*/
  • นายชาคริต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kahlao@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-08-04
  • จำนวนเรื่อง : 157
  • จำนวนผู้ชม : 284583
  • จำนวนผู้โหวต : 57
  • ส่ง msg :
  • โหวต 57 คน
<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน 2553
Posted by นายชาคริต , ผู้อ่าน : 9556 , 23:09:12 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


ทำอย่างไรผมก็ไม่อาจลบเลือนภาพเด็กทารกตัวน้อยเปล่าเปลือยล่อนจ้อนนอนหลับอยู่บนทางเท้าของสะพานลอย


ผมคะเนว่าแกคงอายุไม่ถึงขวบ นอนหลับตามประสาเด็ก ถูกวางอยู่บนผืนผ้าเก่าโทรม หันหัวเข้าหามุมสะพาน ปลายเท้าไพล่มาทางคนเดิน อยู่ในสายตาคน โดยความตั้งใจของใครบางคนที่คาดหวังเศษเงินจากความเมตตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาจะหยิบยื่นให้ พวกเขาอาศัยความน่าสมเพชเวทนา การช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ของเด็กทารก มาเป็นช่องทางทำมาหากิน


ใกล้ๆกันนั้นมีหญิงสาววัยเลยสามสิบ ร่างผอมเกร็ง นั่งเฝ้าดู


แดดอบอ้าวระคนไปด้วยฝุ่นควันจากท่อไอเสียอาบไล้ร่าง ยามบ่ายของวัน เด็กคนนี้ควรจะอยู่ในเปลหรือไม่ก็อ้อมอกของแม่ ผมใจหาย เจ็บปวด ไม่ใช่เพราะทรมานกับความรู้สึกไม่ใยดี หรือช่วยเหลืออะไรไม่ได้มากไปกว่ายืนดู หรือหยิบยื่นความเมตตาให้ด้วยเศษเงินในกระเป๋าของผู้คน แต่กำลังอนาถใจกับความเป็นไปของบ้านเมือง ที่ทุกอย่างดูเหมือนไปไกลกว่าเส้นของความปกติสุขไปมาก


นี่คือประเทศไทย นี่คือกรุงเทพมหานคร


ด้านหนึ่งเราเห็นเมืองใหญ่ รวมศูนย์ระบบราชการ การปกครอง เศรษฐกิจ ตึกรามบ้านช่องใหญ่โต ผู้คนมากหน้า แต่งกายในอาภรณ์หลากสีสันหลากแฟชั่น มีสิ่งของอำนวยความสะดวกพรั่งพร้อม แต่อีกด้านหนึ่ง เราเห็นคนหาเช้ากินค่ำ เห็นขอทาน เห็นคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มิจฉาชีพ กลโกงสารพัด การตลาดทุกรูปแบบที่จะสูบเม็ดเงินจากกระเป๋าผู้คน


ผมไปเดินห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ชั้นล่างขายสินค้าตั้งแต่เสื้อผ้า ร้านอาหารสำเร็จรูป CD หนังสือ ชั้นสองมีแต่แผงพระเครื่อง ชั้นสามมีคอมพิวเตอร์ ชั้นสี่ขายของจิปาถะ ความเป็นสังคมบริโภคฉายภาพแจ่มชัดจนไม่รู้จะพูดอะไรได้อีก


แม้แต่เด็กน้อย-อนาคตของชาติ ก็ถูกนำมาเป็นเหยื่อหาเงินตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลก

 


สังคมเช่นนี้หรือที่เราต้องการ?


ผมว่าไม่น่าจะใช่


ไปเมืองหลวงคราวนี้ ผมได้คุยกับแท็กซี่ถึงช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ใครเลยจะเชื่อว่ากรุงเทพมหานครจะมีวันที่ถนนว่างเปล่าไร้รถรา วันที่มีการประกาศเคอร์ฟิว มีการเผาเมืองในย่านธุรกิจ แท็กซี่เล่าว่าเขาไม่อยากอดตาย ขับรถออกมาเจอตำรวจ “ไม่รู้หรือไงว่ามีเคอร์ฟิว” ตำรวจกวักมือเรียก “รู้ครับ แต่ที่บ้านผมมีหลายชีวิตต้องกินต้องใช้” เขาได้เงินจากสนามบินสุวรรณภูมิหลายเที่ยว


พวกเขาชื่นชมทักษิณ เล่าได้เป็นตุเป็นตะว่าทักษิณทำให้เศรษฐกิจดี เขายกตัวอย่างว่าเมื่อรัฐบาลประชาธิปัตย์กู้เงินมาก มีผลต่อราคาน้ำมัน เมื่อน้ำมันแพง ข้าวของเครื่องใช้ก็แพงตามไปด้วย ต่างจากสมัยรัฐบาลทักษิณ ทำงบประมาณไม่ขาดดุล


“ใครๆก็ว่าทักษิณโกง ถ้าโกงจริงทำไมมีเงินเหลือมาคืน IMF มีเงินเหลือมาทำบัตรทอง หรือกองทุนหมู่บ้าน” ว่าไปนั่น


เขาเล่าไปเมื่อครั้งอดีต ภาคอิสานเริ่มมีวัฒนธรรมซื้อเสียง เขาว่ามาจากคนต่างถิ่นไปสอบซ่อม เริ่มจากสส.คนหนึ่งซื้อน้ำปลาไปให้ชาวบ้าน ต่อมาอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งลงไปสอบซ่อมเช่นกันก็เริ่มนำวิธีการซื้อเสียงด้วยการแจกรองเท้าข้างหนึ่งประเดิมให้ก่อน หากลงคะแนนให้ค่อยมาเอาอีกข้าง ต่อมาการซื้อเสียงก็เริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เลี้ยงเหล้าขาว การแจกเงิน


คนนอกพื้นที่ หรือคนเมืองแท้ๆที่นำเข้าวัฒนธรรมซื้อเสียง



เช้าของอีกวัน มีโอกาสดีได้ร่วมเสนอแนะความเห็นกับเพื่อนๆพี่ๆกลุ่มหนึ่ง ที่มีใจอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ เรานำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 มาดู


หลายคนพูดกันว่า จุดอ่อนของการทำแผนที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งของความล้มเหลวในการพัฒนาประเทศ แผนที่ได้มาขาดการมีส่วนร่วม ถูกกำหนดจากผู้รู้หรือนักวิชาการหรือคนขององค์กรไม่มากนัก แทบจะเรียกได้ว่าเป็นขององค์กรมากกว่าแผนของประเทศเสียด้วยซ้ำ  ที่แย่มากๆก็คือ มีแต่การผลิตวาทกรรม แต่หาได้เข้าถึงหัวใจ เขียนอย่างทำอีกอย่าง กระบวนการทำแผนก็แยกส่วน หาได้เชื่อมโยงเป็นเอกภาพ


ผมมักจะได้ยินจากการประชุมต่างๆเสมอมาว่า ให้ยกเลิกแผนพัฒนาฯนี้เสียด้วยซ้ำ เพราะไม่เห็นความสำเร็จหรือมรรคผลใดจากแนวทางของแผนดังกล่าว แล้วที่สำคัญมีแผนแล้วก็มิได้นำมาใช้อ้างอิงทำกันอย่างจริงจัง หน่วยงานราชการก็ยังแยกกรมแยกกระทรวงต่างคนต่างนโยบาย ทำแผนกันไปตาม “นาย” มิได้มีกระบวนการนโยบายที่ทำให้แผนดังกล่าวมีความเป็นสาธารณะอย่างจริงจัง


การทำแผนฯก็เลยเป็นได้แค่งานประจำที่จะต้องทำเมื่อถึงเวลาต้องทำ มิได้หนุนช่วยหรือเป็นเครื่องมือที่จะยกระดับการพัฒนา หรือ “กระชับ” ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่นับวันจะถ่างกว้าง กระชับพื้นที่เท่าไรก็ไม่สามารถยึดครองถมเต็มช่องว่างได้


แม้แต่แผนฯฉบับนี้ก็เช่นกัน เราไล่ดูภาพรวมของร่างแผนฯ ก็พบความไม่สมดุลในหลายด้าน ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจที่มาพร้อมวาทกรรม “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ดูเหมือนจะเปิดหน้าให้ทุนข้ามชาติเข้ามาจัดการความหลากหลายในเชิงทรัพยากรเราได้อย่างเสรี หาได้มีการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนอย่างที่ควรจะเป็น แล้วค่อยให้ต่างชาติเข้ามา ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจดูเหมือนมีรายละเอียดมาก แต่ยุทธศาสตร์ด้านสังคม ยังเขียนกว้าง ไม่เห็นทิศทางที่จะทำให้ประเทศก้าวไปสู่วิสัยทัศน์ที่ว่าได้

 

วิสัยทัศน์ ๒๕๗๐...นำสู่แผนฯ๑๑

คนไทยภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีมิตรไมตรีบนวิถีชีวิตแห่งความพอเพียง ยึดมั่นในวัฒนธรรมประชาธิปไตย และหลักธรรมาภิบาล การบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่ทั่วถึง มีคุณภาพ สังคมมีความปลอดภัยและมั่นคง อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดี เกื้อกูลและเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ระบบการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน อยู่บนฐานทางเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองและแข่งขันได้ในเวทีโลก สามารถอยู่ในประชาคมภูมิภาคและโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี

 

หัวใจสำคัญที่เราอยากให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เราพูดถึงทิศทางหลักของประเทศไทยในอนาคต ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเราจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดหรือดัชนีวัดความสำเร็จของการพัฒนา


เปรียบเทียบลักษณะตัวแบบการพัฒนา GDP กับ GDH

Gross Domestic Product (GDP) เน้นทุนที่เป็นตัวเงิน การแข่งขันเสรี การค้าอย่างเสรี ทำให้เกิดการบริโภค ลัทธิวัตถุนิยม การไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแบบไม่สมดุล


Gross Domestic Happiness (GDH) เน้นทุนมนุษย์และสังคม การอยู่ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนแบบเลือกเฟ้น ความพอเพียง การออม การพัฒนาทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ การมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแบบสมดุล


และนี่คือข้อเสนอในการปรับปรุงแผนพัฒนาฯฉบับที่๑๑


เราอยากให้ปรับปรุงวิสัยทัศน์จากประเทศมีความมั่นคง เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงเป็น ประเทศมีความมั่นคง เป็นธรรม สังคมสุขภาวะนำสู่ความสุขมวลรวมประชาชาติ และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง


ปรับปรุงพันธกิจข้อ ๑.๒.๒ จาก “ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทย” เป็น “ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม โดยใช้เศรษฐกิจคุณธรรม จริยธรรม และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทย”


ให้มีการจัดทำตัวชี้วัดของเป้าหมายหลักให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทางสังคมเพื่อให้เกิดความสมดุล นำไปสู่ความสุขมวลรวมประชาชาติ เช่น Gross Domestic Product (GDP) กับ Gross Domestic Happiness (GDH) และ Gross National Product (GNP) กับ Gross National Happiness (GNH)


 

และเพิ่มเติมสาระสำคัญในยุทธศาสตร์ ดังนี้


เพิ่มเติมยุทธศาสตร์ที่ ๓.๗.๓ ด้วยแนวทางที่สำคัญคือ เปลี่ยนทิศทางการจัดทำแผนพัฒนาระดับชาติโดยให้มีการสร้างกระบวนการพัฒนาแผนแม่บทชุมชนโดยชุมชนเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาแผนระดับชาติ


 สนับสนุนนโยบายให้พื้นที่สามารถจัดการตนเองด้านสุขภาพเพื่อนำไปสู่สังคมสุขภาวะ


 สร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรเพื่อโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืน


ให้มีแนวทางต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯฉบับที่๑๐ คือ เสริมสร้างสุขภาวะคนไทยให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกาย จิตใจ ปัญญา และสังคมโดยการปฏิรูประบบสุขภาพตามเจตจำนงร่วมของสังคมคือธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ


 ประยุกต์ใช้กระบวนการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากนโยบายสาธารณะ โครงการ/กิจกรรมของรัฐและภาคเอกชน รวมทั้งนโยบายการค้าเสรีระหว่างประเทศ


ช่วยกันติดตาม และมีส่วนร่วมในการผลักดันทำให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่ถ้าจะมีขึ้น ก็ควรจะให้มีคุณภาพ มีการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นภาพฝันที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ยกระดับการพัฒนา กระชับความอ่อนแอ เน่าเฟะทางการเมือง ไม่ตกเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความอ่อนแอให้เศรษฐกิจและสังคมดังที่หลายคนประณาม


ภาพเด็กทารกขอทานลอยวูบมาในห้วงนึกอีกครั้ง.


เครื่องเคียง : ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย

















อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
karanta วันที่ : 05/06/2010 เวลา : 03.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/karanta


ทำไมถึงเพิ่งจะคิดว่าจะเริ่มทำกันมันน่าจะเริ่มมาตั่งนานแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องยากเลย ผมได้ทำกันแล้วถึงจะเป็นคนจำนวนไม่มากแต่มันก็สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดและการกระทำของคนได้เป็นอย่างดี ผมใช้แนวคิดจากความเป็นจริงและความน่าจะเป็น ซึ่งผมมองว่าทุกคนล้วนแต่มีความดีและคิดว่าอยากจะทำดี ไม่ว่าคนคนนั้นจะเลวแค่ไหน ถ้าเขามีลูก อย่างน้อยเขาก็ต้องอยากทำเพื่อลูกสักครั้ง แต่เขาไม่สบโอกาสและไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ผมเลยคิดว่าถ้าทำให้เขาเห็นมันง่ายที่สุด ซึ่งในที่สุดเขาก็ทำตามโครงการที่มีพวกผมเป็นคนริเริ่ม วางนโยบายและคิดแนวทาง พร้อมกับสนับสนุนเงินทุนส่วนใหญ่ให้ซื้ออุปกรณ์กีฬาให้เด็กๆที่อยู่ในชมรม แต่จุดมุ่งหมายสำคัญไม่ได้อยู่ที่เด็กในชมรมเพียงอย่างเดียว ทุกวันนี้สามารถดึงให้ผู้ปกครองมาช่วยกันดูแลเด็กๆไม่ใช่มาดูแค่เฉพาะบุตรหลานของตน เมื่อเริ่มโครงการ ตอนปลาย ปี52มีเด็ก15คน ตอนนี้เพิ่มเป็น35คน และก้าวแรกเริ่มออกเดินไปข้างหน้าแล้ว เราได้ให้ ผู้ฝึกสอนกีฬาของเราไปสอนให้กับโรงเรียนที่เราเข้าไปขอใช้สถานที่ฝึกซ้อมอยู่โดยโรงเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะอุปกรณ์ก็สามารถใช้ของเราได้ ทั้งหมดของโครงการไม่ต้องพึ่งพาเงินของรัฐเลย แต่ก่อนหน้านื้ผมและพรรคพวกได้พยายามทำบางสิ่งที่เราคิดว่าดีกว่านี้และสามารถทำได้เแต่เพราะไอ้สามัญสำนึกที่ขาดหายไปของคนแค่คนเดียว สามารถหยุดโครงการที่อาจจะทำให้เด็กทั้งจังหวัดได้เล่นกีฬากันทุกคน อาจจะไม่ทุกวันแต่ก็ไม่ใช่ 1ชม./สัปดาห์ แถมยังสร้างสามัญสำนึกที่ดีให้กับผู้ปกครอง อาจมีค่าใช้จ่ายบ้างแต่ก็ไม่มากอย่างพวกผม ครูพละใน ร.ร. มีเงินเอาไว้ใช้จ่ายสำหรับซ้อมนักกีฬาไม่ต้องเดินไปขอสปอนเซอร์ เหมือนขอทานอย่างทุกวันนี้ (เพราะงบที่ให้มันสำหรับวันที่เด็กนักเรียนลงแข่งขันเท่านั้น ส่วนวันซ้อมไม่นับเพราะรัฐเอาจริงเอาจังกับการ"แข่งขัน"กีฬามากๆ เลยไม่ค่อยอยากสนับสนุนให้เด็กๆ “เล่นกีฬา” )แถมยังหยุดยั้งยาเสพติดได้ด้วย ที่สำคัญโครงการนี้สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เงินของรัฐบาลแม้แต่บาทเดียว นี่คือผลกระทบของการที่คนเราขาดสามัญสำนึกของการเป็นครู เพราะเขาเป็นได้แต่ผู้บริหารของ โรงเรียนประจำจังหวัดเท่านั้น มันน่าเสียดายนะครับ แต่พวกผมก็ยังทำกันอยู่ถึงจะไม่ได้ทั้งจังหวัด ได้แค่โรงเรียนเดียวแถมยังเป็นโรงเรียนวัด "แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย"

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ต้นหญ้าในป่าใหญ่ วันที่ : 04/06/2010 เวลา : 23.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ponder

ตราบใดที่คนไทยมากมาย ยังชอบ เงินง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็น เงินสด หรือเงินให้กู้ เเละยังอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์พึ่งพา ประเทศไทยก็ยังจะมี นักโกงเมือง เเละความเหลื่อมล้ำ เเละการเผด็จการระบอบ ต่อไป.
เเละพวกที่ชอบเงินง่ายๆต้องพึงรู้ด้วยว่า - นักโกงเมืองน่ะ - เขาไม่เลี้ยงให้อู้ฟู่หรอก เเต่เอาเเค่พอระงับความอยากความหิวประเดี๋ยวประด๋าว จะได้ยังคงต้องพึ่งพาพวกเขาต่อๆไป อยากมั่งมีอยากสบาย-ต้องขยันเเละทำเองขึ้นมา เเค่นี้เอง.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน