• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kajohnrit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 251
  • จำนวนผู้ชม : 380849
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kajohnrit
วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม 2563
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 478 , 16:21:22 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

ประสบการณ์วิ่งเทรล 60 กิโลเมตร(CM3)
 
1.ย อ ม รั บ ว่ า ก ลั ว
 
ปี 2019 เคยมาวิ่งระยะ 45 กิโลเมตร(cm2)แล้วครั้งหนึ่ง ปีเดียวกันก็ยังได้ไปวิ่งที่พุเตยเทรลระยะ 65 กิโลเมตรอีกครั้ง (จบแบบไม่เจ็บมาก) จากนั้นก็คิดการณ์ไกลว่า งานcm6 ปี 2020 เราควรวิ่งให้ได้ไกลขึ้นกว่าเดิมอีกสัก40 กิโล เวลาแปดเดือนมากพอที่จะซ้อมให้ถึง
 
คิดแล้วจึงตัดสินใจสมัคร CM5 ระยะ100 กิโลทันที สมัครได้แล้วก็รีบโทรหาโค้ช โทรหาที่ปรึกษา และหาเพื่อนซ้อม วิ่งตามตารางไปได้สักเดือนกว่า ซ้อมอาทิตย์ละห้าวัน พักสองวัน เพิ่มระยะและเวลาขึ้นเป็นสี่ชั่วโมงต่อหนึ่งครั้ง บางวันก็ซ้อมน้อยตามที่โค้ชแนะนำ จากนั้นก็เกิดสถานการณ์โควิด19ระบาด รัฐบาลสั่งให้ทุกคนอยู่แต่ในบ้าน ผู้ว่าราชการประกาศปิดสวนสาธารณะแบบไม่มีกำหนด ตอนนั้นก็ยังอุตสาห์ซ้อมวิ่งวนอยู่ในบ้านบ้าง หน้าบ้านบ้างวันละ5-6 กิโลโดยคิดว่า วิ่งนั้นต้องซ้อม ถ้าไม่ซ้อมรับรองวิ่งไม่ได้
 
จนกระทั่งโควิด19 มียอดผู้ป่วยใหม่เป็น0 ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยทั่วโลกว่าดูแลเรื่องโรคระบาดได้ดีที่สุด รัฐบาลประกาศให้คนไทยสัญจรไปไหนมาไหนได้ ผู้ว่าประกาศเปิดให้ใช้สวนสาธาณะ ทางผู้จัดงานCm6 (โดยโปรหนำและทีมงาน) ก็ออกประกาศทางเฟซบุ๊คไลฟ์อย่างเป็นทางการว่า งานCm6 ปีนี้ไม่เลื่อน แต่มีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นมากมาย (ซึ่งเกี่ยวข้องกับการป้องกันการระบาดของโควิด19อีกรอบหนึ่ง) เช่นต้องปล่อยตัวทีละบล็อก เข้าเส้นชัยในเวลาที่ต่างกัน สวมหน้ากากเข้าร่วมงาน และอื่น ๆอีกมากมายที่ขี้เกียจจำ
 
แต่ที่จำได้ก็คือ ตกใจ เหลือเวลาอีกเดือนเดียวกับการวิ่งระยะไกล100 กิโลภายในเวลา 30 ชั่วโมงนั้นเราต้องจัดการตัวเองอย่างไร
สิ่งแรกที่ทำคือส่งข้อความถามผู้รู้ บางคนบอกว่า ซ้อมเลย เริ่มจากซ้อมวิ่งทั้งคืนให้ได้ก่อน จากนั้นก็ค่อยไปซ้อมวิ่งขึ้นเขาทั้งวัน บางคนบอกว่า “ไม่ได้ เวลาไม่พอ ควรยกเลิกขอเงินคืน และค่อยไปวิ่งปีหน้า” บางคนบอก “ให้ลดระยะลงมา”
 
ตอนนั้นก็คิดว่าน่าจะลองซ้อมวิ่งตอนกลางคืนดูสักหนก่อน แล้วค่อยตอบตัวองว่าจะเอายังไง วิ่งไปเรื่อย ๆ จากเย็นจดเช้า ถ้าไหวแล้วค่อยไปซ้อมต่อด้วยการวิ่งบนภูเขา
 
วันต่อมา ลองวิ่งจากศาลากลางจังหวัดนนท์ไปทางบางกระบือ เทเวศน์ บางลำพู พระอาทิตย์ ออกสนามหลวง วัดพระแก้ว ท่าช้าง ท่าเตียน ตรงไปเยาวราช หัวลำโพง และจบที่ลุมพินี ซ้อมวิ่งบ้างเดินบ้างไปได้แค่ครึ่งคืน เจอทั้งฝน เจอทั้งฝุ่น เจอทั้งสภาพอากาศที่สกปรก หายใจไม่ออก รูจมูกดำ แงะออกมาปั้นได้เป็นก้อน ดีดไปไกลเป็นกิโล รู้สึกไม่ไหว ดูนาฬิกาข้อมือ วิ่งมาได้แค่สามสิบกว่ากิโล เสื้อผ้า กางเกงใน รองเท้า ถุงเท้า ถุงน้ำ เปียกโชก คันจมูก แสบตา รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว จึง ตัดสินใจเลิก โบกรถนั่งแท็กซี่กลับบ้าน ถอดเสื้อผ้าสกปรกใส่ถังปั่น อาบน้ำ สระผมกินยาแก้ปวดสองเม็ดแล้วนอน
 
วันต่อมา ขับรถออกจากบ้านตีสี่ เพื่อไปซ้อมวิ่งขึ้นเขาฉลากที่ศรีราชา วิ่งขึ้นลงเขาได้รอบเดียว เหนื่อย หมดแรง อยากจะวิ่งขึ้นลงอีกสักหน แต่รู้ว่าไม่ไหว ก็ตัดสินใจยกเลิก เปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำวัด หาของกิน และขับรถกลับ
 
อาทิตย์ต่อมา ชวนน้องเบียร์ อภิสิทธิ์ กับโค้ชไปซ้อมกันที่เขาวงพระจันทร์จังหวัดลพบุรี มีน้องหมอมายเป็นไกด์พาวิ่ง ระยะทางขึ้นลงระยะทางประมาณ10 กิโลเมตร เราใช้เวลานานเกือบห้าชั่วโมง(หรือนานกว่านั้น) ในขณะที่น้องหมอบอกว่า ถ้าวิ่งคนเดียวเธอใช้เวลาแค่ชั่วโมงครึ่ง หรืออย่างช้าก็ไม่เกินสองชั่วโมง วันนั้นผมเริ่มรู้ตัวเองแล้วว่า ร้อยกิโลไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
 
กลับมาจากเขาวงพระจันทร์ ก็รู้แล้วว่า สภาพการฟิตซ้อมของตัวเองเป็นอย่างไร ตัดสินใจได้ทันทีว่า ถ้าไม่ยกเลิกเพื่อเตรียมตัวสำหรับปีหน้า ก็ควรลดระยะลง
 
ปรึกษากับโค้ช เธอบอกว่า น่าจะลงที่ระยะ 60 กิโลก็พอ เป็นระยะที่ทรมานกำลังดี ถ้าซ้อมถึง รับรองจบแน่ แต่ถ้า เลยไปกว่านี้อาจจะบาดเจ็บและไม่จบเอาง่าย ๆ
 
ตอนนั้นก็เถียงโค้ชว่า 65 ก็วิ่งจบมาแล้ว ทำไมต้องถอยมาที่ 60 ผมน่าจะลองที่ระยะ 80 ดีกว่าไหม
 
โคชว่า ไม่เหมือนกัน 65 พุเตยนั้นสนามไม่ได้โหดเหมือน cm ไม่ได้วิ่งขึ้นเขาแบบขึ้นสุดลงสุด งานพุเตยจะยากตรงที่ต้องขึ้นเขาเทวดานิดหนึ่งเท่านั้นเอง ลงจากเขาเทวดาก็วิ่งไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ชันมาก นักวิ่งทุกคนต่างก็รู้ดี
 
ผมยังทำเป็นเสียงแข็งว่า อยากจะได้สัก 80 กิโล โค้ชว่า ถ้าเจ็บขึ้นมาเพราะซ้อมไม่พอนั้นเป็นปัญหาใหญ่ ในป่าตอนกลางคืนนั้น ถ้าสมมุติเราเกิดบาดเจ็บไม่ว่าขาพลิก ขาแพลง ล้ม ไปต่อไม่ไหว ด้วยสาเหตุใดก็ตาม กว่าจะมีคนมาช่วยนำออกไปจากเขานั้นเป็นเรื่องยุ่งยากมาก
 
แต่สำหรับระยะ 60 นั้น เวลาเดือนหนึ่ง ถ้าซ้อมให้ดี ทำตามตาราง กินให้พอ นอนให้พอ คิดว่ายังไงก็จบ
 
“หรือจะเสี่ยงไปวิ่งที่80 ก็ตามใจ” น้ำเสียงโค้ชเริ่มมีอารมณ์
 
คิดอยู่พักหนึ่งจึงตัดสินใจลดมาที่ 60 กิโล(cm3)
 
จากนั้นก็ไปซ้อมวิ่งขึ้นลงที่เขากระโจมสัปดาห์ละ 40 กิโลติดกันถึงสามครั้ง และยังซ้อมวิ่งโรดในเมืองอีกหนึ่งครั้ง ตบท้ายด้วยการซ้อมวิ่งวันละ21กิโลติดกันอีกสองวัน นอกนั้นก็ซ้อมตามปกติดวันละ10 -15 กิโลอย่างจริงจัง
 
ตอนยืนเข้าแถวที่จุดสตาร์ทยอมรับว่ากลัว
 
ผมอยู่บล็อกD ปล่อยตัวเวลา6.45น. นักวิ่งที่อยู่บล็อกA, B,และ C ออกจากจุดสตาร์ท วิ่งนำไปก่อนแล้ว ก่อนจะเข้าไปอยู่ในบล็อกของตัวเองเพื่อเตรียมตัว มองกวาดไปรอบ ๆ เห็นนักวิ่งทุกคนต่างมีแววตามุ่งมั่น สัมผัสได้ถึงพลังที่อัดแน่นอยู่ในร่างกายและกล้ามขาเป็นมัด ๆ นักวิ่งบางคนวอร์มเสียจนเหงื่อชุ่ม บางคนขยับเท้าไปมายุกยิก ๆ พร้อมที่จะกระโจนออกไปข้างหน้า นักวิ่งหญิง(ทุกคน)ต่างแต่งหน้าทาปากกันเต็มที่ เขียนคิ้วเข้ม ทาปากแดง ปัดแก้มจนออกสีชมพู ปัดมาสคาราจนขนตางอนเหมือนหางไก่โต้ง ทำเหมือนว่า งานวิ่งเทรลขึ้นเขาลงห้วยที่ต้องใช้เรี่ยวแรงและพลังใจมหาศาลนี้เป็นเวทีประกวดความสวย ผมรู้ว่า น้องนักวิ่งที่แต่งหน้าสวย ๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างดี และมีความสามารถเหนือผมทุกคน เวลามองพวกเธอก็มักจะรู้สึกชื่นชมยกย่องอยู่ในใจว่านอกจากสวยแล้วยังเก่งและมีวินัยในการซ้อมสูงมาก
 
นักวิ่งรุ่นลุง(วัยเดียวกับผม)คนหนึ่งเข้ามาคุยด้วย ว่ากันด้วยการซ้อม บ้านเขาอยู่จังหวัดอุบล ไม่ค่อยได้ซ้อมขึ้นเขาสักเท่าไร แต่ก็คิด(ปลอบใจตัวเอง)ว่า น่าจะรอด เขาถามผมว่าไปซ้อมที่ไหนมาบ้าง ผมบอกว่าหนัก ๆ ก็ที่เขากระโจม เขาว่า ดีแล้ว ถ้าไม่เจ็บเสียก่อน ยังไงก็จบ ผมอวยพรเขา เขาอวยพรผมแล้วเราก็ก้มหน้าหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเอง
 
ผมเริ่มวิตกกังวลหายใจไม่ทั่วท้อง พร้อมกับคิดว่า ถ้าเจ็บขึ้นมาจะทำยังไง ต้องกินอะไรระหว่างทาง ถึงจะได้ไม่ปวดท้อง ผมมีโรคประจำตัวสองอย่างคือ ปวดหลัง ปวดทีไรขยับตัวไม่ได้ ต้องนอนนิ่งอยู่กับที่สักชั่วโมง แล้วค่อยคลานขึ้นรถไปหาหมอฉีดยาที่โรงพยาบาลวิภาวดีรังสิต (ผมใช้บัตรประกันสุขภาพ) ถ้าปวดไม่มากก็ต้องนอนอยู่กับที่สักสองสามวันจึงจะหายดี สอง โรคอาหารไม่ย่อย กินมันไม่ได้ กินหมูไม่ได้ บางครั้งแม้แต่นมแก้วเดียว กาแฟขม ๆ ครึ่งแก้วก็ดันไม่ย่อยขึ้นมาเฉย ๆ
 
อาการคือ ท้องอืด ปวด และมีก้อนแข็งขึ้นมาตรงลิ้นปี่ หายใจไม่ออก ต้องกินยาช่วยย่อย กินแล้วต้องรอให้อาการทุเลาราวหนึ่งชั่วโมง จึงจะเคลื่อนไหวทำอะไรได้เป็นปกติเหมือนเดิม
 
และถ้าเป็นหนัก ยาช่วยย่อยเอาไม่อยู่ ก็จะมีอาการไข้ขึ้น ป่วยไปสักวันสองวันแล้วจึงจะหาย
 
สองโรคนี้อยู่กับผมมายาวนาน คิดแล้วก็ทำให้เครียด สงสัยว่าเมื่อเช้ากินข้าวเหนียวไก่ทอดมาชิ้นหนึ่ง มันจะย่อยดีหรือไม่ ถ้าเกิดวิ่งไปได้สักห้าหกกิโลเกิดปวดท้องขึ้นมา ผมจะแก้ปัญหาอย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบายใจ
 
พยายามนึกถึงคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ ที่ว่า “ให้อยู่กับปัจจุบันขณะ” อย่าไปย้อนคิดถึงอดีตเพราะมันผ่านมาแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้อีก อย่าไปกังวลถึงอนาคต เพราะมันยังไม่เกิด ให้อยู่กับปัจจุบัน ตอนนี้ปวดท้องไหม “ไม่ปวด” สาธุแปลว่า ดีแล้ว ตอนนี้ปวดหลังไหม “ไม่ปวด” สาธุแสดงว่าดีแล้ว คิดอย่างนี้ทีไรก็สบายใจขึ้นมาทันที
 
หมอภานุกับคุณ “ภูพเยีย” เพื่อนนักวิ่ง(นักเขียน) ที่ผมรักนับถือ เดินมาส่งที่บล็อก D ก่อนจะปล่อยตัวราวสิบนาที หมอภานุลงสนามนี้ด้วย เขาวิ่งที่ระยะ100 กิโล ปล่อยตัวตอน 8.30 น. เขาเคยมีประการณ์วิ่งร้อยกิโลมาแล้วครั้งหนึ่ง และซ้อมมาอย่างดี วิ่งขึ้นลงที่ดอยอ่างขางระยะ75 กิโลได้สองหน หมอจึงพกความมั่นใจติดตัวพอสมควร ส่วนคุณภูพเยียไม่ได้ลงวิ่งในรายการนี้ เธอมาเพื่อส่งสามีที่จุดสตาร์ทโดยเฉพาะ และถือโอกาสมาส่งและให้กำลังใจผมด้วย
 
เราจับไม้จับมือ ถ่ายรูปกัน และผมก็กอดขอพลังจากคุณหมอ บอกว่า ขอให้หมอปลอดภัยและโชคดีนะ หมอก็พูดเหมือนกับที่ผมพูด เราใช้ประโยคเดียวกัน แต่ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่น มีเรี่ยวมีแรงเพิ่มขึ้นมาอย่างน่ามหัศจรรย์
 
ผมวิ่งออกจากจุดสตาร์ท หมอภานุกับคุณภูพเยียยืนโบกมืออยู่หลังรั้วกั้น ผมยังวิ่งโฉบเข้าไปจับมือหมอกับคุณภูอีกรอบ จากนั้นก็วิ่งตามนักวิ่งคนอื่น ๆ ไปอย่างช้า ๆ ระยะทางประมาณ1.8 กิโลเมตรก่อนจะเข้าป่าและขึ้นดอยนั้นถือเป็นการวอร์มร่างกายที่ยอดเยี่ยมมาก เหงื่อเริ่มซึมมาเปียกหลัง หายใจแรงขึ้นกำลังดี ขาและเข่าเริ่มรู้ตัวว่าจากนี้ไปก็จะต้องทำงานหนัก
 
ผมพูดกับตัวเองว่า สู้ ๆ นะ พูดแล้วก็พยักหน้าให้ตัวเองอีกด้วย
 
พอเข้าเขตป่า ทางก็ค่อยๆ สูงขึ้น วกไปเวียนมาเหมือนหางงู นักวิ่งแต่ละคนก็เริ่มเดินเร็ว ๆ ด้วยการปักไม้โพลลงไปกับพื้น ส่วนพวกอีลิท หรือขาแรง พวกนี้ไม่รีรอที่จะแซงไปข้างหน้าด้วยกล้ามเนื้อที่ทรงพลังราวกับกวางผา
 
ตอนนั้นผมนึกเสียใจที่มาเริ่มวิ่งเอาตอนอายุ 56 ถ้าผมหนุ่มกว่านี้สัก 20 ปี ผมจะไม่ยอมให้ใครทำอย่างนี้ต่อหน้าต่อตาอย่างเด็ดขาด ผมต้องวิ่งไล่ตามเขาไปติด ๆ หรือไม่ก็แซงเขาไปเลย แต่ตอนนี้ เราอายุมากแล้ว แข้งขาเข่าเริ่มอ่อนปวกเปียก แค่เดินได้วิงได้แบบนี้ก็ถือว่าทำบุญมาดี
 
ผมมองคนหนุ่มขาแรงทั้งหลายด้วยความเข้าอกเข้าใจ ไม่อิจฉา ไม่ริษยา คิดว่า สักวันหนึ่งเขาก็จะแก่และมีอายุเท่าผม ถึงวันนั้นถ้าเขายังวิ่งได้และเดินได้อย่างสนุกสนานก็นับว่าเป็นคนมีวาสนา
 
ไม่พยายามคิดอะไรที่เป็นลบอีก มุ่งมั่นให้สติตัวเอง ท่องอยู่อย่างเดียวคือ ไปทีละก้าว ๆ ไม่ว่อกแว่ก ไม่คิดมาก เดินไปเรื่อย ๆ ตรงไหนวิ่งได้ก็วิ่ง ตรงไหนวิ่งไม่ได้ก็เดินเอา ถ้าไม่หยุดพักเลย เราก็จะถึงจุด HQ1ทันเวลาคัทออฟ แน่นอน
 
ความกลัวก็ค่อย ๆ หายไป....



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
feng_shui วันที่ : 12/08/2020 เวลา : 19.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน