• Jui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nopprasornn@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-11
  • จำนวนเรื่อง : 398
  • จำนวนผู้ชม : 1182389
  • จำนวนผู้โหวต : 631
  • ส่ง msg :
  • โหวต 631 คน
<< พฤษภาคม 2014 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม 2557
Posted by Jui , ผู้อ่าน : 14204 , 09:12:30 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน

จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ จูตี้...ผู้สร้างตำนานให้แก่เจิ้งเหอ

คนส่วนใหญ่มักจะรู้จักเจิ้งเหอ หรือ ซำปอกง (ซานเป่ากง,三宝公) เป็นอย่างดีเพราะขันทีจีนราชวงศ์หมิงคนนี้เดินทางเข้ามาเยือนประเทศไทยถึงสามครั้ง และเป็นผู้สร้างวัดซำปอกง หรือชื่อทางการว่า วัดพนัญเชิงวรวิหาร ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมืองหลวงเก่าของประเทศไทย เป็นวัดที่คนไทยและคนจีนนิยมไปสักการะเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในเทศกาลตรุษจีน

 

แต่ถ้าถามว่า เจิ้งเหอ อยู่ในสมัยจักรพรรดิพระองค์ไหนของราชวงศ์หมิง ส่วนใหญ่มักจะตอบไม่ได้ ในรัชกาลของจักรพรรดิพระองค์นี้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจไว้มากมายไม่ด้อยกว่าจักรพรรดิจีนพระองค์อื่นๆ ยุคของพระองค์เป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของจีนยุคหนึ่งในการเดินทางสำรวจทางทะเล พระองค์ทรงมีพระนามว่า จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ จูตี้ แต่บางครั้งมีคนเรียกพระนามพระองค์ว่า จักรพรรดิหย่งเล่อ เพราะในรัชกาลพระองค์ทรงใช้ศักราชหย่งเล่อ

 

จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ จูตี้ (明成祖朱棣,ประสูติวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ.1360, สิ้นพระชนม์วันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ.1424) เป็นชาวฮั่น เป็นจักรพรรดิองค์ที่สามของราชวงศ์หมิง ครองราชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1402 ถึงปี ค.ศ.1424 เป็นเวลานานถึง 22 ปี ใช้ปีศักราชของพระองค์ว่า “หย่งเล่อ” (永乐)

ศักราชจื้อเจิ้ง (至正) สมัยจักรพรรดิหยวนสุ้นตี้ (元顺帝) ปีที่ยี่สิบ (ค.ศ.1360) วันที่ 17 เดือนสี่ (วันที่ 2 พฤษภาคม) จูตี้ประสูติที่อิ้งเทียนฝู (应天府, ปัจจุบัน คือ เมืองหนานจิง 南京) เป็นโอรสองค์ที่สี่ของจักรพรรดิหมิงไท่จู่ จูหยวนจาง ศักราชหงอู่ (洪武)

ปีที่สามสิบเอ็ด เดือนสิบสอง เพื่อป้องกันเยี้ยนหวาง (燕王) จูตี้ ก่อกบฎ จักรพรรดิเจี้ยนเหวินตี้ จูอิ่นเหวิน (建文帝朱允炆) ส่งรองเสนาบดีจางปิ่ง (张昺) ไปดำรงตำแหน่งเป่ยผิงปู้เจิ้งซื่อ (北平布政使, เจ้าปกครองเมืองเป่ยผิง ปัจจุบัน คือ นครเป่ยจิง) ปกครองดูแลข้าราชการที่เมืองนั้นทั้งหมด จางซิ่น (张信) ดำรงตำแหน่งเป่ยผิงโตวจื่อหุยซื่อ (北平都指挥使, ผู้บัญชาการทหารเมืองเป่ยผิง) จากนั้นทรงสั่งแม่ทัพซ่งจง (宋忠) ยกทัพไปประจำที่เมืองคายผิง (开平) รวมทั้งสับเปลี่ยนกำลังทหารที่เคยอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเยี้ยนหวางจูตี้ สุดท้ายเกิดเหตุการณ์สงครามจิ้งหนาน (靖难) เยี้ยนหวางจูตี้ยกทัพเข้าตีจักรพรรดิเจี้ยนเหวินตี้ซึ่งเป็นหลานชายที่เมืองคายผิง

ค.ศ.1402 เยี้ยนหวางจูตี้มีชัยชนะขึ้นครองราชย์เปลี่ยนรัชกาลเป็น “หย่งเล่อ” (永乐) พระองค์ยกทัพไปทำสงครามกับชนเผ่ามองโกล 5 ครั้ง กู้คืนดินแดนเจียวจือ (交趾, ประเทศเวียดนามในปัจจุบัน) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือส่งทหารไปตั้งค่ายป้องกันชายแดน ณ.ที่ หนูเอ๋อร์กาน (ดินแดนแถบแม่น้ำเฮยหลงเจียงและรัสเซียในปัจจุบัน) ทิศตะวันตกสถาปนาศูนย์อำนาจการปกครองรวบรวมดินแดนทางทิศตะวันตกเฉียงหนือ ปกป้องรักษาดินแดนของประเทศจีนให้เป็นเอกภาพและเป็นปึกแผ่นอย่างสมบูรณ์ พระองค์ส่งเจิ้งเหอเดินเรือสำรวจทางทะเลทางดินแดนตอนใต้และตะวันตกอยู่หลายๆครั้ง เพื่อเสริมสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศจีนกับต่างประเทศ  

พระองค์ทรงแก้ไขและรวบรวมสารานุกรมจีน ชื่อว่า “หย่งเล่อต้าเตี่ยน” (永乐大典) ขุดคลองขนาดใหญ่เพื่อการขนส่ง ค.ศ.1421 ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่นครเป่ยจิง (北京) พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญเชิงบวกอย่างมากในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบการปกครองราชวงศ์หมิง ในช่วงรัชสมัยของพระองค์หลังจากแผลเหตุการณ์ที่จิ้งหนานการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองเป็นไปอย่างมั่นคง ประเทศแข็งแรงมั่นคงเป็นยุคทองยุคหนึ่งของประเทศจีน ประวัติศาสตร์ตั้งนามให้เป็นยุค “หย่งเล่อเซิ้งซื่อ” (永乐盛世, ยุคทองรัชสมัยหย่งเล่อ) จักรพรรดิจูตี้ภายหลังรู้จักกันในนามว่า “จอมจักรพรรดิหย่งเล่อ” (永乐大帝, หย่งเล่อต้าตี้)

หลังจากจักรพรรดิหมิงไท่จู่ จูตี้ สิ้นพระชนม์ทรงพระนามว่า “ถี่เทียนหงเต้าเกาหมิงกว่างหยิ้นเสิ้นอู่เสินกงฉุนเหรินจื้อเสี้ยวเหวินฮวางตี้” (体天弘道高明广运圣武神功纯仁至孝文皇帝) สลักนามพระองค์ว่า “ไท่จง” (太宗) พระศพฝังที่สุสานฉางหลิง (长陵) ศักราชเจียจิ้ง (嘉靖) ปีที่สิบเจ็ด (ค.ศ.1538) เดือนเก้า จักรพรรดิหมิงซื่อจง จูโฮ้วจ่ง (明世宗朱厚熜) เปลี่ยนชื่อใหม่ขนานพระนามพระองค์ว่า “ฉี่เทียนหงเต้าเกาหมิงจ้าวหยิ้นเสิ้นอู่เสินกงฉุนเหรินจื้อเสี้ยวเหวินฮวางตี้” (启天弘道高明肇运圣武神功纯仁至孝文皇帝) เปลี่ยนพระนามสลักนามพระองค์ว่า “เฉิงจู่” (成祖)

 

อัตชีวประวัติ

วัยเยาว์

ศักราชหงอู่รัชสมัยจักรพรรดิหมิงไท่จู่ ปีที่สาม (ค.ศ.1370) จูตี้ มีพระชนม์มายุ 10 ปีได้รับแต่งตั้งเป็นเยี้ยนหวาง (燕王) ประทับอยู่ที่เมืองฟ่งหยาง (凤阳) เป็นที่รู้กันทั่วไปของประชาชนในสมัยนั้น ศักราชหงอู่ปีที่สิบสาม (ค.ศ.1380) จูตี้จึงตั้งเมืองหลวงแคว้นเยี้ยนที่เป่ยผิง หลังจากนั้นได้รับพระราชโองการหลายๆครั้งให้เข้าร่วมทำสงครามทางเหนือ สองครั้งในนั้นพระองค์ทรงนำทัพขึ้นเหนือไปเอง บีบบังคับให้หน่ายเอ๋อร์ปู้ฮวา (乃儿不花) ผู้นำชนเผ่ามองโกลยอมจำนน ทั้งยังจับเป็นแม่ทัพสั่วหลินเที่ยมู่เออ (索林帖木儿) แม่ทัพกองทัพเป่ยหยวน (北元) ของมองโกล เสริมสร้างอิทธิพลทางการทหารของพระองค์ในดินแดนตอนเหนือ

เมื่อจักรพรรดิจูหยวนจางสิ้นพระชนม์ โอรสองค์โตซึ่งดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารนาม จูเปี่ยว (朱标) โอรสองค์ที่สอง ฉินหวาง จูส่วง  (秦王朱樉) โอรสองค์ที่สาม จิ้นหวาง จูกัง (晋王朱棡) ต่างเสียชีวิตไปก่อนหน้าแล้ว ดังนั้นโอรสองค์ที่สี่ของจูหยวนจาง คือ เยี้ยนหวาง จูตี้ ไม่เพียงแต่มีอำนาจทางทหารอันเข้มแข็ง แต่ในลำดับขั้นของวงศ์ตระกูลสมควรที่จะได้รับสืบทอดให้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ในลำดับแรก

เหตุการณ์สงครามจิ้งหนาน

 

แผนที่การรบสงครามจิ้งหนาน

จักรพรรดิหมิงไท่จู่ จูหยวนจางตั้งใจที่จะป้องกันการแก่งแย่งอำนาจในหมู่ราชโอรส ในสมัยที่ครองราชย์ทรงแต่งตั้งแบ่งปันอำนาจในหมู่ราชโอรสตามปรัชญาระบบศักดินาฟานหวาง (藩王,เจ้าผู้ครองแคว้น) ถึงสองครั้ง เจ้าครองแคว้นฟานหวางมีกองทหารเป็นของตนเอง มีดินแดนเป็นของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าครองแคว้นฉิน (秦) เจ้าครองแคว้นจิ้น (晋) เจ้าครองแคว้นเยี้ยน (燕) เจ้าครองแคว้นหนิง (宁) ซึ่งมีอำนาจมาก

ศักราชหงอู่ ปีที่ 25 (ค.ศ.1392) จักรพรรดิจูหยวนจางสิ้นพระชนม์ จูอิ่นเหวิน (朱允炆) พระราชนัดดาของจูหยวนจาง โอรสของมกุฎราชกุมาร จูเปี่ยว (朱标) ซึ่งวายชนม์ก่อนหน้านี้จะเป็นผู้ขึ้นครองราชย์คนต่อไปไม่เป็นที่ยอมรับในส่วนลึกในใจของเจ้าครองแคว้นครองเมืองต่างๆ เมื่อรัชกาลหงอู่สิ้นสุด ขุนนางและแม่ทัพนายกองรุ่นเก่าถูกฆ่าตายเกือบหมด ภาระกิจการทหารทางเหนือทั้งหมดอยู่ในความดูแลของเจ้าครองแคว้น จากนั้นฉินหวาง จูส่วง (秦王朱樉) จิ้นหวาง จูกัง (晋王朱棡) ได้สิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้านั้น แต่เยี้ยนหวาง จูตี้ (燕王朱棣) และโจวหวาง จูสู้ (周王朱橚) และแคว้นฉี (齐) นำเจ้าครองแคว้นครองเมืองเคลื่อนกำลังทหารของตน ซึ่งผิดกฎมณเฑียรบาล เป็นภัยต่อราชบังลังค์

ดังนั้น ค.ศ.1399 เมื่อจูอิ่นเหวินขึ้นครองราชย์ จึงปรึกษาความลับกับฉีไท่ (齐泰) ฮวงจื่อเฉิง (黄子澄) และพวกในการลดอำนาจเจ้าครองแค้วนต่างๆ เพื่อวางแผนกำจัดเยี้ยนหวางจูตี้ที่มีกำลังอำนาจมาก ดังนั้นเริ่มจากการตัดอำนาจของเยี้ยนหวางจูตี้และโจวหวางจูสู้ซึ่งเป็นพี่น้องมารดาเดียวกัน จากนั้นตัดอำนาจโจวหวาง ไต้หวาง หมิ๋นหวาง เซียงหวาง ฉีหวางตามลำดับ เซียงหวางยอมบูชายัญตัวเองอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่คนอื่น

เพื่อกำจัดเยี้ยนหวาง จักรพรรดิจูอิ่นเหวินทรงมีรับสั่งให้จางปิ่น (张昺) ไปเป็นเจ้าเมืองปกครองเมืองเป่ยผิง เซี่ยกุ่ย (谢贵) จางซิ่น (张信) เป็นผู้บัญชาการทหารที่เป่ยผิง โดยมีเซี่ยกุ่ยเป็นผู้บัญชาการใหญ่ควบคุมเมืองเป่ยผิง (北平,ปัจจุบัน คือ นครเป่ยจิง) อีกด้านหนึ่งให้แม่ทัพซ่งจง (宋忠) สวีไข่ (徐凯) เกิ่งหวน (耿瓛) ยกทัพไปประจำที่เมืองคายผิง (开平) หลินชิง (临清) ดูแลพื้นที่รอบซานไห่กวน (山海关) ทั้งคอยจับตาตรวจสอบกองกำลังป้องกันของรัฐเยี้ยน เสริมมาตรการป้องกันต่อต้านรัฐเยี้ยน

ปีแรกศักราชเจี้ยนเหวินเดือนหก ฉีไท่แกล้งจับตัวเติ้งย้ง (邓庸)ขุนนางรัฐเยี้ยนมาจำคุก จึงถูกเยี้ยนหวางจูตี้ยกทัพมาต่อต้าน แต่ทหารของฉีไท่ยกทัพมาจับกวนสู่ (官属) ขุนนางรัฐเยี้ยนได้อีก ทั้งยังมีราชโองการลับให้จางซิ่นจับตัวเยี้ยนหวางจูตี้ให้ได้ จางซิ่นเคยเป็นทหารเก่าของเยี้ยนหวาง ดังนั้นจึงนำความลับไปบอกเยี้ยนหวางจูตี้ จูตี้จึงเตรียมการโต้ตอบทันที

เดือนเจ็ดจูตี้วางแผนจับจางปิ่นและเซี่ยกุ่ยประหารโดยแกล้งทำเป็นบ้าแล้วจับทั้งสองฆ่า และสั่งให้แม่ทัพกองกำลังป้องกันรัฐเยี้ยน จางยวี่ (张玉) จูเหนิง (朱能) ยกทัพออกในยามกลางคืนเข้าตีและยึดประตูเมืองทั้งเก้าของเมืองเป่ยผิง ยึดครองเมืองเป่ยผิงได้หมด ภายหลังบันทึกพงศาวดารโบราณกล่าวถึงเหตุการณ์ การลงโทษประหาร “เจียนเฉิง” (奸臣,ขุนนางทรยศ) ฉีไท่ และ ฮวงจื่อเฉิง เพื่อรักษาประเทศไว้นี้ว่า เหตุการณ์ “จิ้งหนาน” (靖难) เป็นเหตุการณ์เริ่มต้นนำไปสู่สงครามในเวลาต่อมา

 

ก่อนทำสงคราม เนื่องจากแม่ทัพนายทหารทางเหนือส่วนใหญ่เคยเป็นทหารเก่าของเยี้ยนหวางจึงยอมมาสวามิภักดิ์ต่อเยี้ยนหวางจูตี้เป็นจำนวนมากในระหว่างสงคราม กองทัพแคว้นเยี้ยนเริ่มยกทัพสู่ทงโจว (通州) จี้โจว (蓟州) หวยโร๋ว (怀柔) และเมืองอื่นๆ แม่ทัพซ่งจงรอทัพเพื่อทำสงครามชี้เป็นชี้ตาย เดือนแปดจักรพรรดิจูอิ่นเหวินทรงแต่งตั้งเกิ่งปิ่นเหวิน (耿炳文,นายทหารที่มีความสามารถในการรบด้านป้องกัน) ซึ่งเป็นอดีตนายทหารเก่าสังกัดทัพของมกุฎราชกุมารเป็นแม่ทัพใหญ่ยกทัพสามแสนนายไปทำศึกกับแคว้นเยี้ยน เริ่มจากบุกยึดเขตสยงเสี้ยน (雄县) เพื่อเข้าตีกองกำลังป้องกันเยี้ยนแบบไม่ทันตั้งตัว ทหารเก้าพันนายตายในสนามรบ การรบที่ซับซ้อนอยู่ที่เจินติ้ง (真定, ปัจจุบัน คือ เจิ้งติ้ง正定มณฑลเหอเป่ย) ทหารจักรพรรดิก็ยังแพ้ศึกใหญ่อีก จักรพรรดิจูอิ่นเหวินจึงลงนามแต่งตั้งสวินชี (勋戚) และหลี่จิ่งหลง (李景隆) ไปดำรงตำแหน่งแทนแม่ทัพเกิ่งปิ่นเหวิน สับเปลี่ยนกำลังห้าแสนนายเข้าโจมตีกองทัพเยี้ยน เสริมทัพที่แนวป้องกันตรงประตูเมืองทั้งเก้า ปิดล้อมโจมตีเมืองเป่ยผิง

เดือนสิบ จูตี้ยกทัพด้วยพระองค์เองเข้าตีต้าหนิง (大宁) ผู้ปกครองต้าหนิง หวางจูฉวน (王朱权) และนางสนมเฉ่ยซื่อจึ (妾世子) ได้รับกองทัพม้าจากเขตตัวเยียนซานเว่ย (朵颜三卫,เปรียบเทียบคือทหารรับจ้าง ทั้งหมดเป็นทหารม้ามองโกล มีความสามารถในการรบสูงและแข่งแกร่ง) มีกองกำลังเพิ่มขึ้น หลี่จิ่งหลงนำทัพโจมตีเป่ยผิง แต่ตีไม่แตก จูเกาชื่อ (朱高炽) โอรสองค์โตของจูตี้ป้องกันอย่างเข้มแข็ง ใช้น้ำแข็งเสริมกำแพงเมืองให้แข็งแรง ดังนั้นหลี่จิ่งหลงจึงตีเมืองไม่แตก กองทัพเยี้ยนหวางสั่งสอนต้าหนิงแล้วยกทัพกลับ ขณะที่เจิ้งป่า (郑灞)ตีทัพหลี่จิ่งหลงแตก จักรพรรดิจูอิ่นเหวินจึงยกกองทัพทั้งหมดไปขึ้นกับมหาเสนาบดีฉีไท่ และไท่ฉางซื่อชิง (太常寺卿,เสนาบดีฝ่ายพิธีการ)ฮวงจื่อเฉิง (黄子澄) เพื่อสกัดกองทัพเยี้ยน

ปีที่สองศักราชเจี้ยนเหวินเดือนสี่ ทั้งสองฝ่ายต่างทำสงครามกันที่แม่น้ำป่ายโกวเหอ (白沟河) หลี่จิ่งหลงพ่ายแพ้สงครามอีกครั้ง กองทัพเยี้ยนยกทัพเข้าล้อมตีเมืองจี่หนาน (济南) เที่ยซ้วน (铁铉) นักการเมืองซานตง (山东) ออกป้องกันเมืองจี่หนาน เตรียมพร้อมเต็มที่เพื่อรับการโจมตี กองทัพเยี้ยนจึงเข้าตีเมืองไม่แตกจึงยอมแพ้ เดือนเก้าราชสำนักแต่งตั้งเที่ยซ้วนเป็นผู้ปกครองมณฑลซานตง แต่งตั้งเซิ้งยง (盛庸)แทนที่หลี่จิ่งหลง เดือนสิบสองเซิ้งยงยกทัพทำศึกกับกองทัพเยี้ยนที่ตงชาง (东昌,ปัจจุบัน คือเมืองเหลียวเฉิง聊城มณฑลซานตง) กองทัพเยี้ยนพ่ายแพ้ แม่ทัพใหญ่จางยวี่ตายในสนามรบ

 

จักรพรรดิเจี้ยนเหวินตี้ในสามปีที่สับสนวุ่นวายนี้ยังคงดำรงตำแหน่งจักรพรรดิ เดือนสองกองทัพเยี้ยนยกทัพลงใต้อีกครั้ง เดือนสามทำศึกชนะเซิ้งยงที่แม่น้ำฮูถัวเหอ (滹沱河) ทั้งยังรบชนะกองทัพของอู๋เจ๋ย (吴杰) ที่เมืองเก่าเฉิง (藁城) จักรพรรดิจูอิ่นเหวินทรงเนรเทศฉีไท่ และฮวงจื่อเฉิงเพื่อเรียกร้องความจงรักภักดีจากขุนนางและประชาชนกลับคืนมา ในช่วงเวลานั้นแม้ว่ากองทัพเยี้ยนจะได้รับชัยชนะในหลายๆศึกแต่กองทัพก็สูญเสียเป็นอันมาก ทั้งกองทัพราชสำนักยังคงมีกำลังหลงเหลือเป็นอันมาก กองทัพเยี้ยนเดินทัพทางมณฑลเหอเป่ย มณฑลซานตงตีเมืองน้อยใหญ่ได้ทั้งหมดตลอดเส้นทาง กองทัพต้องถอยกลับเพราะโดนกองทัพราชสำนักปิดล้อมไว้หมด

ปลายปีเดียวกันมีขุนนางภายในราชสำนักคาบข่าวลับมาบอกเยี้ยนหวางจูตี้ให้ทราบว่าตอนนี้หนานจิงเกิดสูญญากาศทางการเมือง จูตี้จึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนการรบ ดังนั้นในปีที่สี่เดือนหนึ่งจึงยกทัพลงใต้ เดือนสี่เข้าตีเมืองเหอฝู (何福) แยกเมืองผิงอัน (平安) เป็นอิสระ เดือนห้าตีเมืองซื่อโจว (泗州) หยางโจว (扬州) แตก จักรพรรดิจูอิ่นเหวินส่งองค์หญิงชิ่งเฉิงจวิ้นจู่ (庆成郡主)ไปยังกองทัพเยี้ยนเพื่อขอร้องทำสัญญาสงบศึก แต่เยี้ยนหวางไม่ยอมรับ เดือนหก แม่ทัพเรือเฉินซวน (陈瑄) นำทัพเรือปลดปล่อยเสียงเยี้ยน (降燕) กองทัพเยี้ยนยกทัพข้ามแม่น้ำ เข้าตีเจิ้นเจียง (镇江) คืบหน้าใกล้เข้าสู่หนานจิง กู่หวางจูหุ้ย (谷王朱橞)และหลี่จิ่งหลงเปิดประตูเมืองจินชวนเหมิน (金川门)ยอมแพ้แก่กองทัพเยี้ยน เมืองหนานจิงจึงถูกกองทัพเยี้ยนยึดครอง พระราชวังถูกเผาทำลาย จักรพรรดิจูอิ่นเหวินหายสาบสูญไปตั้งแต่นั้น

หลังจากจูตี้ยึดเมืองหลวงหนานจิงได้แล้ว พระองค์ทรงปลอบขวัญให้ผู้สนับสนุนของพระองค์ยกเลิกการชักชวนกันทำลายล้างเมืองครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่เป็นเวลานานหลายๆวัน วันที่ 17 เดือนเจ็ด ค.ศ.1402 พระองค์จึงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ แต่ไม่ใช่เป็นการสืบทอดราชบังลังค์จากจักรพรรดิจูอิ่นเหวิน แต่เป็นการสืบทอดราชบังลังค์ต่อจากจักรพรรดิหมิงไท่จู่จูหยวนจาง ยกเลิกรัชกาลเจี้ยนเหวิน รัชกาลเจี้ยนเหวินสี่ปีเปลี่ยนเป็นรัชกาลหงอู่นานถึงสามสิบห้าปี ทรงมีพระราชโองการให้ค้นหาจับตัวฉีไท่ ฮวงจื่อเฉิง และขุนนางในรัชกาลเจี้ยนเหวินกว่าห้าสิบคนมาลงโทษ จักรพรรดิจูตี้ยังมีพระราชโองการเปลี่ยนระบบการปกครองเจี้ยนเหวินทั้งหมดกลับไปเป็นระบบบริหารและระบบการปกครองสมัยจักรพรรดิหมิงไท่จู่ เพื่อเป็นการแสดงออกให้เห็นชัดเจนว่าการยกทัพก่อการปฎิวัติครั้งนี้เพื่อเป็นการฟื้นฟูคำสั่งของบรรพบุรุษ เหตุการณ์จิ้งหนานเป็นสงครามแย่งชิงศูนย์กลางอำนาจของจักรพรรดิในยุคต้นราชวงศ์หมิงเป็นเหตุการณ์ที่มีผลกระทบอย่างแรงซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จักรพรรดิจูตี้ยกทัพอันเข้มแข็งขึ้นก่อการแย่งชิงราชบังลังค์ในตอนนั้น ดินแดนทางเหนือไม่มีกองกำลังเข้มแข็งใดๆหลงเหลือที่จะต่อต้านพระองค์แล้วในตอนนั้น

 

เสด็จขึ้นครองราชย์

เมื่อจูตี้เสด็จขึ้นครองราชย์เร่งก่อสร้างพระราชวังเฟิ้งทียนเตี้ยน (奉天殿,พระราชวังหลังเก่าถูกจูอิ่นเหวินเผาทิ้งทั้งหมด) แต่งตั้งยวี้สี่ (玉玺) เป็นราชินีหวางเฟยสวีซื่อ (王妃徐氏) ตำแหน่งฮวงโฮ้ว (皇后,พระราชินี) พระองค์ทรงมอบรางวัลให้แก่ขุนนางต่างๆที่มีความดีความชอบในเหตุการณ์จิ้งหนาน ข้าราชการที่รับใช้ในรัชกาลเจี้ยนเหวินปรับเปลี่ยนเป็นข้าราชการของพระองค์กลับมาทำหน้าที่เดิมที่รับผิดชอบ ดังเช่นข้าราชการในช่วงเหตุการณ์จิ้งหนานเริ่มต้นซึ่งถูกโอนลดตำแหน่งเจียงหยินโฮว อู๋เกา (江阴侯吴高)ถูกเรียกตัวกลับมารับใช้ราชการใหม่แต่งตั้งเป็นโส่วต้าถง (守大同) การปฎิรูปต่างๆในสมัยรัชกาลเจี้ยนเหวินถูกยกเลิกทั้งหมด กฎหมายตราสามดวงในระบบการปกครองเจี้ยนเหวินทั้งหมดซึ่งจักรพรรดิไม่เห็นชอบด้วยถูกยกเลิกทั้งหมด แต่มีบทบัญญัติบางเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ต่อประชาชนก็ถูกยกเลิกไปด้วย ดังเช่นการยกเลิกเก็บภาษีที่ดินทางทิศตะวันตกของมณฑลเจ้อเจียงในปีที่สองรัชกาลเจี้ยนเหวินมาถึงรัชสมัยหงอู่ถูกยกเลิกกลายเป็นภาระหนักของราษฎร

ช่วงต้นรัชสมัยหย่งเล่อ (永乐) จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่เพื่อจะเอาใจขุนนางข้าราชการตามระบบศักดินาสร้างความมั่นคงสงบสุขภายในประเทศ ในขณะเดียวกันเป็นการแสดงว่าการปกครองของพระองค์ไม่เหมือนกับสมัยรัชกาลเจี้ยนเหวิน ได้มีการจัดลำดับศักดินามีเจ้าครองแคว้นโจว (周) เจ้าครองแคว้นฉี (齐) เจ้าครองแคว้นไต้ (代) เจ้าครองแคว้นหมิน (岷) ตามประเพณีแบบเก่า น้องชายจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน อู๋หวาง จูอิ่นเทิง (朱允熥) เหิงหวาง จูอิ่นเจียน (衡王朱允熞) สวีหวาง จูอิ่นซี (徐王朱允𤐤) ไม่ให้ดำรงตำแหน่งตามศักดินา จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ลดบรรดาศักดิ์ออกจาก จวินหวาง (郡王)ไม่ให้มีทหารในปกครอง ปีเดียวกันก็ถอดถอนจูอิ่นเทิง จูอิ่นเจียนออกจากศักดินาให้เป็นสามัญชนธรรมดาไปประจำที่เมืองหลวงแคว้นเยี้ยน เพื่อไม่ให้สามารถช่วยจักรพรรดิเจี้ยนเหวินทำตัวเป็นภัยต่อสังคม นำตัวไปกักกันที่เฟิ้งหยาง (凤阳) ทั้งยังเก็บจูอิ่นซีไว้แต่งตั้งเป็นมกุฎราชกุมารอี้เหวินไท่จึ (懿文太子) แต่ไม่นานในปีที่สี่รัชกาลหย่งเล่อเจ้าชายจูอิ่นซีสิ้นพระชนม์เพราะถูกไฟคลอกตาย ในเวลานั้นบังลังค์จักรพรรดิของจูตี้มั่นคงอย่างยิ่งและยังคงทำการตัดเนื้อร้ายเพื่อป้องกันบังลังค์อย่างต่อเนื่อง เจ้าครองแคว้นโจว ฉี ไต้ หมินต่อมาได้ถูกทอนกำลังลง โยกย้ายหนิงหวาง (宁王) ไปอยู่ที่หนานชาง (南昌) โยกกู่หวาง (谷王) ไปอยู่ที่ฉางซา (长沙)ถอดเป็นสามัญชนคนธรรมดา ตัดทิ้งกองกำลังอารักขาของหวางจนสิ้น

 

จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ยังคงดำเนินนโยบายอพยพประชาชนไปยังพื้นที่เบาบางตามอย่างจักรพรรดิจูหยวนจางเพื่อเสริมสร้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชให้เข้มแข็ง ในรัชสมัยจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ มีการปรับปรุงระบบราชการจนแล้วเสร็จ ในราชวงศ์ของพระองค์ค่อยๆปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารและปกครองโดยคณะเสนาบดีจนเป็นผลสำเร็จในภายหลัง ในต้นรัชกาลหย่งเล่อมีการแต่งตั้งคณะเสนาบดี ทรงแต่งตั้งขุนนางระดับกลางที่มีคุณภาพมาดำรงตำแหน่งเพื่อแก้ไขปัญหาเสนาบดีที่ถูกถอดถอนหรือตำแหน่งว่างลงเป็นการแก้ไขปัญหาโครงสร้างบุคลากรที่ขาดแคลนในการบริหารราชการแผ่นดิน จักรพรรดิจูตี้ยังสนใจในการตรวจสอบการทำงานของโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน ก่อตั้งผู้ตรวจการแผ่นดินคอยตรวจสอบการทำงานของระบบ สนับสนุนการทำงานของข้าราชการแบบร่วมมือช่วยเหลือกันทำรายงานเสนอต่อเบื้องบน พระองค์ยังทรงใช้ขันทีทำงานเป็นฑูต ทำงานพิเศษ ตรวจสอบกองทัพ ดูแลป้อมค่ายรักษาการและเมืองต่างๆ ทำงานลับเป็นข้าหลวงต่างพระองค์

ในเวลาเดียวกันพระองค์ทรงชูหลักการ “เพื่อหนทางแห่งระบอบการปกครองในท่ามกลางความรุนแรงที่มีอยู่กว้างขวางทั่วไป” พระองค์ทรงใช้ระบบตรวจสอบจากสำนักราชวังและการแก้ไขพระราชบัญญัติต่างๆเพื่อเอาชนะใจเจ้าของที่ดิน นักวิชาการและนักปราชญ์ สนับสนุนเผยแพร่แนวความคิดลัทธิขงจื้อเพื่อเปลี่ยนแปลงความเชื่อการบูชาพุทธศาสนาและลัทธิเต๋าโดยพิธีกรรมในสมัยยุคต้นของราชวงศ์หมิง คัดเลือกและเลือกใช้ข้าราชการให้ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดตามความสามารถของตน เพื่อเป็นการวางรากฐานของอุดมการณ์และการจัดการบริหารประเทศในการพัฒนาด้านการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร วัฒนธรรมและสังคม ตลอดจนด้านอื่นๆ

หลังจากประเทศชาติมีความสงบมั่นคง จักรพรรดิจูตี้เพื่อจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการตรวจสอบเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พระองค์ทรงฟื้นฟูกองกำลังทหารองครักษ์รักษาพระองค์ (锦衣卫,จิ่นอีเว่ย) ซึ่งเคยก่อตั้งในสมัยรัชกาลหงอู่ ในขณะเดียวกันจักร

พรรดิหมิงเฉิงจู่ทรงก่อตั้งกระทรวงและเสนาบดีรักษาความสงบภายในประเทศ (镇守内臣,เจิ้นโส่วเน่ยเฉิน) และหน่วยสืบราชการลับ (东厂衙门,ตงฉ่างยาเหมินดูแลโดยขันทีตงฉ่าง东厂) ทั้งสองหน่วยงานร่วมกันป้องกันและตรวจสอบความมั่นคงภายใน เป็นการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราช

จักรพรรดิจูตี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารประเทศดินแดนทางเหนือ ประกอบกับพระองค์เกิดขึ้นและมีฐานอำนาจอยู่ที่เป่ยผิง ปีที่เจ็ดศักราชหย่งเล่อ (ค.ศ.1409) จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ จูตี้เริ่มต้นก่อสร้างเป่ยจิงเทียนโส้วซันฉางหลิง (北京天寿山长陵) ตัดสินใจที่จะใช้ดินแดนทางเหนือเป็นฐานอำนาจของตน ในเวลาเดียวกันพระองค์มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสัมพันธภาพเป็นมิตรไมตรีกับชนเผ่ามองโกล  ชนเผ่าตาต้าร์ (鞑靼) ชนเผ่าหว่าลา (瓦剌,ชนเผ่ามองโกลตะวันตก) ซึ่งทั้งสามชนเผ่าได้ยอมรับการดำรงอยู่ของราชสำนักราชวงศ์หมิง ศักราชหย่งเล่อปีที่แปดถึงปีที่ยี่สิบสอง (ค.ศ.1410-1424) จักรพรรดิจูตี้นำกองทัพด้วยพระองค์เองมุ่งสู่ดินแดนทางเหนือถึงห้าครั้งเพื่อรวบรวมดินแดนต่างๆทางเหนือ ปีที่สิบแปดศักราชหย่งเล่อ (ค.ศ.1416) พระองค์เริ่มก่อสร้างและซ่อมแซมพระราชวังที่เป่ยจิงซึ่งก็คือพระราชวังต้องห้ามเป่ยจิง (紫禁城,จื่อจิ้งเฉิง) ปีที่สิบเก้าศักราชหย่งเล่อ (ค.ศ.1421) พระองค์ทรงย้ายเมืองหลวงถาวรไปอยู่ที่เป่ยจิง

 

เสด็จสิ้นพระชนม์

เพื่อทำให้ดินแดนภาคเหนือสงบสุขมั่นคง จักรพรรดิจูตี้ทรงยกทัพด้วยพระองค์เองไปถึงมองโกเลียถึงห้าครั้ง ศักราชหย่งเล่อปีที่ยี่สิบสอง (ค.ศ.1424) จักรพรรดิจูตี้เสด็จสิ้นพระชนม์ในระหว่างทางหลังจากประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นคงในดินแดนทางเหนือณ.ที่ยวี๋มู่ชวน (榆木川, ปัจจุบัน คือ อูจูมู่ชิ้ง乌珠穆沁เขตปกครองพิเศษมองโกเลียใน) พระศพฝังอยู่ที่สุสานฉางหลิง (长陵) สลักนามว่า ไท่จง (太宗) ในสมัยจักรพรรดิหมิงซื่อจงเจียจิ้ง (明世宗嘉靖) เปลี่ยนพระนามเป็นหมิงเฉิงจู่ (明成祖) พระนามหลังสิ้นพระชนม์นามว่า “ฉี่เทียนหงเต้าเกาหมิงจ้าวหยิ่นเซิงอู่เสินกงฉุนเหรินจื่อเสี้ยวเหวินฮวงตี้”(启天弘道高明肇运圣武神功纯仁至孝文皇帝) พระนามย่อ “เวินฮวงตี้” (文皇帝)

 

วัดสุสานบรรพบุรุษขององค์จักรพรรดิและสุสานฉางหลิง

ในราชวงศ์หมิง สมัยจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ต่างเรียกพระนามจักรพรรดิลงท้ายว่า “จง” (宗) ปฐมจักรพรรดิที่ก่อตั้งราชวงศ์จะเรียกพระนามว่า “ไท่จู่” (太祖) หรือ “เกาจู่” (高祖) ดังเช่นจักรพรรดิฮั่นเกาจู่ (汉高祖) จักรพรรดิถังเกาจู่ (唐高祖) จักรพรรดิซ่งไท่จู่ (宋太祖) จักรพรรดิองค์ถัดมาจะมีนามลงท้ายว่า “จง” (宗) ดังเช่นจักรพรรดิถังไท่จง (唐太宗) จักรพรรดิซ่งไท่จง (宋太宗) เป็นต้น แต่ก็ยังมีข้อยกเว้น จักรพรรดิจูตี้ เสด็จสวรรคตแล้วทรงใช้สลักนามว่า “ไท่จง” (太宗) หนึ่งร้อยปีผ่านมาในสมัยจักรพรรดิหมิงซื่อจงจูโฮ้วจ่ง (明世宗朱厚熜,หรือ เรียกว่าจักรพรรดิหมิงซื่อจงเจียจิ้งตามชื่อรัชกาลเจียจิ้ง) เปลี่ยนพระนามพระองค์เป็นหมิงเฉิงจู่ (明成祖) เมื่อนำมาผูกติดกับจักรพรรดิจูหยวนจาง จะขนานนามว่า “ว่านซื่อปู้เทียวจือจวิน” (万世不祧之君) ประดิษฐานอยู่กลางห้องโถงบูชาของสุสานบรรพบุรุษองค์จักรพรรดิ

ว่าด้วยการเมืองการปกครอง

การเมือง

เสริมสร้างอำนาจของจักรพรรดิ

 

รูปปั้นจักรพรรดิจูตี้ หรือคนจีนนิยมเรียกพระองค์ว่า จักรพรรดิหย่งเล่อ

 กัวม่านเชา (瓜蔓抄,ระบบการปกครองสมัยโบราณที่จักรพรรดิองค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์แล้วเข่นฆ่าสังหารขุนนางเสนาบดีที่เป็นแขนขาของจักรพรรดิองค์ก่อน) คือ ระบบการปกครองที่จักรพรรดิจูตี้ยึดอำนาจสำเร็จแล้วขึ้นครองราชย์ใช้เป็นเครื่องมือในการปราบปรามเข่นฆ่าสังหารขุนนางเสนาบดีฝ่ายตรงข้ามซึ่งเป็นบริวารและพวกพ้องของจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน เนื่องจากการเข่นฆ่าประหารอันโหดเหี้ยมนี้นำไปสู่การเข่นฆ่าผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไร้ขอบเขตนั้นสืบเนื่องเป็นเวลานานดังนั้นกัวม่านเชาจึงมีชื่อเสียงถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์จีน

ยุคเริ่มต้นรัชสมัยเจี้ยนเหวินปีที่สี่ (ค.ศ.1402) จักรพรรดิจูตี้เข้ายึดครองเมืองหนานจิงได้แล้ว จั่วเชียนโตวยวี้ซื่อ (左佥都御史, กรมสืบสวนฝ่ายซ้าย) จิ่งชิง (景清) พยายามที่จะลอบสังหารพระองค์ จักรพรรดิจูตี้จึงสั่งประหารเก้าชั่วโคตร พร้อมทั้งทำลายหลุมฝังศพบรรพบุรุษทั้งหมด รวมทั้งสมาชิกคนอื่นๆในหมู่บ้านถูกถ่ายโอนออกนอกหมู่บ้านจนหมด หมู่บ้านนี้ถูกทำลายทิ้ง ภายหลังได้กลายเป็นการกล่าวอ้างถึงจักรพรรดิจูตี้ทรงจัดการกับขุนนางข้าราชการซึ่งจงรักภักดีต่อจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน อาทิเช่น ฟางเสี้ยวหรู (方孝孺) ถูกประหารสิบชั่วโคตร ครอบครัว 873 คนถูกเนรเทศ ผู้มีสายเลือดเกี่ยวดองเป็นญาติห่างๆถูกประหารมากกว่าพันคน การตายของเหลี่ยนจึหนิง (练子宁) ทำให้เมืองเป็นเมืองร้างตายไป 151 คน ครอบครัวและญาติพี่น้องร่วมสายโลหิตถูกประหารเก้าชั่วโคตร รวมทั้งเนรเทศคนเป็นหลักร้อยเช่นเดียวกัน การตายของเฉินตี๋ (陈迪) เนรเทศคนไปถึง 180 คนโดยประมาณ ในบรรดาคนที่ถูกประหารเป็นครอบครัวที่ถูกประหาร 80 กว่าคน การตายของหูหรุ่น (胡闰) ครอบครัวทั้งหมด270 คนถูกประหารทั้งหมด การตายของต่งย้ง (董镛) ครอบครัวทั้งหมดโดนประหาร 230 คน จั้วจิ้น (卓敬) ฮวงกวน (黄观) ฉีไท่ (齐泰) ฮวงจึเฉิง (黄子澄) หวางตู้ (王度) ลู๋หยวนจื่อ (卢原质) และขุนนางคนอื่นๆถูกประหารทั้งสิ้น

 

ระบอบเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ในรัชสมัยของจักรพรรดิหย่งเล่อจูตี้ทรงเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สมัยเริ่มต้นรัชสมัยหย่งเล่อ การแต่งตั้งเจ้าชายดำรงตำแหน่งโจวหวาง ฉีหวาง ไต้หวาง หมินหวางยังเป็นแบบประเพณีปฎิบัติเก่าๆ แต่เมื่อพระองค์ขึ้นสืบราชบังลังค์ทรงได้ตัดทอนตำแหน่งนี้ลงให้มาขึ้นกับรัฐส่วนกลาง  พระอนุชาทั้งสามของอดีตจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน อู๋หวางจูหยิ่นเทิง (吴王朱允熥) เหิงหวางจูหยิ่นเจียน (衡王朱允熞) สวีหวางจูหยิ่น (徐王朱允) ถูกปลดออกจากตำแหน่ง จักรพรรดิจูตี้ลดชั้นให้เป็นเจ้าชายธรรมดา แล้วปลดจูหยิ่นเทิง จูหยิ่นเจียนออกจากตำแหน่งเจ้าชาย ในเวลานั้นส่งตัวทั้งสองไปยังเมืองเยียนจิง (燕京) ลดชั้นเป็นสามัญชนคนธรรมดานำไปกักขังอยู่ที่เฟิ้งหยาง (凤阳) เหลือไว้แต่จูหยิ่นให้จูเปี่ยว (朱标) ดูแล ยกเลิกทหารองครักษ์และข้าราชบริพารของฉีหวาง ไม่นานลดชั้นทั้งหมดเป็นไพร่สามัญ ลดชั้นเฉียนหนิงหวาง (迁宁王)แห่งหนานชาง (南昌) สี่กู่หวาง (徙谷王) แห่งฉางซา (长沙) เป็นไพร่สามัญ ยกเลิกทหารองครักษ์ของโจวหวาง หมินหวาง ไต้หวาง เหลียวหวางทั้งหมด

พระองค์ยังคงดำเนินนโยบายอพยพผู้คนไปยังท้องถิ่นต่างๆตามนโยบายของจักรพรรดิจูหยวนจางผู้เป็นพระบิดา เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการควบคุมเจ้าที่ดินเดิม การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีในรัชสมัยหย่งเล่อยุคต้น ทรงคัดเลือกข้าราชการระดับกลางที่เคยมีประสพการณ์ในการเข้าร่วมจัดการบริหารงานสำคัญๆ เป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคคลากรในสำนักเลขาธิการกลางของระบบการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งว่างลงในช่วงนั้น

จักรพรรดจูตี้ให้ความสำคัญในการตรวจสอบระบบบริหารราชการแผ่นดิน สถาปนาผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อคอยตรวจสอบระบบการบริหารราชการแผ่นดินในทุกขั้นตอน สนับสนุนให้ข้าราชการทำงานช่วยหลือกันเพื่อรายงานเปิดโปงความผิดต่างๆ พระองค์ทรงใช้ขันทีไปเป็นฑูต ทำงานพิเศษตามรับสั่ง ตรวจสอบกองทัพ ตรวจสอบหัวเมืองต่างๆ ทำงานลับให้แก่ราชบังลังค์ สถาปนาทหารองครักษ์รักษาพระองค์ภายใน เจิ้นโส่วเน่ยเฉิน (镇守内臣) และหน่วยสืบราชการลับต่งฉ่างหย๋าเหมิน (东厂衙门)เป็นการกลับมาฟื้นฟูกองกำลังทหารองครักษ์รักษาพระองค์ จิ่นอีเว่ย (锦衣卫) และหน่วยสืบราชการลับฉ่างเว่ยเหอซื่อ (厂卫合势) ใหม่เหมือนในรัชสมัยหงอู่ของจักรพรรดิจูหยวนจางบิดาของพระองค์ เป็นการพัฒนาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ปฎิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน

ในรัชสมัยของจักรพรรดิหมิงไท่จู่จูหยวนจางเนื่องจากมีการยกเลิกตำแหน่งสมุหนายก จักรพรรดิจึงเป็นหัวหน้าโดยตรงต่อกระทรวงทั้งหก เรื่องราวงานการทั้งหมดจักรพรรดิเป็นผู้จัดการและบริหารแต่ผู้เดียว ดังนั้นจักรพรรดิจึงต้องเหน็ดเหนื่อยตรากตรำเป็นอันมาก ในรัชสมัยหมิงเฉิงจู่ มีการปรับปรุงระบบราชการแผ่นดิน ในราชบังลังค์ค่อยๆมีการสถาปนาการบริหารราชการแผ่นดินในรูปแบบคณะรัฐมนตรี รูปแบบการบริหารราชการแผ่นดินแบบคณะรัฐมนตรีต่อมาภายหลังถูกประเทศแถบตะวันตกได้นำไปใช้เป็นแบบอย่างและใช้ต่อมาตราบจนถึงปัจจุบันนี้ แต่คณะรัฐมนตรียังไม่มีอำนาจมาก โดยทั่วไปต้องผ่านการฝึกฝนร่ำเรียนและสอบจากสถาบันการศึกษาหลวง ฮั่นหลินหย้วน ซู่จี๋ซื่อ (翰林院庶吉士) ต่อมาจึงมีข้อบังคับว่า “ถ้าไม่ผ่านการเป็นซู่จี๋ซื่อ (庶吉士) ไม่สามารถทำงานในกระทรวงทบวงกรมต่างๆของคณะรัฐมนตรีได้” เป็นกฎข้อบังคับที่ไม่มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร

ย้ายเมืองหลวงไปเป่ยจิง早期经历

 

ผังเมืองเป่ยจิง สมัยราชวงศ์หมิง

เป่ยผิง (北平 ชื่อเดิมของเมืองเป่ยจิง) คือดินแดนของจูตี้ จักรพรรดิจูตี้อาศัยและปกครองเมืองนี้มานานมากกว่า 30 ปี ปกครองดูแลดินแดนนี้ค่อนข้างสงบมั่นคง นอกจากนี้เป่ยผิงยังเป็นดินแดนเกษตรกรรมทางเหนือและดินแดนธรรมชาติทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ติดชายแดนตอนเหนือ การคมนาคมสะดวก เป็นทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบ คือศูนย์กลางการค้าขายของชาวฮั่นกับชาวมองโกลและเป็นดินแดนที่มีความสำคัญทั้งทางการเมืองและการทหารทางภาคเหนือ ทำเลเมืองนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแต่เป็นเมืองที่คอยป้องกันการรุกรานของชนเผ่ามองโกลจากทางตอนเหนือ ทั้งยังเป็นเมืองที่ยังสามารถควบคุมดินแดนทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือได้อีกด้วย ทางตอนใต้ก็ยังสามารถบังคับบัญชาดินแดนตอนกลางของประเทศ เอื้อต่อการปกป้องป้องกันประเทศให้เป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียว

ดังนั้นเมื่อจักรพรรดิจูตี้ขึ้นครองราชย์ ก็เริ่มเตรียมการที่จะย้ายเมืองหลวง ปีที่หนึ่งรัชสมัยหยงเล่อ เปลี่ยนชื่อเมือง เป่ยผิง เป็นเป่ยจิง เปลี่ยนสำนักงานเป่ยผิงฝู่ (北平府) เป็นสำนักงานพิเศษสุ้นเทียนฝู่ (顺天府) ปีที่ 5 รัชสมัยหยงเล่อ เดือนห้าก่อสร้างพระราชวังเป่ยจิง (北京宫殿, เป่ยจิงกงเตี้ยน) ปีที่ 9 มีรับสั่งให้ ซ่งลี่ (宋礼) เสนาบดีกระทรวงแรงงาน (工部尚书, กงปู้ซ่างซู) และคณะไปซ่อมแซมขุดรอกแม่น้ำทงเหอ (通河) ปีที่ 13 เดือนห้า ผิงเจียงป๋อ เฉินซวน (平江伯陈瑄) กับพวกเริ่มต้นขุดคลองใหม่ชิงเจียง (清江) ใกล้ๆกับเมืองหวยอัน (淮安) ลอกคลองที่ตื้นเขินซึ่งเคยใช้ในการคมนาคมให้กลับมาใช้ใหม่ ปีที่ 19 ศักราชหยงเล่อ เปลี่ยนชื่อเมืองหลวงเดิมเป็นหนานจิง (南京) ตั้งเป่ยจิงเป็นเมืองหลวงใหม่ เดือนสิบสองการก่อสร้างพระราชวังเป่ยจิงเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ปีที่19 เดือนอ้าย จักรพรรดิหย่งเล่อเสด็จประทับที่เป่ยจิง ณ.พระราชวังยวี้เฟิ้งเทียนเตี้ยน (御奉天殿) พระราชวังเฉาป่ายกวน (朝百官) และต้าซื่อหนานเจียว (大祀南郊) การโยกย้ายขุนนางข้าราชการและสำนักงานบริหารแผ่นดินต่างๆทั้งหมดมายังเมืองหลวงใหม่สำเร็จหมด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเป่ยจิงได้เป็นเมืองหลวงของราชวงศ์หมิงตลอดทุกรัชกาล

การจัดระเบียบราชการ

ในระหว่างรัชสมัยหย่งเล่อ มีการจัดระเบียบตำแหน่งข้าราชการดังนี้

คณะเสนาบดีกระทรวงทบวงกรมต่างๆ (内阁, เน่ยเก๋อ)

ขุนนางมีชื่อเสียงทำประโยชน์ให้แก่แผ่นดิน (名臣, หมิงเฉิน)

ขุนนางรักษาความมั่นคงของแผ่นดิน (酷吏, คู่ลี่)

ขุนนางรับราชการมีผลงานโดดเด่น (功臣, กงเฉิน)

ขันที (宦官, ห้วงกวน)

ศักราช

ศักราชหยงเล่อ (永乐) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1403 ถึงปี ค.ศ. 1424 กินเวลานานทั้งหมด 22 ปี

 

การทหาร

มุ่งเหนือปราบมองโกล

ก่อนที่จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่จูตี้ขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงยกทัพไปต่อต้านอำนาจของชนเผ่ามองโกล พระองค์ทรงมีอิทธิพลและอำนาจในดินแดนเขตนี้ จากนั้นจึงขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วพระองค์ทรงปราบปรามมีชัยชนะต่อพวกตาต้าร์ (鞑靼) น่าเสียงอาลูไถ (纳降阿鲁台) จากนั้นโจมตีเมืองหวานล่า (瓦剌) อาลูไถมีอำนาจอีกครั้งกลับมาก่อกบฎ จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่รู้ตนเองคำนวณผิดพลาด ยืนยันที่จะต่อสู้ต่อไปอย่างเต็มที่และด้วยพลพลังที่เต็มไปด้วยความโกรธ จึงยกทัพด้วยพระองค์เองยกทัพไปปราบปรามศัตรูซึ่งพระองค์ไม่เข้าใจสถานการณ์ของศัตรูอย่างแจ่มแจ้ง ในที่สุดพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ภายในกองทัพ จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่สิ้นพระชนม์ในดินแดนทางเหนือ ราชวงศ์หมิงก็ล่มสลายทางตอนเหนือเหมือนกันด้วยน้ำมือของพวกมองโกล

มุ่งใต้สู่อันหนาน

อันหนาน (安南, แคว้นอันนัน) โบราณเรียกว่า เจียวจื่อ (交趾) ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นและราชวงศ์ถัง เป็นดินแดนของประเทศจีนมาโดยตลอด หลังจากห้ายุคผ่านมาประกาศตนเองเป็นประเทศเอกราช ในที่สุดราชวงศ์หยวนทำสงครามจนวุ่นวายไปทั่ว อันหนานจึงได้โอกาสแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศจีน ครั้งหนึ่งเคยยกทัพเข้าทางเส้นทางซื่อหมิงลู่ (思明路) ปราบหยงผิงจ้าย (永平寨) ที่เหนือกว่าราชวงศ์หยวนยึดครองพื้นทิ่เหมืองทองแดงเป็นระยะทางสองร้อยลี้ ยึดครองเมืองฉิวเหวิน (丘温) ฉิ่งหย่วน (庆远) และดินแดนอื่นๆอีกห้าเขต

ในรัชสมัยหงอู่ จักรพรรดิหมิงไท่จู่ จูหยวนจางมีพระราชทานรางวัลให้แก่กษัตริย์อันหนาน เฉินรื่อคุน (陈日昆) และมีพระราชโองการให้กลับมาสวามิภักดิ์เป็นแผ่นดินจีนดังเดิม แต่ราชวงศ์เฉินได้ประกาศตั้งประเทศตนเองเป็นเอกราชแล้ว ดังนั้นจึงบีบกษัตริย์เฉินรื่อคุนไม่ให้รับรางวัลเหล่านั้น ประกาศว่าทหารอันหนานทั้งหมดไม่ยินยอมเห็นด้วย จูหยวนจางช่วงนั้นมีความคิดเห็นในการทำศึกกับอันหนาน คือ เอาน้ำเย็นเข้าลูบน้ำร้อน จึงพยายามปลอบใจมากกว่าที่จะยกทัพใช้อาวุธปราบปราม อันหนานจึงเป็นประเทศรัฐกึ่งอิสระตั้งแต่ตอนนั้น

ภายหลังรัชสมัยจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ ระหว่างปีค.ศ.1406 ถึง 1407 ทรงส่งทัพไปปราบตีหนานอัน (南安) ในที่สุดอันหนานได้เป็นประเทศเอกราช ราชวงศ์หมิงแต่งตั้งเฟิงหลี่ลี่ (封黎利) เป็นกษัตริย์อันหนาน และให้จัดส่งเครื่องราชบรรณาการจิ้มก้องมาถวายราชวงศ์หมิงโดยตลอด สงครามครั้งนี้ในที่สุดเป็นชัยชนะของราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ป่าเถื่อนถูกผลาญจนพินาศในที่สุด เวียดนามถูกรวมดินแดนกลับมาเป็นของราชวงศ์หมิงอีกครั้งหนึ่ง เป็นการแสดงว่า เป็นการเริ่มต้นของอันหนานที่กลับมาเป็นประเทศราชของราชวงศ์หมิง

ชัยชนะยิ่งใหญ่ที่ว่างไห่กัว (望海埚)

ปีที่เก้า รัชกาลหย่งเล่อ (ค.ศ.1411) เดือนสาม ราชสำนักมีคำสั่งแต่งตั้งหลิวเจียง (刘江) เป็นผู้บัญชาการทหารใหญ่เหลียวตง (辽东) ทำหน้าที่รักษาดินแดนเหลียวตง หลิวเจียงเป็นคนแถบสู้เชียน (宿迁) เมืองผีโจว (邳州, ปัจจุบัน คือ เขตสู้เสี้ยน宿县 มณฑล เจียงซู) ชื่อเดิมว่า หลิวหรง (刘荣) เนื่องจากเข้าร่วมเป็นทหารแทนที่บิดาจึงใช้ชื่อบิดาแทน คือ หลิวเจียง ต่อมาทำความดีความชอบมากมายได้รับแต่งตั้งเป็น กว่างหนิงโฮว (广宁侯, พระยากว่างหนิง) จากนั้นค่อยเปลี่ยนมาใช้ชื่อเดิมว่า หลิวหรง

ปีที่สิบสี่ รัชกาลหย่งเล่อ (ค.ศ.1416) เดือนสิบสอง จัดตั้งหอประภาคารสัญญาณไฟทั้งเจ็ดแห่งที่ลวี่ซุ่นโข่ว (旅顺口) ว่างไห่กัว (望海埚) จั่วเหยี่ยน (左眼) โหย่วเหยี่ยน (右眼) ซีซาโจว (西沙洲) ซานโส่วซัน (三手山) ซันโถว (山头) เพื่อป้องกันและปราบปรามโจรสลัดทางทะเล

ปีที่สิบเจ๊ด รัชกาลหย่งเล่อ (ค.ศ. 1419) วันที่ 15 เดือนหก ทำสงครามที่อ่าวว่างไห่กัว การศึกครั้งนี้รบฆ่าโจรสลัดญี่ปุ่นตายไปถึง 742 คน จับเป็นได้ 857 คน หลิวเจียงต้องใช้รถลากบรรทุกถึง 50 คันในการบรรทุกนักโทษโจรสลัดครั้งนี้ส่งสู่เมืองหลวง เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่มีต่อโจรสลัดในสงครามว่างไห่กัว

เศรษฐกิจ

เงินในสมัยรัชกาลหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิง

จักรพรรดิจูตี้ เพื่อจะปกป้องรักษาความต้องการด้านอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคของชาวเป่ยจิง ทรงใช้เวลาถึงเก้าปีในการขุดลอกคลองหุ้ยทงเหอ (会通河) ใช้เวลานานถึงสิบสามปีในการปรับปรุงเจียงผู่ (江浦) เพื่อเปิดการใช้งานการคมนาคมทางน้ำให้สะดวกราบรื่นซึ่งมีบทบาทสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนและการพัฒนาระหว่างดินแดนทางตอนเหนือและตอนใต้

จักรพรรดิจูตี้ทรงใส่พระทัยในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตอยู่อุดมสุขสมบูรณ์ ประชาชนทุกคนมีความสุขสบาย ซึงก็คือปัจจัยพื้นฐานในการปกครองประเทศ พระองค์ทรงพัฒนาอย่างแข็งขันในการสร้างระบบป้องกันทางทหารที่สมบูรณ์แบบ และ กฎหมายและระบบในการควบคุมการค้าขายเกลือ เพื่อรับประกันการสะสมเสบียงอาหารในกองทัพและมีอัตราค่าจ้างจ่ายให้แก่กองทัพ ส่งเซี่ยหยวนจี๋ (夏原吉) ไปสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมที่เจียงหนาน (江南) ขุดลอกทางน้ำที่อู๋ซง (吴淞) ส่งเสริมให้มีการทำเกษตรและขยายพันธ์ทางการเพาะปลูกไปทั่วดินแดนว่างเปล่าทั่วดินแดนภาคกลาง ดำเนินการกระจายประชากรออกสู่ชนบท ควบคุมโดยตรงประชากรทำการเกษตรและวิธีการต่างๆเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทั้งยังใส่ใจในมาตรการยกเว้นภาษี มาตรการบรรเทาต่างๆให้แก่ประชาชน เพื่อไม่ให้เกษตรกรประสบปัญหาล้มละลาย รับประกันการจัดเก็บภาษีอากรเป็นไปตามรัฐกำหนด โดยการใช้มาตรการเหล่านี้ ในสมัยรัชกาลหย่งเล่อ ประเทศจึงเจริญพัฒนามั่นคง เป็นอีกรัชสมัยหนึ่งที่ประเทศจีนเจริญสู่จุดสูงสุดฃ

วัฒนธรรม

 

หย่งเล่อต้าเตี่ยน永乐大典

ปีแรก รัชสมัยหย่งเล่อ (ค.ศ.1403) เดือนเจ็ด จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่จูตี้ มีรับสั่งให้เจ่ยจิ้น (解缙) เย้ากว่างเสี้ยว (姚广孝) หวางจิง (王景) โจวจี๋ (邹辑) และพวกปรับปรุงสังคายนาหนังสือที่รวบรวมจากที่ต่างๆทั้งหมด จนถึงปีที่สอง รัชกาลหย่งเล่อ (ค.ศ.1404) เดือนสิบเอ็ด จัดทำสำเร็จ ชื่อว่า เหวินเสี้ยนต้าเฉิง (文献大成) ใช้นามว่า หย่งเล่อต้าเตี่ยน (永乐大典)

หย่งเล่อต้าเตี่ยน คือ การสังคยานาจัดเก็บรวบรวมหนังสือม้วนจีนโบราณทั้งหมดจากแหล่งต่างๆทั่วประเทศ การรวบรวมหนังสือหย่งเล่อต้าเตี่ยนทั้งหมดนี้ไม่มีการแก้ไขหรือลบทิ้ง คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของชนชาวจีน คือสารานุกรมโบราณที่รวบรวมได้มากที่สุดของประเทศจีน และยังคือการรวบรวมสารานุกรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเปรียบเทียบกับการรวบรวมสารานุกรมยุโรปยุคกลางในศตวรรษที่ 18 คือ สารานุกรมอังกฤษรวบรวมทั้งหมด และสารานุกรมฝรั่งเศสรวบรวมทั้งหมด จีนได้มีการจัดทำมาก่อนเร็วกว่า 300 กว่าปี

ปี่ที่สี่ รัชสมัยหย่งเล่อ ขุนนางและทหารในกรุงเป่ยจิงเริ่มออกพระราชกำหนดเกณฑ์ช่างฝีมือต่างๆเป็นจำนวนนับล้านคน เพื่อก่อสร้างพระราชวังเป่ยจิง ปัจจุบันคือสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลกไปเยี่ยมชม คือ พระราชวังต้องห้ามกู้กง (故宫) หอสักการะฟ้าดิน เทียนถาน (天坛) วัดสุสานบรรพบุรุษ ไท่เมี่ยว (太庙หรืออีกชื่อว่า เหลาต่งเหรินหมินเหวินฮั้วกง劳动人民文化宫) รวมทั้งสิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่อื่นๆในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งก็คือ เริ่มต้นก่อสร้างในสมัยรัชกาลนี้ จักรพรรดิจูตี้ทรงเลือกก่อสร้างในสถานที่นี้ จุดประสงค์เพื่อเป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าให้แก่คนรุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคต

เชื้อชาติ

 

ทิเบต

ผู้นำชนเผ่ากลุ่มน้อยที่ช่องปากด้านนอกของด่านป้องกันเหอโจว (河州) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากราชวงศ์จีนสืบเนื่องสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน นี่คือปันเชนลามะองค์ที่สิบรวมกับชาวลามะทั้งหมดหนึ่งพันครอบครัว ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ที่ทิเบต ซึ่งมีครอบครัวบรรพบุรุษสืบทอดมาจากแหล่งเดียวกันนับถือพระศรีศากยมุนี บรรพบุรุษมีรกรากแถวปาสือปา (八思巴) จดชิงไห่ (青海) มาพำนักอาศัยอยู่ที่ เหวินตู (文都) ในแถบสวินฮว่า (循化) ได้กลายเป็นผู้นำทิเบตท้องถิ่น

ในยุคต้นของราชวงศ์หมิงทั้งหมดได้มาสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์หมิง ผู้นำทิเบตได้ถวายเครื่องราชบรรณาการแก่ราชวงศ์หมิงนำส่งถึงกรุงเป่ยจิง จักรพรรดิหมิงจู่ตี้เมื่อได้รับมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง สืบต่อมาจนถึงศตวรรษที่ 50 ครอบครัวชาวทิเบตที่เหวินตูทั้งพันครอบครัวนี้ยังคงระลึกและเก็บรักษาพระราชหัตถเลขาและเหรียญทองแดงที่จักรพรรดิหมิงจู่ตี้พระราชทานกลับมาให้

จักรพรรดิจูตี้ยังพยายามนำคำสอนอันยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนาในสมัยนั้นและจงคาปา (宗喀巴มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ.1357-1419) ผู้ก่อตั้งลัทธิเกอลวู่พ่าย (宗喀巴, ลัทธิเสื้อเหลือง) มาเผยแพร่คำสอนในราชวงศ์หมิง ตั้งสำนักอยู่ที่กานฉวนซัน (甘泉山)

ในต้นศตวรรษที่ 15 คำสอนของจงคาปาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตแบบสันโดษและเข้มงวดตามพุทธศาสนาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวจีน ดังนั้นในปี ค.ศ.1407 จักรพรรดิจูตี้ทรงส่งเทียบเชิญจงคาปามายังราชวัง แต่จงคาปาปฎิเสธ ค.ศ.1413 จักรพรรดิจูตี้ทรงส่งเทียบเชิญไปอีกครั้งหนึ่ง จงคาปาจึงคัดเลือกลูกศิษย์เอกคนหนึ่งที่เข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งส่งไปยังเมืองหนานจิง ศาสนาพุทธจึงเผยแพร่ในหนานจิง ตั้งแต่ค.ศ. 1414 ถึง ค.ศ.1416 ด้วยความระลึกในบุญคุณอันยิ่งใหญ่ในที่สุดทางราชวงศ์ก็อนุญาติให้ลูกศิษย์จงคาปาเดินทางกลับทิเบต ทางลัทธิเสื้อเหลืองและราชวงศ์หมิงยังคงมีการแลกเปลี่ยนเครื่องบรรณาการทั้งยังส่งคณะฑูตและพระเจริญสัมพันธไมตรีซึ่งกันและกัน จนถึงศตวรรษที่สิบห้า เป็นเวลานานกว่า 30 ปี

ผู้นำศาสนาคนอื่นๆในทิเบต รับทราบถึงการเจริญความสัมพันธ์นี้จึงติดต่อเจริญสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์หมิง ถึงแม้ว่าจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ ทรงมีความสนพระทัยในตัวผู้นำทางศาสนานี้เป็นอย่างยิ่ง แต่พระองค์ยังทรงมีสติที่จะปฎิเสธการสร้างอำนาจทางการเมืองเพื่อรวบรวมทิเบตมาเป็นดินแดนหนึ่งเดียวกับประเทศจีน จักรพรรดิจูตี้ทรงส่งเสริมการเมืองแบบแบ่งแยกการปกครอง ในบริบทนี้ จักรพรรดิจูตี้ไม่ได้ยอมรับในการเปลี่ยนนามประเทศตามกฎฆราวาสในนามของพามู่จู้ปาหวาง (帕木主巴王) และไม่เคยสถาปนาความสัมพันธ์ด้วย มันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อกำหนดให้ชาวทิเบตบริหารและปกครองตนเองแบบแบ่งแยกการปกครอง

 

มองโกล

จักรพรรดิจูตี้อาศัยการเมืองแบบแบ่งแยกการปกครองเป็นที่มาของการประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในการสร้างสันติภาพและความสงบโดยการจัดระเบียบแก่พวกมองโกลนอกซึ่งไม่ยอมรับสนองพระราชโองการซึ่งคือชาวมงโกลตะวันออกและชาวหว่าล่า (瓦剌, มองโกลตะวันตก) รวมทั้งพวกที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ทางทิศตะวันออกในของมองโกล คือ ชนเผ่าอู้เหลียงฮา (兀良哈) โดยพยายามทุกวิถีทางที่จะบรรลุการสร้างความสงบให้แก่ชายแดนตอนเหนือนี้

สมัยจักรพรรดิจูตี้ครองราชย์ทรงส่งกองทัพไปปราบกบฎอาหลู่ไถ (阿鲁台) และหม่าฮามู่ (马哈木) ซึ่งเป็นผู้นำชนเผ่ามองโกลตอนนั้นในเวลาเดียวกัน พระองค์ยังส่งฑูตพร้อมด้วยเครื่องบรรณาการและเทียบเชิญแก่ชาวมองโกลเพื่อจัดตั้งการค้าขายแบบระบบส่วยบรรณาการ ราชวงศ์หมิงยังใช้ระบบส่วยบรรณาการนี้ในการบรรลุวัตถุประสงค์อีกหลายๆอย่าง มันเป็นการเสริมอำนาจของราชวงศ์ มันไม่ใช่เป็นการใช้กำลังทางทหารหรือบังคับให้ชนเผ่าเร่ร่อนปฎิบัติตามกฎหมายราชวงศ์หมิง มันเป็นแหล่งที่ป้อนม้าชั้นดีให้แก่กองทัพม้าราชวงศ์หมิง

ชนเผ่ามองโกลยอมรับในระบบการจัดการนี้ เพราะพวกเขามีความต้องการที่จะได้รับสินค้าจากประเทศจีนเช่นกัน เนื่องจากสินค้าที่ชาวมองโกลต้องการมากที่สุดไม่สามารถทำการซื้อขายผ่านชายแดนได้ด้วยมีการโจมตีปล้นตามชายแดนอยู่บ่อยๆ

ดังนั้นเพื่อจะควบคุมจำนวนและขนาดการค้าของระบบส่วยบรรณาการกับมองโกล เส้นทางของสินค้าและจุดผ่านสินค้า พวกเขาจะเสนอในท้องพระโรงราชวงศ์หมิง ราคาสินค้าส่วยบรรณาการที่ต้องจ่ายซึ่งต้องส่งให้แก่หัวหน้าชนเผ่ามองโกลและพร้อมด้วยส่วยบรรณาการ สำนักราชวงศ์หมิงจะเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆอย่างละเอียดรอบคอบ

ตัวอย่างเช่น ชนเผ่าอู้เหลียงฮาจัดส่งคณะฑูตมาเจริญสัมพันธไมตรีปีละสองครั้ง ทุกครั้งมีผู้ร่วมเดินทาง 300 คน ครั้งแรกคือวันคล้ายวันประสูติของจักรพรรดิ อีกครั้งคือวันตรุษจีน แต่บทกำหนดนี้ไม่ได้มีการบังคับใช้อย่างเคร่งครัด และไม่ได้นำมาบังคับใช้กับชนเผ่ามองโกลตะวันออกและชนเผ่ามองโกลหว่าล่า  

คณะฑูตชาวมองโกลโดยทั่วไปจะถวายม้าและปศุสัตว์เป็นเครื่องบรรณาการเพื่อแลกเปลี่ยนกับรางวัล ของขวัญ ตำแหน่งทางราชการและสิทธิพิเศษทางการค้า ราชวงศ์หมิงจะประทานธนบัตรราชวงศ์หมิง เงิน ผ้าไหม สิ่งทอ พระราชทานตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์อย่างเป็นทางการให้แก่ผู้นำชนเผ่าและผู้ติดตามคณะ รวมทั้งของขวัญล้ำค่าที่มีราคาสูง และจะอนุญาตกำหนดสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งให้ชาวมองโกลทำมาค้าขายในเมืองได้

ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ.1404 และ 1406 เพื่อให้ชนเผ่านวี่เจิน (女真) และชนเผ่าอู้เหลียงฮาทำการค้าทรงเปิดเมืองคายผิง (开平) และกว่างหนิง (广宁) ทั้งสองแห่งเป็นตลาดค้าม้า แต่ทางราชสำนักได้ส่งเจ้าหน้าที่ (โดยปกติจะเป็นพวกขันที宦官 อ่านว่า ห้วนกวน ) ไปดูแลผลประโยชน์ของราชบังลังค์ ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงการให้ของขวัญ กฎระเบียบ เครื่องบรรณาการล้ำค่าแก่ชาวมองโกลอยู่บ่อยๆ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการวิวาทและข้อพิพาทต่างๆและเกิดการปล้นฆ่าแถบชายแดน

อีกทั้งผู้อพยพจากไท่หนิง (泰宁) มาตั้งรกรากที่คาบสมุทรเหลียวตง (辽东) ตั่วเหยียน (朵颜) และ ฝู๋ยวี๋ (福余) สามผู้พิทักษ์ชายแดนชาวมองโกลในสมัยรัชกาลหย่งเล่อ เป็นพวกที่ส่งเครื่องส่วยบรรณาการตามปกติมากที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขาต้องพึ่งพาสินค้าจากจีน ทุนและการค้าตามปกติเพื่อการดำรงชีวิต ทั้งยังต้องการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับราชวงศ์เพื่อสร้างความมั่นใจในการสร้างความสงบมั่นคงให้แก่ชายแดนทางตอนเหนือ

ตามบันทึกราชวงศ์หมิง (明实录, หมิงสือลู่) ชนเผ่าอู้ฮาเหลียงในบางปี (ค.ศ. 1403, 1406, 1413 และ 1416) เป็นคณะที่นำเครื่องบรรณาการอย่างเป็นทางการมาถวายแก่ราชสำนัก แต่กล่าวโดยทั่วไปคณะฑูตเหล่านี้ถูกระบุว่าเป็นตัวแทนของบุคคล การเสนอเครื่องบรรณาการมากกว่าจำนวนที่ได้รับอนุญาติ เครื่องบรรณาการที่ชนเผ่าอู้ฮาเหลียงนำเสนอเป็นหลักก็คือ ม้า ในปี ค.ศ. 1414 พวกเขานำม้ามานำเสนอถึง 3,000 ตัว

ในปี ค.ศ. 1410, 1411, 1418 และ 1422 ถึง 1424 ชนเผ่าอู้ฮาเหลียงหยุดไม่ได้ส่งคณะเครื่องบรรณาการมาในปีเหล่านี้ การหยุดชะงักเนื่องจากพวกชนเผ่านี้มีส่วนร่วมกับชนเผ่าอาหลู่ไถและชนเผ่าหว่าล่าก่อกบฎในเวลานั้น อาทิในปี ค.ศ. 1422 คราวนี้ชนเผ่าอู้ฮาเหลียงโดนชนเผ่าอาหลู่ไถพิชิตถูกบังคับให้ผนวกเข้ามาในอาณาจักรของชนเผ่าอาหลู่ไถ แต่เพื่อเรียกความสงบสุขกลับคืนมาราชวงศ์หมิงยังยอมรับเครื่องบรรณาการจากชนเผ่าอู้ฮาเหลียง แม้ว่าเพื่อจะรักษาความสงบให้เกิดขึ้นยังคงมีการปล้นฆ่าตามแถบชายแดนเป็นครั้งคราว

ภายใต้อำนาจปกครองของชนเผ่าอาหลู่ไถ ชนเผ่ามองโกลตะวันออกยังคงรักษาความสัมพันธ์กับราชวงศ์หมิงผ่านทางระบบส่วยบรรณาการ ผู้ปกครองราชวงศ์หมิงต้องอดทนต่อการศึกเล็กๆในหมู่ชนเผ่ามองโกลที่ระเบิดออกมาอยุ่บ่อยๆเนื่องจากพวกเขาต้องการที่จะรักษาความสงบตามเขตแนวชายแดน

เริ่มต้นรู้จักชนเผ่าอาหลู่ไถในปี ค.ศ. 1408 เคยส่งฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีราชวงศ์หมิง แต่ในปี ค.ศ. 1410 พระองค์ส่งกองทัพไปทำสงครามมีชัยชนะต่อชนเผ่ามองโกลแล้ว ชนเผ่าอาหลู่ไถจึงเริ่มส่งฑูตไปปฎิบัติภาระกิจเป็นประจำ ในปี ค.ศ. 1410 ถึง 1424 เผ่าอาหลู่ไถส่งคณะฑูต 27 คณะมาเฝ้าราชวงศ์หมิง ซึ่งจำนวนนี้เกินกว่าราชสำนักกำหนดไว้

ในอีกสองปีติดต่อกันมา ค.ศ. 1413 และ 1414 ส่งคณะฑูตมาเข้าเฝ้าอีก 11 คณะ เครื่องบรรณาการหลัก คือ ม้า ในทางกลับกันราชวงศ์หมิงทรงประทานให้ชนเผ่าและผู้ส่งสารของชนเผ่าเป็นธนบัตรราชวงศ์หมิง เครื่องเงิน ผ้าไหมและสินค้าครัวเรือนใช้ในชีวิตประจำวัน แต่งตั้งยศถาบรรดาศักดิ์ให้ทั้งยังตบรางวัลเป็นของบรรณาการให้อย่างมากมาย

 ปีค.ศ. 1421, 1422, 1423 และ 1424 จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ยกทัพปราบปรามชนเผ่าอาหลู่ไถ จึงไม่มีเครื่องบรรณาการติดต่อถึงกัน แต่หลังจากที่สงครามสงบ ราชวงศ์หมิงก็ไม่ปฎิเสธที่จะยอมรับเครื่องบรรณาการอีก ปี ค.ศ. 1424 เดือนแปด คณะฑูตสองคณะของชนเผ่าอาหลู่ไถได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงแต่เมื่อคณะฑูตมาถึงองค์จักรพรรดิจูตี้ทรงสิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้านี้แล้วไม่นานนัก

ชนเผ่าหว่าล่ามองโกลก็รักษาความสัมพันธ์กับราชวงศ์หมิงของจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ด้วยระบบส่วยบรรณาการ ในขณะเดียวกันก็มักจะมาก่อกวนและปล้นฆ่าตามแนวเขตชายแดนเป็นครั้งคราว ปี ค.ศ. 1408 เดือนสิบ หม่าฮามู่ (马哈木) นำคณะส่วยบรรณาการคือ ม้า เป็นคณะแรกมาเข้าเฝ้าราชวงศ์หมิง หม่าฮามู่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพระยาพร้อมทั้งตราประทับประจำตำแหน่งประทานโดยองค์จักรพรรดิ

ปี ค.ศ. 1409 ผู้นำชนเผ่าหว่าล่าคนอื่นอีกสองคนได้รับแต่งตั้งตำแหน่งจากองค์จักรพรรดิ นอกจากนี้ในปี ค.ศ. 1414, 1416, 1420 และ 1422 ชนเผ่าหว่าล่าส่งคณะฑูตอย่างเป็นทางการมาเข้าเฝ้าปีละครั้ง คณะฑูตเหล่านี้มักจะส่งมาจากหม่าฮามู่ แต่ก็มีคณะฑูตที่ถูกจัดส่งด้วยผู้นำชนเผ่าหว่าล่าคนอื่นๆส่งมาเช่นกัน เครื่องบรรณาการหลัก ก็คือ ม้า

ปี ค.ศ. 1414 คณะฑูตจากชนเผ่าหว่าล่าต้องหยุดชะงักลง เมื่อหม่าฮามูก่อกบฎ แต่ในปี ค.ศ. 1415 ชนเผ่าหว่าล่ากลับมาส่งส่วยบรรณาการตามเดิม ในปี ค.ศ. 1418 เดือนสี่ หลังจากหม่าฮามู่ตายสองปี ลูกชายของเขา ทัวฮวน (脱懽) พร้อมด้วยผู้นำเผ่าคนอื่นอีกสองคนเดินทางมาเข้าเฝ้าราชวงศ์หมิง ร้องขอให้ราชสำนักแต่งตั้งเขาให้ดำรงตำแหน่งแทนที่บิดาของเขา การร้องขอได้รับพระราชทาน จากนั้นคณะฑูตส่วยบรรณาการของทัวฮวนมักจะมาเข้าเฝ้าราชสำนักเกือบทุกๆปี ตราบจนกระทั่งรัชสมัยหย่งเล่อสิ้นสุด

เขตปกครองหนู๋เอ๋อกาน

 แผนที่ตำแหน่งเขตปกครองหนู๋เอ๋อกาน

ปีแรกรัชสมัยหย่งเล่อ (ค.ศ.1403) ราชวงศ์หมิงส่งคนไปยังดินแดนหนู๋เอ๋อกานเพื่อนิรโทษกรรมกบฎ ปีต่อมาทุกส่วนในดินแดนนั้นต่างมาสวามิภักดิ์แก่ราชวงศ์หมิง ราชวงศ์หมิงทรงแต่งตั้งผู้นำแต่ละคนเพื่อปกครองเจ้าหน้าที่ลำดับล่างต่ำลงไป ปีต่อๆมา ราชวงศ์หมิงเพื่อจะวางรากฐาน ค่อยๆตั้งหลักในเฮยหลงเจียง (黑龙江) แถบแม่น้ำอู๋ซูลี่ (乌苏里) ก่อตั้งป้อมยามกว่า 131 ค่าย

ปีที่เจ็ดรัชสมัยหย่งเล่อ (ค.ศ. 1409) ตามข้อเสนอของฮูล่าซิวหนู (忽剌修奴) เจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่นจากเฮยหลงเจียงสู่บริเวณรอบๆไห่โข่ว (海口) ก่อตั้งโตวจื่อหุยซื่อซือ (都指挥使司, ศูนย์บัญชาการกองทัพภาคท้องถิ่น) เพื่อปกป้องคุ้มครองดินแดนแถบนั้น ตั้งคังหว่าง (康旺) เป็นโตวจื่อเจ๋อถงจือ (都指择同知) หวางจ้าวโจว (王肇舟) เป็น จื่อหุยเจียนซื่อ (指挥佥事)

ศูนย์บัญชาการกองทัพภาคท้องถิ่นหนู๋เอ๋อกานเพื่อปกป้องและคุ้มกันดินแดนแถบตะวันออก ทิศใต้ไปจดทะเล รวมทั้งดินแดนเยว่ไห่ตี๋ขู่อี๋ (越海抵苦夷 หรือ เกาะคู่เย่เต่า库页岛) ทิศตะวันตก จด แม่น้ำว้อหนานเหอ (斡难河 หรือ ปัจจุบันคือ แม่น้ำเอ้อเนินเหอ鄂嫩河) ทิศเหนือ จด นอกเขตซิงอันหลิ่ง (兴安岭 ในเฮยหลงเจียง) ซึ่งกับดินแดนทิศตะวันออกเฉียงเหนือนี้ยังไม่มีผู้ปกครองดูแลโดยตรง เพียงแต่มีฐานที่มั่นทางทหารในตำแหน่งสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และการพัฒนาเส้นทางคมนาคม ชนเผ่าต่างๆในดินแดนแถบนั้นต่างปกครองกันเองในแต่ละเผ่าของตน นอกจากนี้ยังขาดแคลนเจ้าหน้าที่ปกครอง ส่วนใหญ่เจ้าพนักงานทหารเป็นชนเผ่าท้องถิ่นในดินแดนแถบนั้น บางครั้งราชสำนักจะจัดส่งขุนนางเดินทางมาตรวจราชการและบำรุงขวัญกำลังใจให้แก่ชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ

หลังจากรัชกาลจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ ราชวงศ์หมิงให้ความสำคัญในการปกครองดินแดนแถบตะวันออกเฉียงเหนือลดน้อยถอยลง ส่วนใหญ่เจ้าพนักงานท้องถิ่นสืบทอดตำแหน่งเป็นมรดกตกทอดจากครอบครัวและปราศจากการควบคุมจากราชสำนักส่วนกลาง ค.ศ. 1434 (ปีที่เก้ารัชกาลจักรพรรดิซวนเต๋อ) ประกาศยกเลิกศูนย์บัญชาการการทหารโตวจื่อหุยซื่อซืออย่างเป็นทางการ

ชนเผ่านวี่เจิน (女真族)

จักรพรรดิจูตี้พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ชนเผ่านวี่เจินหนึ่งในกลุ่มชนเผ่าแมนจูเรียมายอมรับระบบส่วยบรรณาการ ชนเผ่านวี่เจินตั้งรกรากอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแม่น้ำยาลู (鸭绿江. ยาลูเจียง) และทิศใต้ของภูเขาฉางป๋ายซัน (长白山) ที่เจี้ยนโจว (建州)และติดกับชนเผ่าเหมาเหลียง (毛怜部落.เหมาเหลียงปู้ลั่ว) ถิ่นฐานเดิมตั้งอยู่ใกล้ลุ่มแม่น้ำซงฮวา (松花江, ซงฮวาเจียง) และคลองอาเซิน (阿什河, อาเซินเหอ) เป็นสังคมกึ่งเกษตรกรรม เรียกว่า ชนเผ่าไห่ซีนวี่เจิน (海西女真) ตลอดไปตามแม่น้ำยาลู และแม่น้ำอู๋ซูหลี่ (乌苏里江,อู๋ซูหลี่เจียง) ดำรงชีพโดยการล่าสัตว์และตกปลา ชาวนวี่เจินเป็นชนเผ่านักต่อสู้ชนเผ่าหนึ่ง

จักรพรรดิจูตี้ ทรงมีเป้าหมายใหญ่ 4 ข้อ หนึ่ง คือ รักษาความสงบในแมนจูเรียเพื่อพระองค์จะได้มีสมาธิในการป้องกันภัยคุกคามต่อแมนจูเรีย สอง คือ ไม่ต้องการให้ชาวเกาหลีเป็นกองกำลังหลักในดินแดนแมนจูเรีย สาม คือ ส่งเสริมการค้าสินค้าอาทิม้าและขนสัตว์ในดินแดนแถบนี้ สี่ คือ เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมและค่านิยมของประเทศจีนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตชนเผ่านวี่เจินให้มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่า

ราชสำนักอาศัยความคิดริเริ่มในการสถาปนาความสัมพันธ์กับชนเผ่านวี่เจินโดยการส่งคณะฑูตไปเจริญสัมพันธไมตร๊ก่อน ประทานรางวัลให้แก่หัวหน้าชนเผ่า เชื้อเชิญชาวนวี่เจินเข้าร่วมกับระบบส่วยบรรณาการเพื่อการค้า

ในสมัยต้น ปี ค.ศ. 1403 จักรพรรดิจูตี้เริ่มส่งคณะฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับอาฮา (阿哈) ผู้ปกครองชนเผ่านวี่เจินที่เจี้ยนโจวเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คณะฑูตได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เดือนสิบสองจักรพรรดิจูตี้ได้จัดตั้งกองบัญชาการทหารป้องกันนวี่เจินที่เจี้ยนโจวพร้อมประทานตราประจำตำแหน่งและธนบัตรราชวงศ์หมิง ผ้าไหม สิ่งทอและสิ่งของใช้ในชีวิตประจำวัน อื่นๆเป็นรางวัลแก่คณะฑูตเจี้ยนโจว ไม่นานไม่เกินห้าปีมีการจัดตั้งกองบัญชาการป้องกันทางทหารอีกห้าแห่งในดินแดนของนวี่เจิน

เมื่อจักรพรรดิจูตี้ครองราชย์ มีการจัดตั้งกองบัญชาการป้องกันทางทหาร 179 แห่ง และ ค่ายทหารอีก 20 แห่งในแมนจูเรีย เพื่อให้มั่นใจว่าชนเผ่านวี่เจินยอมสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์หมิงและการค้าแบบระบบส่วยบรรณาการราบรื่นไร้ปัญหา แต่งตั้งเลื่อนยศชาวนวี่เจินเป็นจำนวนมากในเวลาที่เหมาะสม ผู้นำชนเผ่านวี่เจินใช้สิทธิพิเศษในสินค้าและการค้าที่ยกเลิกการค้าและติดต่อกับชาวเกาหลี ประกาศพวกตนจะจงรักภักดีต่อราชวงศ์หมิง

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

 

เกาหลี

ปี ค.ศ. 1402 เดือนเก้า จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่จูตี้ส่งยวีซื่อจี๋ (俞士吉, เสียชีวิตในปี ค.ศ.1435) เพื่อไปคำนับและแจ้งให้กษัตริย์เกาหลี หลี่ฟางหย่วน (李芳远) ทราบว่า พระองค์ขึ้นครองราชย์ปกครองประเทศจีนแล้ว เดือนสิบเอ็ดพระองค์ทรงส่งคณะฑูตไปเกาหลีเพื่อขอตราประจำราชสำนักและตราประทับของกษัตริย์เกาหลีใหม่มาถวาย

ปี ค.ศ. 1403 พระองค์ยังส่งคณะฑูตไปเกาหลีเพื่อให้จัดส่งยาสมุนไพรมาถวายรักษาอาการโรคของพระองค์ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนการฑูตซึ่งกันและกันของสองประเทศนี้ ส่วยบรรณาการของเกาหลีเป็นสินค้าพื้นเมือง อาทิ โสมเกาหลี เครื่องเขิน เสือดาว และหนังแมวน้ำ

แต่ก่อนปี ค.ศ. 1429 ภาระหนักของเครื่องบรรณาการคือเกาหลีต้องจัดส่งเหรียญทอง 150 เหลียง (两, 1 เหลียง = 50กรัม) และเงิน 700 เหลียงทุกปี ในทางตอบแทนจักรพรรดิจูตี้ทรงประทานรางวัลแก่กษัตริย์เกาหลีและคณะฑูตอย่างงาม เป็นผ้าไหม เสื้อผ้าปักทออันงดงาม ยาสมุนไพร หนังสือและเครื่องดนตรี พระองค์ทรงประทานรางวัลประกาศแต่งตั้งนามและบรรดาศักดิ์ของกษัตริย์และมกุฎราชกุมารเกาหลี

ญี่ปุ่น

ความสัมพันธ์ต่างประเทศกับประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1380 เนื่องจากจักรพรรดิหงอู่ จูหยวนจางทรงสงสัยญี่ปุ่นและเสนาบดีอัปยศของพระองค์ หูเหวยย้ง (胡惟庸) สมรู้ร่วมคิดกันพยายามที่จะล้มราชบังลังค์ ความสัมพันธ์หวลคืนกลับมาอีกครั้งในปี ค.ศ. 1399 ยุคสมัยอาชิคากะ โยชิมัตสุ ที่สาม โชกุน ในช่วงที่โชกุนกำลังสถาปนาอำนาจของตนทางญี่ปุ่นตะวันตก

ท่านโชกุนผู้ฟุ่มเฟือยคนนี้หลงใหลในวัฒนธรรมจีนซึ่งคนรอบข้างโชกุนเป็นพระเซนที่อบรมท่านมาจนเติบใหญ่ โชกุนมีความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะรื้อฟื้นการสถาปนาความสัมพันธ์กับประเทศจีน นี่คือบางส่วนในการที่จะได้ผลประโยชน์อย่างมหาศาลในการทำการค้ากับประเทศจีน

ปี ค.ศ. 1399 โชกุนได้ส่งคณะฑูตพร้อมด้วยสารแสดงความยินดีพร้อมเครื่องบรรณาการมาคำนับจักรพรรดิเจี้ยนเหวินตี้ซึ่งขึ้นครองราชย์ คณะฑูตได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดียิ่ง

คณะฑูตครั้งที่สองของโชกุนโยชิมัตสุมาถึงเมืองหนานจิง ประเทศจีนในปลายปี ค.ศ. 1403 ในสารที่มีมาโชกุนประกาศตนเองเป็นจักรพรรดิญี่ปุ่น ในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ธรรมดาและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง นี่เป็นคณะฑูตคณะแรกที่มาเข้าเฝ้าจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ จักรพรรดิจีนองค์ใหม่

การเดินทางของเจิ้งเหอ (郑和下西洋)

 

ปีที่สามรัชสมัยหย่งเล่อ (ค.ศ.1405) จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ จูตี้ ส่งขันทีเจิ้งเหอเป็นฑูตใหญ่สำนักราชวัง หวางจิ่งหง (王景弘) เป็นรองฑูต เดินทางออกสู่ทะเลพร้อมเจ้าหน้าที่และทหารมากกว่า 27,800 นายพร้อมกองเรือมหาสมบัติ 62 ลำ มุ่งสู่ดินแดนห่างไกลมหาสมุทรด้านตะวันตก กองทัพเรือราชวงศ์หมิงออกเดินทางจากท่าเรือหลิวเจียกั่ง (刘家港) เมืองซูโจว (苏州) ถึงจ้านเฉิง (占城, อาณาจักรจำปา ปัจจุบัน คือ ดินแดนทางใต้ ประเทศเวียดนาม) หม่าลิ่วเจี่ย (马六甲, ช่องแคบมะละกา ของมาเลเซียในสมัยนั้น) จ่าววา (爪哇, เกาะชวา อินโดนีเซีย) ซู่เหมิงต๋าล่า (苏门答腊, เกาะสุมาตรา) ซีหลาน (锡兰, ศรีลังกา) และอื่นๆ แล้วลัดเลาะชายฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรอินเดียกลับสู่ประเทศจีน

ภายหลังในปี ค.ศ.1407 ถึง 1433 เป็นเวลานานมากกว่า 20 ปี ได้มีการเดินเรือทางทะเลอีก 7 เที่ยว ผ่านประเทศต่างๆมากกว่า 30 ประเทศ ไกลที่สุด คือ เดินทางถึงชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกาหรือกาฬทวีป ทะเลแดง และเมกกะ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม นี่คือการเดินทางทางทะเลที่ยิ่งใหญ่ของเจิ้งเหอ ในสมัยการครองราชย์ของจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ อำนาจคุณธรรมขจรไกล ทหารปกปักดินแดนทั้งสี่ทิศ ราชบังลังค์รับส่วยบรรณาการจากประเทศต่างๆมากกว่า 30 ประเทศ อาณาเขตแผ่ไปไพศาล ไกลเทียบราชวงศ์ฮั่นและราชวงศ์ถัง

หลายประเทศมาเยือนประเทศจีน

ในรัชสมัยจักรพรรดิจูตี้ ทุกๆครั้งที่เจิ้งเหอนำทัพเรือออกสู่มหาสมุทร คณะฑูตจากประเทศต่างพร้อมเครื่องราชบรรณาการจะเดินทางติดเรือกลับมาด้วยเพื่อจะถวายแก่องค์จักรพรรดิเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกครั้ง ในปี ค.ศ. 1423 ในการเดินทางกลับประเทศจากการออกสู่มหาสมุทรครั้งที่หกของเจิ่งเหอ ในเรือลำเลียงคณะฑูตจาก 16 ประเทศเป็นนักการฑูต ผู้ติดตามและครอบครัวมากกว่า 1,200 นาย เมื่อถึงปลายรัชสมัยหย่งเล่อ มีคณะฑูตจากประเทศต่างๆพร้อมเครื่องราชบรรณาการมาเยือนประเทศจีนมากกว่า 60 ประเทศ

เกร็ดประวัติศาสตร์ของจักรพรรดิจูตี้

ข้อพิพาทว่าด้วยมารดาแท้จริงของพระองค์

ใครคือพระราชมารดาที่แท้จริงของจักรพรรดิจูตี้ ยังคงเป็นปริศนา เป็นเรื่องที่สับสนมานานเป็นเวลากว่าร้อยๆปี ในประวัติศาสตร์จีนบุตรที่เกิดจากมารดาถูกต้องตามกฎหมายจะถูกเรียกว่า ตี๋จื่อ (嫡子) ถ้าบุตรที่เกิดจากมารดาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายจะเรียกว่า ซู่จื่อ (庶子) มารดาถูกต้องตามกฎหมายจะถูกเรียกว่า ตี๋มู่ (嫡母) ภรรยาคนอื่นๆจะเรียกว่า ซู่มู่ (庶母, เมียน้อย)

ตามกฎมณเฑียรบาลของสถาบันพระมหากษัตริย์จีน โอรสที่เกิดจากพระมเหสีหรือตี๋จื่อจะมีฐานันดรศักดิ์แตกต่างจากโอรสที่เกิดจากนางสนม หรือ ซู่จื่อ อย่างมาก ตามกฎมณเฑียรบาล เมื่อจักรพรรดิเสด็จสิ้นพระชนม์ ราชบังลังค์จะตกเป็นของโอรสองค์ใหญ่ที่ประสูติจากพระมเหสี แม้ว่า โอรสองค์ใหญ่เสด็จสิ้นพระชนม์ ถ้าโอรสองค์ใหญ่ที่เกิดจากพระมเหสีมีราชบุตรองค์ใหญ่ ราชบุตรองค์ใหญ่ของโอรสองค์ใหญ่ก็จะได้ขึ้นครองราชย์แทนพระบิดา โอรสองค์อื่นๆที่เกิดจากนางสนมจะไม่มีสิทธิใดๆในการขึ้นครองราชย์ทั้งสิ้น

จักรพรรดิจูตี้ทรงอ้างว่า พระองค์ประสูติจากพระมเหสีหม่าฮวงโฮ้ว (马皇后) จึงเป็นโอรส หรือ ตี๋จื่อ ถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาล จริงแล้วหลังจากผ่านการตรวจสอบของนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ พระมารดาของจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ จูตี้ ไม่ใช่พระมเหสี หม่าฮวงโฮ้ว

ปัญหาพระมารดาที่แท้จริงของจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของพระองค์แต่ยังส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อพฤติกรรมการปฎิบัติของพระองค์ ตามตำนานกล่าวว่า องค์หญิงกงเฟย (碽妃) คือ พระมารดาที่แท้จริงของจักรพรรดิจูตี้ ซึ่งถูกลงทัณฑ์ด้วยพระบิดาของพระองค์ คือ จักรพรรดิจูหยวนจางซึ่งสงสัยในตัวองค์หญิงจะมีชู้รักทั้งบันทึกประวัติศาสตร์จีนซึงเป็นทางการยังมีหลักฐานมายืนยันในการคาดเดาวิเคราะห์นี้

ความทุกข์ยากในยุคเริ่มต้นของพระองค์

เมื่อจักรพรรดิเจี้ยนเหวินตี้ตัดขาดพระองค์ เยี้ยนหวางจูตี้ซึ้งอยู่ไกลถึงเป่ยผิงรู้พระองค์ดีไม่สามารถนั่งนิ่งดูดายรอหายนะได้ ด้วยความพยายามอุตสาหะที่บังคับบัญชาทหารและศึกษากลยุทธอย่างลึกซึ้งมาเป็นเวลานานหลายๆปี ปี ค.ศ. 1399 เดือนเจ็ด ทรงยกทัพออกทำศึกจากเมืองเป่ยผิงมุ่งตรงสู่เมืองหนานจิง เพื่อกำจัดขุนนางทรราชย์ที่อยู่รอบข้างจักรพรรดิเจี้ยนเหวินตี้ กำจัดภัยพิบัติของประเทศ

ครั้นยกออกจากเป่ยผิงไม่นานเท่าไหร่ ปะทะทำสงครามกับกองทัพข้าศึกที่ดินแดนทางใต้ของตงป้า (东坝)ในปัจจุบัน การรบขยายวงกว้าง ที่ภูเขาเป้ยฝู่ฉงซัน (背负重山) หันหน้าไปทางผิงลู่ (平陆) ทั้งภูเขาและแม่น้ำเชื่อมต่อกันออกสู่ทะเล เป็นสามเหลี่ยมจุดรวมแม่น้ำป้าเหอ (坝河) แม่น้ำเหลี้ยงหม่าเหอ (亮马河) และแม่น้ำเวินยวี่เหอ (温榆河) เยี้ยนหวางจูตี้ขี่ม้าสีขาวน้ำเงินถูกกองทัพศัตรูไล่ล่าอย่างกระชั้นชิดตามไปจนถึงริมฝั่งแม่น้ำ พระองค์คิดว่าพระองค์ไม่มีทางรอดทรงตายแน่ๆจึงลงจากหลังม้าตรัสกับม้าพระองค์ว่า เจ้าสามารถกระโดดข้ามแม่น้ำนี้พาข้าพ้นออกจากภัยอันตรายไหม ตรัสจบพระองค์ขึ้นขี่ม้าบังคับบังเหียน เจ้าม้าตัวนี้พาเยี้ยนหวางจูตี้ข้ามแม่น้ำทั้งสาม สลัดหลุดจากการไล่ล่าของศัตรู หลุดพ้นภัยอันตรายจนปลอดภัย ในที่สุดม้าตัวนี้ล้มตายเพราะความเหนื่อย

เยี้ยนหวางจูตี้แม้ว่าพึ่งผ่านอันตรายมาได้นำทัพยกผ่านทงโจว (通州) จี้โจว (蓟州) เต๋อโจว (德州) จี่หนาน (济南) ซูโจว (宿州) หยางโจว (扬州) ในปี ค.ศ.1402 เดือนหกยกทัพเข้าตีเมืองหนานจิง เดือนเจ็ดสถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นจักรพรรดิ ใช้รัชสมัยว่า หย่งเล่อ (永乐) ย้ายเมืองหลวงไปยังเป่ยผิงเปลี่ยนชื่อเป็นเป่ยจิง เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความทุกข์ยากลำบากในยุคเริ่มต้นของพระองค์ ส่วนม้าตัวที่ประทับซึ่งซื่อสัตย์และกล้าหาญของพระองค์ พระองค์โปรดให้สร้างวัดหม่าเสินเมี่ยว (马神庙, วัดเทพเจ้าม้า) ที่ตงป้า ปั้นรูปม้าเป็นพระประธานของวัดเพื่อเป็นที่สักการะบูชา

ความรัก จอมนางคู่บังลังก์

 พระมเหสีสวี๋ฮวงโฮ้ว

ชีวิตรักของจักรพรรดิจูตี้ในเรื่องผู้หญิงช่างตื่นตาตื่นใจ สวี๋ฮวงโฮ้ว เธอคือผู้หญิงซึ่งมีความรับผิดชอบอย่างสูงไม่เคยปฎิเสธการแบกภาระต่างๆ เธอเป็นลูกสาวของสวี่ต๋า (徐达) ขุนนางผู้มีความสามารถร่วมสถาปนาราชบังลังค์ พระมเหสีสวี๋ฮวงโฮ้วองค์นี้ทรงชำนาญในการศึกษาและทรงสามารถในการทหาร รู้จักกันว่า “อายุน้อยสุขุมและเยือกเย็นบริสุทธิ์ มีการศึกษาสูง กล่าวว่า เธอคือ บัณฑิตหญิง (女诸生, นวี่จูเซิน)”

เมื่อร่างกายของเจ้าหญิงสวี๋เต็มไปด้วยเลือดของแม่ทัพใหญ่สวี๋ต๋า ความสุขุมเยือกเย็นที่เคยมีอยู่แล้วกลับเพิ่มขึ้น เป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่สู่ตัวพระนาง คือในเวลาที่เยี้ยนหวางจูตี้ยกทัพขึ้นก่อกบฎนั่นเอง ทางราชสำนักส่งหลี่จิ่งหลงมาล้อมปราบเป่ยผิง ในขณะนั้นที่เยี้ยนหวางจูตี้ไปขอเข้าพบหนิงหวางจูฉวน (宁王朱权) เพื่อขอความช่วยเหลือ เมืองเป่ยผิงว่างเปล่าไม่มีใครดูแลหมิ่นเหม่ต่อการถูกโจมตี เจ้าหญิงสวี๋ในห้วงที่ตกอยู่ในอันตรายนั้นพระองค์ทรงสวมใส่ชุดเกราะทหารเพื่อทำการป้องกันรักษาเมืองเป่ยผิง

พระมเหสีสวี๋ฮวงโฮ้วเคยพระอักษรหนังสือ รวบรวม “พระราชกิจจานุเบกษาของสตรี” (女宪, นวี่เสี้ยน) และ “ พระราชบัญญัติของสตรี” (女诫, นวี่เจ่ย) เพื่อจัดทำ “คู่มือฝึกอบรมการบริหารบ้านเมือง” (内训, เน่ยซวิ่น) เป็นจำนวนยี่สิบบท ทั้งยังจัดทำหมวดหมู่ของคำคมและการปฎิบัติดีของคนโบราณจัดทำเป็น “คู่มือการเป็นคนดี” (劝善书, ฉ้วนซ้านซู) ประกาศใช้บังคับทั่วประเทศ พระองค์ทรงแนะนำชักจูงให้จักรพรรดิจูตี้รักและหวงแหนประชาชนอยู่เสมอ แสวงหาผู้มีความสามารถมารับใช้ราชสำนัก เมตตากรุณาและเคารพบรรพบุรุษ อย่าได้มาเอาอกเอาใจพระนางและญาติมิตร

เมื่อพระนางมีพระชนม์มายุ 46 ปีพระนางทรงสิ้นพระชนม์ด้วยโรคร้าย จักรพรรดิจูตี้ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แต่งตั้งพระนามพระนางว่า “เหรินเสี้ยวฮวงโฮ้ว” (仁孝皇后) ตั้งแต่นั้นเป็นเวลากว่าหลายสิบปีที่จักรพรรดิจูตี้ไม่ยอมแต่งตั้งใครขึ้นดำรงตำแหน่งฮวงโฮ้ว เนื่องจากพระมเหสีสวี๋ฮวงโฮ้วทรงสถิตอยู่ในใจของจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ จูตี้ตลอดกาลนานชั่วนิรันดร ไม่มีใครสามารถมาแทนที่พระนางได้

 

ประหารชีวิตนางสนมกำนัลรับใช้สามพันนาง

จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ จูตี้ในประวัติศาสตร์ได้สร้างความดีความชอบไว้มากมาย แต่พระองค์เป็นคนปากแข็ง เอาแต่ใจตนเอง ระแวงขี้สงสัย เป็นจักรพรรดิที่ประหารคนนับไม่ถ้วน ในปลายรัชสมัยหย่งเล่อ พระองค์ทรงสั่งประหารนางสนมกำนัลรับใช้และขันทีอย่างมุทะลุแก่อารมณ์ ในโศกนาฏกรรมครั้งนี้นางสนมกำนัลรับใช้ถูกประหารไปมากกว่าสามพันคน เป็นโศกนาฎกรรมครั้งยิ่งใหญ๋ของวังหลังในสมัยราชวงศ์หมิง

ในต้นรัชสมัยหย่งเล่อ ประเทศจีนค่อยๆฟื้นฟูขึ้นมาสู่ความยิ่งใหญ่ จักรพรรดิจูตี้ทรงแสวงหาความสุขส่วนพระองค์ วังหลังมีสาวงามเป็นจำนวนมาก ปีที่ห้ารัชกาลหย่งเล่อ (ค.ศ.1407) พระมเหสีสวี๋ฮวงโฮ้วสิ้นพระชนม์เพราะโรคภัย ไม่มีการแต่งตั้งพระราชินีฮวงโฮ้วขึ้นเป็นทางการแทนพระนาง หวางกุ้ยเฟย (王贵妃) และเสียนเฟยฉวนซื่อ (贤妃权氏) คือนางสนมทั้งสองที่พระองค์ทรงโปรดปรานมากที่สุด ฉวนซื่อ คือ สาวงามจากเกาหลีเหนือที่ถูกคัดเลือกตัวมาถวายพระองค์ มีความงามเหนือกว่าสาวงามใดๆ ทั้งยังฉลาดล้ำเลิศ มีความสามารถในการร้องรำทำเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งดีกว่านางยวี่เซียว (玉箫) สาวงามสมัยราชวงศ์ถัง จักรพรรดิจูตี้ทรงรักลุ่มหลงในตัวนาง

ปีที่เก้ารัชสมัยหย่งเล่อ (ค.ศ.1410) จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ยกทัพออกไปทำศึก พระองค์ทรงนำฉวนซื่อเสียนเฟยติดตามพระองค์ไปเป็นนางสนมกำนัลรับใช้พระองค์ที่กองทัพริมชายแดน ฉวนเสียนเฟยเมื่อกองทัพมีชัยชนะได้กลับสู่พระราชวัง แต่เสียชีวิตในระหว่างทางที่หลินเฉิง (临城) ศพถูกฝังไว้ที่เขตอี้เสี้ยน (峄县) จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ทรงเสียพระทัยใจสลายเป็นอย่างยิ่ง

จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ตั้งแต่เสียนางสนมฉวนเสียนเฟยไป อารมณ์ของพระองค์ยังไม่ดีขึ้นแต่กลับมาพบว่า นางสนมสาวชาวเกาหลีแซ่ลวี่ (吕) สองคนแอบมีสัมพันธ์รักลับๆกับขันที กลายเป็นหายนะยิ่งใหญ่ของวังใน พระองค์ทรงสั่งประหารนางสนมแซ่ลวี่ พร้อมกับนางกำนัลรับใช้และขันทีที่มีส่วนร่วมเป็นจำนวนหลายร้อยคน

ปีที่สิบแปดรัชสมัยหย่งเล่อ (ค.ศ.1420) จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่เตรียมแต่งตั้งนางสนมหวางกุ้ยเฟยขึ้นเป็นพระราชินี ฮวงโฮ้ว แต่นางกลับเสียชีวิตเสียก่อน เป็นอีกครั้งหนึ่งที่จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ต้องประสบกับความเจ็บช้ำระกำใจจากการสูญเสีย แล้วยังเป็นอีกครั้งที่เกิดเรื่องฉาวโฉ่วในวังหลังเมื่อเจียลวี่ (贾吕) กับ กงเหรินยวีซื่อ (宫人鱼氏)อยู่ในที่ลับมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับขันทีน้อยถูกเปิดเผยออกมา จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ทรงพระพิโรธเป็นอย่างยิ่ง เจียลวี่ และยวีซื่อเกรงกลัวพระราชอาญาชิงแขวนคอผูกคอตายไปก่อน จักรพรรดิจูตี้ทรงสืบหาสาเหตุโดยสอบสวนจากสาวรับใช้ของนางทั้งสองด้วยพระองค์เอง โดยไม่คาดคิดกลับตรวจสอบพบกลุ่มนางสนมกำนัลรับใช้กลุ่มหนึ่งวางแผนฆาตกรรมบุคคลที่รับสารภาพต่อจักรพรรดิจูตี้ จักรพรรดิจูตี้ทรงโกรธจัด ลงมือทรมานนางสนมกำนัลเหล่านั้นอย่างโหดร้ายด้วยพระองค์เอง ในบรรดานางสนมกำนัลที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์นี้ถูกจักรพรรดิจูตี้ประหารชีวิตเป็นจำนวนมากกว่า 2,800 คน

แล้วทุกครั้งที่จักรพรรดิจูตี้ลงมือทรมาน มีนางสนมกำนัลที่รอรับโทษประหารด่าจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ต่อหน้าว่า “พระองค์คือชายแก่ที่หมดพลัง นางสนมมีความสัมพันธ์กับขันที มีความผิดอันใด” จักรพรรดิจูตี้ให้ช่างวาดภาพมาวาดภาพเจียลวีและขันทีน้อยโอบกอดกัน เพื่อเป็นการย้ำเตือนความอัปยศอดสูของนางสนมกำนัล ในขณะเดียวกันสั่งประหารชีวิตนางสนมอย่างมุทะลุไม่ยับยั้งชั่งใจ ตามบันทึกของ “หลี่เฉาสือลวู่” (李朝实录) ในขณะที่ประหารนางสนมกำนัลในวังในนั้น ฟ้าได้ผ่าลงมากลางพระราชวัง แต่ทุกคนในพระราชวังต่างมีความยินดีเนื่องจากคิดว่าจักรพรรดิจูตี้คงต้องกลัวผลกรรมที่ทำไปและจะหยุดประหารนางสนมกำนัล แต่จักรพรรดิจูตี้หากลัวไม่ทรงลงมือสั่งประหารให้เป็นไปตามเดิม กล่าวว่า “ไม่เกรงกลัวต่อศาสนา ประสงค์จะประหารให้สิ้น ซึ่งไม่แตกต่างจากวันธรรมดาอีกวันหนึ่ง

แล้วประวัติของจักรพรรดิหย่งเล่อ หรือ จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ จูตี้ ก็จบลงด้วยประการฉะนี้ หลังจากใช้เวลาแปลมาหลายเดือน เนื่องจากความขี้เกียจมาเยือน

ตอนนี้กำลังหาเรื่องราวที่น่าสนใจของจีนมาแปลต่อเนื่องต่อไป คงค่อยๆเสาะหาหรือจะแนะนำมาก็ได้...ครับ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8
BlueHill วันที่ : 15/05/2014 เวลา : 10.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

(0)
ขอบคุณครับผม
ความคิดเห็นที่ 7
Jui วันที่ : 15/05/2014 เวลา : 08.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(1)

คุณชาลีไปที่ YouTube หรือ Youku.com ของจีนเลย
เอาภาษาจีนนี้ไปเปะ 郑和下西洋 ของ Youkuมีแน่นอน
เป็นละครซีรี่ย์ ประวัติเจิ้งเหอนำเรือมหาสมบัติออกสู่ทะเล
ละครมีทั้งหมด 50 ตอน ดูกันตาแฉะเลยครับ
ของ YouTube ถ้ามีน่าจะมีซับไตเติ้ลอังกฤษด้วยครับ
เชิญทัศนาให้เพลินใจ
ความคิดเห็นที่ 6
Maira วันที่ : 14/05/2014 เวลา : 22.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Illusions

(0)
ดีจังค่ะคุณ Jui...มัยรากำลังสนใจประวัติศาสตร์จีน
ขอความกรุณา ก๊อป ไว้อ่านนะคะ
ความคิดเห็นที่ 5
BlueHill วันที่ : 14/05/2014 เวลา : 20.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

(0)
มีซีรีส์หรือหนัง แนะนำไหมครับ
เรื่องการผจญภัยของเจิ้งเหอ
ความคิดเห็นที่ 4
cozy วันที่ : 14/05/2014 เวลา : 13.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kakalot
I agreed that what really matters is what you like, not what you are like... Books, records, films -- these things matter. Call me shallow but it's the fuckin' truth - High Fidelity

(0)
เจิ้งเหออ่านหนังสือยังไม่จบเลยครับพี่ ค้างไว้หลายเดือนละ
ความคิดเห็นที่ 3
พล.ท.นันทเดช วันที่ : 13/05/2014 เวลา : 19.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunrimfar
พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์

(0)
ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือแปลจีน มาตั้งแต่ชั้้นมัทยม ตอนนี้มีเก็บรวบรวมไว้มากกว่าๅ5พันเล่มครับ
เรื่องของคุณ จะเก็บไ้ว้เป็นพิเศษ เพราะไปเกี่ยวข้องกับนิยายจีนหลายเรื่องครับ น่าจะไปแปลหนังสือจีนขาย ครับ เขียนถึงพันคำก็ยังต้องจบและ จากกันไปอยู่ดีครับ
ความคิดเห็นที่ 2
Jui วันที่ : 13/05/2014 เวลา : 10.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(0)

เจิ้งเหอที่ต้องเข้ามาเมืองไทยครั้งแรกในครั้งที่สามของการเดินเรือ เพราะว่า ช่องแคบมะละกาขึ้นต่ออาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ต้องส่งส่วยกลับสู่สยาม

ที่เจิ้งเหอเข้าสยามเพราะต้องการให้มีการยกเลิกการเก็บภาษีเปิดเป็นท่าเรือเสรีในช่องแคบมะละกา และสิงคโปร์

เข้าใจว่า บางแห่งเจิ้งเหอก็ไม่เคยเยี่ยม แต่เป็นลูกเรือที่ได้เสียกับสาวชาวพื้นเมืองตั้งรกรากในประเทศไทย ทำศาลหรือวัดรำลึกถึงเจิ้งเหอ ครับ
ความคิดเห็นที่ 1
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 13/05/2014 เวลา : 10.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

(0)
เมืองไทย ...เจิ้งเหอ ..มีอยู่หลายแห่ง
แสดงว่าท่านมาเมืองไทยแล้วไปมาหลายจุดนะครับ
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน