• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kajohnrit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 228
  • จำนวนผู้ชม : 354820
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kajohnrit
วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม 2559
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 560 , 20:50:11 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ก อ ล์ ฟ
 
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตอนอยู่ในสนามกอล์ฟ รู้สึกสดชื่นและมีความสุขอย่างท่วมท้น ได้อากาศดี เจอเพื่อนดี ได้เดินออกกำลังกายจนเหงื่อไหลปริบเต็มหลัง ตีผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่ก็ตั้งใจอยู่เสมอว่าจะทำให้ดีขึ้น สวยขึ้น ไม่ได้ต้องการคำชมใด ๆ จากใคร แค่อยากให้เราสุขและเพื่อนก็สุขด้วย
 
กลับมาจากสนามกอล์ฟก็ได้ทำงานจุก ๆ จิก ๆ ที่คาอยู่ในบ้าน เช่นกวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้าขี้ริ้ว กวาดหยากไย่ เก็บโต๊ะทำงาน เช็ดพัดลม
 
ผมถนัดในเรื่องแบบนี้ ทำในสิ่งเล็ก ๆ ที่คนอื่นไม่ค่อยเห็นคุณค่าได้ดีนัก
 
เมื่อสักสิบกว่าปีก่อน ช่วงที่ผมกำลังอยู่ในวัยกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ผมทำงานทั้งวันทั้งคืน พักเฉพาะตอนนอนกับตอนทานข้าวเท่านั้น ผมอ่านต้นฉบับ เขียนหนังสือ พิสูจน์อักษร ออกแบบปก จัดหน้าหนังสือ บริหารเงิน ดื่มกาแฟแทนน้ำ อารมณ์แปรปรวน หงุดทั้งวันทั้งคืน
 
ตอนนั้นผมมีน้อง ๆ มาช่วยงานหกคน นั่งกันอยู่ในสำนักงานซึ่งอยู่ในบ้านหลังเล็กนิดเดียวของผม ผมรู้ ไม่มีน้องคนไหนชอบผม ผมคิดว่าพวกน้อง ๆ อาจจะเกลียดผมเอาด้วยซ้ำ เพราะผมดุ มองทุกอย่างเป็นขาวกับดำ ไม่ผิดก็ถูก และดูหมิ่นคนอื่นอยู่ในใจ ว่าโง่กว่าอยู่เนือง ๆ
 
 
ตอนกลางคืนหลังจากใคร ๆ หลับไปหมดแล้ว ผมก็จะลุกขึ้นมาทำงานต่อ กว่าจะหมดแรงก็ตีสองตีสาม นอนตื่นสาย ไม่ค่อยแจ่มใส เช้าผมดื่มกาแฟและกินข้าวเยอะมาก ผมดูแลการเงินและทำบัญชีเอง ทั้งหมดนี้เพราะผมคิดว่า ผมเก่งกว่า ผมไม่ไว้ใจใคร ไม่เชื่อว่าใครจะเก่งได้เท่าผม
 
แต่ผมก็ไม่ได้หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำอะไร ผมเคยนั่งคิดว่าเพราะอะไร ยิ่งทำก็ยิ่งเห็นกองหนี้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเฉียดหลักล้านเข้าไปแล้ว ผมคิดไม่ออกว่าผมจะหาเงินล้านมาใช้หนี้ธนาคารได้อย่างไร
 
แต่แล้วมันก็ผ่านพ้นมาได้ ผมก็ยิ่งหลงตัวมากขึ้น ทำงานหนักมากขึ้น โมโหง่าย พักผ่อนด้วยการเที่ยวเตร่ดึก ๆ ดื่น ๆ มั่วอยู่กับเรื่องชั่ว ๆ สารพัดอย่าง
 
จนกระทั่งผมรู้สึกเหนื่อย รู้สึกเบื่อ รู้สึกว่าน่าจะพอได้แล้ว ผมมาฉุกคิดได้ เพราะผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่มีปกสีม่วงออกแบบธรรมดา มีชื่อหนังสือกับชื่อผู้เขียนเท่านั้น หนังสือเล่มนี้ชื่อ “คืนชีวิตสู่ความเรียบง่าย” ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบก็มาครุ่นคิดว่า ชื่อเสียงก็จอมปลอม เงินทองก็จอมปลอม อะไรๆ ก็จอมปลอมไปเสียหมด สิ่งที่ผมควรได้ ควรมี คือสุขภาพที่แข็งแรง มีเพื่อนที่ดีสักจำนวนหนึ่ง ไม่ต้องมาก แต่ให้รักเขาเต็มที่เท่าที่เราจะรักได้ ทำดีกับเพื่อน พูดดีกับคนที่อยู่ใกล้ชิด
 
ตอนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ จู่ ๆ ผมก็หันไปมองพัดลม มันมีฝุ่นเขรอะ มีคราบสกปรกติดอยู่ตามใบพัด ที่ตัวเครื่อง พัดลมของผมไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน
 
ตอนเด็กผมชอบทำความสะอาดพัดลมมาก ผมคิดว่า ถ้าใบพัดสะอาด สายลมเย็น ๆ ที่ส่งถึงเราจะสะอาดด้วย ไม่น่าเชื่อผมกลับละเลยลืมเรื่องเล็ก ๆ นี้ไปได้ เพราะอะไร เพราะทำงานมากไป เพราะหวังความสำเร็จมากเกินไป หรือเพราะใส่ใจเรื่องราวเล็ก ๆ น้อยเกินไป
 
ผมนั่งนิ่ง ๆ คิดเรื่องพัดลมอยู่หลายนาที ในที่สุดผมก็ลงมือเช็ดพัดลมด้วยตัวผมเอง ตอนนั้นในบ้านมีพัดลมอยู่สามเครื่อง ผมถอดออกมาเช็ดและทำความสะอาดจนหมด
 
จากนั้นก็หยอดน้ำมันจักรซิงเกอร์ และก็ประกอบส่วนกลับเข้าไปใหม่ ผมลองเปิดและพิจารณาดูมันทุกเครื่อง เมื่อพัดลมหมุนส่งความเย็นมาให้ ผมรู้สึกดีขึ้น หายใจได้โล่งขึ้น มุมมองของชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป
 
เพราะเรื่องพัดลมนี่แหละ ทำให้ผมครุ่นคิดเรื่องความสุขอันเรียบง่ายขึ้นมา ผมอ่านหนังสือ “คืนชีวิตสู่ความเรียบง่าย” ของเอเลน เซนต์ เจมส์ ซ้ำอีกครั้ง วันนั้นผมหยุดทำงานและนั่งอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างละเอียด
 
เอเลนบอกว่า ลองปล่อยมือจากภูเขาที่เราปีนป่าย ทิ้งเศษดินเศษทรายที่เราคอยตักตวงใส่กระเป๋าอันหนักอึ้ง แล้วปล่อยตัวดิ่งลงสู่ความว่างเปล่าเบื้องล่าง แล้วเราจะพบกับอิสระอันแท้จริง
 
เพราะเราเชื่อกันว่า หนทางสู่ความมั่นคงในชีวิตนั้นถูกขีดไว้บนภูเขาอันสูงชันให้เราได้ปีนป่ายอยู่เสมอ
 
“แท้จริงแล้วชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก หากเรามุ่งแต่จะไปให้ถึงความสำเร็จโดยมีเวลาให้กับความสงบของชีวิตและความสุขของจิตใจเพียงน้อยนิด ชีวิตที่เหลืออยู่นี้จะมีประโยชน์อันใด”
เอเลนบอกอีกว่า งานที่พวกเราส่วนใหญ่ทุ่มเทเกือบทั้งชีวิตนั้นมิได้เอื้อต่อชีวิตที่งดงาม เราเฝ้าแต่ปลอบใจว่า เมื่อถึงเวลาเราจะเอาเงินที่หาได้ไปใช้ในชีวิตบั้นปลายอย่างแสนสุข
แล้วใครจะบอกเราได้ว่าบั้นปลายของเรานั้นมาเร็วหรือช้าแค่ไหน
 
ผมจึงคิดว่า ชีวิตนั้นไม่แน่นอน ผมเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันตายไปหลายคน แล้วมีใครรับประกันได้ว่าผมจะไม่ตายบ้าง ผมจะบ้างาน หาเงินไปมาก ๆ เพื่ออะไรอีก มีคนชอบพูดกันว่า เพื่ออนาคตลูก ๆ แต่พระเจ้าองค์ไหนจะรับประกันได้อีกว่า ลูกของผมจะอยู่หรือตายก่อนหรือหลังผม ความตาย ความเจ็บป่วยนั้นไม่มีใครบอกเราได้เลย
 
หลานรักของผมคนหนึ่ง ตายตั้งแต่อายุสิบเก้า ผมจึงคิดหยุดเรื่องการบ้าหาเงิน เลิกคิดการใหญ่ เลิกอยากเป็นนั่นเป็นนี่ ตัดบางเรื่องออกไป และทำงานเท่าที่ตัวเองสามารถทำได้ แค่พออยู่พอกิน ขงจื้อกล่าวว่า รวยจนเป็นเรื่องของชะตาฟ้าลิขิต
ผมออกกำลังกายทุกเย็น พยายามเดินให้ได้สี่หรือห้ากิโลเมตรทุกวัน ผมคิดว่า ถ้าร่างกายแข็งแรง เราก็ป่วยได้ยากขึ้น เพราะถ้าป่วย เราไม่มีทางมีความสุขได้เลย ไม่ว่าความสุขที่เกิดจากการอ่านหรือการเขียนก็ตาม
 
ผมรักษาสุขภาพเพื่อให้ได้อ่านหนังสือ ได้เขียนอะไรต่อมิอะไรที่อยากเขียน เรื่องเงินเรื่องทองก็ปล่อยให้โชคชะตาฟ้าดินกำหนด แค่ระมัดระวังไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ลงทุนในกิจการใดก็ตามที่เราไม่ถนัด
 
ผมไม่เชื่อเรื่องการแสวงหาความมั่งคั่ง ผมไม่เชื่อว่าคนรวยจะมีความสุขเสมอ แค่เขาอยากได้อะไรก็ได้มา แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีความสุขตลอดเวลา เพราะบางเรื่องหรือบางสิ่งบางอย่างนั้นเงินไม่อาจซื้อหามาได้
 
ตัวอย่างที่ดีที่สุดของผมก็คือความร่ำรวยของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ผมตระหนักได้ค่อนข้างแน่นอนว่า เขาไม่มีความสุข เขาร้อนรุ่ม เขาไม่มีความสงบในจิตใจ ไม่ว่าเขาจะมีเงินเท่าไร แต่เขาก็หาความสุขแทบไม่ได้เลย หน้าตาและคำพูดของเขาฟ้องทุกคนว่า เขาเป็นคนไร้สุขที่สุดคนหนึ่งของโลกใบนี้
 
พูดเรื่องรวยเรื่องจน บางคนก็ทนไม่ไหว บอกว่า ผมอาจจะเป็นประเภทองุ่นเปรี้ยว คือพอไม่สามารถหาเงินได้เท่าเศรษฐีก็คิดเข้าข้างตัวเองว่ารวยก็ไม่ได้ดีอะไร ก็เลยบอกว่าเป็นคนจนดีกว่า
 
เรื่องนี้คงต้องเถียงกันจนเหนื่อยไปข้างหนึ่ง เหมือนที่เราชอบถามกันว่าไข่กับไก่อะไรเกิดก่อนกัน
 
เมื่อวานผมซื้อนิตยสารswing golf มาอีกเล่ม เปิดดูรูปสนามกอล์ฟไปเรื่อย ๆ จนครบทุกหน้า แต่ละสนามนั้นสร้างแรงบันดาลใจหรือสร้างความอยากให้อย่างบอกไม่ถูก มันสวย และน่าตื่นเต้นมาก ถ้าหากเราได้เดินไปอยู่ในสถานที่สวย ๆ แบบนั้นบ้าง
 
ผมเจอคุณจรัญ หอมเทียนทองเจ้าของสำนักพิมพ์แสงดาวในงานสัปดาห์หนังสือ ผมคุยกับเขาเรื่องกอล์ฟ เพราะเขาเล่นกอล์ฟมานาน เขาถามผมว่าไปเล่นที่สนามไหนมาบ้าง ผมบอกว่าที่วิสต้าเมืองเอก และที่สนามชลประทาน คุณจรัญบอกว่า สนามไม่ดี ต้องไปเล่นที่อัลไพน์ เขาเป็นสมาชิกอยู่ที่นั่น วันหลังเขาจะชวนผมไป เขาเล่าว่า เขามีรถตู้คันหนึ่ง มีคนขับเรียบร้อย หลังงานหนังสือเขาจะชวนผมไปอัลไพน์ และต่อด้วยสนามหัวหิน
 
พอพูดถึงเรื่องกอล์ฟตาเขาเป็นประกายแวววาว เขาบอกว่า เรื่องวงการหนังสือไว้ค่อยคุยกัน เพราะเครียด คุยเรื่องกอล์ฟดีกว่า จากนั้นก็พูดกันถึงเทคนิคการเล่นของแต่ละคน เขาให้ข้อคิดอย่างหนึ่งว่า ถ้าเราตีแรง ลูกจะไปได้ไม่ไกล ถ้าตีตามสบายลูกจะไปได้สวยขึ้น
 
คุณจรัญเขามีสุขภาพดี แม้หน้าตาขึ้งเครียด ดูเหมือนดุ แต่จริง ๆ แล้วมีจิตใจดีมาก เป็นห่วงผู้คนในวงการ ชอบช่วยเหลือเพื่อน รักนักเขียน ดูแลผู้อาวุโสที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่เสมอ
 
ผมนับถือคุณจรัญมานานหลายปี
 
ผมเล่าให้คุณจรัญฟังว่า ผมตามอ่านนิตยสาร swing golf ชอบดูรูปนักกอล์ฟ ชอบดูรูปสนามกอล์ฟ และก็อ่านคอลัมน์ต่าง ๆ ไปเรื่อยเปื่อย ผมเล่าว่าในหน้าสุดท้ายของนิตยสารฉบับนี้ มีบทความเรื่อง” เมื่อท่านผู้นำเล่นกอล์ฟ”
 
บทความชิ้นหนึ่งบอกว่า ประธานาธิบดีคนที่35 ของสหรัฐอเมริกา จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ชื่นชอบการเล่นกอล์ฟ ถ้ามีการจัดอันดับประธานาธิบดีที่เล่นกอล์ฟได้ดี เคนเนดี้คือโปรหมายเลข1 ทว่าน่าเสียดายที่การหาเสียงก่อนหน้าเข้ามารับตำแน่ง เขาได้เปิดประเด็นโจมตีประธานาธิบดีคนก่อน ดไวท์ ดี.ไอเซนว่าเอาแต่เล่นกอล์ฟ ไม่ยอมทำงาน นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เจ้าตัวไม่สามารถเล่นกอล์ฟได้เท่าที่ควร
 
เจอรัลด์ ฟอร์ด ประธานาธิบดี คนที่38 ของสหรัฐมีชื่อเสียงในการตีลูกกอล์ฟไปยังผู้ชม จนบ๊อบโฮพดาราตลกชื่อดังของฮอลลีวูดเคยหยอกล้อว่า “ถ้าผมจะเล่นกอล์ฟกับประธานาธิบดีฟอร์ดในก๊วนสี่คนต้องประกอบด้วย ฟอร์ด ผม บุรุษพยาบาล และหมอผี”
 
จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีคนที่ 43 ของสหรัฐ ตัดสินใจประกาศหันหลังให้กีฬากอล์ฟที่เขารัก เมื่อปี 2004 เพื่อเป็นการให้เกียรติและแสดงความเคารพต่อครอบครัวทหารที่เสียชีวิตในสงครามอิรัก เขามองว่า การเล่นกอล์ฟขณะที่ชาติยังอยู่ในภาวะสงคราม เป็นการส่งสัญญาณที่ผิด เขารู้สึกติดหนี้ครอบครัวบุคคลเหล่านี้ และต้องการแบ่งปันความรู้สึกกับพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
 
บุช จำได้ว่า แซร์จิโอ อิเวร่า เด เมลโล หัวหน้าสำนักงานใหญ่สหประชาชาติที่กรุงแบกแดด เสียชีวิตในเหตุการณ์ระเบิดสำนักงานเมื่อ 19 สิงหาคม 2004 เขากล่าวว่าคนดี ๆ อย่างเด เมลโล ถูกฆาตกรคร่าชีวิต แต่เขากลับทราบว่าเรื่องขณะเล่นกอล์ฟที่อยู่รัฐเท็กซัส ทำให้เขารู้สึกว่า ไม่คุ้มค่าที่จะเล่นกอล์ฟอีกต่อไป
 
ข้อมูลที่บันทึกไว้โดยซีบีเอสนิวส์ระบุว่า บุชออกรอบเล่นกอล์ฟครั้งสุดท้ายวันที่ 13 ตุลาคม 2004 หรืออีกสองเดือนต่อมา ส่วนในวันที่เกิดเหตุเขายุติการเล่นกอล์ฟหลังทราบข่าวขณะอยู่ที่หลุม 12 และมุ่งหน้ากลับบ้านทันที
 
เรื่องกีฬากอล์ฟนี่อยู่ในหัวผมตลอดเวลา จนผมเขียนนิยายต่อไม่ได้เลย บางครั้งผมก็โทษว่า ผมเล่นเฟสบุ๊คมากไป คิดเรื่องกอล์ฟมากไป หรือไม่ผมก็อาจอยู่ในช่วงวัยทอง คือซึมเศร้าได้ง่ายมาก มีอะไรมาสะกิดนิดสะกิดหน่อยก็เศร้าใจสะอื้อนไห้อย่างไร้เหตุผล ผมน่าจะเข้มแข็ง น่าจะหัวเราะได้บ่อย หรือพูดอะไรที่ทำให้มันสะใจบ้าง แต่ผมเปลี่ยนไปแล้ว เพื่อนสนิทสองสามคนก็บอกว่าผมเปลี่ยนไปมาก ที่เห็นได้ชัดก็คือผมไม่ด่าใครอีก ผมพูดน้อยลงและไม่ค่อยออกงาน
 
หรือเป็นเพราะผมแค่รักษาบรรยากาศที่หม่นหมอง และหดหู่ เอาไว้ให้ได้ ทั้งนี้เพื่อจะได้เขียนนิยายต่อให้จบ
 
ตั้งแต่หลาน ๆ เดินทางมาจากตรัง ผมก็ขลุกอยู่กับพวกเขา แทบไม่ได้ทำงานอะไรเลย วันหนึ่งหมดไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการอ่านหนังสือ ฟังเพลง และเล่นเฟสบุ๊ค
 
บางครั้งผมก็หงุดหงิดตัวเอง เฟสบุ๊คไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา แค่ตัดใจ คลิกเดียว ปิดการสื่อสาร จบมันให้ได้
แต่ผมก็ทำไม่ลงอีก เคยทำมาแล้ว และก็รู้ดีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
 
ผมจะจัดระเบียบตัวเองให้ลงตัวได้อย่างไร
 
วันเวลาที่ผ่านมา สองเดือนนี้ ผมทำอะไรบ้างล่ะ เขียนเรื่องกอล์ฟเก็บไว้ ซ้อมกอล์ฟทุกเย็น ออกรอบทุกสัปดาห์ ผมยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ผมปล่อยให้เวลามันล่วงผ่านไปอย่างไร้ค่า มัวแต่คิด มัวแต่จด ๆ จ้องๆ เพราะคิดว่า เรื่องที่กำลังจะเขียนนั้นสุดยอด มีวิธีการเล่าที่แสนจะเพอร์เฟ็ค แต่ใครจะบอกได้อีกล่ะ ว่าเมื่อเขียนจบมันจะออกมาสุดยอดอย่างที่เราคิดไว้หรือเปล่า ความเลอเลิศในเรื่องเล่านั้นเราบอกเองไม่ได้ จนกว่าจะมีผู้อ่านกลุ่มหนึ่งมาบอกเราด้วยเสียงเดียวกัน
ถ้าเขาส่ายหน้านั่นก็หมายความว่า สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเขียนลงไปนั้นมันล้มเหลว
 
มีคนเคยบอกผมว่า ไม่มีทางที่ผมจะสงบลงได้ เพราะชีวิตของผมนั้นมักจะหาเรื่องเข้ามาทำให้ทุกข์ใจได้ไม่จบสิ้น หากจบเรื่องนี้ก็ต้องไปเริ่มเรื่องใหม่ ผมเคยถามตัวเองเหมือนกันว่า ที่เขาพูดมาทั้งหมดนั้นจริงไหม
 
เมื่อคืนนอนคนเดียว ปล่อยให้พวกหลาน ๆ นอนในห้องแอร์ ผมย้ายขึ้นไปนอนในห้องสมุดบนชั้นสาม ปูฟูกนอน เปิดพัดลม ก่ายหน้าผากคิด และก็ได้คำตอบว่า ปล่อยมันไป ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ อย่าไปฝืนมันอีกเลย ฝืนไปก็เหนื่อย แถมยังขัดแย้งกับธรรมชาติของตัวเองอีก
 
อีกวันเดียวก็จะจบงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติแล้ว อีกสามหรือสี่วันจะส่งหลาน ๆ กลับตรัง จากนั้นผมก็จะได้อยู่กับตัวเองอีก ตอนเย็นไปซ้อมกอล์ฟ กลางวันอ่านนิตยสารกอล์ฟ และก็นั่งรอให้เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เผื่อว่าใครสักคนโทรมาชวนให้ไปออกรอบด้วยกัน
 
ผมคิดว่ากอล์ฟได้ช่วยชีวิตเอาไว้ อย่างน้อยกอล์ฟก็เป็นกีฬาที่ทำให้เราได้ออกไปสู่สถานที่กว้าง โล่ง ทำให้อากาศดีถ่ายเทเข้าไปสู่ตัวเรา
 
เพื่อนคนหนึ่งที่ตายไปแล้วเคยบอกว่า “แค่ได้อากาศดี ๆ หายใจ เราก็น่าจะพอใจกับชีวิตได้แล้ว”
 
ผมชอบประโยคนี้ของเขามาก จำได้เสมอ
 
 
 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน