• WePlanMoneyBuddy
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : admin@k-weplan.com
  • วันที่สร้าง : 2010-04-20
  • จำนวนเรื่อง : 321
  • จำนวนผู้ชม : 480321
  • ส่ง msg :
  • โหวต 7 คน
K-WePlan Money Buddy
ข่าวสารและสาระน่ารู้ทางเงิน การวางแผนทางการเงิน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/k-weplan
วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน 2555
Posted by WePlanMoneyBuddy , ผู้อ่าน : 2634 , 11:58:22 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน นักเดินทางตัวเขื่อง โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

สังเกตจากตัวเลขกรมธรรม์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นทุกปี ก็สรุปได้ว่าคนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับการทำประกันกันมากขึ้น แต่ก็มีอีกหลายคนที่ทำประกันทั้งๆ ที่ไม่ได้เห็นถึงความสำคัญของมันนัก จนกระทั่งได้เผชิญหน้ากับ
“ความเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน” นั่นแหละ ถึงได้เข้าใจประโยชน์ของการทำประกัน นอกจากนี้ การทำประกันยังมีไว้เพื่อการออม เพื่อประหยัดภาษี และเพื่อสร้างหลักประกันให้กับครอบครัวอีกด้วย

หากเรามีรายรับที่มั่นคงและมั่งคั่งมากพอที่จะทำให้รู้สึกมั่นใจที่จะรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ และได้รับสวัสดิการจากบริษัทอย่างเพียงพออยู่แล้ว การทำประกันคงไม่ใช่สิ่งจำเป็นนัก นอกเสียจากจะอยากประหยัดภาษี แต่ถ้าหากเรารู้สึกว่าแค่เงินเดือนและสวัสดิการที่ได้รับนั้นยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจให้กับความมั่นคงของครอบครัว การทำประกันก็ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม การจะตัดสินใจซื้อประกัน ก็มีปัจจัยที่ผมอยากแนะนำให้พิจารณากันก่อน ดังนี้ครับ
 

  1. พิจารณาลักษณะทรัพย์สินที่มี – ทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง เช่น บ้านและรถยนต์ ควรเร่งทำประกันเพื่อโอนความเสี่ยงภัยไว้ก่อน เพราะสินทรัพย์เหล่านี้มีมูลค่าสูง หากเกิดอะไรขึ้นก็จะก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อสุขภาพทางการเงินของเราได้ครับ คำแนะนำคือควรทำประกันที่ให้ความคุ้มครองไม่น้อยไปกว่ามูลค่าปัจจุบันของทรัพย์สินครับ ส่วนทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ เช่น แก้วแหวนเงินทองต่างๆ ก็แนะนำให้ทำประกันประเภทโจรกรรมที่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินในบ้านได้ครับ 
  1. พิจารณาความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกัน – ก่อนทำประกันควรดูก่อนว่าเรามีภาระค่าใช้จ่ายอยู่เท่าไร และมีกำลังซื้อประกันได้เท่าไร เพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องและการใช้ชีวิต หากเราไม่มีภาระค่าใช้จ่ายอะไร ก็สามารถซื้อประกันได้เต็มที่ครับ แต่ ณ จุดนี้ขอแนะนำว่าไม่ควรเกิน 50% ของรายได้นะครับ เพราะอย่าลืมว่าเราควรต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นสภาพคล่องเผื่อกรณีฉุกเฉินครับ แต่ถ้าหากเรามีภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ อยู่ เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือหนี้บัตรเครดิต ก็ขอแนะนำว่าให้ซื้อไม่เกิน 15% ของรายได้ครับ 
  1. พิจารณาประโยชน์จากการประหยัดภาษี – นอกจากประโยชน์ทางด้านความคุ้มครองและการออมแล้ว อันดับถัดมาเราคงนึกถึงการประหยัดภาษีว่าเบี้ยประกันที่จ่ายไปนั้น สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้อย่างไร และเท่าไรบ้าง ก่อนอื่นต้องขอให้เข้าใจกันก่อนนะครับ ว่าประกันที่ช่วยประหยัดภาษีได้นั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือ 

3.1 ประกันที่มีอายุความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป และจ่ายผลตอบแทนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันสะสมในแต่ละช่วง ซึ่งเราจะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท 

3.2 ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งมีเงื่อนไขในการจ่ายผลตอบแทนตั้งแต่เราอายุ 55 ปีขึ้นไป จนถึง 85 ปี โดยที่เราจะสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ต่อปี สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จราชการ และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท 

  1. พิจารณาทุนประกันชีวิต – โดยปกติแล้ว เราควรทำประกันเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองอย่างน้อย 5 เท่าของรายจ่ายต่อปีหักด้วยมูลค่าทรัพย์สินที่มีในปัจจุบัน เช่น สมมติว่าเรามีทรัพย์สินรวม 1 ล้านบาท ไม่มีหนี้ และมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวรายเดือนอยู่ที่ 30,000 บาท เราควรทำประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองมากกว่าหรือเท่ากับ 

(30,000 บาท × 12 เดือน × 5 เท่า) – สินทรัพย์ 1,000,000 บาท = 800,000 บาท 

นอกจากนี้ ผมยังมีคำแนะนำอีก 2 ข้อเกี่ยวกับการบริหารเงินปันผลจากเบี้ยประกันและการเพิ่มระดับความคุ้มครองตามในกรณีที่มีรายได้เพิ่มและอยากได้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น ดังนี้ครับ 

เพื่อไม่ให้กระทบกับความต้องการใช้เงินในส่วนอื่นมากนัก หลังจากที่ได้จ่ายเบี้ยประกันในงวดแรกแล้ว เราควรทยอยสำรองเงินสดในแต่ละเดือน โดยอาจนำไปลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูงหรือกองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี เพื่อรองรับภาระการจ่ายเบี้ยประกันในงวดถัดไป จะได้ไม่ต้องควักเงินในกระเป๋าก้อนใหม่ออกมาจ่าย นอกจากนี้ หากประกันที่เราทำ มีการจ่ายปันผล ก็ขอแนะนำให้เก็บเงินปันผลนั้นไปลงทุนต่อเพื่อไม่ให้เป็นเบี้ยหัวแตก เพื่อที่เราจะได้มีเงินก้อนที่สะสมจากเงินปันผลเหล่านี้ครับ ทั้งนี้ เรายังสามารถนำเงินปันผลที่ได้ในแต่งวดไปต่อยอดเพื่อนำมาจ่ายค่างดวประกันในงวดถัดไปได้อีกด้วยครับ จะได้ช่วยลดภาระในการสะสมเงินเพื่อจ่ายเบี้ยประกันในแต่ละปี 

หากต้องการทำประกันให้ได้ความคุ้มครองมากกว่าหรือเท่ากับ 5 เท่าของรายจ่ายหักทรัพย์สินตามที่ได้แนะนำไปข้างต้นนั้น เราอาจต้องยอมจ่ายเบี้ยประกันแพงๆ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองสูงๆ ตามที่ต้องการ แต่ถ้าหากใครไม่พร้อม เพราะอาจมีภาระทางการเงินอื่นๆ อยู่ ก็สามารถเพิ่มอนุสัญญาจากกรมธรรม์เดิมที่ทำไว้ได้ครับ พูดง่ายๆ ว่า ตอนนี้มีกำลังซื้อเท่าไรก็ซื้อไปก่อน แต่หากในอนาคตมีกำลังซื้อมากขึ้น เราก็ค่อยเพิ่มอนุสัญญาเข้าไปเพื่อรับความคุ้มครองเพิ่มเติมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น และเพื่อให้ได้มูลค่าความคุ้มครองตามที่ต้องการครับ 

ท้ายนี้ ผมขอฝากเอาไว้นะครับว่า การทำประกันควรจะเป็นการเพิ่มความมั่นคงให้กับเราและครอบครัว ไม่ควรเป็นภาระนะครับ ดังนั้น เราไม่ควรฝืนตัวเองมากเกินไป ซื้อตามกำลังซื้อ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องและความต้องการใช้เงินครับ 

หากใครมีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องการวางแผนซื้อประกัน หรือเรื่องการเงินอื่นๆ สามารถส่งอีเมล์มาปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญของเราได้ฟรีที่ K-WePlan@kasikornbank.com หรือเข้าไปอ่านสาระดีๆ ทุกเรื่องการเงินได้ที่ www.K-WePlan.com ครับ
 

---------------------------------------------------------
*พิเศษสุดสำหรับชาว OK Nation*
หากผู้อ่านท่านใดสนใจส่งอีเมล์มาปรึกษาทุกปัญหาการเงินกับกูรูของ K-WePlan เพียงแค่ส่งคำถามของท่านมาที่ k-weplan@kasikornbank.com พร้อมระบุว่ามาจาก OK Nation ก็รับไปเลย ซองใส่สมุดบัญชีปกหนังสุดหรู สมุดโน๊ตปกหนังสุดเก๋ และแผ่นซีดีโปรแกรมบันทึกเงินออม (K-Saving Memo) จาก K-WePlan ครับ
---------------------------------------------------------

Credit: ภาพประกอบจาก typesautoinsurance.com




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
WePlanMoneyBuddy วันที่ : 19/06/2012 เวลา : 15.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/k-weplan

ตามสบายเลยครับ ทางเรายินดีอยู่แล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
นักเดินทางตัวเขื่อง วันที่ : 19/06/2012 เวลา : 14.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/navigaty

ข้อนำข้อความดี..ดี..ไปแชร์ให้เพื่อนๆ ได้รับรู้นะคะ
ขอบคุณมากสำหรับค่ะ..ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ค่ะ..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน