• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kajohnrit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 246
  • จำนวนผู้ชม : 378529
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kajohnrit
วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม 2563
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 288 , 21:17:27 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

2.ซ้ อ ม ใ ห้ ถึ ง อ ย่ า พึ่ ง สิ่ ง ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์

เป็นโรคที่เห็นอะไรไหว ๆ ก็มักจะไหว้ไว้ก่อนเสมอ ผมฝึกให้ตัวเองเป็นคนมืออ่อนจนติดนิสัย ไหว้ได้ทุกสิ่ง ต้นไม้โต ๆ ก็ไหว้ เพราะคิดว่าต้นไม้นั้นมีเทวดาประจำอยู่ ศาลพระภูมิก็ไหว้ ประตูวัดก็ไหว้ เจดีย์ ก้อนหิน พื้นดิน ซากรถเก่า กำแพงเมือง เจอแล้วเป็นยกมือไหว้ได้ทุกหน ไหว้จนอาจทำให้คนอื่นเขารำคาญ เจอเด็กรุ่นน้องผมก็ไม่ลังเลยที่จะยกไหว้ก่อน (ขี้เกียจรอ) ยิ่งนักเขียนกร่าง ๆ นี่ไม่ต้องรอให้มันตัดสินใจนาน เราไหว้มันเสียก่อนไม่ต้องรอให้มันคิดเสร็จว่าควรจะไหว้ดีหรือไม่ดี ไหว้เสร็จแล้วค่อยว่ากันว่าจะคุยกับมันดีหรือไม่ดี

เรื่องไหว้นี่ผมฝึกตัวเองมาจนติดเป็นนิสัย ไหว้ได้หมด ลิง ค่าง บ่าง ชะนี ช้าง ม้า วัว ควาย ผี สาง นาง ไพรไม่เกี่ยง

การไหว้ก่อนนั้นเป็นการตระหนักรู้ว่าเราเป็นแค่คนเล็ก ๆ เป็นขี้ผงชนิดหนึ่งของโลก เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขของสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ร่วมกันในโลกใบนี้ ทุกสิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าเรา การไหว้เป็นการแสดงออกถึงความอ่อนน้อมต่อทุกสรพสิ่งได้ดี ง่าย และงดงามที่สุด

มาวิ่งเทรลที่เชียงใหม่ ผมก็เริ่มไหว้มาตั้งแต่ผีบ้านผีเรือน ผีต้นไม้ ผีกุหลาบ ผีมะละกอ ผีรถผีรา ผีป่าผีเขา เจ้าพ่อเจ้าแม่ เจ้าดอยเจ้าหุบ ไหว้แล้วก็แอบขออยู่ในใจเบา ๆ ว่า ให้ลูกวิ่งได้อย่างปลอดภัยไม่ล้มไม่เจ็บก็พอแล้ว พอไหว้แล้วก็รู้สึกสบายใจ (คนที่ไม่ไหว้ ไม่เชื่อ ก็ไม่ได้ว่าอะไร)

ตอนไหว้ก็นึกถึงคำสอนของพี่เต้ย บูรพา(นักกอล์ฟ) พี่เขาบอกว่า แผ่นดินนี้ศักดิ์สิทธิ์ เราไหว้ได้หมดทุกตางรางนิ้ว เวลาเราสองคนขับรถไปไหนมาไหนด้วยกัน เราก็มักจะยกมือไหว้นั่นไหว้นี่ไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดหมายปลายทาง

นักวิ่งบางคนมักจะพูดกันเล่น ๆ ว่า “ซ้อมไม่ถึงต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ฟังแล้วก็ขำดี แต่วิ่งเทรลระยะอัลตร้าเกิน42 กิโลเมตรเมื่อไร คำว่า “ซ้อมไม่ถึง” นั้นห้ามเอามาใช้ เพราะนอกจากทำให้เราเหนื่อยสาหัสกว่าที่คิดแล้ว อาจจะทำให้เราป่วย ไข้ขึ้น เข่า และขาพังเอาได้ง่าย ๆ พังแล้วก็ต้องพัก ต้องเสียค่ามดค่าหมออีกจำนวนไม่น้อย

การซ้อมไม่ถึงหมายความว่า ร่างกายเราไม่พร้อม เมื่อร่างกายไม่พร้อม แต่ใจพร้อม แน่นอนมันจะทำให้เราเหนื่อยกว่าคนอื่นเป็นร้อยเป็นพันเท่า เหนื่อยจนเราไม่สนุก ไม่อยากวิ่งอีก และทำให้เราเกิดความสงสัยในตัวเองอยู่ตลอดเส้นทางว่า เรามาทำอะไรที่นี่ มาเพื่ออะไร มาแล้วได้อะไร บางทีก็ก่นด่าตัวเองว่า ทำไมไม่ซ้อมให้มันดีกว่านี้ ทำไมจึงปล่อยปละละเลยตัวเองจนถึงขนาดเดินต่อไปอีกสิบก้าวก็แทบจะไม่ไหว

นักวิ่งหลายคนบาดเจ็บสาหัส หัวใจทำงานหนัก เข่าบวม เกินขีดความสามารถ ต้องล้มหมอนนอนเสื่อ สาเหตุสำคัญคือ การซ้อมไม่พอ ซ้อมมาน้อย คิดแต่ว่าตัวเองยังสาวยังหนุ่มกำลังเหลือเยอะ สุดท้ายก็เจ็บจนแทบจะเอาสังขารไม่รอด

ตอนที่วิ่งขึ้นดอยผ่านไปชั่วโมงแรกด้วยความรู้สึกตื่น ๆ ช่วงที่อยู่กลางป่า ผมหลบเข้าข้างทางเพื่อให้นักวิ่งคนอื่น ๆ แซงไป แต่ละคนดูแข็งแรงและมีกำลังเหลือ หยิบอินทผาลัมที่เตรียมมา กินไปหนึ่งเม็ด แล้วก็ดูดน้ำทางสายยาง เสร็จแล้วก็วิ่งต่อ ระยะทางช่วงสิบกิโลแรกนั้นเป็นทางขึ้นอย่างเดียว แกนความชันเท่าไรผมไม่แน่ใจนัก แต่จากข้อมูลบอกว่า เราจะถึงจุดHQ 1 ที่โรงเรียนศรีเนห์รูไม่เกินเวลา 9.30 ใช้เวลาไม่เกิน3 ชม กับระยะทาง 10.5 กิโลเมตร

ดูนาฬิกาแล้วก็คำนวนดูว่า หนึ่งชั่วโมงนั้นเดินมาได้ไกลทีเดียว อาจเป็นเพราะช่วง 2 กิโลแรกนั้นเป็นทางเรียบทำให้วิ่งได้เร็ว ทำเวลาเผื่อเอาไว้ได้เต็มที่ ครั้นพอขึ้นเขา ทำได้แค่เดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเดินได้

ไม้โพลนั้นช่วยได้เยอะทีเดียว

เมื่อปีที่แล้ว ผมลงระยะ45 กิโล(cm2) สมัครแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เทรลก็วิ่งไม่เป็น ไม่รู้ว่าเขาต้องซ้อมกันอย่างไร ไปซ้อมกันที่ไหน ถึงเวลาก็เดินทางมาร่วมงานกับเขา ไม้โพลก็ไม่มี ดีหน่อยได้ไปวิ่งงานเทรลที่แม่กำปองมาก่อน ตอนนั้นก็พอรู้บ้างนิด ๆ หน่อย ๆ ว่า เราต้องเซฟขาเซฟเข่าตอนลงเขายังไง ต้องวิ่งตอนไหน ขาลงต้องทำอย่างไร แต่แม่กำปองเมื่อเอามาเปรียบกับงานCM6กลับเหมือนดูหนังคนละม้วน เส้นทางของCm6 นั้นขึ้นสุด ลงสุด และทำให้ท้อได้ทุกหนึ่งกิโลเมตร ขาขึ้นนั้นแสนยาก ขาลงก็แสนลำบาก ไม้โพลจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นลำดับต้น ๆ ที่นักวิ่งควรมีไว้ป็นอาวุธประจำกาย

ปีนี้จึงไม่พลาด ตอนจัดของต้องเอาไม้โพลมาวางไว้ข้างเป้อยู่สองสามวัน ตอนขึ้นรถก็เตือนตัวเองว่าอย่าลืมไม้โพล
พูดเรื่องการจัดของนั้นสำคัญมากเช่นเดียวกัน เราต้องรู้ไว้เป็นเบื้องต้นว่า เทรลนั้นต้องมีอุปกรณ์อะไรบ้าง

1.รองเท้าเทรล อย่าไปคิดเองเออเองว่าใส่รองเท้าอะไรก็ได้ เราเก่งเสียอย่าง คิดอย่างนี้เสียหายมานักต่อนัก รองเท้าเทรลนั้นต้องเผื่อให้ใหญ่กว่าปกติสักเบอร์หรือสองเบอร์ ส่วนจะเลือกซื้อยี่ห้ออะไรก็แล้วแต่ใจชอบหรือแล้วแต่รูปเท้าของเรา ก่อนซื้อก็ต้องศึกษาให้ดี ถามจากผู้รู้ว่า เท้าเราเป็นแบบไหน แบนเหมือนเท้าเป็ด หรือยาวเรียวเหมือนเท้านางงาม รองเท้าแต่ละยี่ห้อ เขาออกแบบมาให้เหมาะกับเท้าทุกชนิด ไม่ว่าจะเท้างอ เท้าคด เท้าแบน เท้าเรียว ศึกษาแล้วก็ไปซื้อ อยู่ในร้านก็ลองใส่วิ่งดูสักร้อยเมตร วิ่งเหยาะ ๆ อยู่หน้าร้านนั่นแหละ เขาไม่ว่าอะไร ถ้ามันไม่พอดี บีบตรงนั้น รัดตรงนี้ เจ็บตรงนั้นก็อย่าผลีผลามซื้อ ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ หา แล้วจึงตัดสินใจซื้อหามาเป็นของคู่กาย

รองเท้านี่แหละมันจะพาเราไปถึงจุดหมาย ถ้ารองเท้าห่วย รองเท้ากัด รองเท้าหัก รองเท้าคับ นอกจากจะทะเลาะกับแข้งกับขาของตัวเองแล้ว ทะเลาะกับรองเท้านี่ทำให้เราเจ็บปวดที่สุด

ซื้อมาแล้วอย่าลืมเอาไปใส่ซ้อมเสียสักพักก่อนที่จะเอามาลงงานแข่ง อย่าได้เผลอเรอเอารองเท้าใหม่เอี่ยมแกะกล่องมาใส่ในงานวิ่งเป็นอันขาด เจ็บจนร้องไห้กันมาเยอะแล้ว

2.ถุงเท้าก็เลือกเอาที่หนา ๆ และค่อนข้างดีสักหน่อย จะได้ดูแลฝ่าเท้าเล็บเท้าไม้ให้เจ็บก่อนจะถึงเวลาของมัน (ให้ตระหนักไว้ว่า เจ็บนั้นเจ็บแน่ แต่จะเจ็บช้าหรือเร็วนั้นอีกเรื่องหนึ่ง)

3.หมวก ก็ควรจะมีไว้ ป้องกันแดด ป้องกันน้ำค้าง ป้องกันฝน ป้องกันกิ่งไม้แทงหัว ป้องกันแมลงสัตว์กัดต่อยบนศีรษะได้ดีมาก เพราะตอนอยู่ในป่ามืด ๆ ชนกิ่งไม้หักบ่อย ผึ้ง ภู่ พวกนี้มักจะบินมาตอมหัว เรามีหมวกกันไว้ชั้นหนึ่งก็ถือว่าปลอดภัย
4.แว่นกันแดด ดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่ความจริงกลับสำคัญไปไม่น้อยกว่าหมวกหรืออุปกรณ์อย่างอื่น แว่นนอกจากจะป้องกันแดดจ้า ป้องกันรังสียูวีแล้วยังป้องกันแมลงต่าง ๆ ที่ชอบบินสวนมาเข้าตาในตอนที่เราคาดไม่ถึง การมีแว่นป้องกันไว้ชั้นหนึ่งนั้นถือว่าค่อนข้างปลอดภัยพอสมควร

นอกจากนี้ ก็เป็นอุปกรณ์บังคับที่นักวิ่งจะต้องมี เช่น นกหวีด เป้น้ำ โทรศัพท์ ไฟฉาย(เฮดแล้มป์) แบตสำรอง เสื้อกันฝน อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น(หยูกยาที่จำเป็น) แผนที่ อาหารสำรอง แก้วน้ำ(พกพา)เป็นต้น

คืนก่อนแข่ง ผมเอาของต่าง ๆ ที่เขาบังคับให้มีมาวางไว้บนเตียง เรียงไปตามลำดับ เติมน้ำใส่ถุงและยัดใส่เป้หลังไว้พร้อม เฮดแล้มป์ยัดใส่ไว้ อาหารสำรองที่จัดไว้คือ เค้กกล้วยหอมจากร้านเซเว่น อินทผาลัม ข้าวห่อสาหร่ายอันหนึ่ง ลูกอม(ให้รสหวาน) เสื้อกันฝนจากเซเว่น(แนะนำว่าอย่าใช้ เพราะมันร้อนเหมือนอยู่ในตู้อบและเหงื่อก็ไหลไม่หยุด)ยาช่วยย่อย ยาพาราแก้ไข้ ใส่ถุงเล็ก ๆ ยัดไว้ แบ็ตเตอรี่สำรองชุดหนึ่ง นกหวีดนั้นมีติดอยู่กับเป้หลังแล้ว เรียงของเหล่านี้ไว้ให้เห็นชัด แล้วค่อยใส่เข้าไปตามช่องตาง ๆ ในเป้หลัง จำไว้ให้แม่นว่าอะไรอยู่ตรงไหน ถึงคราวจำเป็นต้องใช้จะได้หยิบออกมาได้ทันท่วงที

วิ่งมาได้อีกห้ากิโล ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก ผมตัดสินใจหยุดข้างทางซึ่งอยู่ในดงลำใย ถนนกว้างขึ้น นักวิ่งขาแรงสามารถแซงไปข้างหน้าโดยไม่ต้องต้องตะโกนขอทาง ผมเดินตามหลังน้องผู้หญิงสองคน รู้ว่าเราอยู่บล็อกD เหมือนกัน ก่อนวิ่งทางผู้จัดก็บอกไว้แล้วว่า เวลาคัทออฟนั้นไม่เหมือนกัน บล็อก A B และC นั้นต้องไปให้ถึงก่อนผม และผมก็ต้องไปให้ถึงก่อนนักวิ่งที่อยู่ในบล๊อกE อย่าเผลอไปเดินคุยกับนักวิ่งที่อยู่บล็อก E ตอนคัทออฟเขาอาจผ่าน แต่เราอาจจะdnf เอาได้โดยไม่รู้ตัว ผมมีความคิดที่จะพยายามเกาะหลังน้องผู้หญิงสองคนนั้นเอาไว้

น้องสองคนดูเป็นนักวิ่งมืออาชีพ อุปกรณ์ครบ ท่าวิ่งถูกต้อง แขนขามีกล้ามปูดออกมา หน้าตามุ่งมั่น ผมคิดว่า ยังไงก็ต้องเกาะสองคนนี้เอาไว้อย่างให้คลาดสายตา หรืออย่าให้สองคนนี้หลงหลุดไปไกล ผมเชื่อว่าน้องเขาเคยวิ่งระยะนี้มาก่อน ฟังจากเสียงคุยเขารู้ว่า พ้นจากดอยนี้แล้วจะต้องไปเจอกับอะไรอีก เขาคุยกันเบา ๆ และผมก็คอยเงี่ยหูฟัง ฟังไปฟังมา ผมก็เป่ยฝากเนื้อฝากตัว บอกว่า ตอนกลางคืนขอเกาะกลุ่มด้วยนะครับ

น้องคนหุ่นดีผมยาว หันมามองแล้วก็ยิ้มบอกว่าได้ค่ะพี่ น้องคนขาวดูอวบๆ ที่รู้ทุกโค้งนั้นหันมามองเฉย ๆ ไม่พูดไม่จา ผมก็รู้สึกใจแป้วหล่นลงไปที่ตาตุ่ม เข้าใจได้ว่า เธอคงกังวล เป็นผมก็กังวล จะให้ลากหรือรับผิดชอบนักวิ่งทีฝีเท้าไม่เท่ากันมาอยู่ในทีมนั้นเป็นเรื่องที่ชวนอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง ผมเห็นอาการนั้นแล้วก็รีบบอกว่า “ไปก่อนได้ ตามสบายเลยครับ” น้องเขาก็หันมาบอกว่า เจอกันที่ผานกกกนะ ผมว่าครับ ๆ พูดไม่ทันขาดคำน้องทั้งสองวิ่งออกไปด้วยฝีเท้าที่มั่นคงสมบูรณ์แบบ ดูจากท่านวิ่งแล้ว ผมคิดว่า ยังไงผมก็วิ่งไม่ทันสองคนนี้ ตอนกลางคืนผมก็จะวิ่งไปคนเดียวนี่แหละ นักวิ่งเป็นร้อย ๆ มีทั้งข้างหน้า มีทั้งข้างหลัง ผีคงไม่มาหลอกง่าย ๆ หรอก

ฝนเทลงมาจนผมรู้สึกหนาว และเปียกโชกไปทั้งตัว นี่แค่เริ่มต้นยังไม่ถึงสิบกิโลเมตร ผมแฉะได้ถึงขนาดนี้ ตัดสินใจหยุด และปลดเป้หลังลงมาแขวนไว้กับกิ่งไม้ รูปซิปเปิดเป้หยิบเสื้อฝนออกมาสวมใส่ เป็นเสื้อฝนที่ซื้อมาจากร้านเซเว่นอีเลเว่นเมื่อคืน ส่วนเสื้อฝนจริง ๆ นั้นก็มีอยู่ที่บ้าน ซื้อไว้ตัวละหลายบาท แต่ดันคิดว่ามันอาจเป็นภาระ พกมาแล้วเกิดฝนไม่ตก หรือตกปรอย ๆ พอทนได้ การแปกเสื้อฝนตัวใหญ่ไว้ในเป้ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนหลังไม่ดีพอสมควร ตอนคิดว่า เอาเสื้อฝนเซเว่นนี่แหละมาสำรองเอาไว้

สวมเสร็จก็เอาเป้น้ำใส่หลัง และก็วิ่งต่อ ฟ้าร้องครืน ๆ ลมพัดยอดไม้เสียงดังหวิว ๆ บางช่วงมีกิ่งไม้เล็ก ๆ หักลงมา จ้ำไม้โพลไปเรื่อย ๆ จนกะทั่งหลุดออกมาจากป่า มุ่งสู่ถนนดินแดงที่มีโคลนเอ่ออยู่เป็นระยะ ถนนของหมู่บ้านปูตัวหนอนเป็นช่วง ๆ บางแห่งก็ราดซีเมนต์เอาไว้ ทำเฉพาะบริเวณที่ล้อรถผ่าน รถวิ่งนานก็เป็นร่องใหญ่ ตรงกลางนูนขึ้นและลื่นเหมือนเหยียบลงไปบนพื้นราดน้ำมันเครื่อง เส้นทางยังคงไต่ดิ่งขึ้นไปอย่างไม่สิ้นสุด ตอนนั้นผมก็พยายามคิดว่า อย่าเงยหน้ามอง ให้ย่ำไปทีละก้าว ๆ ไปด้วยจังหวะเดิม หายใจเข้า หายใจออก มีสมาธิ ไม่มองซ้ายมองขวา ไม่กังวล ไม่คิดมาก ปักไม้โพลให้ถูกต้องตามที่เรียนมาจากยูทูป ไปให้สบายที่สุด ไม่นานก็จะถึงจุดหมาย

ฝนหยุดตกไปได้สักพัก ตัวผมที่อยู่ในเสื้อกันฝนก็ร้อนอบอ้าวขึ้นมาทันที เหงื่อไหลซกราวกับเพิ่งถูกราดน้ำมาใหม่ ๆ เสื้อเซเว่นกลายเป็นเตาอบชนิดพกพาได้ เป็นเหมือนเสื้อลดน้ำหนักของนักมวย ผมทนใส่ต่อไปอีกไม่ไหว จึงปลดออกจากตัว และตัดสินว่าเอาไปทิ้งที่หรือมอบให้เด็กชาวเขาสักคนที่อยู่หน้าโรงเรียน และต่อจากนี้ไป จะไม่ซื้อเสื้อแบบนี้เอามาใส่วิ่งจริงอีก มันไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง

พ้นจากถนนดินแดงก็เป็นถนนซีเมนต์ หมูบ้านปรากฎตัวอยู่เบื้องหน้า มีป้ายบอกทางว่า จุด HQ เลี้ยวไปทางซ้าย เด็ก ๆ เล่นกันอยู่บนถนน ชาวบ้านเดินไปเดินมา หมาก็วิ่งเล่นอยู่เต็มถนนเช่นเดียวกัน ร้านชำเปิดให้บริการ นักวิ่งทุกคนมุ่งหน้าไปยังสนามหน้าโรงเรียนศรีเนห์รู ที่นั่นมีทั้งจุดให้น้ำ มีอาหาร มีมาม่า มาขนม มีผลไม้รออยู่

วิ่งเข้าไปที่จุดสแกนหมายเลขบิบ ปรากฎว่า ผมมาถึงก่อนเวลาแค่ 10 นาทีเท่านั้น

ที่เขาบอกว่า ระยะทาง10.5 ความจริงที่นาฬิกาของผมบอกก็คือ 11.3 กิโลเมตร ผมคิดว่า โปรหนำคนมีน้ำใจต้องแถมให้อย่างแน่นอน

สิ่งที่ผมวางแผนไว้ก็คือ จากนี้ผมต้องเร่งความเร็วให้มากขึ้น เพื่อไปยังจุดHQที่สองระยะทางเท่าไรผมยังไม่ได้ดู แต่เขาบอกว่า ต้องให้ถึงก่อนเวลา15.30 น.

ผมเติมน้ำใส่ถุงจนเต็ม กินข้าวเหนียวห่อกล้วยหนึ่งชิ้น หยิบลำใยใส่ถุงอีกกำมือ แล้วก็เช็คเอ้าส์ออกจากจุดHQ1 ทันที พร้อมกับคิดว่า ถ้าหิวก่อนบ่ายสาม ผมมีทั้งข้าวห่อสาหร่อยและเค้กกล้วยหอมรออยู่ในเป้หลัง ถ้าไปต่อได้โดยไม่หิว ผมจะไปกินมื้อเที่ยงที่ผานกกกตอนบ่ายสามครึ่งก็แล้วกัน

จากจุดนี้ไปเป็นเส้นทางขาลงที่ทั้งสูงและชัน เราสามารถวื่งลงไปได้อย่างช้า ๆ ถ้าไม่เก่งระดับอีลิทจริงอย่าได้ก้าวเท้ายาว ๆ เชียว ล้มกลิ้งตกเขาแล้วก็จะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปโดยไม่รู้ตัว

ผมเดินผ่านบ้านที่มีศาลพระภูมิ ผมก็ยกมือไหว้ ผ่านต้นไม้ใหญ่ก็ยกมือไหว้อีก คราวนี้ไม่ได้อยากขออะไรแล้ว เพราะรู้สึกว่าไหว้ขอมาพอสมควรแล้ว ไหว้เพราะรู้สึกเคารพ รู้สึกว่าเราเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว ต้นไม้นั่นสิใหญ่ อายุก็ยืนกว่าเราหลายสิบปี เขาอยู่มานาน เห็นอะไรมาเยอะ ผ่านเขาไปโดยไม่ไหว้ก็กระไรอยู่...

บางทีปักไม้โพลอยู่ ยกมือไหว้ทั้งไม้โพลไม่ไหว ก็ไหว้มันอยู่ในใจ ไหว้แล้วก็รู้สึกสบายใจทุกครั้งไป




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน