• Jui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nopprasornn@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-11
  • จำนวนเรื่อง : 398
  • จำนวนผู้ชม : 1182389
  • จำนวนผู้โหวต : 631
  • ส่ง msg :
  • โหวต 631 คน
<< กันยายน 2014 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน 2557
Posted by Jui , ผู้อ่าน : 12615 , 08:50:03 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน

ซางยาง ผู้วางรากฐานให้รัฐฉินจนฉินสื่อฮวางตี้รวบรวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่น

ก่อนที่ประเทศจีนจะรวมกันเป็นปึกแผ่นในสมัยจักรพรรดิฉินสื่อฮวางตี้ (จักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้) รัฐฉินในสมัยจักรพรรดิฉินสื่อฮวางตี้เรืองอำนาจสุดๆจนไร้ผู้ต่อกร แต่ก่อนที่รัฐฉินจะเรืองอำนาจสุดๆนั้นรัฐฉินไม่ได้ถูกสร้างโดยสมัยเดียว แต่ผ่านการปฎิรูปรัฐมาหลายครั้งหลายสมัยจนสามารถเรืองอำนาจทางดินแดนด้านตะวันตก แล้วแผ่อำนาจมาสู่ดินแดนภาคกลางและด้านตะวันออก

บุคคลที่มีส่วนสำคัญในการปฎิรูปและวางรากฐานให้แก่รัฐฉินขึ้นมามีอำนาจเติบใหญ่จนรัฐอื่นไม่สามารถต่อกรได้ คือบุคคลที่ทำงานรัฐฉินในสมัยฉินเสี้ยวกงปกครองรัฐฉิน ผู้มีนามว่า ซางยาง

 

ซางยาง (商鞅, ประมาณ ปี 395 ก่อนคริสต์ศักราช ถึง ปี 338 ก่อนคริสต์ศักราช) เป็นนักการเมืองการปกครอง นักปฎิรูป นักคิด นักการทหารในสมัยสงครามจ้านกั๊ว เป็นผลผลิตจากสำนักความคิดฝ่าเจีย (法家, สำนักนิติธรรม) เป็นชาวรัฐเว่ย (卫, ปัจจุบัน คือ หมู่บ้านเหลียงจวงเจิ้น梁庄镇 เขตเน่ยหวงเสี้ยน内黄县 เมืองอันหยาง安阳 มณฑลเหอหนาน) เป็นบุตรหลานของผู้ครองรัฐรัฐเว่ย แซ่เดิม คือ กงซุน (公孙) ดังนั้นจึงมีคนเรียกชื่อท่านว่า เว่ยยาง (卫鞅) กงซุนหยาง (公孙鞅) เนื่องจากได้รับความดีความชอบในการทำสงครามเหอซี (河西) ยึดเมืองได้ถึงสิบห้าเมืองซึ่งเคยเป็นเมืองในอดีตของราชวงศ์ซาง (商)  จึงได้รับแต่งตั้งเป็น ซางจวิน (商君) และเรียกชื่อท่านว่า ซางยาง (商鞅)

ซางยางทำการปฎิรูปรัฐฉินให้เป็นรัฐที่เรืองอำนาจและมั่งคั่ง เรียกการปฎิรูปนี้ว่า ซางยางเปี้ยนฝ่า (商鞅变法) ในด้านการเมืองการปกครอง ซางยางได้มีการปฎิรูประบบทะเบียนสำมะโนครัวของรัฐฉิน  การแต่งตั้งและชั้นยศของนายทหาร ระบบที่ดิน การแบ่งเขตการปกครอง การจัดเก็บภาษี มาตราชั่ง ตวง วัด รวมทั้งประเพณีพื้นบ้านแต่ละท้องถิ่น พร้อมทั้งออกกฎหมายที่มีมาตรการรุนแรง ในด้านเศรษฐกิจ ซางยางเสนอการสนับสนุนอย่างหนักแน่นต่อการทำเกษตรและต่อต้านการค้า ให้รางวัลแก่ชาวเกษตรและชาวเย็บปักถักทอ ในด้านการทหาร ซางยางเป็นผู้บัญชาการกองทัพรัฐฉินยึดแผ่นดินแถบแม่น้ำเหอซีกลับคืนมา

ปี 338 ก่อนคริสต์ศักราช ฉินสี้ยวกงสิ้นพระชนม์ ฉินหุ้ยเหวินหวาง (秦惠文王) ขึ้นครองรัฐฉิน ในปีที่ฉินเสี้ยวกงสิ้นพระชนม์ บุตรชายของซางยางถูกกล่าวหาก่อกบฎ ซางยางและบุตรสู้รบพ่ายแพ้จนตัวตายที่ถงตี้ (彤地) ศพของซางยางถูกนำกลับมาที่เมืองเสียนหยาง หลังจากใช้ม้าศึกแยกศพออกเป็นห้าส่วนแล้วจึงนำมาประจานสู่สาธารณะ

 

อัตถะชีวประวัติ

ชีวิตในวัยเยาว์

ซางยางในวัยเยาว์นิยมศึกษากฎหมายอาญาโดยได้รับอิทธิพลจากหลี่คุย (李悝) อู๋ฉี่ (吴起) เป็นอันมาก เขาอาศัยซื่อเจี่ยว (尸佼) เป็นผู้สอนคำสอนของสำนักความคิดจ๋าเจีย (杂家) ภายหลังทำงานรับใช้รัฐเว่ยใต้อาณัติของกงชูชั(公叔痤) มุหนายกรัฐเว่ย (魏) กงชูชั๋วตอนป่วยหนักได้แนะนำซางยางให้แก่เว่ยหุ้ยหวาง (魏惠王) กราบทูลว่า “ซางยางหนุ่มน้อยคนนี้มีความสามารถ สามารถดำรงตำแหน่งสมุหนายกบริหารรัฐเว่ย” ทั้งยังกราบทูลเว่ยหุ้ยหวางว่า “ถ้าพระองค์ไม่คิดใช้ซางยางสนองพระเดชพระคุณ โปรดนำตัวเขาไปประหารชีวิต เพิ่อไม่ให้เขาหนีไปรับใช้รัฐอื่น” เว่ยหุ้ยหวางเข้าใจว่ากงชูชั๋วป่วยหนักจนใกล้ตายแล้ว คำพูดหลุดออกมาจากการไร้สติ จึงไม่ได้ใส่ใจในคำพูดเหล่านั้น แล้วกงชูชั๋วได้บอกกับซางยางให้รีบหลบหนีออกจากรัฐเว่ยโดยด่วน ซางยางเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเว่ยหุ้ยหวางไม่นำพาต่อคำกราบทูลเรียนเสนอของกงชูชั๋ว และไม่นำพาต่อคำกราบทูลให้ประหารชิวิตเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รีบหลบหนีออกจากรัฐเว่ยไปที่ไหน

สู่รัฐฉิน  

ปี 362 ก่อนคริสต์ศักราช ฉินเสี้ยวกงขึ้นครองรัฐฉิน ในเวลานั้นบริเวณแม่น้ำหวงเหอ (黄河) และดินแดนตะวันออกของเสี๋ยวซาน (崤山) ได้มีการก่อตั้งหกรัฐใหญ่แห่งยุคสงครามจ้านกั๊วแล้ว บริเวณระหว่างแม่น้ำหวยเหอ (淮河) กับแม่น้ำซื่อสุ่ย (泗水) ก็มีรัฐเล็กๆเกิดขึ้นสิบกว่ารัฐ อำนาจของราชสำนักราชวงศ์โจว (周) เสื่อมคลายตกต่ำลงไปเรื่อยๆ เจ้าครองรัฐต่างๆต่างใช้อาวุธและกำลังเข้าแย่งชิงอำนาจหรือผนวกดินแดน รัฐฉินเป็นดินแดนอยู่ห่างไกลอยู่ ณ.ที่เมืองยงโจว (雍州) ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมร่วมผู้นำของแต่ละรัฐในดินแดนภาคกลาง จึงทำให้ทุกรัฐหมางเมินรัฐฉิน ดูถูกเสมือนเป็นชาวป่าเถื่อน เมื่อฉินเสี้ยวกงขึ้นครองรัฐแล้วต้องการที่จะรื้อคืนตำแหน่งรัฐผู้เรืองอำนาจ (霸业, ป้าเย่) ในสมัยฉินมู้กง (秦穆公) กลับคืนมาเป็นของตน ดังนั้นจึงออกคำสั่งภายในรัฐฉินเสาะหาผู้มีชื่อเสียงและผู้มีความสามารถมารับใช้ตน ประชาชนในรัฐอยู่เป็นสุข ขุนนางชั้นผู้ใหญ่เสนอนโยบายฟู่กั๊วเฉียงปิง (富国强兵, สร้างประเทศมั่งคั่ง มีกองทัพที่เข้มแข็ง)

 

 

เมื่อกงชูชั๋วเสียชีวิต ซางยางได้ยินประกาศคำสั่งของฉินเสี้ยวกงภายในรัฐฉินที่ประกาศเสาะหาคนดีมีความสามารถมารับใช้ จึงนำบันทึกฝ่าจิง (法经) ของหลี่คุยติดตัวหลบหนีไปรัฐฉิน ผ่านการตรวจสอบและสายสัมพันธ์กับ จิ่งเจียน (景监) ขุนนางรับใช้คนสนิทของฉินเสี้ยวกงจึงได้เข้าเฝ้าฉินเสี้ยวกง ซางยางครั้งแรกที่พบฉินเสี้ยวกงได้ชักชวนฉินเสี้ยวกงให้รับฟังวิถีการเป็นจักรพรรดิจากเขา ฉินเสี้ยวกงรับฟังเสร็จแล้วแสดงอาการหาวออกมาทั้งยังบอกผ่านจิ่งเจียนว่า ซางยางคนนี้เป็นคนหยิ่งทรนงดื้อรั้น ไม่อาจนำมารับใช้ได้

ห้าวันต่อมาซางยางมีโอกาสเข้าเฝ้าฉินเสี้ยวกงเป็นครั้งที่สอง นำวิถีการเป็นกษัตริย์มาอธิบาย ฉินเสี้ยวกงรับไม่ได้จึงบอกกล่าวผ่านจิ่งเจียนตำหนิและปฎิเสธซางยางไป ครั้งที่สามซางยางเข้าเฝ้าฉินเสี้ยวกง คราวนี้เขานำวิถีการเป็นป้าจู่ (เจ้าครองรัฐเรืองอำนาจ) มาอธิบาย แน่นอนถึงแม้ฉินเสี้ยวกงไม่ได้นำเอาวิถีทางเหล่านี้มาใช้ แต่ความตั้งใจของซางยางตอนนี้ได้เข้าไปอยู่ในใจของฉินเสี้ยวกงแล้ว

ครั้งสุดท้ายที่ซางยางเข้าพบฉินเสี้ยวกงต่างสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดที่มีต่อนโยบายฟู่กั๊วเฉียงปิง ฉินเสี้ยวกงฟังแล้วมีความประทับใจเป็นอันมาก ลืมตัวนั่งคุกเข่าคลานเข้าไปนั่งฟังใกล้ๆซางยาง ทั้งสองพูดจาสนทนาแลกเปลี่ยนเป็นเวลาล่วงไปหลายๆวันโดยไม่เบื่อหน่ายเหนื่อยล้า จิ่งเจียนไม่เข้าใจจึงถามซางหยางเหตุผลว่าทำไม ซางยางอธิบายว่าฉินเสี้ยวกงเพียงตั้งใจที่จะดำรงตำแหน่งเจ้าครองรัฐผู้เรืองอำนาจ (ป้าจู่) แต่มันจำเป็นต้องใช้เวลาอันแสนยาวนานในการบรรลุผลสำเร็จในการดำรงตำแหน่งกษัตริย์ หรือ จักรพรรดิ ซึ่งพระองค์ไม่สนใจ

เบื้องต้นของการปฎิรูป

ปี 359 ก่อนคริสต์ศักราช ฉินเสี้ยวกงตัดสินใจที่จะดำเนินการปฎิรูปภายในรัฐ มีคนที่กลัวการเปลี่ยนแปลงพูดจาแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างมากมายและกว้างขวาง ดังนั้นจึงเกิดความลังเลใจ ฉินเสี้ยวกงจึงออกคำสั่งเปิดท้องพระโรงเพื่อประชุมภายในราชสำนักมีคำสั่งให้ขุนนางทั้งหมดถกเถียงกันหาข้อสรุปในเรื่องนี้

กานหลง (甘龙) ตู้จือ (杜挚) ตัวแทนขุนนางเก่าลุกขึ้นมาคัดค้านการปฎิรูป พวกเขาคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะทำการปฎิรูป เป็นเครื่องมือที่ไม่ง่ายในการลงมือปฎิบัติ กฎหมายโบราณก็ยังไม่ล้าสมัย พิธีกรรมต่างๆก็ไม่เสียหาย ซางยางอภิปรายโต้แย้งว่า “สมัยก่อนคำสอนไม่เหมือนกัน แล้วกฎหมายโบราณจะเหมือนกันได้อย่างไร? ระบบกษัตริย์สมัยก่อนดูไม่ซับซ้อน ไม่งั้นจะปฎิบัติตามพิธีกรรมกันอย่างไร?” “รัฐนาวาไม่มีหนทางอื่น ดังนั้นรัฐจึงไม่ควรเลือกใช้กฎหมายเก่า กษัตริย์ทาง (汤) กษัตริย์อู่ (武) ก็ยังไม่ปฎิบัติตามธรรมเนียมโบราณ หยินเซี่ยจือ (殷夏之) ตายไปแล้ว ไม่ง่ายที่จะให้พิธีกรรมเก่าๆตายตามไปด้วย แต่การต่อต้านธรรมเนียมแบบโบราณไม่สามารถกระทำสิ่งที่ผิดได้ การแก้ไขเพียงพิธีกรรมยังไม่เพียงพอต่อการปฎิรูป” ดังนั้นซางยางจึงนำเสนอความคิด “ณ.ห้วงเวลานั้นกับการออกกฎหมาย เพื่อทำการต่างๆกับระบบพิธีกรรม” (เป็นวลีในบันทึกประวัติศาสตร์จีน ซางจวินซู เกิ้งฝ่าเพียน商君书 更法篇 บันทึกเก็บรวบรวมอัตถะชีวประวัติของซางจวิน) นี่คือประวัติศาสตร์วิวัฒนาการทางความคิดหักล้างข้อเสนอฟื้นฟูธรรมเนียมโบราณของกลุ่มขุนนางเก่าที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติโบราณ” (法古, ฝ่ากู่) และ “ผ่านทางพิธีกรรม” (循礼, สวินหลี่) เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นของขุนนางและประชาชนในการดำเนินการปฎิรูปทางการเมือง

 

การนำเสนอการปฎิรูป

ประกาศเผยแพร่ปลูกฝังไปทุกหย่อมหญ้า

หลักสำคัญ คือ ต้องกระจายไปทุกหย่อมหญ้า (垦草令, เคิ่นเฉาหลิ้ง)

หลังจากมีการถกเถียงโต้แย้งการปฎิรูปจนมีผลสรุป ปี 359 ก่อนคริสต์ศักราช ฉินเสี้ยวกง ออกคำสั่งให้ซางยางปิดประกาศกระจายไปทุกหย่อมหญ้าภายในรัฐฉิน เป็นการโหมโรงเพื่อทำการปฎิรูปรัฐครอบคลุมทุกๆด้าน สาระหลักสำคัญใหญ่ๆคือ การกระตุ้นให้เกิดการผลิตทางเกษตรกรรม ควบคุมการพัฒนาทางการค้าขาย (การตีความในปัจจุบันผิดพลาด ควรจะตีความเป็นการสนับสนุนการค้า) ปรับค่านิยมทางสังคม ยกระดับการรับรู้ฐานะทางสังคมของสังคมเกษตรกรรม ลดระดับชนชั้นสูง สิทธิพิเศษของข้าราชการ นำขุนนางและชนชั้นสูงภายในรัฐเข้าสู่การผลิตทางการเกษตร ดำเนินการปฎิรูปการจัดเก็บภาษีแบบครบวงจร และแผนการการปฎิรูปมาตรการอื่นๆ

การปฎิรูปครั้งที่หนึ่ง

หลักสำคัญ คือ การปฎิรูปของซางยาง

หลังจากนโยบายกระจายไปทุกหย่อมหญ้าสำริดผลในรัฐฉิน ปี 356 ก่อนคริสต์ศีกราช ฉินเสี้ยวกงแต่งตั้งซางยางขึ้นเป็นเสนาบดีฝ่ายซ้าย ดำเนินการปฎิรูปรัฐครั้งที่หนึ่งภายในรัฐฉิน สาระหลักสำคัญ คือ การปฎิรูประบบการลงทะเบียนสำมะโนครัว ดำเนินการเกี่ยวข้องกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมเกินห้าคน กำหนดพระราชกฤษฎีกา พระราชอัยการศึกของกองทัพรวมทั้งการกำหนดการปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่ทหาร ยกเลิกระบบถ่ายเทอำนาจและการปูนบำเหน็จรางวัลผ่านทางสายเลือด จัดตั้งระดับขั้นและตำแหน่งของขุนนางข้าราชการแบ่งเป็น 20 ขั้น กฎหมายอาญาลงโทษผู้กระทำผิด สนับสนุนส่งเสริมการทำเกษตรปราบปรามควบคุมการค้า ปฎิรูปกฎหมายเพื่อกำหนดเป็นกฎหมายของรัฐฉิน ปรับปรุงระบบครอบครัวและสำมะโนครัว และแผนการปฎิรูปมาตรการอื่นๆ

การปฎิรูปรัฐครั้งที่สอง

เสียนหยาง (咸阳, ปัจจุบัน คือ ซากเมืองเก่าทางทิศตะวันออกของเมืองเสียนหยางปัจจุบัน มณฑลส่านซี) ตั้งอยู่ตรงที่ราบตรงกลางของกวนจง (关中) ทิศเหนือ คือ เกาหยวน (高原) ทิศใต้ติดกับแม่น้ำเว่ยเหอ (渭河) ถ้าล่องไปตามแม่น้ำเว่ยเหอจะเชื่อมต่อตรงกับแม่น้ำหวงเหอ (黄河, แม่น้ำเหลือง) ปลายสุดระหว่างภูเขาหนานซาน (南山) และแม่น้ำเว่ยเหอต้องผ่านด่านหานกู่กวน (函谷关) เพื่อสะดวกในการขยายอาณาเขตผ่านด่านหานกู่กวนไปยังดินแดนทิศตะวันออก

ปี 350 ก่อนคริสต์ศักราช ฉินเสี้ยวกงออกคำสั่งให้ซางยางปรับปรุงทหาร เนื่องจากที่เมืองหลวงรัฐหลู่ (鲁) และรัฐเว่ย (卫) กำลังซ่อมแซมปรับปรุงป้อมปราการและพระราชวังเป็นการขนานใหญ่ที่แคว้นจี้ (冀, มณฑลเหอเป่ย) อีกทั้งสร้างเมืองหลวงใหม่ ทั้งในปีต่อมานำเมืองหลวงเย่วหยาง (栎阳, ปัจจุบัน คือ ดินแดนแถบตะวันออกเฉียงใต้ของเขตฟู่ผิงเสี้ยน富平县 เมืองเว่ยหนาน渭南 มณฑลส่านซี) ของรัฐเจียง (将) มามอบแก่เสียนหยาง

ในเวลาเดียวกันออกคำสั่งให้ซางยางจัดการดำเนินการปฎิรูปเป็นครั้งที่สองภายในรัฐฉิน สาระสำคัญ คือ เปิดด่านชายแดน ยกเลิกระบบที่นาจิ่งเถียน (井田, ระบบที่นาแบ่งเป็นเก้าแปลง) ใช้ระบบที่นาหยวนเถียน (辕田, ระบบที่นาครอบครัว) อนุญาตให้ชาวบ้านมีสิทธิ์ถือครองที่ดินและซื้อขายกันได้ ดำเนินการกระจายอำนาจแบ่งแยกเขตปกครอง เริ่มต้นการจัเก็บภาษี ดำเนินการใช้มาตราชั่ง ตวง วัดให้เหมือนกันทั้งรัฐ เผาทำลายบทกวีและพระราชบัญญัติที่ไม่ทันสมัยต่อยุค เชิญคนดีมีฝีมือถึงบ้านมารับใช้ ห้ามโยกย้ายประชากร ในการจัดสำมะโนครัวประชากรห้ามพ่อแม่พี่น้องของชาวบ้านอาศัยอยุ่บ้านหลังเดียวกัน และแผนการปฎิรูปมาตรการอื่นๆ

สงครามเหอซี (河西)

หลังจากยึดครองดินแดนเหอซีซึ่งเคยเสียไปแล้ว ทำการฟื้นฟูยุคเรืองอำนาจในสมัยฉินมู้กง (秦穆公) ซึ่งคือความปรารถนาของ ฉินเซี่ยงกง (秦献公) และฉินเสี้ยวกง (秦孝公) ผู้ครองรัฐสองยุคสองสมัยของรัฐฉิน ฉินเสี้ยวกงขึ้นครองรัฐแล้วทำการยึดคืนดินแดนเหอซีซึ่งเคยเสียไปกลับคืนมาเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญอันดับแรกของรัฐฉิน

ปี 354 ก่อนคริสต์ศักราช รัฐจ้าว (赵) ยกทัพโจมตีรัฐเว่ย (卫) ซึ่งเป็นรัฐพี่เมืองน้องของรัฐเว่ย (魏) ยึดได้ดินแดนชี (漆) และฟู่ชิว (富丘, ปัจจุบันประมาณอยู่ในเขตจ่างหยวนเสี้ยน长垣县 มณฑลเหอหนาน) ทั้งสองแห่ง ดังนั้นนำไปสู่รัฐเว่ย (魏) เข้าแทรกแซง รัฐเว่ย (魏) นำทหารเข้าล้อมเมืองหลวงหานตาน (邯郸, ปัจจุบัน คือ เมืองหานตาน มณฑลเหอเป่ย) ของรัฐจ้าว ฉินเสี้ยวกงฉกฉวยโอกาสที่กองทัพหลักของรัฐเว่ย (魏) ยกทัพไปโจมตีศัตรู ส่งกองทัพลอบเข้าไปโจมตีรัฐเว่ย (魏) โจมตีกำแพงเมืองจุดสำคัญที่มีการป้องกันเข้มแข็งของดินแดนเหอซีของรัฐเว่ย (魏) ที่เมืองหยวนหลี่ (元里, ปัจจุบัน คือ ดินแดนทิศใต้เขตเฉิงเฉิงเสี้ยน澄城县 มณฑลส่านซี) กองทัพรัฐเว่ยพ่ายแพ้ ทำลายทหารรักษาการณ์ไปถึงเจ็ดพันคนและยึดได้เมืองเส่าเหลียง (少梁, ปัจจุบัน คือ ดินแดนทิศตะวันตกเฉียงใต้เมืองหานเฉิง韩城 มณฑลส่านซี) สงครามครั้งนี้เป็นการโหมโรงในยุคสมัยฉินเสี้ยวกงในการยึดครองดินแดนที่เสียไปกลับคืนมา ซางยางได้รับอำนาจเป็นผู้บัญชาการกองทัพยึดคืนดินแดนเหอซี ในระหว่างทำสงครามซางยางได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการศึกควบคุมกองทัพและการเจรจาต่อรองกับรัฐอื่น หลังจากรัฐฉินผ่านการปฎิรูปมาถึงสองครั้ง

 

สงครามอันยี่กู้หยาง (安邑固阳)

ปี 353 ก่อนคริสต์ศักราช จ้าวเฉิงโฮว (赵成侯) ส่งฑูตไปรัฐฉี (齐) เพื่อขอความช่วยเหลือ ฉีเวยหวาง (齐威王) ส่งทหารแบ่งเป็นสองกองทัพยกออกไปสองทางเพื่อช่วยเหลือรัฐจ้าว เส้นทางแรกกองทัพฉีกับจิ่งส้าน (景㪨)รัฐซ่ง (宋) และกงซุนชาง (公孙仓) รัฐเว่ย (卫) รวมกันเป็นทัพหนึ่งเข้าล้อมกองทัพเว่ย (魏) ที่เซียงหลิง (襄陵, ปัจจุบัน คือ เขตซุยเสี้ยน睢县 มณฑลเหอหนาน)

ในปีเดียวกันที่กำลังหลักของรัฐเว่ย (魏) เข้าโจมตีเมืองหานตาน เมืองหลวงรัฐจ้าว แต่การทำสงครามที่กุ้ยหลิง (桂陵) เส้นทางของอีกกองทัพหนึ่ง เถียนจี้ (田忌) กับซุนปิ้น (孙膑) เป็นผู้นำกองทัพรัฐฉีรบพ่ายแพ้ ฉู่ซวนหวาง (楚宣王) ก็ส่งแม่ทัพใหญ่จิ่งเซ่อ (景舍) ยกทัพมาช่วยรัฐจ้าวยึดดินแดนระหว่างแม่น้ำซุยสุ่ย (睢水) และแม่น้ำหุ้ยสุ่ย (濊水) ของรัฐเว่ย (魏) ได้

ฉินเสี้ยวกงฉวยโอกาสที่รัฐเว่ย (魏)  ว่างเปล่าไม่มีกองกำลังป้องกันในปี 352 ก่อนคริสต์ศักราช แต่งตั้งซางยางเป็นผู้บัญชาการใหญ่ (大良造, ต้าเหลียงจ้าว) นำทัพบุกตรงไปยังรัฐเว่ย (魏) เข้าล้อมรัฐเว่ย (魏) และยึดเมืองหลวงเก่าของรัฐเว่ย (魏) อันยี่ (安邑, ปัจจุบัน คือ ดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือเขตเซี่ยเสี้ยน夏县 มณฑลซานซี) เว่ยหุ้ยหวาง (魏惠王) ร้อนใจรีบส่งกองทัพกลับรัฐไปป้องกันที่กู้หยาง (固阳 ซึ่งก็คือ ติ้งหยาง定阳 ปัจจุบัน คือ เมืองเยียนอัน延安 มณฑลส่านซี) ทางทิศตะวันออกซ่อมแซมกำแพงเมืองเสียวซาน (崤山) ตั้งแต่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เมืองเสียวซานไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจดแม่น้ำหวงเหอ เพื่อเป็นแนวป้องกันการโจมตีของรัฐฉิน ปี 351 ก่อนคริสต์ศักราช ซางยางยกทัพมาอีกครั้งล้อมเมืองและยึดเมืองกู้หยางได้

สงครามซีปี่ (西鄙)

ปี 341 ก่อนคริสต์ศักราช ฉินเสี้ยวกงเป็นพันธมิตรกับรัฐฉี รัฐจ้าวสองรัฐนี้ทำสงครามโจมตีรัฐเว่ย ปีเดียวกันฉินเสี้ยวกงส่งซางยางเข้าโจมตีรัฐเว่ยที่เหอตง (河东) รัฐเว่ยส่งโอรสอ๋างอิ๋ง (卬迎) ทำศึก เมื่อทั้งสองทัพมาเผชิญหน้ากัน ซางยางให้ฑูตนำจดหมายไปส่งให้โอรสอ๋างอิ๋ง ใจความว่า “ข้าน้อยสมัยก่อนอยู่ร่วมกันกับโอรสต่างมีความสุขเป็นอันมาก แต่ปัจจุบันนี้เราสองคนต่างเป็นแม่ทัพของสองรัฐที่เป็นศัตรูกัน เป็นความยากลำบากใจที่จะทำการรบประหัตประหารกัน ข้าน้อยเสนอว่าข้าน้อยสามารถไปพบโอรสซึ่งซึ่งหน้า ย้อนอดีตถึงความสัมพันธ์ในอดีต ค่อยๆดื่มค่อยๆสนทนากันสักหลายๆจอกจากนั้นค่อยถอนทัพจากกัน ให้รัฐฉินและรัฐเว่ยเกิดความสงบไม่มีเรื่องราวใดๆ” เมื่อโอรสอ๋างอิ๋งเข้าร่วมการนัดพบกลับถูกทหารที่ซ่อนตัวอยู่ของซางยางจับตัวไป ซางยางฉวยโอกาสเข้าโจมตีทหารรัฐเว่ย ทหารรัฐเว่ยจึงพ่ายแพ้ เว่ยหุ้ยหวางถูกบีบบังคับให้แบ่งดินแดนแถบเหอซียกให้รัฐฉินเพื่อแลกตัวกับโอรสอ๋างอิ๋ง ณ.ตอนนั้นเว่ยหุ้ยหวางตรัสว่า “ข้าเสียใจมากที่ไม่ยอมเชื่อฟังคำพูดของกงชูชั๋วซางยางมีความดีความชอบในการทำสงครามยึดได้เมืองสิบห้าเมืองที่เคยเป็นของอดีตราชวงศ์ซาง (商) จึงได้รับแต่งตั้งเป็น ซางจวิน พบเขาเห็นเขาไม่มีใบผ่านทางมาด้วย

ถูกกล่าวร้ายจนถูกฆาตกรรม

ปี 338 ก่อนคริสต์ศักราช ฉินสี้ยวกงสิ้นพระชนม์ โอรสองค์โตขึ้นครองรัฐ พระนามว่า ฉินหุ้ยหวาง (秦惠王) โอรสเฉียน (虔) และพวกกล่าวหาซางยางไม่เห็นด้วย ฉินหุ้ยหวางออกคำสั่งจับตัวซางยาง ซางยางจึงหนีไปถึงชายแดนรัฐฉิน ขอพักอาศัยที่โรงแรมเล็กๆริมชายแดน เจ้าของโรงแรมไม่รู้จักเขาว่าคือ ซางจวิน จึงบอกกฎหมายรัฐฉินให้ซางจวินรับทราบ แขกที่มาพักอาศัยในโรงแรมถ้าไม่มีใบผ่านทางต้องถูกลงโทษ ซางยางคิดหนีไปยังรัฐเว่ย (魏) แต่รัฐเว่ยเนื่องจากเขาเคยจับกุมตัวโอรสอ๋างอิ๋ง จึงไม่ยอมให้ซางยางหนีเข้ารัฐเว่ย

ซางยางย้อนกลับไปรัฐฉินถูกบีบให้ถอยไปยังบริเวณใกล้ๆอี้ซาง (邑商) ถูกทหารอี้ซางโจมตีที่เจิ้งเสี้ยน (郑县, ปัจจุบัน คือ เขตฮวาเสี้ยน华县 มณฑลส่านซี) ฉินหุ้ยหวางส่งทหารเข้าช่วยโจมตี ในที่สุดซางยางเสียชีวิตตายในสนามรบ ศพของเขาถูกนำกลับสู่เมืองเสียนหยาง ศพถูกนำไปจับแยกร่างเป็นห้าชิ้นโดยม้าศึกแล้วนำไปประจานในที่สาธารณะ ฉินหุ้ยเหวินจวิน (秦惠文君, ฉินหุ้ยหวาง) ในขณะเดียวกันออกคำสั่งประหารครอบครัวซางยางทั้งตระกูล ถึงแม้ซางยางจะถูกฆ่าตาย แต่การปฎิรูปใหม่ไม่ได้ถูกยกเลิกไป

 

อิทธิพลของซางยาง

แนวความคิดของสำนักฝ่าเจีย (法家, สำนักนิติธรรม)

ซางยางในห้วงเวลาที่มีความขัดแย้งในการปฎิรูป เขาได้เสนอว่า “คนฉลาดสามารถสร้างรัฐเข้มแข็ง ไม่นำกฎหมายเก่ามาใช้ ความฉลาดสามารถเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่นำเอาพิธีกรรมเก่าๆมายึดถือ” ซึ่งได้กลายเป็นหลักการชี้นำของการเมืองรัฐฉินทำให้รัฐฉินก้าวหน้ากว่ารัฐอื่นๆอีกหกรัฐในแถบซานตง

ประการที่สองการบังคับใช้กฎหมายซางยางหลีกเลี่ยงการให้อำนาจขุนนางข้าราชการ การกำหนดตำแหน่ง ต้าฟู (大夫, ขุนนางฝ่ายยุติธรรม) แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความเฉียบขาดของซางยางที่นำเสนอความคิดของสำนักฝ่าเจีย

ประการสุดท้าย สำนักฝ่าเจียยังมีสิ่งที่เหมือนกันกับซางยาง ก็คือ ทัศนคติที่มีต่อกฎหมายที่ชัดเจน (明法, หมิงฝ่า) และจิตวิญญาณที่จะผลักดันการปฎิรูปการเมือง ให้ประชาชนรู้และเคารพกฎหมาย

แนวความคิดเสรี

แนวความคิดเสรีของซางยางมีอิทธิพลต่อการแสดงออกที่สำคัญสามด้าน ประการแรก คือ ข้อเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจกี่ยวกับการเกษตรทั้งหมดของซางยาง ด้วยเหตุนี้ซางยางจึงเป่าประกาศคำขวัญ เคิ่นเฉาหลิ้ง (垦草令) วางแผนวิธีการกำหนดสินค้าเกษตรที่สำคัญยี่สิบรายการและการบุกเบิกที่ดินเพื่อการเกษตร ในด้านหนึ่งใช้มาตรการทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อกระตุ้นการพัฒนาทางด้านการเกษตร อีกด้านหนึ่งปราบปรามทางด้านการค้าขาย

ประการที่สอง ซางยางเสนอสนับสนุนกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรง(厚赏, โฮ้วส่างซางยางเข้าใจดีว่าธรรมชาติของมนุษย์คือการแสวงหาผลประโยชน์และเกรงกลัวความผิด เพียงแต่มีกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรง จึงจะสามารถดูแลปกครองประชาชนได้เป็นอย่างดี รัฐก็จะมีความมั่นคง ดังนั้นซางยางในด้านหนึ่งจึงออกกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงเพื่อปกครองประชาชน อีกด้านหนึ่งออกกฎหมายปูนบำเหน็จรางวัล

ประการที่สาม ซางยางเสนอเสริมสร้างนักรบเพื่อทำศึกสงครามตามแนวความคิดลัทธิรัฐทหาร

ประการสุดท้าย ซางยางเสนอความคิดประชาชนภายในรัฐต้องมีน้ำจิตน้ำใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กำหนดทัศนคติประชาชนให้รวมกันเป็นเอกภาพและมีความตระหนักรู้ถึงเป้าหมายการเป็นเอกภาพ

แนวความคิดของซางยางเมื่อเขาเสียชีวิตไปแล้วค่อยๆพัฒนาจนก่อตัวเป็นสำนักการศึกษาอีกแห่งหนึ่ง มีชื่อว่า สำนักซางเสวพ่าย (商学派) หลังจากก่อตั้งสำนักซางเสวพ่าย เปิดรับลูกศิษย์ พัฒนา มีแบบแผนและมั่นคงผ่านมาห้ายุคสมัย รับใช้ประวัติศาสตร์ของรัฐฉิน ค่อยๆกลายเป็นกระแสหลักของแนวความคิดที่โดดเด่นของรัฐฉินหรือแม้กระทั่งคนในราชวงศ์ฉิน

 

ผลงานของซางยาง

เนื้อหาสำคัญ คือ ซางจวินซู (商君书)

บันทึก ฮั่นซู อี้เหวินจื้อ (汉书•艺文志) บันทึกไว้ในตำราสำนักฝ่าเจียบันทึกเรื่อง ซางยาง (商君, ซางจวิน) ไว้ 29 บทความ บันทึกกุศโลบายทางการทหารของกงซุนยาง (公孙鞅) 27 บทความ บันทึกอื่นๆของกงซุนยางได้สาปสูญหายไป ปัจจุบันยังมีบันทึก ซางจวินซู (商君书) อยู่ 24 บท บทความที่ 16 ว่าด้วยกฎหมาย และบทความที่ 21 ว่าด้วยการควบคุมนักโทษหายสาปสูญไป

บันทึกซางจวินซู รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า ซางจึอ (商子) เป็นบันทึกรวบรวมการกระทำ คำพูดและแนวความคิดของซางยาง รวมทั้งบันทึกเก็บรวบรวมภายหลังของบัณฑิตแห่งสำนักฝ่าเจีย เป็นหนึ่งในผลงานที่เป็นตัวแทนแนวความคิดของสำนักฝ่าเจีย สาระสำคัญของบันทึกว่าด้วยกฎหมายและการปกครองรัฐ เน้นการเกษตรควบคุมการค้า เสริมสร้างนักรบเพื่อทำสงคราม กฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงและการปูนบำเหน็จรางวัล การประนามคำสอนสำนักหรู่เจีย (儒家, ลัทธิขงจื้อ) ยุทธศาสตร์แนวราบและแนวตั้งและการรุกรบ

นอกจากนี้บันทึก ฮั่นซู อี้เหวินจื้อ บันทึกตำราการเกษตรมีบันทึก เสินหลง (神农, ทำเกษตรแบบฉลาด) 20 บท บันทึก ชิเลี่ยเปี๋ยหรู่ (七略•别录) รวบรวมใหม่โดยหลิวเซี่ยง (刘向) เข้าใจสงสัยว่าเขียนโดยหลี่คุย (李悝) กับ ซางยาง

สุสานซางยาง

สุสานของซางยาง มีชื่อว่า ซางจวินมู้ (商君墓) หลังจากศพของซางยางถูกม้าศึกแยกออกเป็นห้าส่วน บัณฑิตรุ่นหลังสำนักฝ่าเจียเก็บรวบรวมซากกระดูกของซางยางลักลอบนำกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของซางยาง ที่รัฐเว่ย (卫) เพื่อฝังศพ เมื่อถึงท่าเรือเต๋อเฟิง (德丰) ริมแม่น้ำหวงเหอถูกทหารพิทักษ์รัฐฉินขัดขวาง ชาวบ้านท้องถิ่นและทหารป้องกันจึงนำซากศพของซางยางฝังไว้ลวกๆใกล้กับภูเขาฉินอี้ซาน (秦驿山)  ภายหลังบัณฑิตสำนักฝ่าเจียรุ่นหลังเสาะหาค้นพบหลุมฝังศพของซางยางจัดตั้งทำสุสานให้ใหม่ ตั้งชื่อว่า ซางจวินจือมู้ (商君之墓) สุสานซางจวินมู้ตั้งอยู่ในเขตอันหยางเสี้ยน (合阳县) มณฑลส่านซี ห่างออกไปทางทิศตะวันออก 23 กิโลเมตร ที่เมือง เฉี้ยชวน (洽川) พื้นที่ที่มีทัศนียภาพสวยงามตีนเขาฉินอี้ซาน (秦驿山) สุสานสูงสามเมตรกว่า มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสิบเมตร ปีค.ศ. 1970 กองทัพปลดปล่อยประชาชนของประเทศจีนได้มาตั้งค่ายทหาร ณ.ที่แห่งนี้และทำการปรับสุสานของซางยางให้มีแนวราบเรียบ

นี่คือบทสรุปอีกบทหนึ่งทำไมจักรพรรดิฉินสื่อฮวางจึงรวบรวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่นได้ เพราะรัฐฉินได้มีการวางรากฐานและปฎิรูปรัฐให้แข็งแกร่งกว่ารัฐอื่นๆโดยซางยางและแนวความคิดของสำนักฝ่าเจีย

แต่ราชวงศ์ฉินปกครองประเทศจีนได้ไม่นานหลังจากจักรพรรดิฉินสื่อหวางสิ้นพระชนม์ เพราะกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงตามแนวคิดสำนักฝ่าเจีย และจักรพรรดิฉินสื่อหวางและจักรพรรดิองค์ต่อมาลุแก่อำนาจเกณฑ์ประชาชนไปสร้างกำแพงเมืองจีน สร้างพระราชวังใหญ่โตมโหฬาร รีดภาษีกดขี่ประชาชน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า จึงเกิดการกบฎต่อต้านราชวงศ์ฉินไปทุกที่ทุกแห่ง ราชวงศ์ฉินจึงล่มสลาย

แล้วประวัติของซางยางผู้วางรากฐานให้รัฐฉินจนเป็นใหญ่ก็จบลงด้วยประการฉะนี้



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
มุสิกะตะวัน วันที่ : 16/09/2014 เวลา : 12.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee

(0)
ขอแบ่งปันนะครับ
ความคิดเห็นที่ 3
แม่หมี วันที่ : 15/09/2014 เวลา : 15.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

(0)
มาอ่านเรื่องราวที่ไม่เคยรู้

ขอบคุณมากค่่ะ

การปฎิรูปไม่ใช่ของใหม่แต่มีมานานแล้ว ยอดเยี่ยมมากสำหรับเอ็นทรี่ที่ทำให้รู้มากขึ้น
ความคิดเห็นที่ 2
Jui วันที่ : 15/09/2014 เวลา : 10.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(1)

ที่เอามานำเสนอเพราะประวัติศาสตร์จีนไม่ได้มีเพียงแต่สามก๊ก หรือ ซองกั๋ง ที่คนไทยเสพ
ยังมีประวัติศาสตร์ในสมัยอื่นๆอีกมากมายให้คนไทยไว้เรียนรู้

เพราะถ้ามัวยึดติดกับสามก๊กและซองกั๋ง ประเทศไทยจะไปไม่ถึงไหน การเมืองของโลกตอนนี้ สามารถเอาไปเทียบกับประวัติศาสตร์จีนได้เลย เป็นกรณีศึกษา
ความคิดเห็นที่ 1
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 15/09/2014 เวลา : 10.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

(0)
ภาพที่ 3 คล้ายๆ"ขงเบ้ง"นะครับ
ผระวัติศาสต่์พวกนี้ อ่านแล้วสนุก แต่ต้องมีพื้นฐานบ้าง เพราะโยงกันไปโยงกันมาต่อเนื่องหลายราชวงศ์
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน