้อเป็นหลักสูตรหลัก ไม่ศึกษาวิชาของสำนักการศึกษาอื่น “ป้าชูป่ายเจีย เปี่ยวจางหลิ่วจิง” เป็นวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของจีนที่มีเวทีให้แสดงบทบาทยาวนานมากกว่าสองพันปีถูกยอมรับโดยผู้ปกครองและผู้มีอำนาจชาวจีน

เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นชัดเจน การพัฒนาการศึกษาและองค์ความรู้ของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ไม่ได้จำกัดองค์ความรู้ของสำนักการศึกษาอื่นๆ เพียงแต่เลือกที่จะพัฒนาลัทธิขงจื้อให้เจริญรุ่งเรืองและรวบรวมองค์ความรู้ของลัทธิขงจื้อ ที่เรียกว่า “หรูเปี่ยวฝ่าลี่” (儒表法里,วิถีทางแห่งลัทธิขงจื้อ) ยกตัวอย่างเช่น เซี่ยโฮวสื่อชางจี้ (侯始昌既研) ศึกษาและเล่าเรียนวิชาจากสำนักขงจื้อจะต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญและชำนาญในวิชาห้าแขนง สมุหนายกกงซุนหงเจียน (公孙弘兼) ดูแลทั้งสำนักขงจื้อและสำนักฝ่าเจีย จู่ฝู่เยี่ยน (主父偃) ส่งเสริมให้มีการเปิดสำนักการศึกษาอย่างเสรี จี๋อ้าน (汲黯) สื่อหม่าถาน (司马谈) สื่อหม่าเชียน (司马迁) เริ่มต้นศึกษาจากสำนักฮวงเหลา (黄老)

สาม ปฎิรูปปีปฎิทิน

ปีแรกศักราชไท่ชู (太初, 104 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เปลี่ยนปีปฎิทิน ใช้เดือนหนึ่ง (正月,เจิ้นเย่ว)ตามจันทรคติเป็นเดือนแรกของปี ใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์

สี่ สร้างสถาบันการศึกษาหลวง

จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงสร้างสถาบันการศึกษาหลวง สำนักศึกษาตามเมืองต่างๆ จัดตั้งระบบการศึกษา สร้างระบบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการที่เป็นเอกลักษณ์ของจีน

 

การต่างประเทศ

หนึ่ง ติดต่อกับประเทศแถบตะวันตก เอเชียกลาง

ประเทศจีนเป็นผู้คิดค้นการผลิตโลหะ เทคนิคการขุดเจาะใต้ดิน การผลิตผ้าไหม เครื่องเคลือบดินเผาและเซรามิก ตลอดจนเทคโนโลยี่อื่นๆ ดินแดนตะวันตกเข้าสู่ราชวงศ์ฮั่นนำถั่วลิมา ผ้าลินิน ผลทับทิม หัวแครอท ม้าพันธ์ฮั่นเส่วหม่า และอื่นมาแลกเปลี่ยนการค้า ประเทศจีนกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตผ้าไหมจำนวนมากและการผลิตโลหะส่งออกสู่ตะวันตก เทคโนโลยี่การหลอมโลหะและระบบการระบ่ายน้ำก็เป็นความรู้ที่เผยพร่ไปสู่ประเทศตะวันตก ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง

สอง เปิดเส้นทางการค้าสายไหม Silk Road

การติดต่อระหว่างประเทศแถบตะวันตกและประเทศจีนมีประวัติศาสตร์เริ่มต้นยาวนานแสนนานสืบไปถึงสองศตวรรษก่อนคริสต์ศักราช ประเทศแถบตะวันตกในยุคนั้นมีอยู่ถึง 36 ประเทศอยู่กันเป็นอิสระไม่ติดต่อกัน จากทางเหนือของเทือกเขาเทียนซัน (天山) ไปจดทุ่งหญ้า Junggar มีประเทศอูซุน (乌孙) ประเทศเฉ่ยหมี๋ (且弥) และประเทศอื่นๆ จากเทือกเขาเทียนซันสู่ทิศใต้ ภูเขาคุนหลุน (昆仑)ไปทางเหนือจดดินแดนแผ่นผืนที่ราบ Tarim ถูกแบ่งเป็นประเทศแถบทางเหนือและประเทศแถบทางใต้ ประเทศแถบทางเหนือประกอบไปด้วยประเทศฉวินซือ (龟兹,ปัจจุบัน คือ ดินแดนคูเชอ库车มณฑลซินเจียง) ซูเล๋ย (疏勒) เยี่ยนฉี (焉耆, ปัจจุบัน คือ ดินแดนเยียนฉี มณฑลซินเจียง) เชอสือ (车师 ปัจจุบัน คือ ดินแดนถูหลู่ฟาน吐鲁番มณฑลซินเจียง) และประเทศอื่นๆที่มีขนาดใหญ่ ประเทศแถบทางใต้ประกอบด้วยประเทศซาเชอ (莎车,ปัจจุบัน คือ ดินแดนซาเชอ มณฑลซินเจียง) ยวี๋เถียน (于阗, ปัจจุบัน คือ ดินแดนเหอเถียน和田 มณฑลซินเจียง) โหลวหลาน (楼兰,ปัจจุบัน คือ ดินแดนหลัวปู้ป๋อตะวันตก มณฑลซินเจียง) และประเทศอื่นๆ

จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้แต่งตั้งจางเชียน (张骞) เป็นจงหลางเจี้ยง (中郎将) นำคณะฑูต 300 นายพร้อมด้วยเหรียญทองคำจำนวนมาก ผ้าไหมและวัว แกะยกขบวนมุ่งสู่ดินแดนแถบตะวันตก เมื่อจางเชียนเดินทางไปถึงประเทศอูซุน (乌孙) ซึ่งในกำหนดการเดิมไม่อยู่แผนการ ต้าหว่าน (大宛) คังจวี (康居) เย่วจื่อ (月氏) ต้าเซี่ย (大夏) และประเทศอื่นๆแล้ว ปีที่สองศักราชหยวนติ่ง (元鼎, 115 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จางเชียนได้เดินทางกลับประเทศ ประเทศอูซุนส่งคณะฑูตหลายสิบคนร่วมเดินทางมากับจางเชียนสู่เมืองหลวงฉางอัน จากนั้นจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ส่งคณะฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับเปอร์เซีย (过安息, กั๊วอันซี หรือ波斯,ปอสื่อ) เซินตู (身毒, ประเทศอินเดีย) เยี๋ยนช่าย (奄蔡, ดินแดนระหว่างทะเลอารัลและทะเลสาปแคสเปียน) เถียว จือ (安息属国, ประเทศอันซีซั่วกั๊ว) ลี่ซวน (犁轩,เมืองท่าอเลกซานเดรียส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน) คณะฑูตจีนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากองค์กรณ์ระดับสูงถึงสองหมื่นนาย ตั้งแต่นั้นเส้นทางสายไหมได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เชื่อมต่อประเทศทางด้านตะวันตกสู่เมืองหลวงฉางอันซึ่งตั้งอยู่ทิศตะวันออก ตะวันตกไปจดถึงอาณาจักรโรมัน การค้าที่เดินทางไกลสุดไปถึงเมืองท่าอเลกซานเดรีย ในประเทศอียิปต์

ปี 108 ก่อนคริสต์ศักราช (ปีที่สามศักราชหยวนเฟิง元封) จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงสั่งให้จ้าวพ่อหนู (赵破奴) ยกทัพไปตีโหลวหลาน เชอสือ รวมทั้งดินแดนในจิ่วฉวน (酒泉, ปัจจุบัน คือ ดินแดนจิ่วฉวน มณฑลกานซู)ถึงยวี้เหมินกวน (玉门关) สร้างป้อมหยุดพักแรมเพื่อเอาไว้เป็นจุดพักแรมและเป็นแนวป้องกันด้านนี้ ปี 104 ก่อนคริสต์ศักราช (ปีแรกศักราชไท่ชู太初) จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ส่งหลี่กวางลี่ยกทัพไปปราบประเทศต้าหว่าน เมื่อพิชิตต้าหว่านได้แล้วการคมนาคมทางด้านนี้ก็สะดวกราบรื่น กองทัพราชวงศ์ฮั่นตะวันตกยกทัพไปปราบโหลวหลานอีกครั้ง ฉี๋หลี (渠犁, ปัจจุบัน คือ ดินแดนถ๋าลี่มู้塔里木 ในมณฑลซินเจียงติดกับเหอเป่ย) หลุนไถ (轮台,ปัจจุบัน คือ ดินแดนคู้เชอ库车ตะวันออก มณฑลซินเจียง) และดินแดนอื่นๆในภูมิภาคนี้ แต่งตั้งเสี้ยวเว่ย (校尉) บริหารและดูแลกองกำลังป้องกันและประชาชนในย่านนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ประเทศจีนจัดตั้งกองทัพและกองบัญชาการดูแลดินแดนในเขตตะวันตก จริงแล้วมีการจัดตั้งความร่วมมืออย่างเป็นทางการในการเข้าไปดูแลดินแดนในภูมิภาคแถบตะวันตกนี้

 

บทสรุป

ในยุคสมัยที่จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ครองราชย์เป็นยุคสมัยที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ระยะเวลานั้นเป็นช่วงเวลาครั้งแรกที่ประเทศจีนปกครองโดยระบอบศักดินาสมบูรณาญาสิทธิราชเจริญถึงจุดสูงสุด พระองค์ทรงมีพระปรีชาญาณสามารถมาก ปรีชาชาญทั้งการปกครองและการทหาร นำราชวงศ์ฮั่นกลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีพลังมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งในยุคนั้น พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ หรือจักรพรรดิมหาราชในประวัติศาสตร์จีน นอกจากนี้จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เป็นจักรพรรดิองค์แรกที่เริ่มต้นใช้ปีศักราช

บันทึก “ฮั่นซู” (汉书) ได้วิเคราะห์ลงไปถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ ซื่อฝ่า (谥法) กล่าวว่า “เวยเฉียงรุ้ยเต๋อเยวอู่” (威强睿德曰武) คือ พระองค์ทรงมีความยิ่งใหญ่สง่างาม เข้มแข็ง ฉลาดเฉลียว มีเมตตาและคุณธรรม คือ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้หลิวเช่อ ในหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์จีน “ฉินหวางฮั่นอู่” (秦皇汉武) มักจะนำเรื่องราวมาผูกสอดคล้องกัน ความสำเร็จทั้งหมดของพระองค์เป็นรากฐานของการพัฒนาและสร้างความมั่นคงให้ราชวงศ์ฮั่นในยุคต่อมาทั้งยังมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางต่อมาในประวัติศาสตร์จีน

แล้วประวัติของหลิวเช่อ จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของชาวจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกจบลงโดยประการ ฉะนี้ คงไม่มีรายละเอียดอื่นๆตกหล่นแล้ว...ครับ

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11
ณัฐรดา วันที่ : 24/10/2013 เวลา : 09.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

(0)
ขอค่อยๆอ่านนะคะ
ความคิดเห็นที่ 10
Jui วันที่ : 23/10/2013 เวลา : 07.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(1)

ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องของหลิวเช่อผมยังไม่เคยเห็น
แต่มีละครจีนที่สร้างจากประวัตินี้มีมานานแล้วมีตั้ง50-60ตอน
แต่ผมก็ยังไม่ได้ดูเช่นกัน...ครับ
ความคิดเห็นที่ 9
BlueHill วันที่ : 22/10/2013 เวลา : 18.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

(0)
รายละเอียดอย่างเยอะมากๆเลย
มีการสร้่างเป็นภาพยนต์มากไหมครับ
ความคิดเห็นที่ 8
แม่หมี วันที่ : 22/10/2013 เวลา : 18.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

(0)
จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงมีพระปรีชาสามารถหลายด้านจริงๆ สมควรแล้วที่ทรงเป็น มหาราช
ชนชาติจีนมีคนเก่งๆมากมายจริงๆ เขาจึงมีทั้งตัวอักษรและวัฒนธรรมที่ดีงาม

แต่เรื่องรัเท้าผู้หญิงให้เล็กๆจนเดินแทบไม่ได้อันนี้น่าสงสาร

ส่วนอย่างพวกขันที อันนี้แม่หมีพอจะเข้าใจ
ความคิดเห็นที่ 7
ลาดพร้าวซอยสิบสอง วันที่ : 22/10/2013 เวลา : 10.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thairesearch2539

(0)
โอ้โฮ ละเอียดมากมากค่ะ ประมาณมหากาพย์ได้เลย ยกนิ้วให้คะ
ความคิดเห็นที่ 6
cozy วันที่ : 22/10/2013 เวลา : 10.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kakalot
I agreed that what really matters is what you like, not what you are like... Books, records, films -- these things matter. Call me shallow but it's the fuckin' truth - High Fidelity

(0)
จูหยวนจางก็น่าสนใจนะครับ เคยอ่าน ฤิทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม เห็นว่าเป็นคนรุ่นสมัยเดียวกับ จางซานฟง (เตียซำฮง) คนสร้างสำนักบู๊ตึ้ง
ความคิดเห็นที่ 5
cozy วันที่ : 22/10/2013 เวลา : 10.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kakalot
I agreed that what really matters is what you like, not what you are like... Books, records, films -- these things matter. Call me shallow but it's the fuckin' truth - High Fidelity

(0)
กำลังค่อยๆย่อยครับ ต้องอ่านอย่างละเอียด
ความคิดเห็นที่ 4
Jui วันที่ : 22/10/2013 เวลา : 09.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(0)
จูหยวนจาง ก็จากไพร่ขึ้นมาเป็นกษัตริย์เหมือนกัน ครับ
เดี๋ยวจะลองหาประวัติดู
ความคิดเห็นที่ 3
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 22/10/2013 เวลา : 09.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

(0)
อ่านแล้วนึกถึง"จูหยวนจาง"
จำได้จากดูหนัง เยิ่นต๊ะหัวเล่นเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้
ความคิดเห็นที่ 2
นายสิบหมื่น วันที่ : 22/10/2013 เวลา : 08.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/namsean
หากแม้นไม่ตายเสียก่อน...ฉันจะคืนสู่รากเหง้าลูกชาวนา

(0)
ข้อมูลแน่นเปรี๊ยะเลยครับพี่
ยังอ่านไม่จบนะครับ
ขอบันทึกไว้ก่อน
ความคิดเห็นที่ 1
Jui วันที่ : 22/10/2013 เวลา : 07.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(0)
ให้ช่วยกันเสนออยากรู้ประวัติของจักรพรรดิจีนองค์ไหนต่อไปจะเอามาแปลให้อ่านกัน
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน