• Jui
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nopprasornn@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-11
  • จำนวนเรื่อง : 398
  • จำนวนผู้ชม : 1183314
  • จำนวนผู้โหวต : 631
  • ส่ง msg :
  • โหวต 631 คน
<< พฤศจิกายน 2014 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน 2557
Posted by Jui , ผู้อ่าน : 7181 , 07:49:28 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน

ก่วนจ้ง รัฐบุรุษรัฐฉีในสมัยสงครามชุนชิว

 

รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ผู้เป็นทั้งนักการเมืองและนักปรัชญาในประวัติศาสตร์เมื่อสามพันกว่าปีในสมัยสงครามชุนชิว เขาคนนี้ไม่เป็นสองรองใคร ผู้สามารถผลักดันรัฐฉีของตนขึ้นมาเป็นรัฐเรืองอำนาจอันดับหนึ่งในยุคนั้นและสร้างให้เจ้าผู้ครองรัฐของเขาขึ้นมาเป็นป้าจู่ ซึ่งก็คือ เจ้าครองรัฐผู้เรืองอำนาจ เขามีนามว่า ก่วนจ้ง

หลี่จิ้ง (李靖) ในสมัยราชวงศ์ถัง บรรยายว่า “ถ้าหากว่า ก่วนจ้ง กับ จูเก๋อเหลี่ยง (诸葛亮, ขงเบ้ง) ทำสงครามชนะ บริหารประเทศให้มั่นคง ไม่ต้องไปรอฟ้าดิน ความสงบคงมีแก่พวกเราชาวจีนในตอนนี้” จากบันทึกโต้ตอบระหว่างจักรพรรดิถังไท่จง (唐太宗) กับ หลี่เว่ยกง (李卫公, หลี่จิ้ง)

 

 

ก่วนจ้ง (ปี ค.ศ. 719 ก่อนคริสต์ศักราช ถึง ปี ค.ศ. 645 ก่อนคริสต์ศักราช) แซ่ ก่วน ชื่ออี๋อู๋ (夷吾)  จื้อจ้ง (字仲) ซื่อจิ้ง (谥敬) เป็นลูกศิษย์ผลิตผลของสำนักความคิดฝ่าเจีย (法家, สำนักนิติธรรม) ในสมัยสงครามชุนชิว ชาวจีนรู้จักกันดีในนาม ก่วนจื้อ (管子) ก่วนอี๋อู๋ (管夷吾) ก่วนจิ้งจ้ง (管敬仲) เป็นชาวอิ่งซ่าง (颍上, ปัจจุบัน คือ เขตอิ่งซ่างเสี้ยน颍上县 มณฑลอันฮุย) เป็นบุดรหลานรุ่นหลังของโจวมู้หวาง (周穆王) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักการเมืองนักปกครอง นักการทหาร รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ๋ของประเทศจีนในสมัยโบราณ มีผู้ขนานนามท่านว่า “ฝ่าเจียเซียนชวี” (法家先驱, ผู้บุกเบิกสำนักฝ่าเจีย) “เสิ้งเหรินจือซือ” (圣人之师, อาจารย์เทวดา) “ฮวาเซี่ยเหวินหมิงเตอเป่าหู้เจ่อ” (华夏文明的保护者, ผู้พิทักษ์อารยธรรมจีน) “ฮวาเซี่ยตี้อี้เซียง” (华夏第一相, สมุหนายกคนแรกของประเทศจีน)

ก่วนจ้งกำพร้าบิดามาตั้งแต่เด็ก มารดาทำงานรับใช้ในราชสำนัก ต้องแบกรับภาระของครอบครัวตั้งแต่เยาว์วัยเพื่อช่วยครอบครัวหาเลี้ยงชีพ ทั้งยังร่วมหุ้นลงทุนการค้ากับเป้าซูหย๋า (鲍叔牙) ก็ล้มเหลวขาดทุน ภายหลังสมัครเป็นทหาร มุ่งสู่รัฐฉี ชีวิตผกผันเปลี่ยนแปลง โดยการแนะนำของเป้าซูหย๋า ดำรงตำแหน่ง ซ่างชิง (上卿 คือ ตำแหน่งสมัยสงครามชุนชิวเทียบเท่ากับตำแหน่งจ่ายเซี่ยง宰相 หรือ เฉิงเซี่ยง丞相 คือ ตำแหน่งสมุหนายกในระบบศักดินาหรือนายกรัฐมนตรีในสมัยปัจจุบัน) รัฐฉี ทำงานรับใช้ฉีหวงกง (齐桓公) จนทำให้ฉีหวงกงขึ้นเป็นป้าจู่ (霸主, เจ้าครองรัฐเรืองอำนาจ) คนแรกในสมัยสงครามชุนชิว บันทึกเมิ่งจือ เก้าจือเซี่ย (孟子•告子下) บรรยายว่า “ก่วนอี๋อู๋ถูกยกขึ้นเป็นนักปราชญ์” หมายถึง ก่วนอี๋อู๋ จากเจ้าหน้าที่เรือนจำถูกปล่อยออกมาและได้รับการแต่งตั้งนำตัวมารับใช้รัฐ หลี่จิ้ง (李靖) ในสมัยราชวงศ์ถัง บรรยายว่า “ถ้าหากว่า ก่วนจ้ง กับ จูเก๋อเหลี่ยง (诸葛亮, ขงเบ้ง) ทำสงครามชนะ บริหารประเทศให้มั่นคง ไม่ต้องไปรอฟ้าดิน ความสงบคงมีแก่พวกเราในตอนนี้” จากบันทึกโต้ตอบระหว่างจักรพรรดิถังไท่จง (唐太宗) กับ หลี่เว่ยกง (李卫公, หลี่จิ้ง)

ก่วนจ้งในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งสมุหนายกรับใช้รัฐฉีเขาได้ทำการปฎิรูป มีชื่อว่า ก่วนจ้งก่ายเก๋อ (管仲改革) ทำให้รัฐฉีรุ่งเรืองและทหารมีความเข้มแข็ง ใส่ใจในเรื่องการค้าขาย รวมทั้งการสร้างระบบการค้าประเวณีที่ดำเนินการโดยรัฐและครั้งหนึ่งเคยเป็นบริการทางเพศของประเทศจีนสำหรับการทำพิธีสักการะบูชาเทพเจ้าแห่งการคุ้มครอง บันทึกประวัติศาสตร์ จ้านกั๊วเซ่อ (战国策) กั๊วยวี่ ฉียวี่ (国语•齐语) สือจี้-ก่วนเยี้ยนเล่ยจ้วน (史记•管晏列传) ก่วนจือ (管子) จั่วฉวน (左传) และบันทึกอื่นๆอีกมากมายต่างก็มีเอกสารเรื่องราวชีวะประวัติของก่วนจ้ง ซูซวิน (苏洵) กวีนิพนธ์รัชสมัยซ่งเหนือ (北宋, เป่ยซ่ง) ประพันธ์ ก่วนจ้งหลุ้น (管仲论) นำผลงานของก่วนจ้งมาประเมินและวิเคราะห์ให้คนรุ่นหลังได้รับทราบ

 

อัตถะชีวะประวัติ

กำเนิด

ปีที่สอง (ปี ค.ศ. 675 ก่อนคริสต์ศักราช) ในสมัยจิ้นเซี่ยงกง (晋献公) รัฐเว่ย (蒍) ในราชอาณาจักรโจวอันมีเปียนป๋อ (边伯) สือซู่ (石速) จานฟู่ (詹父) จือฉิน (子禽) จู้กุ้ย (祝跪) ห้าเสนาบดีใหญ่ก่อกบฎ ต่อมารัฐเจิ้ง (郑) รัฐกั๊ว (虢) ออกหน้าเจรจาไก่ลเกลี่ยจึงทำให้เหตุการณ์สงบลง กษัตริย์โจวหุ้ยหวาง (周惠王) เพื่อจะตอบแทนความดีความชอบของรัฐเจิ้งและรัฐกั๊ว ยกดินแดนทิศตะวันออกของฮู่เหลา (虎牢) ให้แก่รัฐเจิ้ง ยกดินแดนจิ่วฉวน (酒泉) ให้แก่รัฐกั๊ว ทำให้แผ่นดินของกษัตริย์นับวันยิ่งเล็กลง อำนาจและศักดิ์ศรีของกษัตริย์นับวันยิ่งน้อยลง

บรรพบุรุษของก่วนจ้งเป็นลูกหลานนามสกุลเดียวกันกับราชวงศ์โจว (周) บิดาของเขาก่วนจวง (管庄) เป็นเสนาบดีรัฐฉี ต่อมาครอบครัวค่อยๆเสื่อมลง เมื่อมาถึงยุคก่วนจ้งครอบครัวก็มีฐานะยากจนข้นแค้นแล้ว เพื่อจะทำงานหากินเลี้ยงชีพเขาร่วมหุ้นกับเป้าซูหย๋า (鲍叔牙) ทำการค้าแต่ก็ล้มเหลว ในตอนที่ทำการค้าก่วนจ้ง ถูกมองว่าเป็นพ่อค้าที่อ่อนน้อมถ่อมตน เขามีโอกาสเดินทางไปยัง ณ.สถานที่หลายๆแห่ง ติดต่อกับคนหลายจำพวกหลายประเภท เห็นโลกในด้านต่างๆมามาก ดังนั้นจึงได้สะสมประสบการณ์ต่างๆมากมายในสังคม ในตอนที่เขาเป็นทหารเมื่อต้องเข้าสู่สนามสงครามเขาหนีทัพ มีหลายครั้งที่อยากเข้ารับราชการแต่ไม่เคยประสบ ความสำเร็จ

เป็นพระอาจารย์พี่เลี้ยงองค์ชายจิว (公子纠, กงจื่อจิว)

ปี 698 ก่อนคริสต์ศักราช ฉีซีกง (齐僖公) สิ้นพระชนม์ ทิ้งโอรสไว้สามองค์ ราชโอรสจูเอ๋อ (太子诸儿, ไท่จื่อจูเอ๋อ) องค์ชายจิว (公子纠, กงจื่อจิว) และองค์ชายเสี่ยวป๋าย (小白) เมื่อฉีซีกงสิ้นพระชนม์ ราชโอรสจูเอ๋อ ขึ้นครองรัฐ ทรงพระนามว่า ฉีเซียงกง (齐襄公) ราชโอรสจูเอ๋อแม้จะครองรัฐเป็นเวลายาวนาน แต่การบริหารประเทศเป็นที่น่ารังเกียจ อนาคตของรัฐฉีจึงกลายมาเป็นข้อถกเถียงด้วยความกังวลใจของขุนนางเก่าของรัฐฉี

ตอนนั้นก่วนจ้งและเป้าซูหย๋าแบ่งหน้าที่กันดูแลเป็นพี่เลี้ยงขององค์ชายจิวและองค์ชายเสี่ยวป๋าย ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกัน ทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนองค์ชายทั้งสอง ชีวิตมีความสุขดี แต่เป้าซูหย๋ารู้สึกไม่พอใจกับคำสั่งของฉีเซียงกงซึ่งมอบให้เขาเป็นอาจารย์พระพี่เลี้ยงขององค์ชายเสี่ยวป๋าย มักทำแกล้งป่วยประจำไม่ไปสอน เนื่องจากเขาคิดว่า “ไม่มีใครรู้จักบุตรชายตนเองดีกว่าบิดา ไม่มีใครรู้จักขุนนางตนเองดีกว่าพระราชา” ขุนนางทุกคนในรัฐรู้ดีว่าองค์ชายเสี่ยวป๋ายในอนาคตไม่มีทางได้ขึ้นครองรัฐเป็นเจ้าครองรัฐ อีกทั้งพระองค์ไม่มีความสามารถ แล้วฉีเซียงกงยังคงให้เขามาเป็นพี่เลี้ยงองค์ชายเสี่ยวป๋าย

แต่ก่วนจ้งไม่เห็นด้วยตามความคิดของเป้าซูหย๋า ตามความคิดที่เขาเข้าใจภายในราชสำนัก จึงพูดปลอบใจเป้าซูหย๋าว่า “ประชาชนในรัฐต่างรังเกียจพระมารดาขององค์ชายจิว ดังนั้นจึงพาลไม่ชอบองค์ชายจิวไปด้วย แต่กลับเห็นอกเห็นใจองค์ชายเสี่ยวป๋ายเพราะไม่มีพระมารดา อนาคตการปกครองของรัฐฉีจะไม่มีทั้งองค์ชายจิวและองค์ชายเสี่ยวป๋าย องค์ชายเสี่ยวป๋ายถึงจะไม่ฉลาดเท่าองค์ชายจิวทั้งยังเป็นคนใจร้อน แต่ก็ยังเป็นคนที่มองการณ์ไกล ไม่ใช่ว่าข้าก่วนจ้งเป็นคนไม่เข้าใจองค์ชายเสี่ยวป๋าย ถ้าองค์ชายจิวจากไปจะไม่มีพี่น้องคนใดสืบต่อพระราชอำนาจต่อ แบบนี้หมายความว่าเราทั้งสองทำงานไม่สำเร็จ ถึงเวลานั้นหมายความว่า ท่านเป้าซูหย๋าเข้ามาทำให้บ้านเมืองสงบมีเสถียรภาพนะหรือ ถ้าไม่ใช่ท่านแล้วจะเป็นใคร”

ดังนั้นตั้งแต่เป้าซูหย๋ารับฟังความคิดเห็นของก่วนจ้ง จึงน้อมรับตำแหน่งพระอาจารย์พี่เลี้ยงด้วยความเต็มใจ ท่มเทอบรมสั่งสอนองค์ชายเสี่ยวป๋ายอย่างเต็มที่ ต่อมาไม่นานฉีเซี่ยงกงกับพระชายาของหลู่หวงกง (鲁桓公) ซึ่งเป็นน้องสาวต่างมารดาลักลอบเป็นชู้กัน ฉีเซียงกงดื่มเหล้าเมาและพลั้งมือฆ่าหลู่หวงกง ตามวิสัยทัศน์ทางการเมืองของก่วนจ้งและเป้าซูหย๋ามีลางสังหรณ์ว่ารัฐฉีในอนาคตต้องมีเรื่องวุ่นวายใหญ่โตเกิดขึ้นแน่ๆ เขาทั้งสองต่างเสนอความคิดความเห็นและวิธีแก้ไขของตนนำเสนอออกมา พระมารดาขององค์ชายจิว คือ พระธิดาของหลู่หวงกง ดังนั้นก่วนจ้งและจ้าวฮู (召忽) จึงป้องกันองค์ชายจิวพาหลบหนีไปยังรัฐหลู่ (鲁) เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง พระมารดาขององค์ชายเสี่ยวป๋าย เป็นพระธิดาเจ้าครองรัฐเว่ย (卫) รัฐเว่ยอยู่ห่างจากรัฐฉีมาก ดังนั้นเป้าซูหย๋าจึงพาองค์ชายเสี่ยวป๋ายหลบหนีไปยังรัฐจวี่ (莒) รัฐเพื่อนบ้านทางใต้ของรัฐฉีเพื่อหลบหลีกความขัดแย้งเช่นเดียวกัน ดินแดนที่องค์ชายจิวและองค์ชายเสี่ยวป๋ายทั้งสองหลบหนีถึงแม้ทางหนึ่งหนีไปทางตะวันตก อีกทางหนีไปทางใต้ เป็นการตัดสินใจวางแผนเพื่อจะเฝ้าดูเหตุการณ์โดยรอบจะเดินหน้าไปอย่างไร รอคอยเหตุการณ์เปลี่ยนแปร

 

ปีที่สิบสองของการครองรัฐของฉีเซียงกง (ปี 686 ก่อนคริสต์ศักราช) ความวุ่นวายในรัฐฉีระเบิดออกมา เมื่อกงซุนอู๋จือ (公孙无知) ลุงของฉีเซียงกงถูกฉีเซียงกงเมื่อขึ้นครองรัฐยกเลิกอำนาจและสิทธิพิเศษจึงโกรธ สมคบกับขุนนางบุกเข้าไปในวังฆ่าฉีเซียงกงแล้วตั้งตนเองเป็นเจ้าครองรัฐ กงซุนอู๋จือขึ้นครองรัฐได้ประมาณหนึ่งปี ขุนนางรัฐฉีร่วมมือกันฆ่ากงซุนอู๋จือ รัฐฉีเลยไร้เจ้าครองรัฐ ทั้งแผ่นดินมีความวุ่นวาย องค์ชายทั้งสองที่หนีไปอยู่ต่างรัฐ เห็นว่าได้เวลาสุกงอมแล้ว ต่างก็ร้อนใจอยากกลับมายังรัฐฉี เพื่อกลับมาแย่งชิงตำแหน่งการสืบทอดเจ้าครองรัฐ รัฐฉีหลังจากกงซุนอู๋จือถูกฆ่าตาย ซางอี้ (商议) ให้หลี่ซิน (立新) รวบรวมกองทหารให้เป็นกลุ่มก้อน กองทัพในควบคุมของ เจิ้งชิง (正卿) เกาซี (高溪) เป็นกองทัพที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดทั้งยังเป็นกองทัพที่ภักดีต่อองค์ชายเสี่ยวป๋ายตั้งแต่ยังเล็ก

เกาซียังสมคบร่วมมือกับขุนนางอีกคนหนึ่ง อ้านจง (暗中) เร่งส่งคนไปรับองค์ชายเสี่ยวป๋ายกลับมาจากรัฐจวี่ เพื่อขึ้นครองรัฐ องค์ชายเสี่ยวป๋ายเมื่อได้รับจดหมายอัญเชิญแล้วได้นั่งวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองกับเป้าซูหย๋าอย่างระมัดระวัง ภายหลังจึงขอยืมรถศึกจากรัฐจวี่ เร่งรีบทั้งกลางวันทั้งกลางคืนกลับมายังรัฐฉี หลู่จวงกง (鲁庄公) ทราบว่ารัฐฉีไม่มีเจ้าครองรัฐปกครองมีความกังวลในสถานการณ์ เร่งสั่งทหารปกป้องส่งองค์ชายจิวกลับรัฐฉี ภายหลังจึงทราบว่าองค์ชายเสี่ยวป๋ายกำลังจะกลับไปถึงรัฐฉีก่อนแล้ว ดังนั้นก่วนจ้ง จึงตัดสินใจให้ดำเนินการเดินหน้าต่อไปนำทหารสามสิบนายไปดักบนเส้นทางจากรัฐจวี่สู่รัฐฉีเพื่อสกัดขบวนขององค์ชายเสี่ยวป๋าย เมื่อขี่ม้าห่างจากจี๋ม้อ (即墨) สามสิบลี้ ก็ประจัญหน้ากับขบวนทัพรถม้าศึกขนาดใหญ่ขององค์ชายเสี่ยวป๋าย ก่วนจ้งสุขุมเป็นอย่างยิ่ง รอจนขบวนรถม้าศึกขอองค์ชายเสี่ยวป๋ายเข้ามาใกล้ ก็หยิบลูกธนูใส่ศรธนูเตรียมเล็งยิง รอเพียงแต่สัญญาณยิง ยิงธนูเพียงดอกเดียว องค์ชายเสี่ยวป๋ายก็ดับชีพลง ก่วนจ้งเห็นองค์ชายเสี่ยวป๋ายตายแล้วจึงออกคำสั่งถอนทหารถอยกลับรัฐหลู่ จริงๆแล้วองค์ชายเสี่ยวป๋ายยังไม่ตาย ธนูของก่วนจ้งยิงไปถูกหัวเข็มขัดทองแดงขององค์ชายเสี่ยวป๋ายที่สวมใส่ องค์ชายเสี่ยวป๋ายหัวไวใช้โอกาสแกล้งตกรถม้าศึกทำเป็นตาย

หลังจากที่หายตกใจจากเหตุการณ์นี้ องค์ชายเสี่ยวป๋ายกับเป้าซูหย๋าต่างระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่งเร่งรีบยกขบวนมุ่งสู่รัฐฉีโดยไว เมื่อขบวนทัพยกมาถึงหลิงจือ (临淄) องค์ชายเสี่ยวป๋ายจึงส่งเป้าซูหย๋าเข้าเมืองหลวงไปก่อนเพื่อประกาศชักชวนชาวเมืองว่า เกาซื่อ (高氏) และ กั๊วซื่อ (国氏) เสนาบดีใหญ่แห่งรัฐฉีทั้งสองท่านตกลงใจร่วมกันที่จะสนับสนุนองค์ชายเสี่ยวป๋ายขึ้นครองรัฐฉี จากนั้นองค์ชายเสี่ยวป๋ายจึงเสด็จเข้าเมืองหลวง ประสบความสำเร็จในการขึ้นครองรัฐ นี่คือประวัติศาสตร์จีนที่มีชื่อเสียงของ ฉีหวนกง (齐桓公)

คุณงามความดีของเป้าซูหย๋า

ฉีหวนกงขึ้นครองอำนาจแล้วจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะหาคนดีมีความสามารถมาช่วยเหลือพระองค์บริหารประเทศ ดังนั้นจึงเตรียมการที่จะเชิญเป้าซูหย๋ามาดำรงตำแหน่งสมุหนายก เป้าซูหย๋าจึงถวายคำพูดอย่างจริงใจต่อฉีหวนกงว่า “ข้าน้อยมาจากครอบครัวสามัญชนคนธรรมดา พระองค์เอ็นดูอุปถัมภ์ข้าน้อย ทำให้ข้าน้อยมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือของขวัญที่ประทานจากพระองค์ แต่ถ้าจะทำให้รัฐฉีบริหารรัฐรุ่งเรืองและมั่นคงเข้มแข็ง ความสามารถของข้าน้อยยังไม่ถึงขั้น พระองค์ควรจะเชิญก่วนจ้ง

ฉีหวนกงถามเป้าซูหย๋าด้วยความประหลาดใจ “เจ้าไม่ทราบหรือว่าเขาเป็นศัตรูของข้า” เป้าซูหย๋าจึงตอบว่า “ถ้าพูดกันอย่างเป็นจริง ก่วนจ้ง เป็นผู้มีความสามารถในแผ่นดินนี้ เขาเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมมาก มีความสามารถเหนือผู้ใด” ฉีหวนกงยังถามเป้าซูหย๋า อีกว่า “ ก่วนจ้งถ้าเปรียบเทียบกับท่านแล้วเป็นอย่างไร” เป้าซูหย๋าชี้แจงอย่างใจเย็นว่า “ก่วนจ้งเหนือกว่าข้าน้อยห้าข้อ  มีความรู้กว้างขวางทางการเมือง มีความเมตตากรุณาต่อประชาชนที่ตนรัก มีความสามารถในการบริหารประเทศทั้งระดับบนและระดับล่างแม้แต่แนวราบ มีกลยุทธการเมืองเพื่อรักษาความสงบในประเทศ ได้รับความไว้วางใจจากราษฎร ชนะใจประชาชน กำหนดกรอบพิธีกรรมมารยาท เข้าใจสภาพของรัฐ ปฎิรูปการทหาร กล้าหาญในการทำศึกสงคราม” แล้วเป้าซูหย๋ายังพูดทักทานต่อไปให้ฉีหวนกงอภัยและลืมข้อบาดหมางในครั้งก่อน อย่าให้ความเกลียดชังมาทำลายเพื่อน ทั้งยังยกเรื่องราวตอนก่วนจ้งยิงธนูใส่พระองค์เป็นเพราะองค์ชายจิวเป็นผู้ออกคำสั่งให้ก่วนจ้งลงมือ ถ้าฉีหวนกงให้อภัยและยกโทษให้พร้อมทั้งมอบหน้าที่การงานสำคัญให้ทำ ก่วนจ้งแน่นอนจะจงรักภักดีซื่อสัตย์ต่อฉีหวนกงเฉกเช่นเดียวกับจงรักภักดีต่อองค์ชายจิว

ก่วนจ้งและองค์ชายจิวเก็บศพซึ่งเข้าใจว่าเป็นศพขององค์ชายเสี่ยวป๋ายที่ถูกฆ่าตายซึ่งจะไม่มีใครมาแย่งชิงตำแหน่งเจ้าครองรัฐฉีจากองค์ชายจิว จึงไม่รีบร้อนหวนกลับรัฐฉี หกวันต่อมาจึงเดินทางมาถึงรัฐฉี เมื่อมาถึงรัฐฉี คิดไม่ถึงว่ารัฐฉีมีเจ้าครองรัฐแล้ว เจ้าครองรัฐคนใหม่ คือ องค์ชายเสี่ยวป๋าย หลู่จวงกงรู้ข่าวรัฐฉีมีเจ้าครองรัฐคนใหม่แล้วถึงกับโกรธแค้นคลุ่มคลั่งส่งกองทัพไปตีรัฐฉีทันที พยายามแทรกแซงด้วยการทหารเพื่อยึดอำนาจเจ้าครองรัฐ ฉีหวนกงไม่ยอมอ่อนข้อ ทั้งสองทัพต่อสู้กันทั้งวันในที่สุดทัพหลู่พ่ายแพ้ องค์ชายจิวกับก่วนจ้งจึงติดตามทัพหลู่จวงกงที่พ่ายแพ้น้อมตัวสวามิภักดิ์ต่อรัฐหลู่

ทัพรัฐฉีมีชัยชนะแล้วยกทัพติดตามเข้าไปในรัฐหลู่เพื่อโจมตี ฉีหวนกงเพื่อตัดปัญหาในอนาคตทำหนังสือถึงหลู่จวงกงเรียกร้องให้รัฐหลู่ประหารองค์ชายจิว และนำตัวก่วนจ้งกับจ้าวฮูมามอบแก่รัฐฉี มิฉะนั้นรัฐฉีจะเปิดศึกทำสงครามเต็มรูปแบบกับรัฐหลู่ หลู่จวงกงได้รับจดหมายแล้วเรียกขุนนางซือป๋อ (施伯) มาปรึกษา ซือป๋อเข้าใจว่ารัฐฉีต้องการตัวก่วนจ้งไม่ใช่ยกทัพมาเพื่อแก้แค้น แต่เพื่อจะนำตัวก่วนจ้งกลับไปบริหารประเทศ เนื่องจากความสามารถของก่วนจ้งหาได้น้อยนักในแผ่นดินนี้ ถ้าเขาได้บริหารรัฐแน่นอนรัฐนั้นจะเจริญมั่นคงรุ่งเรืองกลายเป็นรัฐเรืองอำนาจ หากว่าก่วนจ้งถูกรัฐฉีแต่งตั้งให้บริหารประเทศ เกรงว่าจะเป็นภัยร้ายแรงต่อรัฐหลู่ ดังนั้นความเห็นสำคัญของซือป๋อ คือ ให้ฆ่าก่วนจ้ง ส่งศพกลับไปให้รัฐฉี

หลู่จวงกงพึ่งแพ้สงครามมาใหม่ๆ ถามยาจิ้ง (压境) แม่ทัพใหญ่รัฐฉี ด้วยความกลัวหัวใจเต้นตุ่มต่ำ ไม่ฟังความเห็นของซือป๋อ ภายใต้ความกดดันจากกองทัพรัฐฉี จึงประหารองค์ชายจิว พร้อมจับตัวก่วนจ้งและจ้าวฮู คนทั้งสองเตรียมส่งมอบให้แก่ฉินหวนกงตามคำขอเป็นข้อแลกเปลี่ยนถอนกองทัพรัฐฉี จ้าวฮูยังคงจงรักภักดีต่อองค์ชายจิวจึงฆ่าตัวตาย ก่อนตายกล่าวกับก่วนจ้ง ว่า “ข้าตายแล้ว องค์ชายจิวสามารถพูดได้ว่ามีขุนนางจงรักภักดีติดตามพระองค์ตายไปด้วย ท่านยังมีชีวิตอยู่ ต้องสร้างและสถาปนาให้รัฐฉีเป็นเจ้าครองรัฐผู้เรืองอำนาจ (霸诸侯, ป้าจูโฮว) องค์ชายจิวสามารถพูดได้ว่า ยังมีขุนนางของพระองค์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ขุนนางที่ตายไปแล้วเติมเต็มคุณธรรมให้พระองค์ ขุนนางที่ยังมีชีวิตอยู่เติมเต็มชื่อเสียงให้พระองค์ การตายและมีชีวิตอยู่ของเราสองคนเป็นการแลกเปลี่ยนการทำหน้าที่ของกันและกัน ขอให้ท่านประสบความสำเร็จ” ก่วนจ้ง ยึดถืออุดมการณ์สูงสุด “สร้างรัฐฉีเป็นเจ้าครองรัฐผู้เรืองอำนาจ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่งั้นจะสายเกินการณ์ ถนนสายนี้ของก่วนจ้งทั้งกว้างและยาว ในที่สุดความสงบและเสถียรภาพมาสู่รัฐฉี

เพื่อนเก่าย้อนกลับมาพบหน้ากัน ความผูกพันจริงใจแน่นเฟ้นขึ้น เป้าซูหย๋าสั่งให้เปิดรถบรรทุกนักโทษทันที ปลดเครื่องจองจำพันธนาการจากร่างก่วนจ้ง แล้วให้ก่วนจ้งไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ แสดงให้เห็นความปรารถนาที่จะให้ก่วนจ้งสามารถมารับใช้ช่วยฉีหวนกงบริหารแผ่นดิน หลังจากพักผ่อนสักครู่ ก่วนจ้งจึงพูดกับป้าซูหย๋าว่า “ข้ากับจ้าวฮูร่วมกันทำงานรับใช้องค์ชายจิว ยังไม่สามารถช่วยพระองค์ให้ขึ้นครองรัฐ ทั้งยังทำงานรับใช้ศัตรู ถ้าอย่างนั้นคนทั้งโลกก็คงจะหัวเราะเยาะเย้ยข้าเป็นแน่นอน” เป้าซูหย๋าพูดออกจากใจให้ก่วนจ้งฟังว่า “ท่านเป็นคนเข้าใจอะไรได้ดี ทำไมถึงพูดจาสับสนวกวน คนที่จะทำงานใหญ่ มักจะไม่ยึดติดกับการคิดเล็กคิดน้อย ผู้ดำรงตำแหน่งใหญ่โต บ่อยครั้งไม่ต้องการคนอื่นมาเข้าใจ ท่านมีความสามารถเป็นเลิศในการบริหารประเทศ ฉีหวนกงมีอุดมการณ์สูงส่งที่ต้องการดำรงตำแหน่งเจ้าครองรัฐผู้เรืองอำนาจ (霸主, ป้าจู่) ถ้าท่านสามารถรับใช้พระองค์ อนาคตไม่ยากที่จะครอบครองแผ่นดินได้ทั้งหมดเลย และปกครองโดยคุณธรรม” หลังจากก่วนจ้งจัดทำร่างนโยบายการปกครองประเทศตามซุนหวางร่างอี้ (尊王攘夷,บันทึกในสมัยสงครามชุนชิว) เสร็จเรียบร้อยแล้ว เป้าซูหย๋าเร่งรีบกลับไปเมืองหลิงจือเพื่อรายงานให้ฉีหวนกงรับทราบ

รับตำแหน่งสมุหนายก

ตามข้อเสนอของเป้าซูหย๋า ฉีหวนกงตกลงที่จะเลือกวันมงคลและทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อย่างใหญ่โต พระองค์เสด็จโดยพระองค์เองไปเชิญก่วนจ้ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและการไว้วางใจก่วนจ้ง ในเวลาเดียวกันยังเป็นการประกาศให้คนทั้งโลกทราบว่าฉินหวนกงทรงมีน้ำพระทัยกว้างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาฉีหวนกงมักจะปรึกษาหารือกับก่วนจ้งเกี่ยวกับการบริหารและปกครองรัฐอยู่บ่อยๆ ครั้งแรกที่ฉีหวนกงเรียกก่วนจ้งเข้าเฝ้า ทรงยกเอาปัญหาที่หนักใจเป็นเวลานานขึ้นมาถกกันก่อน “ท่านคิดว่ารัฐเราสามารถมีความสงบและเสถียรภาพไหม” ก่วนจ้งใช้เวลาในช่วงนี้สานสัมพันธ์กับฉีหวนกง ตระหนักรู้ในความทะเยอทะยานทางการเมืองของฉีหวนกง แต่ทั้งสองไม่เคยถกเถียงพูดจากันในเรื่องนี้ ดังนั้นก่วนจ้งจึงพูดจาตรงๆแบบไม่อ้อมค้อม ว่า “ถ้าพระองค์มุ่งมั่นที่จะเป็นเจ้าครองรัฐเรืองอำนาจ (霸诸侯, ป้าจูโฮว) รัฐฉีจึงจะมีเสถียรภาพ รุ่งเรืองและเข้มแข็ง ถ้าพระองค์เพียงต้องการความสงบเหมือนสภาวะปัจจุบัน รัฐฉีจะไม่สามารถมีเสถียรภาพ ความรุ่งเรืองและเข้มแข็ง” ฉีหวนกงได้ยินจึงตอบว่า “ข้ายังไม่กล้าพูดถึงเรื่องใหญ่แบบนี้ ปล่อยให้เป็นโอกาสของสถานการณ์ในอนาคตเถอะ” ก่วนจ้งสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของฉีหวนกง เขาจึงรีบบอกแก่ฉีหวนกง ว่า “พระองค์ทรงปล่อยข้าน้อยพ้นจากโทษความตาย นี่คือโชควาสนาของข้าน้อย ข้าน้อยมีชีวิตอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะว่าความตายขององค์ชายจิว แต่เพื่อสร้างรัฐให้รุ่งเรืองและเข้มแข็ง ถ้าไม่ใช่ประการฉะนี้ ข้าน้อยคงเป็นคนโลภเอาชีวิตรอด มีชีวิตอยู่เพื่อเลื่อนตำแหน่งและสะสมความร่ำรวย” เมือพูดจบก่วนจ้ง คิดที่จะลาจากไป

ฉีหวนกงอ่อนไหวจากคำพูดจริงใจที่ออกมาจากเบื้องลึกของก่วนจ้ง รั้งตัวก่วนจ้งไว้สนทนายังค่ำเกือบทุกวัน แสดงออกถึงภาระกิจมุ่งมั่นที่จะเป็นเจ้าครองรัฐเรืองอำนาจ พร้อมหวังว่าก่วนจ้งจะมีส่วนร่วมในภาระกิจนั้น ต่อมาฉีหวนกงถามก่วนจ้งอีกว่า “ข้าต้องการให้รัฐเรามีความรุ่งเรืองและเข้มแข็ง บ้านเรือนมั่นคงมีเสถียรภาพ เราต้องเริ่มต้นจากอะไรหรือ” ก่วนจ้งตอบว่า “ต้องได้ใจประชากรก่อน” ฉีหวนกงจึงถามต่อ “แล้วทำอย่างไรจึงจะสามารถได้ใจประชาชน” ก่วนจ้ง ตอบว่า “การที่จะได้ใจประชาชน ควรจะเริ่มต้นจากการดูแลประชาชนก่อน พระองค์สามารถดูแลประชาชน ประชาชนโดยธรรมชาติพร้อมที่จะสนองตอบต่อพระองค์และรัฐ การดูแลประชาชนจะต้องทำให้ประชาชนมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ก่อน เมื่อประชาชนมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์แล้วรัฐก็จะสามารถบริหารปกครองได้ มันเป็นความจริงแท้ที่ปรากฎชัดเจน โดยทั่วไปการเจริญรุ่งเรืองของรัฐแบบมีเสถียรภาพ ความวุ่นวายในประเทศคือจุดอ่อน นี่คือความจริงแท้” ฉีหวนกง ถามต่อ “ถ้าประชาชนมีความมั่งคั่งสงบสุขแล้ว ทหารมีไม่เพียงพอจะทำอย่างไรกันละ” ก่วนจ้ง ตอบว่า “ทหารต้องมีกำลังเหมาะสมไม่ใช่มากเกินไป ทหารที่มีความสามารถในการรบต้องแข็งแกร่ง กำลังใจของทหารต้องเข้มแข็ง กำลังใจของทหารเข้มแข็ง กองทัพแบบนี้พระองค์ยังกลัวว่าฝึกซ้อมไม่ดีอีกเหรอ”

ฉีหวนกงถามต่อ “ทหารฝึกฝนดีแล้ว ถ้าเรามีปัญหาทางการเงิน เราจะทำอย่างไร” ก่วนจ้งตอบว่า “ต้องพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ พัฒนาอุตสาหกรรมเกลือ อุตสาหกรรมเหล็ก พัฒนาการประมง เพื่อเพิ่มแหล่งที่มาของรายได้ พัฒนาธุรกิจการค้า ใช้ผลิตผลของแผ่นดิน ช่วยกันแลกเปลี่ยนค้าขาย ในท่ามกลางธุรกิจเหล่านั้นยังมีการจัดเก็บภาษี ดังนี้แหล่งที่มาทางการเงินโดยธรรมชาติจะเพิ่มพูนเป็นทวีคูณ ค่าใช้จ่ายทางทหารสามารถพูดได้ว่าไม่นานสามารถแก้ปัญหาได้แน่นอน” ผ่านการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด ฉีหวนกงตื่นเต้นดีใจ จึงถามก่วนจ้ง “กองทัพเข้มแข็ง ประชาชนร่ำรวยอุดมสมบูรณ์ รัฐเจริญรุ่งเรือง สามารถเรืองอำนาจปกครองแผ่นดินทั้งประเทศแล้วใช่ไหม” แต่คราวนี้ก่วนจ้งตอบอย่างเคร่งขรึมว่า “พระองค์อย่าทรงใจร้อน ยังไม่สามารถปกครองได้ การเรืองอำนาจปกครองทั้งแผ่นดินเป็นเรื่องใหญ่ ไม่สามารถทำการมุทะลุ สุ่มสี่สุ่มห้าได้ งานที่สำคัญเร่งด่วนในตอนนี้ คือ การฟื้นฟูและสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน เพื่อสร้างรัฐให้เจริญรุ่งเรืองและเข้มแข็ง สังคมมีความสงบสุข มิฉะนั้นคงยากที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ของการเป็นรัฐเรืองอำนาจ”

 

เนื่องจากระบบที่เกิดจากการปรึกษาหารือในการบริหารรัฐของก่วนจ้งที่เรียกว่า ป้าจือเต้า (霸之道, เส้นทางสู่การเรืองอำนาจ) เพื่อให้ปัญหาทั้งหมดของฉีหวนกงทำได้อย่างราบรื่นและแก้ไขได้อย่างง่ายดาย ในไม่นานจึงเชิญก่วนจ้งมานั่งในตำแหน่งสมุหนายก เป็นประธานในการบริหารการเมืองการปกครอง ฉีหวนกงเพื่อจะแสดงความเคารพนับถือก่วนจ้ง จึงแต่งตั้งเขาเป็น จ้งฟู่ (仲父, บิดาบุญธรรมจ้ง)  แบ่งการบริหารรัฐออกเป็นสามฝ่าย จัดตั้งขุนนางแบ่งเป็นสามระบบ ข้าราชการแบ่งเป็นสามฝ่าย กระทรวงอุตสาหกรรมแบ่งเป็นสามกลุ่ม กระทรวงพาณิชย์แบ่งเป็นสามเขต กระทรวงทางน้ำแบ่งเป็นสามฝ่าย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติแบ่งเป็นสามหมู่ ชนบทรอบเมือง (郊外, เจียวว่าย)แบ่งเป็นสามสิบหมู่บ้าน (家, เจีย) ขึ้นกับตำบล (邑, อี้) แต่ละตำบลจัดตั้งซือกวน (司官, สำนักงานบริหารตำบล) สิบตำบลเป็นหนึ่งกอง (卒, จู๋) แต่ละกองจัดตั้งสำนักงานบริหารกอง (卒师, จู๋ซือ) สิบกองเป็นหนึ่งกรม (乡, เซียง) แต่ละกรมจัดตั้งสำนักงานบริหารกรม (乡师, เซียงซือ) สามกรมเป็นหนึ่งเขต (县, เสี้ยน) แต่ละเขตจัดตั้งสำนักงานเขต (县师, เสี้ยนซือ) สิบเขตเป็นหนึ่งมณฑล (属, สู่) แต่ละมณฑลมีเสนาบดี (大夫, ต้าฟู) ดูแล ทั้งรัฐมีทั้งหมดห้ามณฑลแต่งตั้งเสนาบดีห้าคนดูแล ทุกๆต้นปีเสนาบดีทั้งห้าของแต่ละมณฑลต้องมารายงานสถานการณ์ภายในแต่ละมณฑลถวายแก่ฉีหวนกง ตรวจสอบการบริหารเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม ดังนั้นรัฐฉีจึงก่อร่างสร้างตัวเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ในด้านการทหาร ก่วนจ้งเน้นทหารให้ทำการเกษตร กำหนดการแบ่งระดับชั้นในรัฐให้ห้ากอง (家, เจีย) เป็นหนึ่งหมวด (轨, กุ่ย) แต่ละหมวดจัดตั้งนายหมวด (轨长, กุ่ยจ่าง) ควบคุม สิบหมวดเป็นหนึ่งกองสิบ (里, หลี่) แต่ละกองสิบจัดตั้งนายสิบ (里有司, หลี่โหย่วซือ) ควบคุม สี่กองสิบเป็นหนึ่งกองร้อย (连, เหลียน) แต่ละกองร้อยจัดตั้งนายร้อย (连长, เหลียนจ่าง) ควบคุม สิบกองร้อยเป็นหนึ่งกรม (乡, เซียง) แต่ละกรมจัดตั้งเจ้ากรม (乡良人, เซียงเหลียงเหริน春秋齐掌一乡的官吏。相当于乡大) ควบคุม ผู้บัญชาการเจ้ากรมเป็นผู้ออกคำสั่งทหาร การจัดกองทัพในภาวะสงคราม แต่ละครอบครัวต้องเลือกชายหนึ่งคนมาเป็นทหาร หนึ่งหมวด (轨, กุ่ย) มีห้าคน ห้าคนเพื่อเป็นหนึ่งกองกำลัง (伍, อู่) รับฟังคำสั่งจากนายหมวด (轨长, กุ่ยจ่าง) หนึ่งกองสิบ (里, หลี่) มีกำลังพลห้าสิบคน ห้าสิบคนเป็นกองทหารขนาดเล็ก (小戍, เสี่ยวสู้) รับฟังคำสั่งจากนายสิบ (里有司, หลี่โหย่วซือ) หนึ่งกองร้อย (连, เหลียน) มีกำลังสองร้อยคน สองร้อยคนเป็นหนึ่งกอง (卒, จู๋) รับฟังคำสั่งจากนายร้อย (连长, เหลียนจ่าง) หนึ่งกรม (乡, เซียง) มีกำลังสองพันคน สองพันคนเป็นหนึ่งกองพัน (旅, ลวี่) รับฟังคำสั่งจากเจ้ากรม (乡良人, เซียงเหลียงเหริน春秋齐掌一乡的官吏。相当于乡大) ห้ากรมมีกำลังหนึ่งหมื่นคน แต่งตั้งนายพล (元帅, หยวนส้วย) เป็นผู้บังคับบัญชา ทหารหนึ่งหมื่นคนเป็นหนึ่งกองทัพ (军, จวิน) มีนายพลกรมทั้งห้าเป็นผู้นำทัพ ฉีหวนกง เจ้าครองรัฐมีตำแหน่งสูงสุดเป็นจอมทัพ

ดังนั้นนำเอาระบบการบริหารการปกครองรัฐและการจัดโครงสร้างการทหารมารวมกันจัดการอย่างใกล้ชิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทุกๆปีในฤดูล่าสัตว์ช่วงฤดูใบไม้ร่วงจัดให้มีการฝึกฝนกำลังทหาร เพื่อจะยกระดับประสิทธิภาพในการรบทำสงครามของกองทัพ ในเวลาเดียวกันออกพระราชกำหนดกำหนดให้ราษฎรไม่สามารถย้ายถิ่นฐานได้อย่างอิสระ ประชาชนในชุมชนเดียวกันต้องสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและอบรมจนประชาชนสามารถสู้ศึกในยามค่ำคืนได้ เพียงแต่ได้ยินเสียงสามารถแยกแยะออกว่าเป็นมิตรหรือศัตรู ทุกวันฝึกการรบ เพียงแต่แลเห็นสัญญาณปรากฎ ทุกคนสามารถเข้าใจรับรู้ได้

เพื่อจะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาวุธในการทำสงคราม ออกพระราชกำหนดให้อาชญากรสามารถนำเอาเกราะป้องกันหรืออาวุธมาชดเชยความผิดทางอาญาได้ ความผิดหนักทางอาญาสามารถนำผลผลิตทางเกษตรและรถใช้ง้าวมาชดเชยความผิดได้ ความผิดเบาทางอาญาสามารถเอาของมีค่าและรถใช้ง้าวมาชดเชยความผิดได้ ความผิดเล็กน้อยทางอาญาสามารถนำทองแดงหรือเหล็กมาชดเชยความผิดได้ ด้วยวิธีการนี้จึงสามารถเพิ่มเสริมอาวุธที่กองทัพขาดแคลนได้

ในด้านเศรษฐกิจ ก่วนจ้งเสนอนโยบายจัดเก็บภาษีที่ดิน “เซียงตี้เอ๋อซวย” (相地而衰, จัดเก็บภาษีที่ดินลดลง) ขึ้นอยู่กับคุณภาพของที่ดินแต่ละแห่งที่แตกต่างกันมากำหนดระดับความแตกต่างของการจัดเก็บภาษี ด้วยวิธีการฉะนี้ทำให้การจัดเก็บภาษีมีความเหมาะสมมากขึ้นเป็นการกระตุ้นให้ชาวเกษตรกระตือรือร้นในการผลิตสินค้าทางการเกษตร เป็นการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สะสมทรัพย์สินเงินตรา จัดตั้งสำนักเศรษฐกิจเก้าแห่งตรวจสอบการเก็บเกี่ยวทางการเกษตรทุกๆปี ความต้องการของประชาชน เพื่อรวบรวมการจัดเก็บอาหารและผลิตผลที่กระจัดกระจาย ทั้งกำหนดการใช้เงินเหรียญเงินตรา พัฒนาการประมง อุตสาหกรรมการค้าเกลือ สนับสนุนการค้าขายและทำการค้าขายกับรัฐอื่นๆ เศรษฐกิจรัฐฉีจึงเริ่มต้นเจริญรุ่งเรือง

ด้วยการปฎิรูปของก่วนจ้ง รัฐฉีปรากฎว่าราษฎรร่ำรวยอุดมสมบูรณ์รัฐเจริญรุ่งเรือง ในด้านสังคมมีความมั่นคงเจริญรุ่งเรือง ฉีหวนกงตรัสกับก่วนจ้ง ว่า “พวกท่านบ้านเมืองรุ่งเรืองประชาชนเข้มแข็ง ตอนนี้ข้าเป็นผู้นำรัฐต่างๆ (盟诸侯, เมิ๋งจูโฮว) ได้หรือยัง” ก่วนจ้งกล่าวห้ามปรามว่า “การเป็นเจ้าครองรัฐในวันนี้ ความเข้มแข็งของรัฐฉีเป็นที่ประจักษ์แก่รัฐทั่วไป ทางใต้มีรัฐฉู่ (楚) ทางตะวันตกมีรัฐฉิน (秦) รัฐจิ้น (晋) แม้พวกเขาจะอวดตัวเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ไม่แสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์โจวฮวาง (周王) ดังนั้นจึงไม่สามารถเป็นผู้เรืองอำนาจ (霸, ป้า) แม้ว่าราชวงศ์โจวจะเสื่อมอำนาจลง แต่ยังคงเป็นเจ้าครองแผ่นดิน ตั้งแต่เมืองหลวงตั้งอยู่ที่ ตงเชียน (东迁) ไม่มีเจ้าครองรัฐเข้าเฝ้าราชสำนัก ไม่รู้ใครเป็นกษัตริย์ พระองค์จะต้องประกาศเชิดชูความจงรักภักดีต่อกษัตริย์และขับไล่ชาวป่าเถื่อน (尊王攘夷, จวินฮวางร่างอี้) เจ้าครองรัฐใหญ่น้อยในแผ่นดินจะมาน้อมถวายต่อพระองค์” ก่วนจ้ง กล่าวถึง จวินฮวางร่างอี้ ก็คือ ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ราชวงศ์โจว ยอมรับรู้ว่ากษัตริย์ราชวงศ์โจวยังคงเป็นผู้นำปกครองประเทศและแผ่นดิน รวมเจ้าครองรัฐทุกรัฐเป็นเอกภาพ ร่วมกันต่อต้านชนป่าเถื่อนชนเผ่าหรง (戎) ชนเผ่าตี๋ (狄) และชนเผ่าอื่นๆทางตะวันตกที่ชอบมาบุกรุกดินแดนภาคกลางของประเทศจีน การต่อต้านชนป่าเถื่อนจากนอกประเทศต้องจงรักภักดีต่อกษัตริย์ การจงรักภักดีต่อกษัตริย์ในยุคนั้นได้กลายเป็นธงป่าวประกาศของความยุติธรรม

ช่วยรัฐฉีเป็นรัฐเรืองอำนาจ

สงครามรัฐฉีกับรัฐหลู่

ปีที่สองในสมัยฉีหวนกง (ปี 684 ก่อนคริสต์ศักราช) ฉีหวนกงหยิบเอาเรื่ององค์ชายจิวขึ้นมาล้างแค้นยกทัพไปตีรัฐหลู่ (鲁) ห้วงเวลานั้นรัฐหลู่เพิ่งจะถูกรัฐฉีตีแพ้พ่ายไปไม่นาน ความเข้มแข็งยังไม่ฟื้นฟูกลับคืนมา รัฐฉียกมาติดชายแดน ผู้คนทั้งรัฐพากันตื่นตระหนก เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นกับรัฐหลู่ เฉากุ้ย (曹刿) ออกตัวเสนอแผนรับมือกับหลู่จวงกง นำทัพตั้งรับที่ฉางเสา (长勺, ปัจจุบัน คือ ดินแดนตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองไหลอู๋莱芜 มณฑลซานตง) ตีกองทัพรัฐฉีแพ้พ่ายกลับรัฐไป รัฐหลู่เมื่อมีชัยชนะแล้วดันไปละเมิดล่วงเกินรัฐซ่ง (宋) รัฐฉีเพื่อที่จะแก้แค้นความพ่ายแพ้ที่ฉางเสา จึงสมคบกับรัฐซ่งยกทัพมาตีรัฐหลู่ หลู่จวงกงรับข้อเสนอของเยียนเต๋อ (偃的) บุตรชายเสนาบดี รับศึกที่ ปิ่งชิว (秉丘, ปัจจุบัน คือ ดินแดนตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองจวี้เย่巨野 มณฑลซานตง) ตีทัพรัฐซ่งแตกพ่ายไป เมื่อทัพซ่งแพ้ ทัพรัฐฉีเลยถอนทัพกลับตามธรรมชาติ

ปีต่อมา รัฐซ่งเพื่อจะล้างอายที่พ่ายแพ้ในสงครามปิ่งชิวยกทัพมาตีรัฐหลู่อีกครั้ง หลู่จวงกงยกทัพออกต้านฉวยโอกาสที่กองทัพซ่งยังจัดทัพในแนวหน้าไม่เรียบร้อยเข้าโจมตีอย่างฉับพลัน ผลลัพธ์ทัพซ่งถูกตีแตกแพ้กลับไปอย่างย่อยยับ รัฐซ่งกล้ำกลืนกินความพ่ายแพ้แล้วภายในรัฐกลับเกิดความวุ่นวาย เสนาบดี หนานกงจ่างว่าน (南宫长万) ฆ่าซ่งหมิ่นกง (宋闵公) เจ้าครองรัฐซ่งองค์ใหม่ ไม่นานซ่งกุ้ยจู๋ (宋贵族) ฆ่าบิดาและบุตรของหนานกงจ่างว่าน รัฐซ่งเกิดความวุ่นวาย รัฐหลู่ทำสงครามมีชัยชนะ ทำให้อำนาจความเข้มแข็งของสองรัฐนี้เสื่อมถอยอ่อนลง

รัฐถาน (谭, ปัจจุบัน คือ ดินแดนแถบตะวันออกของเมืองจี่หนาน济南 มณฑลซานตง) เป็นรัฐเล็กๆเพื่อนบ้านทางทิศตะวันตกของรัฐฉี ฉีหวนกงตอนที่หลบหนีออกจากรัฐฉีใช้รัฐนี้ผ่านทาง ในห้วงเวลานั้นถานกั๊วจวิน (谭国君) แสดงความประพฤติหยาบคายต่อฉีหวนกง เมื่อฉีหวนกงขึ้นครองรัฐ รัฐถานก็ไม่ยอมส่งฑูตมาแสดงความยินดี ตามธรรมเนียมในสมัยสงครามชุนชิว กับรัฐที่ไม่มีธรรมเนียมมารยาทเช่นรัฐถาน การประสบเคราะห์กรรมเป็นไปตามธรรมชาติ ฉีหวนกงไม่พอใจรัฐถานเป็นอันมาก ดังนั้นก่วนจ้งจึงเสนอยกกองทัพไปสั่งสอน รัฐถานแต่เดิมเป็นรัฐเล็ก กำลังอำนาจก็อ่อนแอ ไม่สามารถต่อต้านการโจมตีของกองทัพใหญ่ของรัฐฉี ผลลัพธ์ถูกกองทัพรัฐฉีทำลายพินาศลงอย่างเร็วไว รัฐฉีไม่ต้องลงทุนมากมายในการทำลายรัฐถาน แถมยังได้ขยายผนวกดินแดนเพิ่มขึ้น

 

ปีที่ห้าในสมัยฉีหวนกง (ปี 681 ก่อนคริสต์ศักราช) ภายใต้ข้อเสนอของก่วนจ้ง รัฐฉี (齐) กับรัฐซ่ง (宋) และรัฐเฉิน (陈) รัฐช่าย (蔡) รัฐเจิ้ง (郑) และรัฐอื่นๆประชุมร่วมผู้นำรัฐกันที่ เป่ยซิ่ง (北杏, ปัจจุบัน คือ ดินแดนทิศตะวันออกเมืองเหลียวเฉิง聊城 มณฑลซานตง) หารือมาตรการเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐซ่ง รัฐสุ้ย (遂, ปัจจุบัน คือ ดินแดนทางใต้เมืองเฝยเฉิง肥城 มณฑลซานตง) ถูกเชิญมาร่วมประชุมเช่นกัน แต่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ก่วนจ้งเพื่อจะยกระดับศักดิ์ศรีของรัฐฉีจึงยกทัพไปทำลายรัฐสุ้ย รัฐหลู่แต่ก่อนค่อนข้างเข้มแข็ง แต่เนื่องจากทำสงครามพ่ายแพ้แก่รัฐฉีหลายต่อหลายครั้ง และแลเห็นเจ้าครองแคว้นรัฐอื่นๆต่างมานอบน้อมสวามิภักดิ์ต่อรัฐฉี รัฐที่ไม่มานอบน้อมคือรัฐสุ้ย รัฐถานทั้งสองรัฐถูกทำลายจนล่มสลาย ดังนั้นจึงยอมจำนนนอบน้อมต่อรัฐฉี ต่อมาภายหลังรัฐฉีและรัฐหลู่ต่างมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในการประชุมร่วมผู้นำรัฐที่เคอ (柯, ปัจจุบัน คือ ดินแดนทิศตะวันตกเฉียงใต้เมืองตงเออ东阿 มณฑลซานตง) การประชุมร่วมผู้นำครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นพันธมิตรกันอย่างเหนียวแน่น สถานที่ประชุมจัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการ มีการก่อสร้างแท่นบูชา สองข้างทางเต็มไปด้วยธงทิวโบกสะพัด มีทหารเฝ้าระวังภัยอยู่รอบนอก เต็มไปด้วยประสิทธิภาพของการแสดงพลัง ฉีหวนกงและก่วนจ้งขึ้นนั่งตรงแท่นบูชา คือในการประชุมร่วมผู้นำพันธมิตรคราวนี้ เป็นเหตุการณ์ที่มีชื่อเสียงแสดงให้เห็นถึงการแย่งชิงอำนาจการเป็นผู้นำในที่ประชุมร่วมผู้นำพันธมิตร

ในที่ประชุมตกลงกันให้เพียงเจ้าครองรัฐหลู่ขึ้นไปบนแท่นบูชา เจ้าครองรัฐที่เหลือให้รอคอยอยู่ด้านล่างแท่นบูชา เมื่อหลู่จวงกงกับเฉาม้อ (曹沫) องครักษ์ประจำกายเข้ามาถึงปะรำที่ประชุม มีคำสั่งให้เชิญเดินขึ้นสู่แท่นบูชา ทหารรักษาที่ประชุมอยากจะบอกกับพวกเขาแต่ไม่ทัน เฉาม้อเดินตามขึ้นแท่นบูชาไป เฉาม้อสวมเสื้อเกราะและหมวกออกศึกพร้อมอาวุธติดกาย ในมือถือกริชสั้นอย่างกระชับเดินตามหลังหลู่จวงกงจนทหารรักษาพิธีตกตะลึง แสงของกริชสะท้อนเข้าตา ทุกคนตกใจตะลึงพรึงเพริดไปชั่วขณะ ทหารรักษาพิธีเกรงกลัวเดินถอยหลังมาหลายก้าว หลู่จวงกงและเฉาม้อจึงก้าวขึ้นแท่นบูชาแบบไร้คนขัดขวาง หลังจากหลู่จวงกงทักทายปราศรัยกับฉีหวนกง จากนั้นเตรียมทำพิธีดื่มเลือดสาบานเป็นพันธมิตรกัน ในห้วงเวลานี้ เฉาม้อชักกระบี่ออกมาทันที ร้องว่า “กำแพงเมืองรัฐหลู่ถูกทำลาย เกือบจะล้มทับรัฐฉีอยู่แล้วลองคิดดูจะทำอย่างไรดี” ฉีหวนกงเห็นเหตุการณ์ท่าจะไม่ดี ดังนั้นจึงตอบตกลงยกคืนดินแดนรัฐหลู่ที่ยึดมาได้คืนให้รัฐหลู่ทันที ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เฉาม้อจึงเก็บกระบี่แล้วถอยไปประจำยังตำแหน่งที่จัดไว้ให้ ทำตัวสงบเสงี่ยม แล้วคุยเรื่องตลกขบขันเหมือนก่อน การประชุมร่วมผู้นำพันธมิตรจึงยุติ เจ้าครองรัฐหลู่และองครักษ์จึงกลับรัฐอย่างมีชัยชนะ

ฉีหวนกงและขุนนางของตนต่างโกรธแค้นไม่พอใจ ขุนนางหลายคนต่างต้องการให้ฉีหวนกงไม่ทำตามสัญญาที่รับปากไว้ ฉีหวนกงก็มีความคิดแบบเดียวกัน ก่วนจ้งไม่เห็นด้วยที่จะละเมิดสัญญา พูดจาชักชวนฉีหวนกง ว่า “ผิดสัญญาเป็นการไม่ดี แสวงหาผลประโยชน์เล็กน้อยในตอนนี้จะได้ความพอใจแค่ชั่วขณะ แต่ภายหลังจะไม่มีใครเชื่อคำพูดของพระองค์ ผิดสัญญาแล้วจะครองแผ่นดินได้อย่างไร การชั่งน้ำหนักและตัดสินใจเป็นสิ่งสำคัญ การปฎิบัติตามสัญญาคืนดินแดนรัฐหลู่ที่ยึดมาได้เป็นคืนให้แก่รัฐหลู่จะเป็นผลดีต่อพระองค์” ฉีหวนกงยอมรับฟังความเห็นของก่วนจ้ง ต่อมารัฐซ่งหักหลังรัฐฉี ในปีต่อมาฉินหวนกงเชิญรัฐเฉิน รัฐหลู่ร่วมกันยกทัพตีรัฐซ่ง โดยอ้างฎีกากษัตริย์ราชวงศ์โจวส่งกองทัพเข้าตีรัฐซ่ง ราชวงศ์โจวส่งเสนาบดีตานป๋อ (单伯)มาเป็นผู้นำกองทัพหลวงร่วมกับกองทัพสามรัฐร่วมกันโจมตีรัฐซ่ง ในที่สุดรัฐซ่งยอมแพ้

คราวนี้รัฐหลู่ (鲁) รัฐซ่ง (宋) รัฐเฉิน (陈) รัฐช่าย (蔡) รัฐเว่ย (卫) ต่างมานอบน้อมรัฐฉีตามลำดับ รัฐถาน (谭) และรัฐสุ้ย (遂) ทั้งสองรัฐนี้ถูกทำลายไปก่อนหน้านั้นแล้ว มีแต่เพียงรัฐเจิ้ง (郑) ซึ่งกำลังมีปัญหาวุ่นวายภายในรัฐ ดังนั้นก่วนจ้งจึงเสนอให้ฉีหวนกงออกหน้าเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งวุ่นวายภายในรัฐเจิ้ง เพื่อที่จะยกระดับศักดิ์ศรีของรัฐฉีให้สูงขึ้น จุดประสงค์เพื่อเร่งสร้างสถานะป้าจู่ (霸主, เจ้าครองรัฐเรืองอำนาจ) ให้ปรากฎเป็นจริง รัฐเจิ้งตั้งแต่หลี่กง (厉公) กลับรัฐมาฆ่าจืออี๋ (子仪) แล้วยังฆ่าผู้มีพระคุณฟู่เซี๋ย (傅瑕) บีบให้เสนาบดีหยวนฝ๋าน (原繁) ฆ่าตัวตาย แล้วก้าวขึ้นเป็นเจ้าครองรัฐเจิ้งเพื่อจะรวบอำนาจของราชบังลังค์ปรารถนาเป็นพันธมิตรกับรัฐฉี ก่วนจ้งฉวยโอกาสนี้ เสนอให้ฉีหวนกงร่วมกับรัฐซ่ง รัฐเว่ย (卫) และรัฐเจิ้งทั้งสามรัฐ อีกทั้งอัญเชิญกษัตริย์ราชวงศ์โจวเข้าร่วมประชุมร่วมผู้นำในปีที่หกในสมัยฉีหวนกง (ปี 680 ก่อนคริสต์ศักราช) ณ.ที่ จ้วน (鄄, ปัจจุบัน คือ เมืองจ้วนเฉิง鄄城 มณฑลซานตง) ปีต่อมาฉีหวนกงพระองค์เองก็เรียกรัฐซ่ง รัฐเฉิน รัฐเว่ย (卫) รัฐเจิ้งทั้งหมดมาประชุมร่วมผู้นำที่จ้วนอีก ครานี้การประชุมบังเกิดความสำเร็จ ผลลัพธ์เป็นที่พอใจ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาฉีหวนกงได้กลายเป็นที่ยอมรับดำรงตำแหน่งป้าจู่ เจ้าครองรัฐเรืองอำนาจ

ในปีที่สิบ (ปี 667 ก่อนคริสต์ศักราช) ในสมัยจิ้นเสี้ยนกง (晋献公) ฤดูหนาว ฉีหวนกงเห็นว่ารัฐเจิ้งยอมนอบน้อมต่อรัฐฉี จึงเรียกรัฐหลู่ รัฐซ่ง รัฐเฉิน รัฐเว่ย (卫) รัฐเจิ้ง รัฐสวี่ (许) รัฐฮวา(滑) รัฐเถิง (滕) และรัฐอื่นๆทั้งหมดมาประชุมลับที่รัฐซ่ง กษัตริย์โจวหุ้ยหวาง (周惠王) ส่งจ้าวป๋อ (召伯) เข้าร่วมประชุม ครั้งนี้เป็นการประชุมที่ไม่เคยมีมาก่อน รัฐต่างๆเกือบทั้งประเทศมาร่วมในการประชุมครั้งนี้ ในการประชุมร่วมผู้นำพันธมิตรครั้งนี้ จ้าวป๋อซึ่งเป็นตัวแทนของราชวงศ์โจวนำราชโองการของกษัตริย์โจวแต่งตั้งฉีหวนกงดำรงตำแหน่งโฮวป๋อ (侯伯, ผู้นำสูงสุดของทุกรัฐ ตั้งแต่นั้นฉีหวนกงได้กลายเป็นป้าจู่เจ้าครองรัฐเรืองอำนาจผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริง

สงครามทางเหนือกับชนเผ่าหรงภูเขา

ปีที่สิบห้า (ปี 662 ก่อนคริสต์ศักราช) ในสมัยจิ้นเสี้ยนกง (晋献公) รัฐหลู่เกิดความวุ่นวายภายในรัฐ เมื่อหลู่จวงกงสิ้นพระชนม์ หลู่หมิ่นกง (鲁闵公) ขึ้นครองรัฐไม่นานถูกชิ่งฟู่ (庆父) ฆ่าตาย หลู่ซีกง (鲁僖公) ขึ้นครองรัฐ ชิ่งฟู่กลัวความผิดฆ่าตัวตาย หลู่ซีกงเพื่อที่จะรวบรวมอำนาจรัฐไว้ในมือตกลงใจเป็นพันธมิตรกับรัฐฉีที่ลั่วกู (落姑) ตั้งแต่นั้นรํฐหลู่จึงมีความมั่นคง ในตอนนั้นฉีหวนกงมีอำนาจล้นฟ้า มีชื่อเสียงขจรไปไกล ก้าวสู่การขยายอำนาจและเสริมสร้างอำนาจป้าจู่ของพระองค์ ในขณะที่รัฐต่างๆในดินแดนภาคกลางของประเทศจีนค่อยๆยอมรับการเป็นผู้นำของรัฐฉี ชนกลุ่มน้อยต่างๆตามชายแดนเผ่าตี๋ (狄) และชนเผ่าซานหรง (山戎, หรงภูเขา) ซึงเป็นศัตรูกับชาวจีนค่อยๆพัฒนาเข้มแข็งขึ้น ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้มักมาโจมตีตามแถบชายแดนจีนอยู่บ่อยๆ เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อรัฐต่างๆในประเทศจีน

ปีที่สิบสี่ (ปี 664 ก่อนคริสต์ศักราช) รัชสมัยโจวหุ้ยหวาง ชนเผ่าซานหรงฉวยโอกาสยกทัพม้ามาเป็นหมื่นเข้าโจมตีรัฐเยี้ยน (燕) รัฐเยี้ยนพยายามที่จะป้องกันเมืองทงฉี (通齐) เยี้ยนจวงกง (燕庄公) ต่อต้านไม่ไหว จึงเร่งขอความช่วยเหลือโดยด่วนกับฉีหวนกง ฉีหวนกงเนื่องจากต้องการสงวนกำลังส่วนใหญ่ไว้ยันกับรัฐฉู่ (楚) ทางตอนใต้ แต่ก่อนไม่คิดช่วยรัฐเยี้ยนอยู่แล้ว แต่ก่วนจ้งคิดว่า “การที่จะป้องกันอันตรายทางด้านหนึ่ง ทางใต้มีรัฐฉู่ ทางเหนือ คือ ชนเผ่าซานหรง ทางตะวันตก คือชนกลุ่มน้อยเผ่าตี๋ (狄) ต่างก็เป็นภัยหายนะต่อดินแดนตอนกลางของประเทศจีน ฉีหวนกงคิดจะทำสงครามกับรัฐฉู่ ต้องปราบปรามชนเผ่าซานหรงให้ราบคาบก่อน เมื่อทางเหนือมีความมั่นคง จึงจะมีสมาธิหันไปทำสงครามทางใต้ ถ้ารัฐเยี้ยนเคยทำผิดมาก่อนและมาร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐเรา เราควรเป็นผู้นำนำทัพไปกำจัดศัตรู ต้องได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากรัฐอื่นๆอย่างแน่นอน” เมื่อฉีหวนกงคิดได้แล้วเต็มใจยกทัพไปช่วยรัฐเยี้ยน

ชนเผ่าซานหรงได้ยินข่าวกองทัพใหญ่รัฐฉีกำลังยกทัพมาถึง ทิ้งทรัพย์สินจำนวนมากที่ปล้นมาได้แล้วหนีไป รัฐฉีและรัฐเยี้ยนรวมทัพกันยกทัพออกไล่ล่าออกไปทางด่านจี้เหมินกวน (蓟门关) ฆ่าลั่วฟังเอ๋อเถา (落荒而逃) แม่ทัพชนเผ่าซานหรง ผู้นำชนเผ่าซานหรงนำกองกำลังพ่ายแพ้ส่วนที่เหลือหลบหนีไปที่กูจู๋กั๊ว (孤竹国, ปัจจุบัน คือ ดินแดนทิศตะวันตกฉียงเหนือ มณฑลเหอเป่ย) ทัพรัฐฉีติดตามอย่างกระชั้นชิดเข้าล้อมกูจู๋กั๊ว กูจู๋กั๊วส่งคนมายอมแพ้ต่อกองทีพรัฐฉี เสนอนำหัวผู้นำเผ่าซานหรงมาถวาย แล้วเจ้าครองรัฐกูจู๋กั๊วจอมโกหกหลบหนีไปในทะเลทราย ฉีหวนกงยกทัพมาแล้วตั้งให้เป็นเมืองหน้าด่าน แล้วยกทหารติดตามออกไล่ตาม กูจู๋กั๊ววางแผนหลอกล่อทัพฉีให้หลงเข้าไปในทะเลทราย แต่ละคนยังไม่ได้มีการเตรียมตัว ห้วงเวลานั้นแสงอาทิตย์ทอดยาวจนจดค่ำ มองไปรอบๆมีแต่ทะเลทรายกว้างใหญ่สุดสายตา ลมพัดแรง อากาศก็หนาวเย็น ทัพหน้าและทัพหลังของรัฐฉีติดต่อกันไม่ได้ ฉีหวนกงไม่รู้จะทำประการใด เรียกร้องก่วนจ้งเร่งหามาตรการป้องกันเหตุการณ์วิกฤตนี้

ก่วนจ้งครุ่นคิดอยู่สักครู่หนึ่งแล้วให้ทหารที่ติดตามมาตีกลองเคาะฆ้อง เพื่อให้ทหารทุกคนที่ได้ยินมารวมทัพ ปักหลักรวมกันอดทนจนถึงเช้า ใครจะไปรู้เมื่อฟ้าสว่างความร้อนในทะเลทรายสุดจะต้านทานทนได้ ทั้งยังไม่มีน้ำดื่ม เป็นการยากที่จะกำหนดทิศทางเดินทัพในทะเลทราย ทหารในกองทัพทั้งหมดต่างตระหนกตกใจ กวนจ้งเห็นสถานการณ์แล้ว จึงรีบเสนอความเห็นแก่ฉีหวนกง ข้าน้อยเคยได้ยินมาว่าม้าแก่มักรู้หนทาง ม้าของรัฐเยี้ยนมาจากทะเลทรายตอนเหนือ และคุ้นเคยกับทะเลทรายเป็นอย่างดี ขอให้พระองค์ออกคำสั่งให้ทหารคัดเลือกม้าแก่ๆสักหลายตัวแล้วปล่อยไป บางทีเราอาจะหาทางออกจากทะเลทรายได้” ฉีหวนกงจึงเร่งออกคำสั่งให้ทหารไปคัดม้าแก่ๆมาสักหลายตัว ปล่อยม้าไว้หน้ากองทัพ แล้วกองทัพเคลื่อนตามม้าแก่ไป ในที่สุดก็หลุดออกจากทะเลทรายรอดพ้นอันตราย นี่คือเรื่องราวของม้าแก่ชี้หนทางในตำนานจีน

เจ้าครองรัฐกูจูกั๊วเห็นทัพฉีและทัพเยี้ยนถูกล่อเข้าไปในทะเลทราย จึงยกทัพไปตีเมืองอู๋ตี้ (无棣) ทำลายกำแพงป้องกันเมืองของทัพเยี้ยน ยึดเมืองได้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหุบเขาต่างหลบหนีอพยพเข้าไปในเมือง ก่วนจ้งเห็นสถานการณ์ดังนั้นจึงเกิดความคิดวางอุบาย เขาสั่งให้ทหารปลอมตัวเป็นชาวบ้านปะปนกับชาวบ้านเข้าไปในตัวเมือง ตอนเที่ยงคืนให้จุดไฟเผาเมือง แล้วสั่งแยกทหารออกเป็นสามทัพเข้าโจมตีเมืองอู๋ตี้ทางประตูเมืองทิศตะวันออก ทิศตะวันตกและทิศใต้ เหลือเพียงประตูเมืองด้านทิศเหนือปล่อยให้ศัตรูหนีไป แล้วเรียก ฮวางจือเฉิงฟู่ (王子成父) และสีเผิง (隰朋) ยกทัพม้าอีกกองทัพหนึ่งไปซุ่มโจมตีอยู่ตรงประตูทิศเหนือ ในคืนนั้นในทันทีที่ภายในเมืองไฟลุกไหม้สี่ห้าจุด กองทัพฉีภายในเมืองลอบเข้าไปเปิดประตูเมืองเปิดทางให้กองทัพม้าทัพใหญ่รํฐฉีภายนอกยกเข้าเมือง เจ้าครองรัฐกูจู๋กั๊วเห็นเหตุการณ์ท่าจะไม่ดี เรียกระดมพลแล้วรีบหลบหนีไปทางประตูทิศเหนือ ไม่มีใครคาดคิดเพียงแค่ย่างก้าวออกประตูทิศเหนือ ทหารฉีที่รอซุ่มโจมตีอยู่รายทางก็โผล่โจมตีจากทุกๆด้าน หยุดสกัดเจ้าครองรัฐกูจู๋กั๊ว ขุนนางและทหารอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งสองทัพต่อสู้กันอย่างดุเดือด เจ้าครองรัฐกูจู๋กั๊วตายกลางสนามรบที่อลหม่าน ฉีหวนกงทำลายเมืองหลิงจือ (令支) กูจู๋ (孤竹) จึงยกที่ดินห้าร้อยลี้ทั้งหมดชดเชยให้แก่เยี้ยนจวงกง เจ้าครองรัฐทั้งหมดต่างเกรงกลัวอำนาจรัฐฉี น้อมรับคำตัดสินของฉีว่ายุติธรรมแล้ว

ในการช่วยรัฐเยี้ยนในคราวนี้ รัฐหลู่ได้ส่งทหารไปช่วยเป็นกองหนุนแต่อันที่จริงทัพหลู่ไม่ได้เคลื่อนทัพออกจากรัฐ ดังนั้นฉีหวนกงจึงโกรธมากอยากจะยกทัพไปสั่งสอนรัฐหลู่ ก่วนจ้งไม่เห็นด้วยกับความคิดของพระองค์ พูดจาปลอบโยนพระองค์ว่า “รัฐหลู่เป็นรัฐเพื่อนบ้านใกล้ชิดของรัฐฉี ไม่ควรเอาเรื่องเล็กน้อยมาคิดจนคิดจะทำสงคราม ผลลัพธ์ที่จะเกิดจะเป็นเรื่องไม่ดี เพื่อชื่อเสียงของรัฐฉี เราจะต้องปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสองรัฐให้ดีขึ้น การช่วยรัฐเยี้ยนจนมีชัยชนะในครั้งนี้ ทำให้รู้ว่ารัฐในภาคกลางไม่เคยได้รับรางวัลแห่งชัยชนะ ทำไมเราไม่แบ่งปันให้รัฐหลู่บ้างเพื่อประดับชื่อเสียงไว้ในโจวกงเมี่ยว (周公庙,อนุสรณ์สถานของจีนตั้งมาเป็เวลานานกว่า 1,380 ปี)” ฉีหวนกงรับฟังแล้วรู้สึกมีเหตุผลจึงยอมรับความคิดนี้ ดังนั้นทำให้ชาวรัฐหลู่ต่างดีใจกันเป็นอันมากรัฐอื่นๆก็ต่างชื่นชม

ในเวลาเดียวกันชนกลุ่มน้อยเผ่าตี๋ (狄) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือยกทัพมาโจมตีประเทศจีนตอนกลาง โดยเข้าโจมตีรัฐสิง (邢国, ปัจจุบัน คือ เมืองสิงไถ邢台 มณฑลเหอเป่ย) ก่อน ทำการรบอย่างเย่อหยิ่งจองหอง ฉีหวนกงซึ่งดำรงตำแหน่งป้าจู่แน่นอนไม่สามารถนั่งนิ่งดูดายได้ ก่วนจ้งก็เป็นกังวลในเรื่องนี้ จึงถวายความเห็นแก่ฉีหวนกงว่า “ชนเผ่าหรงและตี๋เป็นชนเผ่าป่าเถื่อนโหดร้าย โลภไม่รู้จักพอ รัฐจีนต่างๆต่างเป็นญาติพี่น้องเดียวกัน ห่วงใยซึ่งกันละกัน ถ้าประเทศมีความทุกข์ยากลำบาก ทุกๆคนต้องช่วยกัน ไม่สามารถนั่งนิ่งดูดายได้ การพอใจต่อสภาพความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายในตอนนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง การยกทัพออกไปช่วยรัฐสิงนับเป็นนโยบายที่ดี” ฉีหวนกงชื่นชมในความคิดเห็นของก่วนจ้ง จึงส่งทัพไปช่วยรัฐสิง ดังนั้นรัฐสิงจึงได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ต่อมาไม่นานชนเผ่าตี๋กลับยกทัพมาอีกโจมตีรัฐเว่ย (卫) เว่ยอี้กง (卫懿公) ถูกฆ่าตาย รัฐเว่ยถูกทำลายพังพินาศ ชนเผ่าตี๋ไล่จับราษฎรรัฐเว่ยต้อนอพยพไปถึงริมฝั่งแม่น้ำหวงเหอ (黄河) รัฐซ่งส่งทหารไปช่วยชาวบ้านรัฐเว่ยได้ถึง 730 คน รวมทั้งชาวบ้านตำบลก้ง (共)ตำบลถง (滕) ทั้งสองตำบล (邑, อี้) รวม ทั้งหมดห้าพันคน ณ.ที่เฉาอี้ (曹邑, ปัจจุบัน คือ เมืองฮวาเสี้ยน滑县 มณฑลเหอหนาน) ตั้งเว่ยไต้กง (卫戴公) ขึ้นเป็นเจ้าครองรัฐเว่ย เริ่มต้นบูรณะรัฐเว่ย แต่ดูเหมือนสถานการณ์จะยากลำบาก ฉีหวนกงและก่วนจ้ง ส่งองค์ชายอู๋คุย (无亏) พร้อมทหารม้าห้าร้อยนายและทหารราบสามพันนายพร้อมอาวุธครบครันมาเป็นกองกำลังป้องกันให้รัฐเว่ย ป้องกันเมืองเฉาอี้ ทั้งยังประทานรถทรงม้าให้แก่เจ้าครองรัฐเว่ย อีกทั้งประทานรถทรงม้าและผ้าไหมให้กับพระชายาของเจ้าครองรัฐเว่ย นอกจากนี้ยังประทานวัว แพะ หมู หมา ไก่และอื่นๆอีกสามร้อยตัว และช่วยก่อสร้างพระราชวัง

รัฐสิงยังบูรณะไม่เสร็จชนเผ่าตี๋ก็ยกทัพมาปล้นทำลายเป็นครั้งที่สอง ปีที่สิบแปด (ปี 659 ก่อนคริสต์ศักราช) ในสมัยจิ้นเสี้ยนกง ชนเผ่าตี๋ยกทัพปล้นเมืองรัฐสิง สถานการณ์ร้ายแรงมาก ฉีหวนกงและก่วนจ้งร่วมกับรัฐซ่ง รัฐเฉายกทัพไปช่วยรัฐสิงทันที เมื่อทัพฉี ทัพซ่ง ทัพเฉายกมาถึง ชาวเมืองรัฐสิงดีใจเหมือนได้พบคนรักญาติพี่น้องที่จากไป รีบหนีเข้าไปหาทัพพันธมิตร ชนเผ่าตี๋ถูกตีถอยกลับไป เมืองรัฐสิงถูกชนเผ่าตี๋ปล้นทำลายจนกลายเป็นเมืองร้าง ดังนั้นฉีหวนกงและก่วนจ้งรวมทั้งรัฐซ่งและรัฐเฉาทั้งสองรัฐช่วยเหลือชาวรัฐสิงโดยย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่อี๋อี๋ (夷仪, ปัจจุบัน คือ ดินแดนทิศตะวันตกเฉียงใต้เมืองเหลียวเฉิง聊城) ซึ่งอยู่ใกล้รัฐฉี เพื่อให้บ้านเมืองปลอดภัย ทำให้สิงกั๊วที่เคยวุ่นวายและเสื่อมโทรมกลับสู่ความมั่นคง เมืองหลวงของรัฐสิง และรัฐเว่ยทั้งสองรัฐถูกปล้นทำลายโดยชนเผ่าตี๋ โดยความช่วยเหลือของฉีหวนกงและก่วนจ้งจึงได้รับการบูรณะฟื้นฟู ในเวลานั้นผู้คนต่างกล่าวชมนิยมยกย่อง ชาวรัฐสิงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ใหม่เหมือนได้กลับมาอยู่บ้านเก่า รัฐเว่ยหลังจากบูรณะฟื้นฟูเสร็จชาวรัฐทุกคนต่างดีใจลืมเรื่องราวโศกเศร้าที่สูญเสียเจ้าครองรัฐไป รัฐฉู่ (楚) คือรัฐที่มีความเข้มแข็งทางทิศใต้เสมอมา ตั้งแต่ปีที่สิบเอ็ด (ปี 666 ก่อนคริสต์ศักราช) เริ่มทำสงครามกับรัฐเจิ้ง เตรียมพร้อมตลอดมาที่จะยกทัพบุกขึ้นเหนือ

พันธมิตรระหว่างรัฐฉีและรัฐฉู่

ปีที่สิบแปด (ปี 657 ก่อนคริสต์ศักราช) รัฐฉู่ยกทัพไปรัฐเจิ้งอีกครั้ง ฉีหวนกงและก่วนจ้งเรียกเจ้าครองรัฐทั้งหลายร่วมมือกันต่อต้านรัฐฉู่ เนื่องจากรัฐฉู่โจมตีรัฐเจิ้งอย่างต่อเนื่อง ฉีหวนกงและก่วนจ้งเรียกรัฐหลู่ รัฐซ่ง รัฐเฉิน รัฐเว่ย รัฐเจิ้ง รัฐสวี่ รัฐเฉาทั้งหมดแปดรัฐตั้งทัพพันธมิตรยกทัพลงใต้ เริ่มจากทำลายรัฐช่ายก่อนจากนั้นบุกตรงไปรัฐฉู่ รัฐฉู่วางกองทัพใหญ่แถวชายแดนเฝ้าดูสถานการณ์ส่งฑูตชวีหวาน (屈完) ออกไปเจรจา ชวีหวานเข้าพบฉีหวนกงแล้วถาม “พวกท่านอยู่ทางทะเลเหนือ พวกข้าอยู่ทางทะเลใต้ ห่างไกลกันหลายพันลี้ มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นไม่กระทบกระเทือนต่อพวกท่าน ครั้งนี้พวกท่านยกทัพมาถึงถิ่นของพวกเรา ไม่ทราบว่ามาทำไม” ก่วนจ้งอยู่เคียงข้างฉีหวนกง รับฟังแล้วตอบแทนฉีหวนกงว่า “แต่ก่อนจ้าวคังกง (召康公) ทำตามรับสั่งของกษัตริย์โจว รวมทั้งบรรพบุรุษของพวกเราเคยพูดมา อำนาจห้าเจ้าครองรัฐและเก้าเชื้อพระวงศ์ ถ้าไม่ยอมรับพวกท่านต้องไปทำสงครามกัน ทิศตะวันออกจดทะเล ทิศตะวันตกจดแม่น้ำ ทิศใต้จดมู้หลิง (穆陵) ทิศเหนือจดอู๋ลี่ (无隶)  ทั้งหมดอยู่ในดินแดนที่ต้องทำสงครามแย่งชิงมา พวกท่านไม่เคยถวายส่วยบรรณาการต่อกษัตริย์โจวทั้งยังไม่เคยทำพิธีดื่มเหล้าถวายสัตยาบัน เป็นการล่วงละเมิดต่อราชบังลังค์อย่างชัดเจน รวมทั้งดินแดนทางใต้ของกษัตริย์จาวหวางมุ่งใต้(昭王) ในปัจจุบันยังไม่คืนสู่ราชบังลังค์ เรื่องนี้คงไม่ใช่ไม่เกี่ยวกับท่าน พวกเรายกทัพมาถึงที่นี่ จริงแล้วมาเพื่อประณามพวกท่าน”

ชวีหนานตอบกลับไปว่า “หลายปีแล้วที่ไม่มีการจัดเก็บส่วยบรรณาการ อันที่จริงกลายเป็นความผิดของพวกข้า ตั้งแต่กษัตริย์จาวหวางมุ่งใต้ไม่ได้กลับไปเกิดขึ้นแถบดินแดนแม่น้ำฮั่น (汉水) พวกท่านจึงควรไปทวงคืนแถบแม่น้ำฮั่นดีกว่า” ฉีหวนกงเห็นว่าชวีหวานฑูตของรัฐฉู่ทัศนคติไม่อ่อนและไม่แข็งเกินไป จึงบัญชาการให้กองทัพตั้งค่ายประจำการที่สิง (陉, ปัจจุบัน คือ ดินแดนทางใต้เมืองเยี่ยนเฉิง郾城 มณฑลเหอหนาน) กองทัพเหนือและกองทัพใต้ยันทัพกันตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อนนานกว่าครึ่งปี รัฐฉู่ก็ส่งชวีหวานไปเจรจากับฉีหวนกงและก่วนจ้งใหม่ ฉีหวนกงและก่วนจ้งไม่คิดจะทำสงครามตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่จะอาศัยปฎิบัติการทางทหารครั้งนี้มาเพื่อมาแสดงอำนาจและบารมีของตำแหน่งป้าจู่ของฉีหวนกงข่มขวัญรัฐฉู่ให้เกรงกลัว ดังนั้นพวกพระองค์จึงตกลงได้อย่างรวดเร็วที่จะเจรจากับชวีหวาน รวมทั้งบรรลุข้อตกลง ถอนทหารกลับไปยัง จ้าวหลิง (召陵, ปัจจุบัน คือ เมืองเยี่ยนเสี้ยน偃县 มณฑลเหอหนาน) ฉีหวนกงเพื่อจะแสดงพลังทางการทหาร จึงเชิญชวีหวานมายังกองทัพและขึ้นรถม้าคันเดียวกันตรวจกองทหาร ฉีหวนกงชี้ไปที่กองทัพแล้วกล่าวกับชวีหวาน ว่า “บัญชาการทหารเหล่านี้เข้าสู่การรบ ศัตรูประเภทไหนที่จะสามารถต่อต้านกองทัพแบบนี้ที่ได้รับการฝึกฝนและคำสั่งให้โจมตีกำแพงเมือง แล้วจะมีกำแพงเมืองไหนที่จะสามารถต้านทานได้” ชวีหวานตอบกลับแบบเยือกเย็นว่า “พระองค์ พระองค์เอาคุณธรรมมาเพื่อเอาใจเจ้าครองรัฐทั้งหลาย แล้วใครจะไม่เชื่อฟังพระองค์ แต่ถ้าพระองค์ใช้เพียงแต่กำลังทางทหาร ถ้างั้นรัฐฉู่ของข้าน้อยก็จะสร้างกำแพงเมืองสูงเทียมภูเขา เอาแม่น้ำฮั่นเป็นคูเมือง กำแพงเมืองยิ่งสูง คูเมืองยิ่งลึก ทหารของพระองค์มีจำนวนมาก ข้าน้อยเกรงว่าจะไม่มีประโยชน์” เป็นคำตอบที่นุ่มนวลพร้อมด้วยความแข็งกร้าว เพื่อให้เหตุการณ์ยุติ ฉีหวนกงยอมรับรัฐฉู่ทำสัญญาเป็นพันธมิตรกัน ดังนั้นการเผชิญกันทางทหารระหว่างกิงทัพฝ่ายเหนือและกองทัพฝ่ายใต้จบลงไปด้วยดี

ประชุมร่วมผู้นำพันธมิตรที่ขุ๋ยชิว

ปี 651 ก่อนคริสต์ศักราช กษัตริย์โจวหุ้ยหวางสิ้นพระชนม์ ฉีหวนกงประชุมร่วมกับเจ้าครองรัฐทั้งหลายอัญเชิญมกุฎราชกุมารเจิ้ง (郑) ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์เถลิงนามว่า โจวเซียงหวาง (周襄王) หลังจากโจวเซียงหวางขึ้นครองราชย์ รับสั่งให้จ่ายข่ง (宰孔) มอบอำนาจในการบริหารประเทศและการทหารให้กับฉีหวนกง พร้อมมอบคันธนูและธนูทองเหลือง ทำถนนขนาดใหญ่เป็นการรับรู้ผลงานความสำเร็จของฉีหวนกง ฉีหวนกงเรียกประชุมใหญ่เจ้าครองรัฐทั้งหมดในประเทศที่ขุ๋ยชิว (葵丘, ปัจจุบัน คือ ดินแดนรอยต่อระหว่างหลานเค่า兰考กับหมินฉวนเสี้ยน民权县มณฑลเหอหนาน) จัดทำพิธีกรรมเฉลิมฉลองขึ้นครองราชย์ ในพีธีกรรมเฉลิมฉลองจ่ายข่งอัญเชิญโจวเซียงหวางประกาศรับสั่ง เนื่องจากฉีหวนกงมีอายุมากและคุณธรรมสูง ไม่จำเป็นต้องกราบไหว้ ฉีหวนกงได้ฟังรับสั่งจากกษัตริย์ ก่วนจ้งซึ่งยืนอยู่ข้างๆจึงเอ่ยว่า “ โจวหวางแม้มีความเมตตากรุณา แต่ข้าน้อยไม่สามารถล่วงเกินได้” ฉีหวนกงจึงพูดตอบ “อำนาจแห่งฟ้าไม่อาจล่วงละเมิด ข้าน้อยหรือจะกล้าล่วงเกินรับสั่งของพระองค์ หรือไม่เป็นก็ขุนนางที่ควรถูกปลด” พูดจบ เพียงเห็นฉีหวนกงวิ่งเหยาะๆไปน้อมรับคำสั่ง ถนอมพลังงานเข้าไปยังกลางโถงพระโรงหารือกับกษัตริย์ เจ้าครองรัฐทั้งหมดเห็นดังนั้นต่างชื่นชมมารยาทอันงดงามของฉีหวนกง ฉีหวนกงเป็นตัวอย่างของผู้นำที่ดีเป็นผู้นำแบบใหม่ นี้เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จีนที่มีชื่อเสียงเรียกว่า ขุ๋ยสิวจือเมิ๋ง (葵丘之盟, ประชุมร่วมผู้นำพันธมิตรที่ขุ๋ยชิว) เป็นช่วงเวลาสูงสุดของฉีหวนกงในการดำรงตำแหน่งป้าจู่

ในตอนนี้ หลังจากผ่านความเพียรพยายามมานานถึงสามสิบปี ฉีหวนกงโดยความช่วยเหลือของก่วนจ้ง ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำจัดการประชุมร่วมผู้นำพันธมิตรทางการทหารสามครั้ง การประชุมร่วมผู้นำพันธมิตรเพื่อสันติภาพหกครั้ง และการประชุมเพื่อสนับสนุนราชบังลังค์กษัตริย์โจวอีกหนึ่งครั้ง ในประวัติศาสตร์เรียกว่า “เจ้าครองรัฐพันธมิตรทั้งเก้า ช่วนค้ำจุนราชบังลังค์” (九合诸侯,一匡天下,จิ่วเหอจูโฮว อี้ควงเทียนเซี่ย) ฉีหวนกงได้รับการยอมรับทั่วประเทศจีนดำรงตำแหน่งป้าจู่

ก่วนจ้งถึงแม้เพื่อช่วยฉีหวนกงจึงสร้างรัฐฉีสถาปนาให้เป็นรัฐเรืองอำนาจสำเร็จไม่เคยคิดอวดตนเรียกร้องความดีความชอบ แต่ยังใช้ชีวิตสมถะสงบเสงี่ยมเจียมเนื้อเจียมตน ปีที่ห้า (ปี 647 ก่อนคริสต์ศักราช) ในรัชสมัยกษัตริย์โจวเซียงหวาง พระอัยกาของโจวเซียงหวางสมรู้ร่วมคิดกับชนเผ่าหรงยกทัพมาตีเมืองหลวง ภายในพระราชวังวุ่นวายโกลาหล เหตุการณ์วิกฤตอย่างยิ่ง ฉีหวนกงส่งก่วนจ้งไปช่วยเหลือโจวเซียงหวางระงับความไม่สงบภายในเมืองหลวง ก่วนจ้งปราบปรามได้ผลเป็นอย่างดี ได้รับคำชื่นชมจากโจวเซียงหวางเป็นอันมาก โจวเซียงหวางเพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อขุนนางเรืองอำนาจผู้นี้ จัดเตรียมจัดพิธีงานเลี้ยงเฉลิมฉลองสมุหนายกเพื่อฉลองชัยชนะให้แก่ก่วนจ้ง แต่ก่วนจ้งไม่ยอมรับ ในที่สุดก่วนจ้งยอมรับเพียงพิธีกรรมเฉลิมฉลองสมุหนายกเป็นทางการเท่านั้นไม่มีงานเลี้ยง

ข้อเสนอแนะเมื่ออายุมากแล้ว

ปีที่เจ็ด (ปี 645 ก่อนคริสต์ศักราช) ด้วยความเพียรพยายามที่จะช่วยฉีหวนกงสร้างรัฐฉีให้เป็นรัฐเรืองอำนาจก่วนจ้งล้มป่วยหนัก ฉีหวนกงไปเยี่ยมเขา ขอร้องให้เขายอมรับตำแหน่งสมุหนายก ก่วนจ้งตอบว่า “พระองค์ควรเข้าใจในตัวข้าน้อยดี” ฉีหวนกงต้องการยกตำแหน่งนี้ให้เป้าซูหยา ก่วนจ้งกล่าวแบบนอบน้อมว่า “เป้าซูหย๋าเป็นสุภาพบุรุษ แต่เขาเป็นคนที่แยกผิดแยกถูกชัดเจน มองคนแบบโลกร้าย แบบนี้ชีวิตไม่ยืนยาว คนแบบนี้ไม่สามารถรับราชการได้” ฉีหวนกงถาม “แล้วอี้หย๋า (易牙) ละ” ก่วนจ้ง กล่าวว่า “อี้หยาเพื่อจะสนองตอบต่อความต้องการของพระองค์นำเอาเนื้อของลูกชายตนเองมาปรุงอาหารเพื่อเอาใจพระองค์ ไม่มีความเป็นมนุษย์ ไม่เหมาะกับการดำรงตำแหน่งสมุหนายก” ฉีหวนกงถามอีก “คายฟาง (开方) ละเป็นอย่างไร” ก่วนจ้ง ตอบว่า “โอรสรัฐเว่ยองค์ชายคายฟาง (开方) ถูกทอดทิ้งให้หมดโอกาสรับตำแหน่งมกุฎราชกุมารแห่งรัฐ ไม่ได้ติดต่อกับเจ้าครองรัฐมาสิบห้าปี บิดาเสียชีวิตก็ไม่กลับมาเคารพศพ ดูเหมือนไม่มีน้ำใจไม่มีคุณธรรม ไม่มีมิตรจิตมิตรใจต่อบิดามารดาและคนในครอบครัว แล้วจะมีความจงรักภักดีต่อพระองค์ได้อย่างไร นอกจากนี้ตำแหน่งศักดินาเป็นมกุฎราชกุมารคือยอดฝันแห่งความปรารถนาของมนุษย์ เขายอมละทิ้งต่อตำแหน่งนี้ มายอมรับใช้พระองค์ แน่นอนความปรารถนาในใจของเขานั้นมากกว่าตำแหน่งมกุฎราชกุมาร พระองค์ควรหลีกให้ไกลจากคนประเภทนี้ ไม่สามารถยกตำแหน่งสมุหนายกให้” ฉีหวนกงกลับถามอีก “อี้หยา คายฟางต่างก็ไม่ได้ แล้วสู้เตียว (竖刁) ละ เขาเกือบจะกลายเป็นคนพิการเพื่อทำงานสนองพระคุณข้า คนแบบนี้จะยังคงเป็นคนไม่จงรักภักดีต่อข้าหรือ” ก่วนจ้งส่ายหัวกล่าวว่า “คนที่ไม่รักตัวเอง เป็น คนที่ชอบความรุนแรงมาแต่กำเนิด คนแบบนี้นะเหรอจะมีความจงรักภักดีแท้จริงต่อพระองค์ ขอให้พระองค์ทรงหลีกไกลจากคนทั้งสามนี้ อย่าได้ไว้ใจพวกเขาเป็นพิเศษ ไม่งั้นรัฐจะเกิดความวุ่นวาย” ก่วนจ้งพูดจบเห็นพระพักตร์ของฉีหวนกงยากจะบรรยาย จึงแนะนำบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ต่อฉีหวนกง เป็นคนเปิดเผย ไม่เคยลืมบ้านเกิดเมืองนอนเป็นขุนนางชื่อ สีเผิง (隰朋) กล่าว่า สีเผิงสามารถช่วยเหลือฉีหวนกงบริหารและปกครองรัฐ

น่าเสียดายที่ฉีหวนกงไม่ได้ยินคำพูดสุดท้ายของก่วนจ้ง อี้หยาได้ยินคำสนทนาระหว่างฉีหวนกงกับก่วนจ้ง รีบไปฟ้องเป้าซูหย๋าบอกว่าก่วนจ้งคัดค้านฉีหวนกงไม่ให้แต่งตั้งเป้าซูหย๋าเป็นสมุหนายก เป้าซูหย๋าหัวเราะ กล่าวว่า “ก่วนจ้งสนับสนุนสีเผิง แสดงว่าในใจเขากำลังพิจารณาถึงความตายที่กำลังมาเยือน ไม่ใช่เห็นแก่ตัวเสนอคนของตน ข้าทำหน้าที่ซือโค่ว (司寇, เลขาธิการเจ้าครองรัฐ) ขับไล่ขุนนางปากเก่ง ถูกกับนิสัยข้าแล้ว ถ้าหากให้ข้าเป็นสมุหนายก แล้วแบบนี้จะมีที่ให้พวกเจ้ายืนหรือ” อี้หยาสีหน้าสลดลง รู้สึกลึกๆว่าก่วนจ้งคบเพื่อนแบบลึกซึ้ง รู้ใจเพื่อนจนถึงก้นบึง แล้วเดินออกไปอย่างไม่สบายใจ

ต่อมาไม่นานก่วนจ้งป่วยตาย ฉีหวนกงไม่ฟังคำแนะนำจากใจของก่วนจ้งที่ถวายตอนนอนอยู่บนเตียงคนป่วย แต่งตั้งอี้หยาและคนทั้งสามมาบริหารรัฐ ผลลัพธ์ได้กลายเป็นโศกนาฎกรรมครั้งยิ่งใหญ่ สองปีต่อมาฉีหวนกงป่วยหนัก อี้หยาและสู้เตียวเห็นว่าอีกไม่นานฉีหวนกงจะลาโลก จึงเริ่มปิดประตูพระราชวัง ปลอมแปลงพระราชโองการ ไม่อนุญาตให้ใครเข้าออกพระราชวัง มีนางสนมกำนัลสองคนไม่ทราบเรื่อง กระโดดข้ามกำแพงพระราชวัง เข้าเฝ้าฉีหวนกง ฉีหวนกงหิวน้ำจนตาลาย ถามหาอาหาร นางสนมกำนัลจึงต่อต้านคำสั่งของอี้หยาและสู้เตียวสั่งปิดพระราชวังไม่สามารถนำอาหารมาถวายให้ฉีหวนกงรายงานสถานการณ์ให้ฉีหวนกงรับทราบ ฉีหวนกงเบิกตามองฟ้าแล้วถอนใจ ตรัสอย่างเสียใจว่า “ถ้าข้าตายใครจะรู้ ข้ายังมีหน้ามีตาไปพบก่วนจ้งหรือ” พูดจบก็ยกแขนเสื้อมาปิดใบหน้า อดน้ำอดอาหารจนเสียพระชนม์

เมื่อฉีหวนกงสิ้นพระชนม์ ภายในพระราชวังเกิดความวุ่นวายใหญ่ โอรสทั้งหลายของฉีหวนกงต่างแย่งกันเป็นใหญ่สมรู้ร่วมคิดตั้งกลุ่มของตนแย่งชิงอำนาจเพื่อขึ้นเป็นเจ้าครองรัฐ ต่างฆ่ากันตาย ปล่อยให้พระศพของฉีหวนกงวางไว้อยู่บนเตียงเป็นเวลานานหกถึงเจ็ดสิบวันโดยไม่มีใครจัดการพิธีศพ พระศพเน่าเปื่อยเห็นแล้วน่ากลัว เข้าปีที่สองเดือนสาม ซ่งเซียงกง (宋襄公) นำกองทัพรัฐซ่งส่งมกุฎราชกุมารจาว (昭) กลับรัฐฉี ชาวฉีพร้อมใจกันฆ่าองค์ชายอู๋คุยที่ทำรัฐวุ่นวาย อัญเชิญมกุฎราชกุมารจาวขึ้นครองรัฐ ทรงพระนามว่า ฉีเสี้ยวกง (齐孝公) หลังจากผ่านเหตุการณ์วุ่นวายภายในรัฐ การเรืองอำนาจของรัฐฉีค่อยๆเสื่อมทรามถอยลง การเรืองอำนาจในแผ่นดินภาคกลางของประเทศจีนค่อยๆเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่รัฐจิ้น (晋)

ผลงานของก่วนจ้ง

การปฎิรูปการบริหารรัฐ

ก่วนจ้งปฎิรูประบบการบริหารรัฐ เรียกว่า “ซันฉีกั๊วเอ๋ออู๋ฉีปี่” (叁其国而伍其鄙, สามรัฐและห้าเมืองบริวาร) ที่เรียกว่า “ซันฉีกั๊ว” (叁其国) ซึ่งก็คือแบ่งรัฐออกเป็น 21 ส่วน ประชากร 15 ส่วน อุตสาหกรรม 3 ส่วน พาณิชย์ 3 ส่วน แต่งตั้ง 3 หน่วยงานทางการดูแลจัดการ ที่เรียกว่า “อู๋ฉีปี่” (伍其鄙) ก็คือแบ่งเมืองที่อยู่รอบนอก (ปี่เย่ 鄙野 คือ แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลนอกเมืองหลวงของรัฐ) แบ่งเป็น 5 เมืองบริวาร แต่งตั้ง 5 เสนาบดี (大夫, ต้าฟู) 5 หน่วยงานทางการแบ่งกันดูแลจัดการ เมืองบริวารยังแบ่งออกเป็นเขตปกครอง (县,เสี้ยน) เมืองเล็กๆ (乡,เซียง) เขตทหาร (卒,ชวู่) เมือง (邑, อี้) ตามลำดับ แบ่งการปกครองแต่งตั้งเสี้ยนซ้วย (县帅) เซียงซ้วย (乡帅) ชวู่ซ้วย (卒帅) ซือกวน (司官) ดูแลปกครอง วัตถุประสงค์ของการปฎิรูประบบการบริหารปกครองรัฐ คือ กำหนดประชากรตามภูมิลำเนาที่อยู่ แบ่งเป็น ชาวบ้าน เกษตรกร นักอุตสาหกรรม พ่อค้าตามสาขาอาชีพที่ประกอบการ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อประชากรเชื้อชาติต่างๆและประกอบอาชีพต่างๆถูกลบออกจากสารบัญของทางการ โครงสร้างจัดการของการบริหารรัฐภาคต่างๆมีการจัดการกลั่นกรองแม่นยำรัดกุมขึ้น ทั้งยังมีประสิทธิภาพในการรักษาความสงบสุขมั่นคงในสังคม

การเมือง

ก่วนจ้งเผยแพร่หนังสือซันเฝินอู๋เตี่ยน (三坟五典) เป็นกระแสความคิดไหลท่วมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นหนังสือที่ว่าด้วยความสามารถในการปกครองประเทศ เป็นยุทธศาสตร์ช่วยโลกปกป้องเวลา เป็นนักรัฐศาสตร์ นักคิด นักการศึกษา นักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศจีนในสมัยโบราณ ถูกขนานนามว่า “ฝ่าเจียเซียนชวี” (法家先驱, ผู้บุกเบิกสำนักฝ่าเจีย) “เสิ้งเหรินจือซือ” (圣人之师, อาจารย์เทวดา) และ “ฮวาเซี่ยเหวินหมิงเตอเป่าหู้เจ่อ” (华夏文明的保护者, ผู้พิทักษ์อารยธรรมจีน)

ก่วนจ้งเน้นเรื่องเศรษฐกิจและเกษตรกรรม ต่อต้านลัทธิไร้เหตุผล สร้างระบบการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ สนับสนุนการปฎิรูปเพื่อสร้างประเทศให้ร่ำรวยมั่นคั่งและมั่นคง เขากล่าวว่า “รัฐยังห่างไกลจากความมั่งคั่ง เพื่อจะยกระดับของประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัฐ จำนวนข้าวในยุ้งฉางต้องรับรู้ตามความเป็นจริงอย่างเป็นทางการ อาหารการกินและเสื้อผ้าต้องเพียงพอต่อความต้องการ” เป็นแนวความคิดทฤษฎีวัตถุนิยมที่ว่า “วัตถุเป็นตัวกำหนดความรู้สึกนึกคิด” และความคิดของก่วนจ้งซึ่งมีความคิดใกล้เคียงกัน  

ฉีหวนกงนับถือก่วนจ้งยกให้เป็นบิดาบุญธรรม ยกอำนาจทั้งหมดให้ก่วนจ้งเป็นผู้นำในการปฎิรูปการเมืองและเศรษฐกิจ แบ่งการบริหารการปกครองรัฐเป็นเขตๆ จัดการโครงสร้างทางการทหาร จัดตั้งหน่วยงานราชการเพื่อบริหารรัฐ จัดตั้งระบบการคัดเลือกคนรับราชการ กำหนดการสอบคัดเลือกสามรอบสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติสูง แบ่งเขตที่ดินเพื่อจัดเก็บภาษีของทางการ ห้ามขุนนางและชนชั้นสูงคอรัปชั่นปล้นทรัพย์สินของแผ่นดิน พัฒนาอุตสาหกรรมเกลือและเหล็ก หล่อเงินตราขึ้นมาใช้ กำหนดค่าเงินตราแลกเปลี่ยน

สาระสำคัญของการปฎิรูปของก่วนจ้ง คือ การปฎิรูประบบที่ดินและระบบสำมะโนครัวประชากร การปฎิรูปของก่วนจ้งบรรลุผลเป็นที่น่าทึ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับรัฐฉี นโยบายต่างประเทศ ก่วนจ้งแรกเริ่มนำเสนออุดมการณ์ความคิดชาตนิยม “แก้ปัญหาความปลอดภัยให้ชาวจีน” (华夷之辨, ฮวาอี๋จือเปี้ยน)และ “ยกย่องกษัตริย์ขับไล่พวกป่าเถื่อน” (尊王攘夷, จวินหวางร่างอี้) เป็นพันธมิตรกับรัฐต่างๆทางเหนือ ต่อต้านชนเผ่าซานหรง (山戎) ที่ชอบมาโจมตีทางใต้ กลยุทธการฑูตนี้ประสพความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

ภายหลังขงจื่อกล่าวยกย่องว่า “ก่วนจ้งช่วยเหลือฉีหวนกง เป็นเจ้าครองรัฐเรืองอำนาจ รวบรวมอาณาจักรเป็นปึกแผ่น ประชาชนได้รับความสงบสุข ถ้าขาดก่วนจ้งพวกเราคงกลายเป็นชาวป่าเถื่อน พวกเรายังสืบสายพันธ์สืบต่อกันมาเป็นทอดๆสู่คนรุ่นหลังได้หรือ หรือใครจะไปรู้” ทั้งยังกล่าวต่อว่า “ฉีหวนกงเป็นพันธมิตรกับเจ้าครองรัฐทั้งเก้า ไม่ก่อสงคราม เนื่องจากอิทธิพลของก่วนจ้ง เป็นความกรุณาอย่างยิ่งๆ”

การต่างประเทศที่สำคัญ

ก่วนจ้งช่วยฉีหวนกงสถาปนารัฐเรืองอำนาจ คือ การเมืองในยุคสมัยของสงครามชุนชิว เขาคือผู้นำของรัฐต่างๆในสมัยนั้นทำสงครามไม่หยุดยั้ง ในสมัยนั้นตอนใต้ของแม่น้ำหวงเหอประกอบไปด้วยรัฐใหญ่ๆที่มีอำนาจ คือ รัฐฉี รัฐหลู่ รัฐเจิ้ง รัฐซ่ง รัฐเว่ย () รัฐเล็กๆ คือ รัฐสิง (邢) รัฐสุ้ย (遂) รัฐถาน (谭) รัฐจี้ (纪) รัฐใหญ่ๆยังแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่ง คือ รัฐเจิ้ง รัฐฉี  รัฐหลู่ อีกฝ่าย คือ รัฐซ่ง รัฐเว่ย รัฐเล็กๆก็มีดินแดนติดต่อกับรัฐใหญ่ๆเหล่านั้น ทั้งสองฝ่ายรัฐที่มีกำลังเข้มแข็ง คือ รัฐเจิ้ง รัฐฉี รัฐหลู่ เนื่องจากรัฐเจิ้งเกิดความวุ่นวายภายในรัฐ ความเข้มแข็งจึงค่อยๆถอยลง รัฐฉีค่อยๆพัฒนาความเข้มแข็งขึ้นยกระดับรัฐตนเองขึ้นเป็นรัฐเรืองอำนาจที่โดดเด่น

ในห้วงเวลาเดียวกันดินแดนของชนเผ่ากลุ่มต่างๆเริ่มขยายออกไปเรื่อยๆ ชนเผ่าตี๋ทางเหนือเริ่มขยายดินแดนมาทางใต้เป็นภัยคุกคามอย่างรุนแรงต่อชนชาติจีนในภาคกลาง ชนเผ่าหรงทางทิศตะวันตกเริ่มขยายอาณาเขตมาทางทิศตะวันออก ชนเผ่าหรงมักจะรุกรานรัฐหลู่และรัฐเฉาอยู่บ่อยๆ ชนเผ่าเป่ยหรงมักจะรุกรานรัฐเจิ้ง ชนเผ่าซานหรงรุกรานรัฐเยี้ยนทางเหนือ อี้ลั่ว (伊洛) ผู้นำเผ่าหรงยกทัพโจมตีราชสำนักกษัตริย์ราชวงศ์โจว อีกทั้งชนป่าเถื่อน (蛮人, หมางเหริน)ทางตอนใต้พยายามที่จะยกทัพรุกรานขึ้นสู่ทางเหนือ ประชาชนตามพรมแดนชายแดนถูกรุกรานและราชวงศ์โจวเสื่อมอำนาจลงเป็นเหตุผลที่แยกไม่ออกจากกัน ในยุคเริ่มต้นของสงครามชุนชิวกษัตริย์ราชวงศ์โจวยังคงมีบารมีอยู่บ้าง แต่ตั้งแต่ปีที่ห้าของรัฐสมัยฉีหวนกง (ปี 707 ปีก่อนคริสต์ศักราช) สงครามธนูระหว่างโจวกับเจิ้ง (周郑绪葛,โจวเจิ้งสวี้เก๋อ) ไหล่ของกษัตริย์โจวหวยหวาง (周桓王) ถูกธนูของเจิ้งจู่ตาน (郑祝聃) ยิง ราชสำนักราชวงศ์โจวพ่ายแพ้ หลังจากนั้นราชสำนักราชวงศ์โจวจึงค่อยๆล่มสลายลง ปีที่สี่ (ปี 694 ก่อนคริสต์ศักราช) ในสมัยฉีเซียงกง (齐襄公) ราชสำนักราชวงศ์โจวเกิดความวุ่นวายภายใน โจวจวงหวางฆ่าโจวกงเฮยเจียน (周公黑肩)

การปฎิรูปการทหาร

หลักการคือ กิจกรรมภายในและการบังคับบัญชาทหาร มาตรการ คือ ร่วมมือกับรัฐและห้าเมืองชายแดน (参其国而伍其鄙, ชานฉีกั๊วเอ๋ออู๋ฉีปี่) เนื้อใหญ่ใจความ คือ แบ่งรัฐออกเป็น 21 เขต (乡, เซียง) เขตการพาณิชย์และอุตสาหกรรม 6 เขต ประชาชน 15 เขต เขตการพาณิชย์และอุตสาหกรรมไม่ยุ่งเกี่ยวกับการทำสงคราม เขตที่ต้องทำศึกสงครามจริงๆคือเขตของประชาชน 15 เขต 5 เขตมีผู้บังคับบัญชา 1 คน มีกำลัง 11,000 คน มีทัพของรัฐฉีเป็นทัพกลาง เสนาบดีทั้งสองขับทัพ 5 เขตเป็นทัพซ้ายและทัพขวา คือ เป็นสามกองทัพหลัก ซึ่งก็คือ “ชานฉีกั๊ว” (参其国) หนึ่งเขต (乡, เซียง) แบ่งเป็น 10 กลุ่ม (连,เหลียน) 1 กลุ่มแบ่งเป็น 4 แถว (里, หลี่) 1 แถวแบ่งเป็น 10 แถวหน้ากระดาน (轨 กุ่ย)  1 แถวหน้ากระดานแบ่งเป็น 5 ครัวเรือน 5 ครัวเรือน คือ 1 กุ่ย นี่ก็คือ “อู๋ฉีปี่” (伍其鄙) ในบรรดา 5  ครัวเรือนในกุ่ยคือ ชาวบ้านที่มีภูมิลำเนาเดียวกัน เนื่องจากเมื่อสู้รบจะต้องต่อสู้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อเอาตัวรอด ดังนั้นจึงมีความสมัครสมานสามัคคีกันทำการสู้รบอย่างเข้มแข็งเพื่อให้ครอบครัวและคนรู้จักที่มาจากภูมิลำเนาเดียวกันสามารถอยู่รอดจากสงครามกลับบ้านเกิดได้

นี่คือการนำเอาหลักของสังคมจิตวิทยาและการจัดการโครงสร้างระบบทหารมารวมกันเพื่อทำสงคราม เป็นการเตรียมการเพื่อการจัดทัพเมื่อต้องทำสงครามขนาดใหญ่

นโยบายเศรษฐกิจ

ก่วนจ้งช่วยรัฐฉีกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ คือ “สุ้ยจือหมิน ยวีอู๋ไฉ๋” (遂滋民,与无财, เพิ่มความพอใจให้ประชาราษฎร์ และรัฐไม่สร้างความมั่งคั่ง) วิธีการของเขา คือ “ลดน้ำหนักกำไรจากการประมงและเกลือ สนับสนุนช่วยเหลือคนจน” หรือ “ลดการใช้อำนาจ เปิดกว้างการทำธุรกิจและอุตสาหกรรมเกลือและเหล็ก” และ “ให้กระแสการเงินไหลสะพัดสร้างความมั่งคั่งมั่นคงให้แก่รัฐ”

ลดน้ำหนักกำไรจากการประมงและเกลือ และ เปิดกว้างการทำธุรกิจและอุตสาหกรรมเกลือและเหล็ก คือ จุดกำเนิดของการจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมเกลือและเหล็กอย่างเป็นทางการในสมัยราชวงศ์ฮั่นหรือไม่ ยังไม่มีหลักฐานแน่นอนที่สามารถพิสูจน์ได้ ในบันทึกหนังสือของก่วนจ้ง ก่วนจ้งต่อต้านการเก็บภาษีอากรจากต้นไม้ สัตว์เลี้ยงและประชาชน และสนับสนุนการจับเก็บจากเจ้าหน้าที่ที่ทำธุรกิจเกลือและเหล็กจึงจะเหมาะสม หากบันทึกนี้เป็นบันทึกที่ถูกต้อง ในสมัยของก่วนจ้งได้มีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจว่าด้วยอุตสาหกรรมเกลือและอุตสาหกรรมเหล็กแล้ว

ก่วนจ้งชำนาญในการใช้วิธีการหลากหลายจากเบาไปหาหนักในการวางแผนนโยบายต่างประเทศแผนการเหิงซาน (衡山) แผนการหยินหลี่ (阴里) และแผนการจิงเหมา (菁茅) สามารถหาอ่านได้ในกรณีอมตะของสงครามเงินตราสมัยโบราณ ซึ่งยังไม่มีแปลเป็นไทย

ก่วนจ้งใช้นโยบายจุ่นผิง (准平,เตรียมการรักษาระดับอาหารคงคลัง) จัดการเรื่องอาหาร คือ “ประชาชนมีอาหารเก็บสะสมมากกว่ามาตรฐานที่กำหนด รัฐและเจ้าหน้าที่รัฐมีสะสมแค่พอเพียง ประชาชนมีอาหารไม่เพียงพอ รัฐต้องจัดหาอาหารให้มากพอ เพื่อรักษาระดับอาหารคงคลังให้เพียงพอต่อการขาดแคลน รักษามาตรฐานของระดับอาหาร ดังนั้นเจ้าหน้าที่รัฐหรือพ่อค้าจะไม่สามารถแสวงหาผลประโยชน์และกำไรจากอาหารได้”

ระบบจุ่นผิงนี้ไม่ใช่เป็นเพียงนโยบายรักษาระดับราคาอาหารเท่านั้น ทั้งยังได้รับการยอมรับทางอ้อมที่ถูกกฎหมายที่ให้สิทธิเกษตรกรมีเสรีภาพในการขายผลผลิตทางเกษตรกรรมและเสรีภาพในการจัดการที่ดินทางเกษตรของเกษตรกร อีกทั้งยังปกป้องกำไรของผลผลิตทางเกษตรที่ผลิตจากที่ดินทางเกษตรของเกษตรกร นโยบายเศรษฐกิจนี้ยังเป็นการรักษาระดับเศรษฐกิจของอำนาจรัฐที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์อำนาจ

 

ก่วนจ้งนำเสนอ “ที่ดินตามสภาพเป็นจริง” ตามสภาพของคุณภาพของที่ดิน เพื่อเก็บภาษีอากรตามปริมาณผลผลิตทางการเกษตรสูงต่ำตามสภาพความเป็นจริง ใช้มาตรการจัดเก็บค่าเช่าที่ดินตามมาตรฐานเช่นเดียวกัน

ก่วนจ้งเผชิญกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไร้คุณธรรม เพื่อจะใช้ทรัพยากรป่าไม้และการประมงของรัฐฉีให้มีประสิทธิภาพจึงจัดตั้งการจัดการทรัพยากรแต่ละชนิดตามสภาพเวลา นี่เป็นกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนที่ห้ามไม่ให้ประชาชนแสวงหาผลประโยชน์อย่างบ้าคลั่งกับการตัดไม้ทำลายป่าและทำการประมงมากเกินไปเพื่อปกป้องการเจริญเติบโตของต้นไม้และสัตว์น้ำให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องการให้ป่าไม้และสัตว์น้ำถูกทำลายลงหมด จัดการต่างๆเข้าสู่ระบบและการล่าสัตว์ต้องได้ใบอนุญาตให้ล่าได้ในฤดูกาลที่กำหนด

ก่วนจ้งแก้ไขกฎระเบียบจิ่วฝูหวนฝ่า (九府圜法)ของฉีไท่กง (齐太公) ในรัฐฉีจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบบริหารเงินตราและเงินคงคลัง เรียกว่า “ชิงจ้งจิ่วฝูเซิน” (轻重九府呻) รัฐฉีเป็นรัฐเอกภาพที่หล่อและกำหนดเงินตรา เงินตราสกุลนี้หล่อเป็นรูปคล้ายดาบ เรียกว่า ฉีฝ่าฮวา (齐法化) หรือ เจ๋ยม้อฝ่าฮวา (节墨法化) เรียกกันทั่วไปว่า ฉีตอ (齐刀)

ในบันทึก ก่วนจือ เช่อหมี (管子•奢靡) อธิบายถึงระบบการบริโภคอย่างละเอียดเทียบกับการส่งเสริมการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบโสเภณี

ในยุคสามกษัตริย์ที่ผ่านมาได้มีการแบ่งหมวดหมู่สาขาอาชีพแต่ไม่ได้รวมอาชีพโสเภณี และนางบริการด้วย แต่ตามประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ ก่วนจ้งออกกฎหมายจัดระเบียบโสเภณีอย่างเป็นทางการ

สำนักโสเภณีที่เป็นทางการของรัฐมีเป็นครั้งแรกในประเทศจีนในสมัยสงครามชุนชิวในสมัยก่วนจ้งดำรงตำแหน่งสมุหนายกรัฐฉีตั้งแต่ตอนกลางของศตวรรษที่เจ็ดก่อนคริสต์ศักราชเป็นผู้เริ่มต้น ว่าด้วยบันทึก “จ้านกั๊วเซ่อ ตงโจวเซ่อ” (战国策•东周策) ใน “วังเจ็ดเมืองของฉีหวนกง สำนักโสเภณีเจ็ดร้อยแห่ง” สำนักโสเภณี (女闾, หนิ่วลวู๋) คือที่พำนักของโสเภณีซึ่งต่อมาภายหลังเรียกว่า ซ่อง (妓院, จี้หย้วน) วัตถุประสงค์คือ หนึ่ง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของชายหนุ่ม สองเพื่อป้องกันไม่ให้หญิงสาวทั่วไปถูกละเมิดทางเพศ ในสมัยก่วนจ้งมีสำนักโสเภณีอยู่มากมาย หนึ่งเพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐผ่านทางด้านการจัดเก็บภาษีรายได้ สอง เพื่อเพิ่มความสงบสุขและมั่นคงของสังคม สาม เพื่อดึงดูดผู้มีความสามารถจำนวนมากมารับใช้รัฐฉี สี่ เพื่อส่งโสเภณีให้แก่ข้าศึกเป็นการทำสงครามโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ การจัดการเรื่องนี้ของก่วนจ้งถูกรัฐอื่นๆนำไปปฎิบัติตามอย่างรวดเร็วจนธุรกิจนี้พัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็ว

ตามบันทึกประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ ตอนที่รัฐฉีเปิดดำเนินการธุรกิจการค้าประเวณี หนึ่ง เพื่อจะจัดเก็บภาษี “การเสพสุขเป็นที่นิยม ทำให้หญิงโสเภณีจำนวนมากหาเงินจากชายหนุ่มส่งให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ” ในบันทึก เว่ยซู กุยซื่อฉวน (魏书•龟兹传) สอง เพื่อบรรเทาความต้องการทางเพศของชายโสด พ่อค้านักธุรกิจ และชาวเมืองในสังคม เนื่องจากพระราชวัง ขุนนาง ชนชั้นสูง  ปัญญาชนและชนชั้นเศรษฐีต่างสะสมสาวงามเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความไม่สมดุลของอัตราส่วนเพศหญิงต่อเพศชายในสังคม เมื่อการพัฒนาเรื่องโสเภณีมาถึงสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ (汉武帝) ก็ยังมีการจัดแบ่งระบบจัดการโสเภณี คือในบันทึก ว่านอู้หยวนซื่อ (万物原始) เขียนว่า “เมื่อถึงยุคจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้มีการจัดระบบโสเภณีใหม่ ห้ามจ่าทหารมีภรรยา” อ้างอิงบันทึก ฮั่นอู่ว่ายซื่อ (汉武外史) ซึ่งก็คือ ให้สาวโสเภณีมาบริการรับใช้ทางเพศแก่เจ้าหน้าที่ทหารและทหารที่ต้องออกศึก ต่อมาภายหลังได้นำเอาค่ายสำราญ (乐营, เล่ออิ๋ง) ของโสเภณีเปลี่ยนชื่อเป็น ค่ายโสเภณี (营妓, อิ๋งจี้) จริงแล้ว อิ๋งจี้ ก็คือชื่อสำนักโสเภณี (官妓, กวนจี้) อีกชื่อหนึ่ง

ในประวัติศาสตร์จีนในยุคสงครามชุนชิว ก่วนจ้งแห่งรัฐฉีก่อตั้งสำนักโสเภณีเพื่อจัดเก็บภาษีรายได้ กล่าวว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอาชีพโสเภณีของประเทศจีน ภายหลังจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ยังมาจัดตั้งระบบค่ายโสเภณี เมื่อมาถึงราชวงศ์สุย (隋) จักรพรรดิสุยหยางตี้ (隋炀帝) จัดตั้ง เจี้ยวฝาง (教坊, สำนักศึกษา) รวบรวมศิลปินสาวนักร้องนักเต้นเป็นที่หลงระเริงในกามา ราชวงศ์ถัง (唐) ทำตามระบบเจี้ยวฝางของราชวงศ์สุย เมื่อมาถึงสมัยจักรพรรดิถังเสวียนจง (唐玄宗) มีการขยายโครงสร้างของเจี้ยวฝางใหญ่โตขึ้นมาก ศิลปินในเจี้ยวฝางมีถึง 11,409 นาง แต่พระองค์ยังไม่พอพระทัย ยังก่อตั้งหลีหยวน (梨园) เป็นการกระทำที่ฟุ่มเฟือยเลวทรามไร้ยางอาย

ประเมินความสามารถ

ขุนนางมีความสามารถในยุคสมัย

ตลอดชีวิตของก่วนจ้งไม่ได้เพียงแต่สร้างผลงานอันมีชื่อเสียงบันทึกในประวัติศาสตร์ แต่ได้สร้างผลงานชิ้นเอกทิ้งให้แก่คนรุ่นหลังเป็นหนังสือบันทึกมีชื่อว่า ก่วนจือ (管子) เนื้อหาในหนังสือบันทึกแนวความคิดของเขาในการปกครองประเทศซึ่งมีอิทธิพลต่อคนรุ่นหลังอย่างลึกซึ้ง ก่วนจ้ง คือ นักปรัชญานักคิด เขาสนับสนุนการปกครองโดยกฎหมาย ชนทุกชนชั้นในสังคมทั่วประเทศต้องปฎิบัติตามกฎหมาย การให้รางวัลหรือลงโทษ คุณธรรมและความอยุติธรรมใช้กฎหมายเป็นตัวกำหนด เขามีความเชื่อว่า การปกครองประเทศจะดีหรือเลวพื้นฐานอยู่บนความสามารถในการใช้กฎหมายปกครองประเทศ ก่วนจ้งให้ความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ เขาเชื่อว่า “ยุ้งฉางทางการเก็บอาหารเพียงแค่เพียงพอ ชาวบ้านมีอาหารและเสื้อผ้าเหมาะสมแก่ฐานะ” นั่นก็คือประเทศจะมีความมั่นคงหรือไม่ ประชาชนปฎิบัติตามกฎหมายหรือไม่ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันลึกซึ้งอย่างแยกไม่ออกกับการพัฒนาเศรษฐกิจ แนวความคิดของก่วนจ้งครอบคลุมเกือบจะทุกๆด้าน ทั้งเขายังสนับสนุนและเคารพในความคิดเห็นของประชาชน เขากล่าวว่า “เอาใจประชาชนคือพื้นฐานหลัก” “ประเทศชาติรุ่งเรืองด้วยการได้ใจประชาชน ประเทศชาติล้มเหลวเพราะไม่ได้ใจประชาชน” แนวความคิดของก่วนจ้งมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อคนรุ่นหลังอย่างมากมาย

บุคลิกก่วนจ้งผ่านความคิดเห็น

ด้วยบุคลิกของก่วนจ้งในยุคสงครามชุนชิวกล่าวว่า เป้าซูหยาร่วมทำธุรกิจกับเขา เขาต้องการทำกำไรมากๆเนื่องจากมีมารดาที่แก่แล้วต้องคอยเลี้ยงดู ทั้งยังมีการกล่าวหาว่าเขาเคยหลบหนีการเป็นทหาร ภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็นสมุหนายก จัดตั้งสำนักโสเภณีมากมาย มีชื่อเสียงในการทำเรื่องฉาวโฉ่ต่างแทนเจ้าครองรัฐ นี่คือความคิดเห็นในสมัยนั้นเป็นความคิดที่เห็นแตกต่างกัน แต่ต่อมาผ่านตอนกลางในสมัยนั้นมองเห็นก่วนจ้งเป็นคนที่มีความสามารถและมีคุณธรรม

แต่การประเมินบุคคลยิ่งใหญ่อย่างเขาไม่สามารถเพียงแค่หยุดอยู่ที่การกระทำของเขาในประโยคด้านบนที่กล่าว เปรียบดังที่เฉาเชา (曹操, โจโฉ) กล่าวว่า ผลงานของคนอยู่ที่การกระทำ ซึ่งดำรงอยู่ต่อไปแม้ตาย อาจจะเป็นเพราะไม่สามารถดลบันดาลให้สามารถยึดครองประเทศได้เพราะเหตุผลนี้ เนื่องจากไม่มีเหตุผลใดๆให้ตำหนิอีกแล้ว

การประเมินของสำนักหรู่เจีย (สำนักขงจื้อ)

ขงจื้อเคยกล่าวยกย่องก่วนจ้ง ว่า “ข้าอาจเป็นคนป่าเถื่อนก็ได้ถ้าปราศจากก่วนจ้ง” จากบันทึก หลุนอี้ เซี้ยนเหวินเพียน (论语•宪问篇) หมายความว่า ก่วนจ้งช่วยฉีหวนกงให้เป็นเจ้าครองรัฐเรืองอำนาจ เทิดทูนองค์กษัตริย์ขับไล่พวกป่าเถื่อน รวมประเทศเป็นเอกภาพ ถ้าไม่มีก่วนจ้ง พวกเราคงถูกจับโกนหัว ถูกจับถอดเสื้อผ้า กลายเป็นคนป่าเถื่อน ทั้งยังกล่าวว่า “ฉีหวนกงเป็นพันธมิตรกับเจ้าครองรัฐทั้งเก้า ไม่ก่อสงคราม ก็ด้วยอิทธิพลของก่วนจ้ง น่าเลื่อมใสๆ”

เมื่อเปรียบเทียบจูเก๋อเหลี่ยง (诸葛亮, ขงเบ้ง) กับก่วนจ้ง ประวัติศาสตร์บันทึกก่วนจ้งเป็นสมุหนายกรัฐฉี ผลักดันรัฐฉีจนเป็นหนึ่งในห้าของรัฐเรืองอำนาจ จูเก๋อเหลียงเป็นสมุหนายกในมณฑลสื่อชวน (เสฉวน) ช่วยหลิวเป้ย (刘备, เล่าปี่) ต่อสู้กับเฉาเชา (曹操, โจโฉ) ซุนฉวน (孙权, ซุนกวน) แบ่งแยกประเทศเป็นสามก๊ก จูเก๋อเหลี่ยงและหลิวเป้ยทั้งสองทุ่มเทเลือดเนื้อ อุทิศทั้งกายใจได้รับการยกย่องนับถือบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

ผลงานชิ้นเอกของก่วนจ้ง

หนังสือของก่วนจ้ง ผ่านทางสำนักหนังสือ กั๊วยวี่ ฉียวี่ (收入) และฮั่นซู อี้เหวินจื้อ (汉书•艺文志) หนังสือ ก่วนจือ (管子) มีทั้งหมด 24 ม้วน 85 บทความ ปัจจุบันที่เก็บไว้มี 76 บทความ เนื้อหาสมบูรณ์ไปด้วยลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื้อ ชื่อ กฎหมาย การทหาร หยินหยาง และแนวความคิดของชาวบ้านเกี่ยวกับดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ แผนที่ ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์และเกษตรกรรม รวมทั้งเรื่องสำคัญในสมัยนั้น และบทความอื่นๆ เป็นหนังสือโบราณที่หายากว่าด้วยเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เริ่มตั้งแต่การผลิต การกระจายสินค้า การทำธุรกิจ การค้าขาย การเงิน การแลกเปลี่ยนเงินตรา และอื่นๆเหมาะแก่การถกเถียงค้นคว้า คือการศึกษาเรื่องเศรษฐกิจและการเกษตรของประเทศจีนก่อนถึงยุคสมัยราชวงศ์ฉิน บันทึกของก่วนจ้ง ถูกบรรจุไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ “ซื่อจี้ ก่วนเยี้ยนเล่ยจ้วน” (史记•管晏列传)

เกร็ดประวัติ

เทิดทูนกษัตริย์ขับไล่ชนป่าเถื่อน

เทิดทูน จงรักภักดี ต่อต้าน ขับไล่ ยืนหยัดต่อต้าน นี่คือเรื่องราวอมตะของการตั้งใจในการอุทิศการเทิดทูนกษัตริย์โจวหวางเพื่อเป็นกษัตริย์ของประเทศจีน ยืนหยัดต่อต้านชนเผ่าป่าเถื่อนเร่ร่อนซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ ต่อมาภายหลังกลายเป็นการต่อต้านการรุกรานของชนเผ่าต่างๆจากต่างประเทศ ผลลัพธ์กลายเป็นกองทัพพันธมิตรร่วมกันเป็นเอกภาพเพื่อทำสงครามกับศัตรูจากภายนอกประเทศ

ตั้งแต่ฉีหวนกงขึ้นครองรัฐโดยมีก่วนจ้งเป็นที่ปรึกษาช่วยเหลือ ผ่านการปฎิรูปการเมืองภายในรัฐ เศรษฐกิจ การทหารและด้านอื่นๆ ทำให้รัฐมีรากฐานมั่นคงถาวรและการทหารเข้มแข็ง สอดคล้องกับการเวลาที่รณรงค์คำขวัญ “เทิดทูนกษัตริย์ขับไล่ชนป่าเถื่อน” ในขณะที่เจ้าครองรัฐมีฐานะเป็นที่ยอมรับ ซึ่งกษัตริย์ไม่อาจทัดทานได้

เทิดทูนกษัตริย์ เป็นการเคารพอำนาจของกษัตริย์โจวหวางยังคงดำรงอยู่ พิทักษ์รักษาระบบของราชสำนักราชวงศ์โจวที่สืบทอดสืบต่อกันมา ปีที่ 655 ก่อนคริสต์ศักราช กษัตริย์โจวหุ้ยหวางมีความตั้งใจจะแต่งตั้งลี่ไท่จื่อ (立太子) เป็นกษัตริย์ ฉีหวนกงจัดการประชุมกับเจ้าครองรัฐต่างๆที่โสวจื่อ (首止) พร้อมกับพันธมิตรของกัตริย์โจวหวาง เพื่อรับรองฐานะของมกุฎราชกุมารลี่ไท่จื่อ ปีต่อมาฉีหวนกงเนื่องจากเจิ้งเหวินกง (郑文公) หลบหนีจากการประชุมที่โสวจื่อ กรีฑาทัพพันธมิตรเข้าตีรัฐเจิ้ง หลายปีต่อมาฉีหวนกงนำเจ้าครองรัฐต่างๆมาประชุมร่วมกับเสนาบดีของกษัตริย์โจวเซียงหวาง (周襄王) เพื่อรับรองฐานะกษัตริย์ของกษัตริย์โจวเซียงหวาง

ปี 651 ก่อนคริสต์ศักราช ฉีหวนกงเรียกรัฐหลู่ รัฐเฉา รัฐซ่ง และรัฐอื่นๆมาประชุมกับจ๋ายข่ง (宰孔) แห่งราชสำนักโจวที่ขุยชิว (葵丘) จ๋ายข่งเป็นผู้แทนราชวงศ์โจวแต่งตั้งฉีหวนกงเป็นผู้นำเจ้าครองรัฐ (诸侯长, จูโฮวจ่าง) ในปีเดียวกันฉีหวนกงถูกยกย่องเป็นป้าจู่ (霸主,เจ้าครองรัฐเรืองอำนาจ) เป็นผู้นำในการประชุมพันธมิตรที่ขุยชิว หลังจากนั้นถ้ามีผู้ใดมาละเมิดพระราชอำนาจของกษัตริย์โจว ฉีหวนกงจะเข้าแทรกแซงและหยุดการกระทำเหล่านั้นทั้งหมด

 

ขับไล่ชนป่าเถื่อน คือ ชนเผ่าเร่ร่อนเผ่าหรงและเผ่าตี๋ซึ่งอยู่นอกกำแพงเมืองจีน และชนทางใต้รัฐฉู่ซึ่งไม่เห็นด้วยกับเจ้าครองรัฐที่มากำกับดูแลจึงยกทัพมาต่อต้าน ปี 664 ก่อนคริสต์ศักราช ชนเผ่าซันหรงโจมตีรัฐเยี้ยน รัฐฉียกทัพไปช่วยรัฐเยี้ยน ปี 661 ก่อนคริสต์ศักราช ชนเผ่าตี๋โจมตีรัฐสิง ฉีหวนกงนำความคิดของก่วนจ้งช่วยเหลือรัฐสิง นำทัพขับไล่ชนเผ่าตี๋ออกจากเมืองหลวงรัฐสิงพร้อมทั้งสร้างเมืองหลวงใหม่ให้แก่รัฐสิงที่อี๋อี๋ (夷仪) ปีต่อมา ชนเผ่าตี๋ยกทันโจมตีรัฐเว่ย (卫) อย่างหนัก เว่ยอี้กง (卫懿公) ถูกฆ่าตาย ฉีหวนกงจึงนำทัพเจ้าครองรัฐต่างๆสร้างเมืองหลวงใหม่ให้รัฐเว่ยที่ฉู่ชิว (楚丘)

ด้วยความมานะพยายามเป็นเวลาหลายๆปี ฉีหวนกงได้ทำการบุกโจมตีกลับรัฐฉู่ซึ่งมักยกทัพมาโจมตีดินแดนทางเหนืออยู่เสมอ ถึงปี 655 ก่อนคริสต์ศักราช กองทัพรัฐพันธมิตรโจมตีรัฐฉู่ บังคับให้รัฐฉู่ยอมรับมาถวายเครื่องราชบรรณาการแก่ราชสำนักกษัตริย์โจว รัฐฉู่ยังยอมรับเข้าร่วมเป็นรัฐพันธมิตรที่มีฉีหวนกงเป็นผู้นำ ยอมรับฟังคำสั่งของรัฐฉี นี่คือสัญญาณพันธมิตรที่จ้าวหลิง (召陵) การยกทัพโจมตีรัฐฉู่ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐฉู่รุกทัพมาโจมตีดินแดนทางเหนือ เพื่อปกป้องรัฐต่างๆในตอนกลางประเทศ

ฉีหวนกงรณรงค์นโยบายการเมือง เทิดทูนกษัตริย์ขับไล่ชนป่าเถื่อน ทำให้เสริมอำนาจของตำแหน่งเจ้าครองรัฐเรืองอำนาจให้ถูกต้องตามกฎหมายและมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันยังเป็นการปกป้องการพัฒนาเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของดินแดนต่างๆในประเทศจีน สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ในการปกป้องรักษาอารยธรรมจีนให้อยู่รอดสืบเนื่องต่อมาจนถึงรุ่นหลัง

ภูมิปัญญาจากหุบเขากุ่ยชี่กู่ (鬼泣谷)

หลังจากดำรงตำแหน่งสมุหนายกรัฐฉี ก่วนจ้งได้ดำเนินการมาตรการต่างๆที่มีประสิทธิภาพอย่างมากมายเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่รัฐฉีมากขึ้น เจ้าครองรัฐฉี ฉีหวนกงได้รับการยอมรับจากเจ้าครองรัฐต่างๆยกย่องให้เป็นผู้นำ ทางเหนือของรัฐฉีชนเผ่าซันหรงยกทัพเข้าโจมตีรัฐเยี้ยนซึ่งเป็นพันธมิตรของรัฐฉี เพื่อที่จะลดอำนาจของรัฐฉี เจ้าครองรัฐเยี้ยนนำทหารสองหมื่นออกทำการรบ ณ. สถานที่เรียกว่า หุบเขากุ่ยชี่กู่ ซึ่งหมี้ลู๋ (密卢) ผู้นำสาขาชนเผ่าซันหรงนำทัพรอคอยลอบโจมตีในที่สุดทัพเยี้ยนถูกตีแตกทหารหลบหนีไปเป็นพันๆคน จากนั้นชนเผ่าซันหรงเข้ายึดเมืองได้สามเมือง รัฐเยี้ยนจึงรีบส่งฑูตไปขอความช่วยเหลือจากรัฐฉี ดังนั้น ฉีหวนกงจึงจัดทัพห้าเหมื่นยกทัพสู่รัฐเยี้ยน

เจ้าครองรัฐอู๋จงกั๊ว (无终国) ส่งแม่ทัพหู่เอ๋อปัน (虎儿斑) นำทัพสองพันเข้าสู้รบเต็มพิกัด ถูกก่วนจ้งจัดให้แม่ทัพหู่เอ๋อปันเป็นทัพหน้าเพื่อช่วยกู้เมืองสามเมืองของรัฐเยี้ยนที่เสียไปกลับมา หลังจากรบฆ่ากันถึงสถานที่เรียกว่า ลี่กั่ง (里岗) แล้วก็ไม่กล้ารุกคืบหน้าต่อไป แม่ทัพหูเอ๋อปันรายงานฉีหวนกงและก่วนจ้งว่า “ข้างหน้าคือ หุบเขากุ่ยชี่กู่ (หุบเขาปีศาจโหนโหยหวน) ถ้าหากทัพซันหรงซุ่มลอบโจมตีอยู่ที่นั่น เราจะถูกตรึงอยู่ที่นั่นมีแต่ซากศพเท่านั้นที่ผ่านไปได้ กองทัพรัฐเยี้ยนสองหมื่นคนก็ถูกฝังอยู่นะที่นั่น” ก่วนจ้งในระหว่างเดินทางก็คิดแผนการออกที่จะผ่านดินแดนหุบเขากุ่ยชี่กู่เขากล่าวกับแม่ทัพหูเอ๋อปันว่า “ท่านแม่ทัพถ้าท่านมีความกังวล อย่างนั้นท่านก็ถอยไปอยู่ที่ทัพหลังเถอะ” ก่วนจ้งพูดจบก็นำตราประกาศิตออกคำสั่ง “โอรสเฉิงฟู่ (成父) จ้าวชวน (赵川) แม่ทัพทั้งสองรับคำสั่ง ท่านทั้งสองจงเป็นทัพหน้าไปจัดทำป้ายสัญลักษณ์ปราบผี เตรียมการให้พร้อม พรุ่งนี้เช้าเราจะยกทัพเข้าไปก่อนปีศาจโหนโหยหวน”

โอรสเฉิงฟู่และจ้าวชวนเมื่อรับคำสั่งจึงขับรถมาออกไปเตรียมการ

 

รุ่งเช้าของวันต่อมารถศึกก็ขับเข้าสู่หุบเขากุ่ยชี่กู่ เห็นปากของม้าถูกครอบด้วยครอบต่าข่าย ล้อรถศึกถูกหุ้มด้วยหนังป่าน เมื่อเคลื่อนรถมีเสียงเพียงเล็กน้อย บนรถม้ายืนด้วยทหารสวมเกราะถือกริช ดูเหมือนสูงใหญ่เป็นพิเศษ ธงศึกของรัฐฉีเมื่อถูกลมหุบเขาพัดเกิดเป็นเสียงฮูล่า ฮูล่า

ในตอนนี้ หมี้ลู๋ ผู้นำทัพสาขาชนเผ่าซันหรงออกคำสั่งโดยใช้ธงเหลืองเล็กสบัด ยกทัพออกจากยอดเขาของหุบเขากุ่ยชี่กู่ เห็นกองทัพรัฐฉีเข้าสู่แนวซุ่มโจมตี จึงโบกสะบัดธงเหลืองออกคำสั่ง “โจมตี” ทันใดนั้นธนู หิน ไม้ถูกโถมใส่กองทัพรัฐฉี บางส่วนก็ตกใส่ทหารรัฐฉี บางส่วนทำลายรถศึกรัฐฉีพังทลาย บางส่วนทำลายธงรัฐฉีหักเป็นท่อนๆ

หมี้ลู๋ควงแท่งกระบองเขี้ยวหมาป่ายกกองทัพลงจากยอดเขา หมี้ลู๋บุกเข้าไปยังร่างของทหารรัฐฉีสูงตระหง่านที่ไม่ไหวติงบนรถม้าศึกที่ถูกธนูระดมยิงก่อนหน้านั้นยกแท่นกระบองเขี้ยวหมาป่าตีใส่หัวของทหารรัฐฉีอย่างโหดเหี้ยม เสียงดังปังทำให้หมวกเกราะของทหารรัฐฉีกระเด็นออกมา เมื่อเพ่งมองดู เบื้องหลังหมวกเกราะที่โดนฟาดกระเด็นคือเสื้อผ้าหุ้มเกราะที่สวมไว้บนตอไม้ หมี้ลู๋รู้ความจริงตกใจจนหน้าถอดสี

ในห้วงเวลานั้นกลองศึกเริ่มตีกระหน่ำ หมี้ลู๋ได้ยินเสียงหันกลับไปดู เห็นกองทัพรัฐฉีนำโดยโอรสเฉิงฟู่และจ้าวชวนนำทัพเข้ามาเผชิญหน้า หมี้ลู๋ตะโกนเสียงดังลั่นโบกแท่นตะบองเขี้ยวหมาป่าเข้าทักทาย เขาเห็นทหารฉีสูงใหญ่ยืนตระหง่านอยู่บนรถม้าศึกจากระยะไกลในขณะที่มองเห็นกองทัพทั้งสองทำศึกต่อสู้กัน สรุปว่าคือก่วนจ้งสมุหนายกของรัฐฉีจึงกระโดดมุ่งตรงไปยังรถม้าศึกคันนั้น เมื่อเหตุการณ์โหมกระพือไม่มีใครต่อต้านกองทัพรัฐฉีได้ ไม่ทันใดหมี้ลู่จะถูกฆ่าตายต่อหน้าก่วนจ้ง ธนูหลายสิบถูกยิงมาจากรถศึกของรัฐฉีในช่วงเวลานั้นหมี้ลู๋กรีดร้องและล้มไปบนพื้น แม่ทัพคนหนึ่งของหมี้ลู๋บุกเข้าไปในวงล้อมทัพฉีนำหมี้ลู๋ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสหนีออกจากวงล้อมมุ่งหน้าสู่กูจู๋กั๊ว (孤竹国) ซึ่งเป็นรัฐอีกรัฐหนึ่งของชนเผ่าซันหรง

ดังนั้นก่วนจ้งจึงนำทัพผ่านหุบเขากุ่ยชี่กู่ได้เข้าแก้ไขช่วยเหลือรัฐเยี้ยนที่ถูกล้อม

ความสัมพันธ์ระหว่างก่วนจ้งกับเป้าซูหยา

ก่วนจ้งสามารถดำรงตำแหน่งสมุหนายกช่วยรัฐฉีเป็นรัฐเรืองอำนาจ นั่นคือเป้าซูหยารู้ในความสามารถของเขาและแนะนำให้แก่ฉีหวนกง ก่วนจ้งเมื่อชราภาพกล่าวด้วยเต็มตื้นในอารมณ์ว่า “ข้ากับเป้าซูหยาทำธุรกิจและแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน เขาไม่เคยคิดว่าข้าเป็นคนโลภ ในเวลาเดียวกันเมื่อเป้าซูหยาคิดจะทำสิ่งใด ข้าทำให้สิ่งนั้นแย่ลงทุกที เขาก็ไม่เคยคิดว่าข้าเป็นคนโง่ ข้าเคยหนีจากการเป็นทหารถึงสามครั้ง เขาก็ไม่เคยคิดว่าข้าขี้ขลาดและกลัวความตาย ข้าทำราชการถูกไล่ออก เขาก็ไม่ได้คิดว่าข้าไม่คู่ควร ข้าช่วยเหลือองค์ชายจิวแต่ก็พ่ายแพ้และถูกคุมขัง เขาก็ไม่คิดว่าข้าเป็นคนน่าละอาย ในชีวิตข้านอกจากพ่อแม่ของข้า ก็มีแต่เป้าซูหยาเท่านั้นในชีวิตข้า”

ก่วนจ้งมีเป้าซูหยาเป็นเพื่อนแท้ ทั้งสองมีมิตรภาพที่แน่นแฟ้นลึกซึ้ง ทั้งสองทำธุรกิจร่วมกัน ทั้งสองทำธุรกิจเพื่อหาเงิน ก่วนจ้งมักแบ่งเงินให้ตนเองมากกว่า แบ่งเงินส่วนน้อยให้เป้าซูหยา แต่เป้าซูหยาไม่เคยเอาเรื่องเหล่านี้มามองข้ามความสัมพันธ์ คนทั้งหลายมักพูดลับหลังว่า ก่วนจ้งโลภมากอยากได้เงินไม่คำนึงถึงมิตรภาพ แต่เป้าซูหยารู้ภายหลังจะแก้ต่างให้ก่วนจ้ง บอกว่าก่วนจ้งไม่ใช่ไม่คำนึงถึงมิตรภาพ แต่คำนึงถึงเรื่องเงิน ที่ก่วนจ้งทำแบบนี้ เนื่องจากฐานะทางบ้านยากจน แบ่งเงินให้เขาเยอะหน่อยเพราะว่าข้าเต็มใจให้แบ่ง

ก่วนจ้งเป็นทหารเข้าร่วมทำสงครามสามครั้งแต่ทุกครั้งก็หนีทัพกลับมาจากสนามรบ ทำให้ผู้คนพากันเยาะเย้ยถากถางเขา กล่าวหาก่วนจ้งขี้ขลาดกลัวความตาย ไม่มีจิตวิญญาณของความกล้าหาญและเสียสละ เป้าซูหยาได้ยินคำเยาะเย้ยถากถางเหล่านั้น ตระหนักรู้ว่านี่ไม่ใช่เหตุผลที่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริงของก่วนจ้ง จึงมักจะแก้ต่างให้แก่ก่วนจ้ง ว่า ก่วนจ้งไม่ใช่คนรักตัวกลัวตาย เนื่องจากครอบครัวของเขามีเพียงบิดามารดาที่แก่แล้วการหาเลี้ยงชีพในครอบครัวขึ้นอยู่เพียงแค่เขาคนเดียว ดังนั้นเขาจำเป็นต้องทำแบบนั้น

มิตรภาพระหว่างก่วนจ้งและเป้าซูหยาจริงใจและลึกซึ้ง เขาเคยพยายามทำสิ่งดีๆทุกอย่างให้แก่เป้าซูหยา แต่ก็ไม่เคยสำเร็จสักที ไม่เพียงแต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ยังสร้างปัญหาใหม่ให้เป้าซูหยาประสบความยากลำบาก ดีกว่านี้ถ้าก่วนจ้งจะอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเพื่อเป้าซูหยา มีหลายๆคนที่คิดว่าก่วนจ้งเป็นคนทำอะไรไม่ได้เรื่อง แต่เป้าซูหยาไม่ได้คิดแบบนั้น เขาในใจเข้าใจถ่องแท้ ในใจเข้าใจว่าเพื่อนของเขาก่วนจ้งเป็นคนที่มีความสามารถเช่นใด การทำสิ่งใดไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากเพียงแต่โอกาสยังไม่สุกงอมเท่านั้น ในมิตรภาพอันยาวนานของทั้งสอง ความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้ง ก่วนจ้งมักจะบอกกับคนทั่วไปว่า ในชีวิตข้านอกจากพ่อแม่ของข้า ก็มีแต่เป้าซูหยาเท่านั้นในชีวิตข้า

รัฐฉู่ขายกวาง

บันทึก “ก่วนจื่อ ชิงจ้ง” (管子•轻重) ได้บันทึกเรื่องราวในสมัยโบราณ ก่วนจ้งอาจจะเป็นผู้มีฝีมือคนแรกของโลกที่รณรงค์สงครามเศรษฐกิจ เป็นผู้นำของรัฐเรืองอำนาจดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าและเศรษฐกิจ

ฉีหวนกงนำรัฐฉู่ซึ่งอยู่ทางตอนใต้มาเป็นเสมือนรัฐศัตรูในการดำรงอยู่ของรัฐเรืองอำนาจ พยายามที่จะคิดหาวิธีตัดทอนอำนาจของรัฐฉู่อยู่ทุกวี่ทุกวัน

แต่สมรรถภาพในการรบของกองทัพรัฐฉู่มีความเข้มแข็ง ทำให้ฉีหวนกงปวดหัว และถามก่วนจ้งว่า “รัฐฉู่คือรัฐที่เข้มแข็งทั้งประชาชนก็มีทักษะความสามารถในการรบ ถ้าเราจะยกทัพไปทำสงครามกับรัฐฉู่ กลัวว่าจะไม่สามารถสู้รบต่อกรได้ แค่รัฐฉู่รัฐเดียวก็สร้างปัญหาให้ข้ามากทีเดียว แล้วเราจะมีวิธีจัดการในภายภาคหน้าอย่างไร” ก่วนจ้ง กล่าวว่า “พระองค์ควรจะไปซื้อกวางของรัฐฉู่ในราคาที่สูงพิเศษเถอะ งานแบบนี้จึงจะสัมฤทธิ์ผล” ฉีหวนกงได้สร้างเมืองเล็กๆติดชายแดนของรัฐฉู่ และส่งคนไปซื้อกวางมีชีวิตจากรัฐฉู่ กวางมีชีวิตของรัฐฉู่มีราคาถึงแปดหมื่นหยวน ก่วนจ้งให้ฉีหวนกงส่งเสนาบดีหวางอี้ (王邑) นำเงินยี่สิบล้านหยวนไปยังรัฐฉู่เพื่อกวาดซื้อกวางอย่างขนานใหญ่

เจ้าครองรัฐฉู่ทราบถึงสถานการณ์นี้ ยินดีมาก พูดกับสมุหนายกของรัฐว่า “เงินทองเหล่านั้น คือสิ่งที่ทุกคนชอบ และยังเป็นสมบัติของท้องพระคลังรัฐ แล้วกวางม้นก็เป็นเพียงแค่สัตว์เท่านั้น รัฐฉู่มีอยู่มากมาย ถ้าไม่มีมันรัฐเราก็ไม่เป็นไร ตอนนี้รัฐฉีนำเงินจำนวนมากมาซื้อสิ่งที่รัฐเราไม่ต้องการ นี่เป็นโชคลาภของรัฐเราอย่างยิ่ง พระเจ้าปล่อยให้คนโง่แบบรัฐฉีมาดูถูกพวกเรา ดีจริงๆ ตอนนี้จงรีบออกคำสั่งไป บอกให้ชาวบ้านรีบไปไล่จับกวางให้มากๆ แล้วรีบนำไปขายให้รัฐฉีนำเงินทองกลับมายิ่งมากยิ่งดี”

หลังจากลอบสังเกตุเหตุการณ์นี้ ก่วนจ้งยังทำตัวจริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งยังพูดกับเจ้าหน้าที่กรมการค้าของรัฐฉู่ว่า “ท่านสามารถหากวางให้ข้ายี่สิบตัวได้ไหม ข้าจะให้รางวัลแก่ท่านเป็นทองร้อยตำลึง ถ้าท่านหามาได้สองร้อยตัว ข้าจะให้ทองตอบแทนท่านพันตำลึง รัฐฉู่ก็ไม่จำเป็นต้องจัดเก็บภาษีจากราษฎรแล้ว เงินทองก็มีจับจ่ายในรัฐ” ตอนนี้รัฐฉู่มีแต่ความโลภ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นชายหญิงคนแก่หรือเด็ก ทั้งหมดต่างทุ่มเทความสนใจในกิจการนี้ ความหมายคือทั้งหมดทุ่มเสี่ยงทำการค้าในกิจการนี้ ชาวบ้านต่างละทิ้งทำการเกษตร ต่างเข้าป่าขึ้นเขาเพื่อไปล่าจับกวางมาขาย

ในตอนนี้ก่วนจ้งได้ให้ขุนนางสีเผิง (隰朋) หลบอยู่ในดินแดนระหว่างรัฐฉีและรัฐฉู่ทำการจัดซื้อและกักตุนอาหาร รัฐฉู่ซึ่งมีรายได้จากการขายกวางได้กำไรถึงห้าเท่า ส่วนรัฐฉีกวาดซื้อและกักตุนอาหารก็มีกำไรถึงห้าเท่าเช่นกัน

ดังนั้นก่วนจ้งจึงทูลฉีหวนกงว่า “ดีละ ตอนนี้เรามีความมั่นใจในการยกทัพไปตึรัฐฉู่แล้ว” ฉีหวนกง ถาม “ทำไมหรือ” ก่วนจ้ง ตอบว่า “รัฐฉู่หาเงินได้มากกว่าปกติถึงห้าเท่า แต่ละเลยทำเกษตรในฤดูทำเกษตร จำนวนอาหารคงคลังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนเลยกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อีกครั้ง ตอนนี้รัฐฉู่มีทางเดียวต้องนำเงินไปจัดซื้ออาหาร ถึงตอนนั้นเราก็จะปิดชายแดนไม่ทำการค้ากับรัฐฉู่ฉีหวนกงเข้าใจทันทีสั่งปิดชายแดนระหว่างรัฐฉีกับรัฐฉู่

ผลลัพธ์คือราคาข้าวรัฐฉู่สูงเป็นประวัติการณ์ เจ้าครองรัฐฉู่ต้องส่งขุนนางไปทั่วทิศเพื่อหาซื้อข้าว แต่ก็ถูกรัฐฉีตัดทอน ประชากรรัฐฉู่ต้องเป็นผู้อพยพหลบหนีไปจากรัฐฉู่เป็นจำนวนถึงสี่ในสิบ รัฐฉู่ตกอยู่ในความยากลำบากถึงสามปี สามปีต่อมาจึงมานอบน้อมต่อรัฐฉี

การประชุมใหญ่เจ้าครองรัฐโดยฉีหวนกงทำสงครามกับรัฐฉู่ เนื่องจากอ้างว่ารัฐฉู่ไม่ยอมมาสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักราชวงศ์โจว รัฐฉีเป็นผู้นำนำทัพรัฐพันธมิตรเข้าโจมตีรัฐฉู่ในปี 656 ก่อนคริสต์ศักราช ฉู่เฉิงหวางส่งชวี่หวานไปเจรจากับฉีหวนกง ยอมรับความผิดต่อฉีหวนกง และสัญญาว่าจะมาสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักราชวงศ์โจว สงครามจึงสงบ

หลังจากเสียชีวิต

บ้านเกิดของก่วนจ้งอยู่ที่หมู่บ้านก่วนกู่ชุน (管谷村) อำเภอเจี้ยนอิ่งเซียง (建颍乡) เขตอิ่งซ่างเสี้ยน (颍上县) มณฑลอันฮุยในปัจจุบัน สร้างเป็นวัดก่วนเป้าซึ (管鲍祠) เพื่อสร้างเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกถึงสมุหนายกรัฐฉี ก่วนจ้งและเสนาบดีเป้าซูหยา ประมาณ 500 ปีในปีที่หก (ปี ค.ศ. 1578) สมัยจักรพรรดิหมิงว่านลี่ (明万历) ซึ่งสั่งให้หัวหน้าเขตถูหลง (屠隆) ก่อสร้างซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ โดยเพิ่มชื่อของเป้าซูหยาเข้าไปด้วยเพื่อแสดงความเคารพ วัดก่วนเป้าซึผ่านร้อนหนาวมาเป็นเวลานานถูกทำลายลงในปลายราชวงศ์หมิงเนื่องจากสงคราม ปีที่หก (ค.ศ.1836) ในสมัยจักรพรรดิเต้ากวาง (道光) อี้เหรินว่านหรู่หลิง (邑人万如陵) บูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ ในสมัยจักรพรรดิเสียนเฟิง (咸丰) ถูกทำลายจากสงครามอีก ปีที่ 22 หลังจากจีนเป็นประชาธิปไตยหัวหน้าเขตก็บูรณะซ่อมแซมใหม่อีกครั้ง

 

หลังจากก่วนจ้งเสียชีวิต ศพถูกฝังอยู่ที่หลินจือ (临淄) มณฑลซันตง (ปัจจุบัน คือ หมู่บ้านเป่ยซันตะวันตก北山西村 ถนนฉีหลิงเจยเต้า齐陵街道 เขต หลิงจือ临淄 เมืองจือป๋อ淄博) เชิงเขาทางเหนือภูเขาหนิวซัน (牛山) นี่เป็นสุสานที่มีชื่อเสียงของก่วนจ้ง หอที่ระลึกก่วนจ้งสร้างอยู่ใกล้สุสานของก่วนจ้ง โดยใช้แนวความคิดของก่วนจ้งเป็นรากฐาน โดยใช้การดำรงชีวิตของก่วนจ้งเป็นโครงสร้าง ผ่านทางความหลากหลายทางศิลป เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรุ่งโรจน์ของชีวิตในสมัยที่ก่วนจ้งมีชีวิตอยู่ เพื่อแสดงให้เห็นความกว้างและความลุ่มลึกของแนวความคิดของก่วนจ้งทั้งยังแสดงให้เห็นถึงขนบธรรมเนียมและการอุทิศตนให้แก่สังคมของสมุหนายกในสมัยนั้น

หอที่ระลึกก่วนจ้ง ก่อสร้างในปี ค.ศ. 2004 เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าเยื่ยมชม

 

แล้วประวัติและเรื่องราวของมหาบุรุษผู้ซึ่งทำให้เจ้าครองรัฐตนเองขึ้นสู่ความเป็นผู้เรืองอำนาจโดยวิธีลัดเหนือกว่ากษัตริย์ราชวงศ์โจวของชาติตนเอง ก่วนจ้ง ก็จบด้วยประการฉะนี้

ลองเปรียบเทียบผลงานของก่วนจ้ง และ ขงเบ้ง กันดู ใครมีความสามารถมากกว่ากัน แต่จริงๆแล้วผู้นำก็มีส่วนให้ที่ปรึกษาสร้างความยิ่งใหญ่ให้ปรากฎ ถ้าเปรียบเทียบระหว่างฉีหวนกง กับ หลิวเป่ย หรือ เล่าปี่ ซึ่งผู้นำคนไหนสามารถให้กุนซือของตนใครฉายรัศมีได้เจิดจ้ากว่ากัน...

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9
MephistoWitchy วันที่ : 07/03/2016 เวลา : 16.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/MephistoWitchy

(0)
เป็นเรื่องที่น่าอ่านมากครับ แปลได้มาไม่ยาว สั้นกระชับ รู้เรื่องได้ครบถ้วน
ความคิดเห็นที่ 8
BlueHill วันที่ : 23/11/2014 เวลา : 11.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

(1)
บทความแน่นเปรี๊ยะเชียวครับ
หนึ่งในความสามารถผู้นำเก่ง คือ รู้จักใช้คนทีี่มีความสามารถนะครับ
ความคิดเห็นที่ 7
wullopp วันที่ : 22/11/2014 เวลา : 19.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

(1)
บทความนี้ ________________ คนไทย ควรอ่านมากๆ ____________ เพราะ เป็นเรื่อง มหาอำนาจที่ใกล้ ไทย มากที่สุด...
ความคิดเห็นที่ 6
cozy วันที่ : 22/11/2014 เวลา : 11.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kakalot
I agreed that what really matters is what you like, not what you are like... Books, records, films -- these things matter. Call me shallow but it's the fuckin' truth - High Fidelity

(0)
จะว่าไปท่านก็เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับ อริสโตเติล / เพลโต / พระพุทธเจ้า นะครับ ยุคนั้นมียอดคนเกิดขึ้นทุกมุมโลกจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 5
Jui วันที่ : 22/11/2014 เวลา : 09.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(0)
เรื่องนี้ใช้เวลาแปลเกือบสองเดือน
ทำงานไปด้วยแปลไปด้วยครับ
แต่คราวหน้าหน้าจะรฃนานกว่านี้เพราะ
เปลี่ยนที่ทำงานใหม่งานเยอะขึ้น
ความคิดเห็นที่ 4
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 22/11/2014 เวลา : 09.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

(0)
เปิดรอบ 3 ...กว่าจะอ่านได้
ว่าแล้ว..พริ้นกระดาษอ่านดีกว่า ยาวนักหนา
ความคิดเห็นที่ 3
Jui วันที่ : 22/11/2014 เวลา : 08.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(0)
แก้ไขเสร็จเรียบร้อยไปอ่านกันได้แล้วครับ
กว่าจะได้ตั้งนานต้องโพสผ่าน VPN
ความคิดเห็นที่ 2
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 22/11/2014 เวลา : 08.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

(0)
ครับผม...
ความคิดเห็นที่ 1
Jui วันที่ : 22/11/2014 เวลา : 08.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

(0)
เนตที่เมืองจีนไม่ดีกำลังแก้ไขอยู่ครับ
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน