• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kajohnrit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 243
  • จำนวนผู้ชม : 365812
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kajohnrit
วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม 2562
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 253 , 13:12:19 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน แม่หมี โหวตเรื่องนี้

เขียนเองเออเอง

อัตชีวประวัติฉบับเยิ่นเย้อ

 

จากแผนที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  จะเห็นแหลมทองยื่นลงไปแยกมหาสมุทรอินเดียออกจากมหาสมุทรแปซิฟิต  ถ้าคิดแบบสร้างสรรค์  จะเห็นว่าแหลมทองมีลักษณะคล้ายมหาลึงค์  ภูเก็ตและสมุยเป็นอัณฑะ  เกาะเล็กเกาะน้อยทั้งด้านอันดามันและอ่าวไทยเป็นประหนึ่งโลมชาติ  แหล่งกำเนิดแห่งสรรพชีวิตและอารยธรรมมาตั้งแต่สมัยปโตเลมี  นักเดินทางชาวกรีก

               ผมเกิดที่นี่  โคนมหาลึงค์  ที่ตั้งของตำบลท่าใหม่  อำเภอกาญจนดิษฐ์  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  ชื่อของตำบล  อำเภอ  แหลม  และคำว่า “สุวรรณภูมิ”  บอกให้รู้ว่าเป็นแหล่งทองคำ  เหนือขึ้นไปหน่อยคือบางสะพาน  เป็นเหมืองทองคำ  ใต้ลงไปนิด  คือตามพรลิงค์(พจนานุกรมบอกว่า “ลิงค์” เป็นคำเดียวกับลึงค์)  ชื่อเดิมของนครศรีธรรมราช  ที่ตั้งของเจดีย์ยักษ์ซึ่งมีทองคำประดับยอด  ผู้ใหญ่เปรียบเปรยอย่างภูมิใจว่า  สูงจนเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ผ้าโพกหัวหล่น

ผมเกิดที่นี่  ปักษ์ใต้  ดินแดนแห่งตัวตลกหนังตะลุงชื่อ แก้ว เท่ง และทอง  เมื่อผมพูดภาษาข้าหลวง  พวกเขาหัวเราะ  ประชดว่าผมพูด “ทองแดง”

ปีที่ผมเกิด  ค.ศ. 1934 ภาพยนตร์ฮลลีวู้ดเรื่อง “คืนหนึ่งยังจำได้”  (It Happened One Night) นำแสดงโดยคล้าก เกเบิล กับคลอเดตต์  คอลเบิร์ต ได้รับรางวัลออสการ์ในฐานะภายนตร์ยอดเยี่ยม  เป็นปีที่อกธา  คริสตี้ แต่งเรื่อง “ฆาตกรรมบนรถด่วนสายตะวันออก” (Murder on the Orient Express)

ช่วงนั้นมีการนำหนังผีมาฉาย  คือ ”Frankenstein” (นำแสดงโดย โบริส  คาร์ลอฟ หลานชายของแหม่มแอนนา  เลียวโนเวนส์)  เมืองไทยก็สร้างหนังผีบ้าง  คือนางนาคพระโขนง ตามด้วย ปู่โสมเฝ้าทรัพย์  พอหนังเพลง Madame Butterfly เข้ามา  เมืองไทยก็สร้าง “สาวเครือฟ้า”

ผมจำได้ว่าบ้านพักที่ท่าทองใหม่เป็นด่านป่าไม้  ที่ทำงานของพ่ออยู่ตรงปากน้ำตาปี  มีแพไม้ไผ่ลอยผ่านไปมาอยู่เสมอ  ผมเคยเห็นชาวแพใช้ลำไม้ไผ่สู้กับงูเห่ากลางแม่น้ำ  และเห็นพ่อเอาปืนลูกโม่ยิงนกกรดตาแดงสีน้ำตาลตัวใหญ่ที่เกาะอยู่บนตอไม้หน้าบ้าน  แต่ผิด  เล่ากันว่าผมเกือบตายเพราะก้างปลาครกติดคออยู่หลายวัน  ดีที่ได้คนถ่อแพมาช่วยเป่าน้ำมนตร์ใส่หน้าพรวดเดียวก้างหลุด  ทำนองเดียวกับตอนเป็นฝี  คุณตา(ขุนโกศลประศาสน์ – เทียน) ราชบุรุษ เอาคมมีดวางบนฝีร่ายอาคม  แล้วพ่นน้ำมนตร์  พลันฝีนั้นก็อันตรธาน  ภาษาใต้เรียกกันว่า “สูญฝี”

ต่อมาครอบครัวผมย้ายมาอยู่บ้านดอนอันเป็นสวนผลไม้  แม่เล่าให้ฟังว่าตอนเป็นเด็กผมชอบฟังเพลง  จากการค้นคว้าน่าจะเป็นดังนี้

ปี 2480 ขณะอายุ 3 ขวบ  คงฟังเพลง ลมหวน บทนิพนธ์โดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล

ใกล้เรา    กล่าวถ้อย ในที่รัก

เจ็บนัก                    พอถึงอื่น                ก็คืนคำ

               อายุ 4 ขวบคงฟังเพลง วันเพ็ญ  บทนิพนธ์โดย เจ้าเดิม

               พอรุ่งรา   ฟ้าใหม่                   ใจก็กลับ

จะพาฉันดับ            ไปกับจันทร์

               อายุ 5 ขวบฟังเพลง จันทร์เอ๋ย เนื้อร้องโดย พระยาโกมาลกุลมนตรี

               ดาวเอ๋ยดาว             พราวฟ้าไกล           เห็นไหวยิบ

ดาวกะพริบ                            เย้ยเรา                    หรือดาวเอ๋ย

               อายุ 6 ขวบฟังเพลง เงาไม้  เนื้อร้องโดยพระยามาลกุลมนตรี เจ้าเดิม

               ชลดูใส    ในน้ำ

เงาดำนั้นเงาใด        อ้อ!ไม้ริมฝั่งชล

               ทั้ง 4 เพลงทำนองโดย หม่อมพลวงพวงร้อย  สนิทวงศ์  น่าแปลกที่เพลงเหล่านี้ได้รับการบรรเลงซ้ำซากจนกระทั่งแม้ปัจจุบันก็ยังไม่ตาย

               ที่บ้านมีหีบเสียงหมุนด้วยมือ  กว่าผมจะหลับต้องใช้แผ่นเสียง 2 – 3 แผ่น  นอกจากนี้ยังจำได้ว่าเป็นเด็กใจน้อย  เมื่อถูกยายเลี้ยง (นางทองดี) ดุด่าว่าหัวดื้อเพราะขนตางอน  ก็แอบเข้าไปในห้องใช้ตะไกรตัดผ้าตัดขนตาที่ค่อนข้างยาวออกทั้งสองข้าง

วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ตรงกับวันฉลองรัฐธรรมนูญ  ผมกับน้อง ๆ ตื่นเต้นเป็นพิเศษตามประสาเด็ก  ราวแปดโมงเช้าได้ยินเสียงปังปังปังคิดว่าคงเป็นเสียงประทัด  ที่ไหนได้กลายเป็นเสียงปืนกล  ไม่นานก็ได้ยินเสียงตะโกนว่า “ญี่ปุ่นขึ้น”

สงครามมหาเอเชียบูรพาเริ่มแล้ว

วันนั้น ฝนตกหนักราวกับฟ้าร้องไห้สงสารเมือง  ในบ้าน ผมนอนฟังเสียงไก่ในเล้าตกจากคอนตัวแล้วตัวเล่าเพราะเกิดโรคห่า  นอกบ้านมีการสู้รบอย่างหนัก  สุราษฎร์ธานีไม่มีกองทหาร  พวกที่ป้องกันเมืองจึงเป็นตำรวจ ข้าราชการ ครู ยุวชนทหาร และประชาชน  อาวุธส่วนใหญ่ได้จากสถานีตำรวจตอนเย็น  ผมเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงฉานจากแสงไฟเผาผลาญที่ว่าการอำเภอ  ผู้ใหญ่บอกว่าคนไทยเผาทำลายเอกสารไม่ให้ตกอยู่ในเงื้อมมือญี่ปุ่น

ผมได้รับทราบข่าวร้าย  จ่าสิบตำรวจตรียศ จีนะทีประ น้าชายถูกยิงเสียชีวิต  ท่านถูกยิงมือหักหลังสังหารญี่ปุ่นตายไปสองคน  ขณะเอามือซ้ายจับข้อมือขวากุมด้ามปืน  ญี่ปุ่นคนที่สามบนต้นมะพร้าวก็ยิงลงมา

บ้านดอนโดนทิ้งระเบิดอย่างหนัก  เสียงเครื่องบินกับเสียงหวอกลายเป็นเสียงดนตรีประจำเมือง  ผมต้องวิ่งแจ้นลงหลุมหลบภัยครั้งแล้วครั้งเล่า  จำได้ว่าพ่อเอาปืนลูกโม่ที่เคยยิงนกผิดยิงใส่เครื่องบินข้าศึก (ซึ่งคงผิดอีก)  ผู้หญิงคนหนึ่งที่ตลาดล่างโดนสะเก็ดระเบิดคอขาด  วิ่งอุ้มหัวของตัวเองไปอีกหลายก้าวกว่าจะล้มลง  เด็กหนุ่มผมเกรียนคนหนึ่งวิ่งเวียนไปมาในตลาดเพื่อหนีลูกระเบิด  (หลังสงครามสงบ  เขายังวิ่งต่อมาอีกนานเป็นปี)  ภาพที่เห็นชินตาริมฝั่งแม่น้ำตาปี  คือทหารญี่ปุ่นแก้ผ้าอาบน้ำ  จนเกิดสำนวนท้องถิ่นขึ้นมาว่า “อาบน้ำญี่ปุ่น”  สมัยนั้นคนไทยนุ่งผ้าขาวม้าหรือผ้าถุงอาบน้ำทั้งที่อยู่ในห้องน้ำเพราะ “อายผีสางเทวดา”

ในที่สุดผมกับน้อง ๆ ก็ต้องเดินทางไกลเป็นครั้งแรกในชีวิต  นั่นคือนั่งเรือใบไปพักอยู่บ้านญาติข้างแม่ที่พุมเรียง (ร.5ทรงตีความว่าพุมเรียง คือผลไม้คล้ายลูกเชอร์รี่  ผมเข้าใจว่าคือลูกตะขบ) ที่นั่นมีดอกพิกุลหอมฟุ้งในวัด  นกกางเขนร้องเสียงไพเราะในป่า  และปลากัดลูกหม้อสีฉูดฉาดในหนองน้ำซึ่งอุดมไปด้วยปลิง

หลังสงคราม  ผมเริ่มเรียนหนังสืออย่างเอาจริงเอาจัง  เนื่องจากนอนเซาจึงมักถูกปลุกเป็นประจำ  คำตะโกนปลุกของพ่อ (นายชอบ) ที่ยังจำได้คือ “ลุกขึ้น  สมาน ดิลกวิลาศ ชกแพ้ยักษ์สุขเสียแล้ว”  ส่วนคำปลุกของแม่ (นางเพียร) เสียงดังเหมือนฟ้าผ่า  “ตื่น ตื่น ตื่น ในหลวงสวรรคตแล้ว”

ผมเข้าเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนสุราษฎร์ธานีไม่ไกลจากบ้าน  โรงเรียนนี้มีชื่อเสียงด้านวินัย  โดยเฉพาะการกลัดกระดุมคอเสื้อ  ขุนวิชาการพิศิษฎ์ ครูใหญ่ บอกว่า “กระดุมคอเขามีไว้ให้กลัด  ไม่งั้นก็ใส่เสื้อฮาวายสิ”

มัธยมปีที่ 1 ผมโกรธกระทรวงศึกษาธิการที่บ้องตื้นกำหนดให้เรียนสังข์ทอง  สำหรับผมเห็นว่าเป็นหนังสือจักร ๆ วงศ์ ๆ ที่น่าเบื่อ  ตอนที่เกลียดที่สุดคือเมื่อพระสังข์ออกจากหอยมาแอบทำงานบ้านขณะแม่ไม่อยู่

ทำนองเดียวกับที่ผมต้องช่วยแม่ทำงานในครัว  ผมคิดระหว่างขูดมะพร้าวกับตำเครื่องแกง  ผมเลือกขูดมะพร้าวเป็นประจำ  เพราะเสร็จเป็นเสร็จ  แต่ตำเครื่องแกงต้องถามแล้วถามอีกว่าแหลกหรือยัง  แถมบางครั้งพริกกระเด็นเข้าตา  แทนคำปลอบอันอ่อนหวาน  กลับได้ยินคำร้องอย่างดีใจ  “วันนี้แกงอร่อยแน่  พริกเข้าตาไอ้มล”

พิมล  เป็นชื่อที่คุณตาตั้งหวังให้บวชเป็นพระ  แต่ผมเห็นว่าพระที่ชื่อ “พิมลธรรม” ประสบเคราะห์กรรมมาทุกยุคสมัยจึงเกลียดชื่อนี้  คงตั้งจากการเอาตัวอักษร พ. มาจาก พุธ อันเป็นวันเกิดของผม  ฝรั่งเรียกคนเกิดวันพุธว่า Wednesday Child หมายถึงเด็กอาภัพ  เพราะวันพุธเป็นวันกลางของวันทั้งเจ็ด  เช่นเดียวกับลูกคนกลางที่พ่อแม่ไม่ค่อยรัก  ไปห่วงลูกคนหัวปีและโอ๋ลูกคนเล็ก  สำหรับเมืองไทย  สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นโอรสองค์กลาง  ทรงอาภัพต้องรบศึกหนักและสิ้นพระชนม์ก่อนกำหนด  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงเป็นพระราชโอรสองค์กลาง  จึงทรงอาภัพประสบเคราะห์กรรมสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์  ดาวพุธก็เช่นเดียวกัน  ผมคิด  เล็กกว่าดาวเคราะห์อื่น  แต่ดันอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด  ร้อนบรรลัย

สำหรับผม  ศีลข้อ 3 กาเม สุมิจฉาจารา ข้อกลางของศีลห้า  เป็นข้ออาภัพที่สุด  เพราะสอนให้อดกลั้นความรัก  ทางด้านนิ้วมือ  ผมว่านิ้วกลางเป็นนิ้วอาภัพที่สุด  เพราะยาวกว่านิ้วไหน ๆ  ต้องเป็นกันชนให้นิ้วอื่น

ผมจำได้ว่ารอดจากถูกตีเพราะหนีเที่ยวสองครั้ง  ครั้งแรกแม่ตีผิด  ไม้กระบองไปถูกหัวหมาชื่อไอ้ด้วนสลบ  ไอ้ด้วนคือหมาที่ฆ่างูทุกชนิดบรรดาที่แผ้วพานเข้ามาในสวน  ยกเว้นงูสามเหลี่ยมซึ่งทางภาคใต้เรียกว่างูปากบุก  มันใช้วิธีขดตัวเป็นวงกลมเอาหัวตั้งไว้ตรงกลาง  แล้วนิ่งเงียบ  ไอ้ด้วนไม่กล้าเข้าโจมตี (เข้าใจว่าแม่ของผมเสียชีวิตในเวลาต่อมาเพราะถูกงูชนิดนี้กัด)

ผมรีบปีนขึ้นต้นมะพร้าว  ปลิดผลอ่อนลงมาเฉาะเอาน้ำให้ไอ้ด้วนกิน  ป้อนน้ำมะพร้าวไปร้องไห้ไป  น้ำตาผสมน้ำมะพร้าวเมื่อจะถูกลงโทษ  ครั้งที่สอง  ด้วยความกลัว  ผมโกหกแม่ว่าถูกล็อตเตอรี่เพราได้ยินมาจากวิทยุหน้าศาลากลาง  แม่ถามว่าเลขท้ายสามตัวออกอะไร  ผมพูดหน้าตาเฉยว่า 721 ซึ่งเป็นเลขที่ซื้อไว้  ปรากฏว่าถูกจริง ๆ  แม่รวย ผมรอด

ทำชั่วได้ดี

 

มัธยมปีที่ 2 ชักสนุกขึ้นนิดหน่อยเมื่อหนังสือเรียนคือ รามเกียรติ์  ประกอบกับมีโขนสดมาแสดง  คนติดกันทั้งตลาด  โดยเฉพาะหนุมาน  ตัวเล็ก รูปหล่อ ตีลังกาเก่ง ร้องกลอนเสียงเด็ดขาด

“หนุมานชาญศักดา  มีฤทธิ์นักหนา  อัมภาติดใจ”

อัมภาคือสาวสวยบ้านดอนที่เป็นใจกับผู้รับบทหนุมาน  เล่าขานกันสืบต่อมาว่า เขาตีลังกาเข้าไปช่วยคนติดอยู่กลางไฟไหม้ แต่ตัวเองเสียชีวิตเพราะตีลังกากลับออกมาไม่ได้  ต่อมาอัมภาแต่งงานกับนายตำรวจยอดนักมวยเอกของไทยเจ้าของสมญา “จิ้งเหลนไฟ”

มัธยมปีที่ 3 ผมมีความสุขกับ พระอภัยมณี และ สามก๊ก  นึกชมกระทรวงศึกษาธิการที่เข้าใจเลือกตำรา

เกิดเหตุการณ์สำคัญ ครูใหม่ชื่อ สุรินทร์ จัดให้มีการประกวดเขียนตามคำบอกภาอังกฤษรวม 10 ครั้ง  ให้นักเรียนผลัดกันตรวจ  ผมขอร้องเพื่อนให้ช่วยแก้คำที่ผมเขียนผิดให้กลายเป็นถูก  ผมจึงชนะเลิศได้รับรางวัลเป็นสมุดปกอ่อนท่ามกลางเสียงปรบมือสนั่นหวั่นไหว

ฉิบหายแล้ว ผมคิด  ผมอ่อนภาษาอังกฤษจะตายไป  ต้องหาทางแก้ให้ได้  ว่าแล้วผมก็เริ่มท่องดิกชันนารีวันละคำ  เลือกเอาเฉพาะคำกริยากับคุณศัพท์  หาตำราภาษาอังกฤษชั้น ม.4 – ม.6 มาอ่าน  ตั้งหน้าตั้งตาดูหนังฝรั่ง  อ่านโปสเตอร์โฆษณาภาษาฝรั่ง  เอาชื่อหนังมาแปลเป็นไทยให้ตรงกับความหมาย เช่น “พลับพลึงไพร” จาก “The Hurricane” ก็มาตั้งชื่อเสียใหม่ว่า “ลมสลาตัน” และเก็บไว้ดู  ไม่นานผมก็สอบภาษาอังกฤษได้คะแนนเต็มแทบทุกวิชา

ทำชั่วได้ดี

 

บางครั้งนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมาก็ลองภูมิชาวบ้านเล่น

อย่างเช่นมีแม่ครูสาวคนหนึ่งเพิ่งมาจากกรุงเทพฯ ชื่อวัจนา  ผมเข้าไปประชิดทันที

“คุณครูครับ คำว่า annual แปลว่าอะไรครับ”  ผมแสร้งตีหน้าเซ่อแบบเด็กบ้านนอก

“อ๋อ! แปลว่า ประจำปีค่ะ”  แม่ครูสาวพูดแล้วมองหน้าผมด้วยแววตาแจ่มใสบริสุทธิ์  “เป็นคำคุณศัพท์  คำนามใช้ว่า annum อ้อ! ภาษาลาติน Anno Domini คือ A.D. แปลว่า ค.ศ. ไงคะ”

ผมรู้สึกหน้าชา  คำนี้ยาก ผมคิด  แม่ครูเก่งจริง ๆ ผมต้องหาทางรู้ภาษาอังกฤษอย่างแตกฉานเหมือนแม่ครูให้ได้สักวันหนึ่ง

ต่อมาแม่ครูอยู่กินกับศิษย์รุ่นน้องผมสี่ปี  แต่ไม่เห็นว่าหมอเก่งภาษาอังกฤษขึ้นมาตรงไหน

มัธยมปีที่ 4 คุณครูแผ้ว ครูประจำชั้น ชนะเลิศการประกวดแต่งบทกวีของ “วิทยาสาร”  ตื่นเต้นกันทั้งโรงเรียน

ปลายปีการศึกษา ผมเสียคุณพ่อไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ  ผมจัดแจงแจกน้องทั้งห้าที่กำลังเรียนให้ไปอยู่กับญาติ ๆ  ส่วนตัวเองอยู่บ้านสวนตัดใบตองขายเลี้ยงชีพ  เสื้อนักเรียนสีขาวเมื่อเปื้อนยางกล้วยซักไม่ออก กลายเป็นเหรียญตราแห่งความยากจนประดับทรวงอก  บ่อยครั้งที่ผมอดข้าว  ต้องปีนขึ้นไปปลิดมะพร้าวมากิน  เสียงเพลง “ลาวกระทบไม้” จากออร์แกนปากของเด็กกำพร้าจึงดังลอยมาจากยอดมะพร้าวให้ชาวบ้านแถวนั้นได้ยินเป็นประจำ

มัธยมปีที่ 5  นายเชือบ(ชะรอย) แก้วอำดี  เพื่อนร่วมห้อง ชนะเลิศการประกวดบทสักวาของ “วิทยาสาร” ตามหลังคุณครูแผ้วไปอย่างไม่น่าเชื่อ  เขาแต่งว่า

สักวา                      หน้าฝน                  ชลหลั่งไหล

พื้นไผท                  ก็ชื้นสิ้น                  ดินสวรรค์

 

ผมชักสนใจบทกวี  หลายบทยังพริ้งพรายอยู่ในหู  อย่างเช่นบทบรรยายภาพแผนที่ประเทศไทย “ต้นไม้พ่อขุน” ของคุณครูใหญ่

คุณพ่อขุน    หวังจุน     เจือหลานลูก    จึงได้ปลูก    พฤกษ์ไว้    ให้ผล

เราหลาน     ลูกกตัญญู    สู้อดทน    บำรุงต้น    พฤกษ์ไว้    ให้ถาวร

 

ทั้งที่เห็นว่าไม่ไพเราะ  โดยเฉพาะตรงคำ “หลานลูก”  แต่ผมก็จำได้  ส่วนบทที่ไพเราะของท่าน  ผมมักจะท่องในลำคอปลุกใจตัวเองเมื่อนึกหมั่นไส้ชาวกรุง

“ช้างเผือก    เกิดในป่า    พนาดอน    ช้างลากขอน    ลากซุง    เกิดในกรุงไกร”

 

มัธยมปีที่ 6  กามนิต มาแล้ว  ผมรักหนังสือเล่มนี้  มันเป็นหลายสิ่งหลายอย่างในจิตวิญญาณแห่งการเขียน  มันทำให้ผมเพริดแพร้วไปด้วยอารมณ์โรแมนติก

ผมเริ่มเขียนบทกวี (เพลงยาวขนาดสั้น) จีบสาว  อาศัยคำว่า นกเขาไฟ ใน “กามนิต”

    นกเขาไฟ            เสียงไพเราะ           เพราะอ่อนหวาน

ชีพยืนนาน             เพราะจันทร์ผ่อง     ส่องแสงให้

นกเขาไฟ               อาศัยจันทร์             อยู่ฉันใด

ชีพผมไซร้              ยืนยาวมา เพราะหน้าคุณ

 

เพื่อแสดงให้เห็นว่ามือแน่  ในช่วงปีใหม่  ผมเขียน ส.ค.ส. เป็นโคลงฝรั่ง

When new year comes love also comes,

But when it goes love will not go,

Still remind within my heart,

And impression stays also.

 

ผมใช้นามแฝง “สวรรค์ วรรณศิลป์”  แต่งโคลงสี่สุภาพเข้าแข่งขันในงานวันแม่  ได้รับรางวัลที่ 2  เป็นขันเงินจากท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม  แต่ไม่นานก็โยนขันรางวัลทิ้ง  คิดว่าเป็นของปลอมเมื่อเห็นว่ากลายเป็นสีดำ  หารู้ไม่ว่า เงินแท้ย่อมแปรเป็นสีดำไปตามกาลเวลา

ผู้ชนะเลิศ คือคู่หูของผม นายสมควร กวียะ ด้วยแรงบันดาลใจจากเพลง “พระคุณแม่” ของ ไพบูลย์ บุตรขันธ์ เขาแต่งว่า

น้ำนมผสมเลือด     แม่เชือดมาใช้         หมายชูลูกยา

น้ำนมนี่แหละหนา คือชีวิตชีวา             และจิตวิญญาณ

ส่วนบทที่ตัวผมแต่งจำไม่ได้

 

สมัยนั้น หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ที่เสนอนวนิยายมีแต่ เพลินจิตต์ เล่มเดียว  ผมติดตามอ่านอย่างไม่ลดละ  โดยเฉพาะเรื่องของนักเขียนปักษ์ใต้ เช่น อิงอร, สุวัฒน์ วรดิลก  ส่วนอรวรรณนั้นผมชื่นชมเป็นกรณีพิเศษ  เพราะท่านเคยเดินทางไปพักผ่อนที่บ้านดอน  แม้แต่สารคดี  ข้อเขียนของวิลาศ มณีวัต, ดิลก ธีรธร, ประกาศ วัชราภรณ์ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมยกย่อง  สำหรับนักร้อง ผมชื่นชมภาคกลาง  เพราะเสียงไม่เพี้ยน  การร่ายรำชอบภาคเหนือที่อ่อนช้อยละมุนละไม  และนักมวยชอบภาคอีสาน ที่มีน้ำอดน้ำทน

บ้านดอนโชคดีอีกอย่างหนึ่งคือเป็นบ้านเกิดของ พรานบูรพ์  ทำให้ละครจันทโรภาส (พระเอกเป็นผู้หญิง) ซึ่งโด่งดังจาก จันทร์เจ้าขา ปักหลักแสดงอยู่เป็นเดือน ก่อนที่คณะชวาลาจะนำเสนอละครชายจริงหญิงแท้เรื่อง “โป๊ะแตก” สนองความโหยหิวทางด้านวรรณกรรมของผมได้อย่างเต็มที่  รวมทั้งการแสดงเป็นครั้งคราวของมโนราเติม(บ้านเดิมอยู่ตรัง) และหนังตะลุง จูเลี่ยม

หลังจบชั้นมัธยม ผมได้ทุนจังหวัดเข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา  ตั้งความปรารถนาว่าจะไม่เป็นครูตลอดชีวิตเป็นอันขาด  ถึงแม้จะถูกหาว่าเกลียดตัวกินไข่ก็ตาม

ผมดีใจมากที่ได้เรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์ฝรั่ง  แหม่มเป็นชาวอเมริกันชื่อมิสคีฟ  มาจากซินซินนาติ  ผมจำได้ว่า แหม่มแต่งตัวสวย  พอเข้าห้องเรียน กล่าวอรุณสวัสดิ์แล้วชมดอกไม้ในแจกัน  และอากาศที่แจ่มใส ตามนิสัยฝรั่ง  จากนั้นก็สั่งให้นักศึกษาเขียนคำว่า “ไรท์”

ผมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเขียนไปสามคำ คือ right, write, rite,

แหม่มเรียกหาผม  ถามถึงคำสุดท้าย  ผมตอบว่าคือ ceremony แหม่มบอกว่าสิ้นปีนี้ผมไม่ต้องสอบภาษาอังกฤษ  เอาคะแนนเต็มไปเลย

สิ่งที่น่าเสียดายที่สุด คือผมไม่เอาถ่านกับการเรียนดนตรีไทย  มารู้ภายหลังว่า ครูชื่อ “เจริญ” เคยสอน มนัส จรรยงค์ นักเขียนในดวงใจ  ชีวิตท่านได้ดีเพราะสีซอซาบซึ้งจนได้ลูกสาวข้าหลวงเป็นภริยา  แถมเพื่อนรุ่นพี่ชื่อ สงัด ภูเขาทอง กลายเป็นปรมาจารย์ดนตรีไทย

ชั้นปีที่สอง เข้าเรียนได้อาทิตย์เดียวก็เกิดเรื่องใหญ่

“เธอกลัดกระดุมคอทำไม”  อาจารย์ท่านหนึ่งตะคอกเสียงถาม

“กระดุมคอเขามีไว้ให้กลัด  งั้นก็ใส่เสื้อฮาวายสิ”  ผมพูดเลียนประโยคของคุณครูใหญ่

“ไม่เห็นหรือว่าคนอื่นเขาไม่กลัดกัน”

“ผมอยากให้คนอื่นเขาทำตามผมครับ”

“หมาจิ้งจอกหางด้วน”  ผมได้ยินแค่ปลายเสียง  เพราะหูอื้อไปหมด

ทำดีได้ชั่ว

 

สิ้นปีการศึกษาผมไม่ยอมเข้าห้องสอบ  แต่แอบไปสมัครสอบชั้นเตรียมอุดม  แล้วย้ายไปชิงทุนฝึกหัดครูส่วนกลางได้  และเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย  พร้อมกับเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เข้าห้องเรียนชั้นปีที่หนึ่ง อาจารย์ ม.ร.ว. กิตตินัดดา  กิติยากร ผู้สอนภาษาอังกฤษสั่งให้นักศึกษาแปลคำว่า “เวลาเท่าไรแล้ว”

ผมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจแปลว่า “What is the time?”

ปรากฏว่าเป็นคนเดียวที่ตอบถูก  อาจารย์อธิบายว่า หลังจากนัดกันแล้ว ถ้าลืมเวลา จึงจะใช้ว่า “What time is it?”

เรื่องภาษาอังกฤษผมน่าจะไปได้  ผมคิดแต่เรื่องกฎหมายนี่สิ  ผมเจ็บตัวบ่อย ๆ ต่อไปนี้เป็นข้อสอบของ ดร. หยุด แสงอุทัย

“ผู้ต้องหาล้วงมือลงไปในกระเป๋าเจ้าทุกข์  พบว่ามีเงินน้อยเกินไปจึงเปลี่ยนใจชักมือออก  กับอีกกรณีหนึ่ง พบว่าไม่มีเงินในกระเป๋าเจ้าทุกข์เลย  ผู้ต้องหามีความผิดต่างกันอย่างไร”

ผมครุ่นคิดอยู่นานแล้วตัดสินใจหยุดเรียนกฎหมาย

 

โชคยังเข้าข้าง  ผมหันไปสมัครสอบครูพิเศษมัธยมเป็นผลสำเร็จ

สำหรับเกียรติประวัติอาชีพครูของผมคือ ครูน้อย 8 แห่ง  ครูใหญ่ 3 แห่ง  ใช้เวลาทั้งสิ้น 6 ปี รวม 11 โรงเรียนคือ ทวีธาภิเษก ธนบุรี, ธีราศรมวิทยา สุราษฎร์ธานี, เมืองยะลา, อำนวยศิลป์ พระนคร, ศรีเรืองวิบูลย์วิทย์ เกาะสมุย, วุฒิวิทยา, วชิราวุธวิทยาลัย, กุศลวิทยา กระทุ่มแบน, ตาคลีวิทยา นครสวรรค์, บางบัวทองวิทยาลัย นนทบุรี, ดรุณาลัย นนทบุรี, สันวิทยา สมุทรปราการ

เรียกว่าเป็นครูไม่ใช่เพื่อประกอบอาชีพการสอนเป็นหลักแหล่ง  แต่เป็นครูแห่งหนึ่งเพื่อลาออกไปเป็นครูอีกแห่งหนึ่งจะได้ท่องเที่ยว  มันในอารมณ์ดีพิลึก

ทำชั่วได้ชั่ว

 

ผมหวนกลับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้ง  เข้าเรียนที่วารสารศาสตร์จนจบ  ประสบความสำเร็จได้รับทุน เหรียญเรียนดี และเกียรตินิยม  ที่สำคัญคือผมเริ่มชีวิตนักเขียนที่นี่  ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 ด้วยละครวิทยุ เรื่องที่โด่งดังคือ ธาราระทม อันเป็นประสบการณ์ทางทะเลที่ได้มาจากเกาะสมุย  สมัยที่ผมยังนั่งเรือเล็กออกไปตกเบ็ดปลาฉลาม  และเกาะพงัน  ยุคที่ชาวเกาะนั่งเรือออกไปเล่นน้ำเค็มปาสาหร่ายใส่กันในวันชักพระ(วันออกพรรษา)

ในชั้นปีที่ 2  เขียน สารคดี ชีวิต มันสมอง และการต่อสู้ของหลวงวิจิตรวาทการ ด้วยความช่วยเหลือของ ส.เนาวราช, ประสิทธิ์ ศิริบันเทิง และอนันต์ อมรรตัย  ต่อมาได้นั่งเป็นที่ปรึกษาสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา  การติดต่อขอเรื่องทำให้ได้รู้จักนักเขียนดัง ๆ เช่น แขไข เทวิณ, อ้อย อัจฉริยกร, เตมีย์ วิทยะ, อรวรรณ, ป.อินทรปาลิต  และที่สำคัญ พนมเทียน ผู้บอกกับผมว่าจะเขียนเรื่องสำคัญที่สุด  นั่นคือ เพชรพระอุมา ซึ่งผมรับหน้าที่เขียนคำโปรยให้ในการพิมพ์เป็นพ็อคเก็ตบุ๊คครั้งแรก “เรื่องราว ของราชนิกูลผู้เลอโฉม  กับพรานหนุ่มมือฉมัง...”

จากนั้นผมก็ลงมือเขียนสารคดีประวัติศาสตร์ 49 ราชินีไทย, สงครามในประวัติศาสตร์ไทย, กษัตริย์นานาชาติ, ราชวลี สลับกันไปกับหนังสือชีวประวัติ เช่น ประธานาธิบดีเคนเนดี้, จอมพล ป.พิบูลสงคราม  หรือไม่ก็ตำรา เช่น ความรู้รอบโลก หรือ ภาษาอังกฤษฉบับสมบูรณ์แบบ ฯลฯ

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยการแนะนำของประพันธ์ ผลเสวก  ผมเขียนบทกวี 3 บท คือ รุไบยาท, ซิมโฟนี และคาราวาน  ลงหนังสือ มหาวิทยาลัย ที่เขาเป็นบรรณาธิการ  ได้รับความสำเร็จเกินคาด  จากนั้นก็รับหน้าที่ บรรณาธิการคนแรกของนิตยสาร ยูงทอง  ผมบรรยายภาพหน้าปกรูปหางนกยูง ต้นไม้พระราชทานว่า

               พุ่มพนม                 ร่มฉัตร                   ระบัดปก

ระย้ายก                                 ระยับย้อย               สร้อยแดงเหลือง

ก้านกลมกลม                        กลีบรีรี                   สีเรืองเรือง

บานในเมือง                          หอมถึงป่า              อะหา!ยูง

 

อดุล ราชวังอินทร์ สนับสนุนให้เข้าทำงานกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวัน หลักเมือง อยู่ได้ไม่นาน ก็ลาออก  ขณะเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 ทางมหาวิทยาลัยส่งไปทำงานเป็นผู้สื่อข่าวกีฬาสถานีวิทยุเสียงสามยอด  หลังเรียนจบผมได้เข้าทำงานนิตยสารกับอาจารย์เปลื้อง ณ นคร

ช่วงนี้ผมได้ประโยชน์จากภาษาไทยมากมาย  ประโยคที่ท่านดุด่าผมเป็นประจำคือ “เปิดพจนานุกรมแล้วหรือยัง”  อย่างไรก็ตาม คราวหนึ่งท่านสั่งให้เขียนว่า “ดุ๊ก”  ผมค้านว่าอักษรต่ำคำตาย ผันไม่ถึงเสียงตรี  ต้องเขียน “ดุ้ก”  ท่านขึ้นเสียง  “เปิดพจนานุกรมแล้วยัง”  ปรากฏว่าคำภาษาต่างประเทศไม่มีในพจนานุกรม  ผมจึงทำเฉยเสีย  อย่างไรก็ตาม วันรุ่งขึ้นท่านก็ยอมรับว่า ผมถูก  ต่อมาผมสอบเข้าเรียนคณะรัฐประศาสนศาสตร์ได้ จึงเปลี่ยนงานไปเป็นนักประชาสัมพันธ์การไฟฟ้านครหลวง วัดเลียบ  หลังเรียนจบปริญญาโทลาออกเอาเงินบำเหน็จซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางไปเสี่ยงโชคตามคำชักชวนของเพื่อนชื่อ ไพสิฐ จิตตาศิรินุวัตร ที่อเมริกา ด้วยเงินติดกระเป๋า 25 ดอลลาร์

ทำดีได้ดี

 

ที่สหรัฐอเมริกา ผมทำงานเป็นคนงานคุมเครื่องจักรอยู่กับโรงงานแห่งหนึ่งในเมือง ถูกไล่ออกเพราะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่  ต่อมาเข้าทำงานเป็นคนคุมเครื่องจักรอีกที่แห่งหนึ่งนอกเมือง พร้อมกับเข้าเรียนปริญญาโททางรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยนอร์ธอีสท์เทิร์น  อิลลินอยส์

เมื่อเข้าสู่พิธีมงคงสมรส ลาออกไปทำงานเป็นเบลแมน(ทำหน้าที่นำแขกขึ้นห้อง) อยู่ที่โรงแรมฮิลตัน  ผมภูมิใจในตำแหน่งนี้ เพราะเพื่อนร่วมอาชีพที่ต่อมากลายเป็นดาราโด่งดังมีอยู่หลายคน เช่น ทอม แฮงค์ และบรูซ วิลลิส  นอกจากนี้ยังได้พบแขกคนสำคัญมากหน้าหลายตา

12 ปีผ่านไป ผมกลับมาเมืองไทย เข้าทำงานที่โต๊ะตัวเดิม ตำแหน่งเดิม นายคนเดิม ลูกน้องคนเดิม  จนอำลาจากการไฟฟ้านครหลวง หลังจากเวลาผ่านไป 11 ปี ในตำแหน่งเดิมคือ นักประชาสัมพันธ์  แต่ผมเหมือน ริปแวนวิงเกิล ตัวเอกในนวนิยายของ เออร์วิง เบอร์ลิน ที่ขึ้นไปนอนหลับอยู่บนภูเขานาน 20 ปี  กลับลงมาพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองหลวงเปลี่ยนไปหมด  แม้แต่ชื่อ เช่น พระนคร เปลี่ยนเป็น กรุงเทพมหานคร  พอ ๆ กับที่ผู้คนนิยมเปลี่ยนชื่อกันเป็นว่าเล่น  บางคนพกใบเปลี่ยนชื่อถึง 10 ใบ

ปี 2539 ผมบวชถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่วัดมหาธาตุ  มีเรื่องไม่น่าเชื่อเกิดขึ้น คือได้จำพรรษาอยู่กุฏิเดียวกับหลวงวิจิตรวาทการ และอาจารย์เสถียร พันธรังสี  หลังจากนั้นจัดการขายบ้านที่เสนานิเวศน์ ได้เงินร่วมสองล้านบาท ซื้อคอนโดมิเนียมซอยชินเขต แถวทุ่งสองห้อง  เดินทางไปสหรัฐอเมริกา พาครอบครัวท่องยุโรปตะวันตก  แล้วกลับมาหาผองเพื่อนที่เมืองไทย

ผมเพิ่งประจักษ์ว่า การเป็นครูเป็นอาจารย์นี้ดีแท้  อำนวยประโยชน์ต่ออาชีพการเขียนมากมายไม่น่าเชื่อ  ความรู้หลากหลายหลั่งไหลเข้ามาหา  เวลาทั้งหลับทั้งตื่นเป็นของเรา  เกิดชาติหน้าชาติไหนอย่าพึงหนีอาชีพครูอาจารย์เป็นอันขาด  ผมคิด  เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เอื้ออำนวยให้ได้เป็นนักเขียนที่อยากเป็นทุกชาติไป

 

จากหนังสือ “เขียน” สำนักพิมพ์แสงดาว พ.ศ. 2550




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
แม่หมี from mobile วันที่ : 17/12/2019 เวลา : 15.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อ่านเพลินเลยค่ะพี่

ชีวิตเด็กชาวบ้านที่ผ่านเนื่องราวมามากมาย

น่าสนใจมากๆค่ะ รออ่านตอนต่อนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน