• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kajohnrit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 289
  • จำนวนผู้ชม : 394551
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kajohnrit
วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม 2564
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 397 , 15:10:27 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สำรวจฟ้า , อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

คุ ย กั บ แ ค น สั ง คี ต
โดยบุญเสริม บุญเจริญผล
----------
“คุณหยุด! ฟังผมพูด”
ผมหยุดฟัง ถ้าผมพูดไป เขาก็ไม่ฟัง เมื่อยขาตะไกรเปล่าๆ หยุดให้เขาพูดดีกว่า
“นี่แหละ... มันเป็นอย่างนี้ต่างหาก ไม่ใช่อย่างที่คุณเข้าใจ รู้แล้วนะ?”
สหายผู้พี่ชรากว่าผมสามปีจบข้อความที่ต้องการให้ผมฟัง
ผมพูดบ้าง “รู้แล้ว แต่ผมไม่เชื่อเลย มันไม่ใช่ เหตุผลไม่มีเลย”
“เออ! ตามใจ ไปเอาชามาดื่มดีกว่า นั่นผมต้มน้ำร้อนไว้ให้แล้ว” เขาไม่ยักโกรธผม
ไม่รู้ว่า อาจารย์แคน (พิมล แจ่มจรัส)กับผม คบกันเป็นเพื่อนรักกันมาได้อย่างไร คุยกันทีไรก็ไปกันคนละทาง ผมเชื่อของผมอย่าง อาจารย์แคนก็เชื่อของท่านไปอีกอย่าง เรามีประสบการณ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นความเชื่อจึงต่างกัน แต่เราก็รักกันมาก และคุยกันสนุก แม้จะเถียงกัน แต่เสียงและท่าทางที่เราแสดงออก ไม่มีใครรู้ว่าเราเถียงกัน นอกจากเฝ้าฟังข้อความที่เราพูดกัน เพราะเราไม่ใช้เสียงดัง แต่ชนะกันด้วยแรงกระแทก
ไม่ได้หมายความว่า เราจะขัดแย้งกันเสียทุกเรื่อง เรื่องที่วางรายการไปเที่ยวต่างประเทศละก็ เราเข้ากันได้สนิทเหมือนเกลือกับน้ำตาลละลายในน้ำด้วยกันได้ ผมถามท่านทุกเดือนว่า เดือนหน้าจะนำเที่ยวที่ไหน พอท่านเสนอความเห็น ผมเอาด้วยทุกครั้ง แต่เราก็ได้ไปกันเพียงสองครั้ง ครั้งแรกไปเมืองเชียงตุงและเมืองลาประเทศพม่า ครั้งที่สอง ไปอินเล และ ตองยี ประเทศพม่าอีก เรานัดกันไปสิบสองปันนาอีก ท่านไปมาแล้ว แต่อยากพาผมไปเที่ยวสักครั้ง แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ไป เพราะว่างไม่ตรงกัน
@คุยกันเรื่องเขียนหนังสือ ไม่ค่อยลงรอยกันเลย
“อาจารย์ ... ผมจะหากินเป็นนักเขียนนะ มันได้เงินพอกินไหม” ผมถาม เมื่อพบท่านครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเกริก
อาจารย์แคนจ้องหน้าผมเพื่อค้นหาอะไรบางอย่าง ผมคิดว่าอย่างนั้น ตอบว่า “ไม่พอกิน .. เป็นคณบดีก็ดีแล้ว อย่าเป็นนักเขียนเลย”
โอ้โห! นักเขียนระดับเซียนเหยียบขี้วัวอย่างนี้ ยังเขียนไม่พอกินอีกหรือ? ผมนึกสงสัย
นับแต่นั้นเป็นต้นมา เราก็คุยกันบ่อยครั้ง ต่างก็ยังเกรงใจกันอยู่ เนื่องจากเพิ่งรู้จักกัน
แต่กมลสันดานของผมแปลกอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อผมรู้จักใคร ผมจะค้นว่า คนนี้มีดีมีความสามารถอะไรในตัว มีไม่ดีอะไรบ้าง ทำให้เกิดความผูกพันกันลึกซึ้ง อาจารย์แคน ก็ถูกผมค้นว่ามีดีอะไรบ้าง ถ้าดีแต่ขี้คุย ผมก็ไม่สนใจด้วย เสียเวลา คนที่ว่ามีดีนั้น บางทีก็ดูยาก บางคนทำตัวปอนๆ บางคนเป็นเด็ก บางคนก็แก่มาก แต่ผมได้ค้นพบสิ่งดีในคนเหล่านี้มามากแล้ว
ผมบอกท่านว่า ถ้ามีเคล็ดลับไม่ลับเกี่ยวกับการเขียนเรื่องให้ดีน่าอ่าน ก็บอกผมด้วย อย่าให้ผมต้องอาราธนาเลย นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็เป็นที่ระบายความรู้ทางการเขียน ผมก็ตั้งใจฟัง ยังไม่ถียง ถ้าเถียงก็อดฟังของดี เอาไว้ให้คุ้นอีกหน่อยค่อยเถียงกัน
“เปิดฉากประโยคแรก ต้องตื่นเต้น” เอาแล้วไหมล่ะ ได้ความรู้แล้ว “อย่าเขียนว่า เช้าวันนี้เป็นวันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม ข้าพเจ้าลุกขึ้นอย่างขี้เกียจ บิดตัวสองสามที แล้วจัดที่นอน ... อย่าเขียนแบบนี้ มันจืด” ท่านแนะนำ
เรื่องนี้ผมไม่ทราบมาก่อน ผมทราบแต่ว่า ประโยคแรกต้องจูงใจ ตำราเขียนผมก็อ่านมามากมายแล้ว ไม่รู้ว่า จูงใจคือต้องตื่นเต้นเร้าใจ
ท่านยกตัวอย่างต่อ “โคตรพ่อโคตรแม่มึงหูหนวกกันหรือไง พูดดังหนวกหู เกรงใจชาวบ้านบ้างสิโว้ย” ท่านทำท่าทางขึงขัง “เห็นไหม? คนอ่านอยากรู้ว่า มันจะตีกันไหมนี่? เสร็จเราแล้ว จูงใจได้แล้ว”
เข้าท่าดีจริงๆ ผมไม่นึกว่าจะต้องตื่นเต้นแบบปวดแสบปวดร้อนอย่างนี้
ตัวอย่างทำให้ผมเข้าใจวิธีเปิดฉากนำเสนอ ผมลองปฏิบัติตาม ก็ได้ผล และเคยนำไปเขียนเรื่องภาษาอังกฤษให้ฝรั่งอ่าน ปรากฏว่าฝรั่งตื่นเต้น ชอบอ่านเรื่องของผม เพราะว่าฝรั่งไม่เคยเปิดฉากคุเดือดอย่างนี้
เมื่อปรึกษากันว่า ผมควรเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรดี ท่านก็แนะว่า ให้เขียนเรื่องเศรษฐศาสตร์ เพราะว่ามีความรู้เรื่องนี้ ผมตอบว่า มันน่าเบื่อนะ ขอเปลี่ยนบรรยากาศบ้างซิ ผมชอบเขียนเรื่องชีวิต เขียนไว้มากแล้วด้วย แจกให้อ่านกันหลายฉบับ คนอ่านเขาก็ชอบ
อาจารย์แคนบอกว่า “อย่าเลย มันเป็นเรื่องศาสนา คุณสู้พระไม่ได้หรอก วางขายเต็มแผงหนังสือแล้ว คุณเป็นใคร ใครเขาจะเชื่อ ”
“แต่ผมเขียนมีสาระนะ อ่านสนุกด้วย” ผมยังพยายาม
“ คุณจะสู้อย่างพระพยอมน่ะ ไปสู้ท่านยังไง คุณรู้ไม่ถึงท่าน”
“ไม่จริงหรอก ไม่ได้ประกวดกันนี่ แฟนใครแฟนมัน ผมเอามาให้อาจารย์ดูแล้วบางเล่ม อย่างเช่น ‘ศิลปะแห่งชีวิต’ ดีมากนะ คนอ่านเขาว่า ก็อาจารย์ไม่ยอมอ่านของผมน่ะ แล้วหลับตาประเมินค่า” ผมเถียงไม่ยอมแพ้
“ผมไม่อ่านหรอก ผมอ่านหน้าคุณ ดูหน้ารู้ใจ คุณเขียนสู้พระไม่ได้หรอก อย่าเขียนเลย” อาจารย์แคนยังยืนยัน
“ไม่เป็นไร ผมจะเขียนของผมไปเรื่อยๆ เขียนไปแจกไป”
“แล้วจะดังได้อย่างไร มันต้องเข้าโรงพิมพ์ เข้าสำนักพิมพ์ อย่างของผม”
“ดังซิ ทำไมไม่ดัง หนังสือของผมเป็นหนังสือหายาก เขาเรียกว่า rare books อาจารย์สอนผมเอง ถ้าไม่มีวาสนารู้จักผม ก็ไม่ได้อ่านหนังสือของผม คนมีเงินเป็นพันล้านก็ไม่ได้อ่านหนังสือของผม เพราะว่าไม่มีขาย”
“ไม่ต้องมีเงินสักบาท ก็ได้อ่าน ก็แจกงานศพคุณไงล่ะ” อาจารย์พูด
“ดังหลังตาย นั่นแหละของจริง”
แต่ถึงอย่างไร อาจารย์แคนก็หาสำนักพิมพ์ให้พิมพ์หนังสือของผม แล้วก็เกิดมหัศจรรย์ สำนักพิมพ์ชอบใจ แต่มีอันเป็นไปต้องผลัดไปจนรับไม่ได้ มีแต่ เอเชียบุคส์ เพื่อนผม พิมพ์ให้ ใช้กระดาษอย่างดีมาก เอาไปแจกกันเอาบุญ ไม่เอาสตางค์
ผมปรึกษากับท่านว่า ผมจะเขียนหนังสือท่องเที่ยว เพราะว่าผมไปเที่ยวบ่อย อยากบันทึกเรื่องดีๆไว้ให้อ่าน ท่านก็บอกว่า “คุณต้องค้น ต้องค้นมากๆ ไม่ใช่เห็นมาก็เขียนไป”
“แน่นอน ผมนักค้นอยู่แล้ว ไม่ค้นแล้วจะเขียนได้ลึกซึ้งอย่างไร”
อาจารย์แคนซื้อหนังสือท่องเที่ยวมาให้ผมสองเล่ม “เอ้า ! เอาไป เล่มนี้ห่วยมาก เรื่องก็แย่ อ่านแล้วไม่ได้อะไร ภาพก็ไม่มีสาระ มีแต่เสนอหน้ากันถ่ายรูป จนไม่เห็นสถานที่”
ผมรับมาพลิกดู
“อาจารย์จะให้ผมอ่านหนังสือห่วยๆไว้เป็นแม่แบบหรือ? เปลืองขี้ตา”
“คุณนี่แย่มาก ... ถ้าไม่รู้จักเลว จะรู้จักดีอย่างไร รู้ไว้ว่านี่มันคุณภาพเลว เมื่อคุณเขียน ก็อย่าให้เลวอย่างนี้ เสียดายกระดาษ”
แล้วอาจารย์แคนก็ยื่นเล่มที่สองมาให้ “เล่มนี้ดีมากๆ เอาไปอ่าน แล้วพยายามเอาอย่าง เขียนเรื่องท่องเที่ยวต้องอย่างนี้”
ผมรับเอามาอ่านสองวัน แล้วก็ไปหาท่าน “อาจารย์เอาเล่มนี้คืนไปได้ไหม?” ผมยื่นหนังสือที่ว่าดีให้ท่าน “ดีกว่าเล่มที่ว่าเลวนิดเดียว ผมไม่ชอบ”
“คุณนี่แปลก ไม่ดียังไง?” ท่านจ้องหน้าถามผม
“อาจารย์ดูนะ เอาภาพมาซ้อนๆกันเอียงไปเอียงมา การทรมานคนอ่านเป็นความเลวของคนเขียน แม้แต่เขียนตำรา จริงไหม?”
ท่านรับเอาไปดู พยักหน้าเห็นด้วย
“เรื่องที่เขียน ก็บอกเพียงได้ไปเห็นอะไรมาบ้าง เอาแค่ที่ได้เห็น ไม่มีการค้นคว้าเพิ่มเติมเลยแม้แต่นิดเดียว” ผมรายงานต่อ “ไม่มีข้อคิดหรือจุดสนใจพิเศษเลย ไม่เอาละ เอาคืนไป”
“ไม่เอา คุณนี่เป็นคนยังไง รู้ว่าของไม่ดี เอามาให้ผมได้ ไม่ดีก็ทิ้งไปซิ”
“ก็อาจารย์ว่าดี ก็เอาของอาจารย์คืนไป”
“ผมซื้อมาให้คุณ นึกว่ามันดี ดีไม่ดีคุณก็ต้องเอาไป ผมไม่มีที่เก็บ นี่ดูซิ ไม่มีที่จะวางแล้ว”
จากนั้นผมก็เขียนหนังสือท่องเที่ยวเล่มหนึ่ง ชื่อ “เที่ยวไป คิดไป ค้นไป ในนครวัต” ไม่เข้าโรงพิมพ์ ทำเป็นหนังสือหายาก แจกกันอ่านไปเรื่อยๆในบรรดาเพื่อนพ้อง เดี๋ยวนี้ก็ยังแจกอยู่ ทำไงได้ วาสนาเราต้องเขียนหนังสือหายากอยู่เรื่อยๆ
วันหนึ่งผมเขียนหนังสือหายากนี่แหละ ชื่อว่า “ทำอย่างไรจึงยากจน”
ตั้งใจประชดหนังสือโลภมากประเภทลูกรวยสอนพ่อ หรือ เป็นอภิมหาเศรษฐีชั่วข้ามเดือน ผมหมั่นไส้หนังสือโลภมากพวกนี้ แต่มันก็ขายดี เมื่อผมนำไปแจกแก่คนสนิท ปรากฏชัดเจนด้วยความสัตย์จริงว่า คนจนไม่อ่านเลย แม้แต่คนเดียว แต่คนรวยพวกสโมสรไลออนอย่างนี้ ขอผมอ่านหลายเล่ม ผลิตไม่ทัน ผมเห็นคนสนใจ จึงนำไปปรึกษาอาจารย์แคน
คำตอบที่ได้คือ “คุณจะบ้าหรือ? ใครๆก็อยากรวย คุณดันไปแนะนำให้เขายากจน ใครจะซื้อ”
ผมฟังแล้วฝ่อ วันปีใหม่นำมาแจกให้ศิษย์ที่มาอวยพรผม ศิษย์คนหนึ่ง ชื่อ คุณทับทิมได้รับไปอ่าน ก็ชอบใจ นำไปเข้าโรงพิมพ์ ออกสตางค์พิมพ์เอง โดยไม่บอกให้ผมทราบ เธอทำเป็นหนังสือเล่มเล็กขนาดฝ่ามือ ปกสีแดง คล้ายหนังสือคติพจน์อย่างนั้น จำนวน 2,000 เล่ม วางตลาดเอง เวลาผ่านไปหาเดือน คุณทับทิมเก็บหนังสือที่วางตามร้านกลับมาทั้งหมด ปรากฏว่า ขายได้ 50 เล่ม ผมนำข่าวหนังสือห้าสิบเล่มที่ขายได้นี้ไปเล่าให้อาจารย์แคนฟัง
“บอกแล้วไม่ฟัง! คุณดันเขียนหนังสือพิเรนอย่างนี้ ใครจะอ่าน ใครมั่งที่อยากจน”
ผมสงสารคุณทับทิมที่ต้องมาเดือดร้อนเพราะว่าเห็นผิดเป็นชอบตามผม แต่แล้ววันหนึ่ง คุณทับทิมมาหาผม บอกว่ามีข่าวดี หนังสือทำอย่างไรจึงยากจนขายหมดเลย ไม่มีแม้แต่เล่มเดียว
คุณทับทิมเล่าว่า มีสุภาพสตรีคนหนึ่ง ซื้อหนังสือยากจนนี้ไปอ่าน ชอบใจมาก จึงตามมาซื้อที่บ้านทั้งหมด เพื่อเอาไปแจกในงานครบรอบวันเกิด 82 ขวบของคุณพ่อ พร้อมกันนั้น คุณทับทิมนำเงินให้ผมประมาณ 3,500 บาท บอกว่าเป็นกำไร เธอไม่เอาไว้ มอบให้ผมทั้งหมด ผมไม่รับ เพราะว่าผมนั่งเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย เธอบอกว่า งั้นนำไปใช้จ่ายทำบุญในมูลนิธิของผม ผมจึงรับไว้
เป็นอันว่า ‘ทำอย่างไรจึงยากจน’ จำหน่ายหมดเกลี้ยง วันรุ่งขึ้นผมนำข่าวดีไปเยาะเย้ยอาจารย์แคน ท่านยิ้มนิดหน่อย ไม่หัวเราะ เพราะท่านหัวเราะไม่เป็น กล่าวชมผมว่า
“เห็นไหม? ทำอะไรทำให้ดีเข้าไว้ วันนี้ไม่ได้ดี วันหน้าคงได้ดี วันหน้าไม่ได้ดี ตายแล้วได้ดี”
ชมกันบ้าง ติกันบ้าง ทำให้มิตรภาพแน่น
สำหรับการเขียนเรื่องเป็นภาษาอังกฤษ ผมเห็นว่า ท่านอยู่อเมริกามาหลายปี และภาษาอังกฤษ ก็ดีเป็นพื้นอยู่แล้ว จึงชวนให้ท่านเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ให้ชาวโลกได้อ่านงานดีๆของท่านบ้าง ท่านไม่เห็นด้วย บอกว่า เราไม่ใช่ฝรั่ง เขียนไปก็เอาดีไม่ได้ ผมก็ตอบท่านว่า คนไทยก็เขียนอังกฤษดีได้ เรามีวัฒนธรรมพิเศษ คือ อารมณ์ขัน สนุก ฝรั่งไม่ค่อยมี ถ้าเขียนแบบไทยๆผสมแบบฝรั่ง ก็ดีได้ ท่านไม่เห็นด้วย บอกว่า เดี๋ยวเถอะ ใช้ภาษาน่าเกลียด
เรื่องนี้ ผมดื้อกับท่าน ผมไม่เชื่อว่า ผมจะเขียนหนังสืออังกฤษเลวกว่าฝรั่งทั้งหลาย ผมจึงพยายามเขียนให้ฝรั่งตรวจ แล้วส่งไปลงอินเทอร์เน็ท ทั้งเรื่องทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ นิทานสนุก เรื่องเล่า เรื่องวิจารณ์ ได้รับการประเมินห้าดาวก็มี อย่างต่ำก็สามดาว
เหมือนเดิม ผมนำข่าวการเขียนภาษาอังกฤษไปคุยให้ท่านฟัง ตอนแรกท่านคิดว่าผมโม้ “วันนี้มีเรื่องมาโม้ให้ผมฟังแต่เช้า”
“ไม่โม้ วันนี้คนไทยหัวดำขอประกาศว่า ได้เขียนเรื่องเป็นภาษาอังกฤษให้คนต่างด้าวอ่านกันแล้ว ไม่เชื่อมาดู” ผมจูงมือท่านมาที่เครื่องคอมพิวเตอร์หน้าห้อง เปิดอินเทอร์เน็ท เปิด Google แล้วพิมพ์ชื่อผมลงไปในช่องว่าง Boonserm Booncharoenpol พบว่ามีหนังสือปรากฏออกมาว่า
ผลการค้นหา 1 - 10 จากประมาณ 609 รายการ สำหรับคำว่า Boonserm Booncharoenpol
ผมชี้ให้ดู แล้วบอกว่า “อาจารย์คิดว่าคนไทยไม่มีปัญญาเขียนให้ฝรั่งอ่าน นี้เป็นตัวอย่างเพียงน้อยนิด”
ผมชงชาเจียวกู่หลานส่งให้ท่าน “อาจารย์ครับ ผมว่าเราไม่ควรให้ทัศนะที่กีดกั้นความสำเร็จของผู้อื่น โดยเฉพาะไม่ควรบอกว่า คุณไม่ใช่ฝรั่ง คุณเป็นคนไทย คุณทำไม่สำเร็จหรอก”
ท่านพยักหน้า
ผมพูดต่อ “ยิ่งในทางวิชาการ อาจารย์บางคนไม่กล้าคิดทฤษฎีใหม่ๆ และกีดกันไม่ให้ศิษย์คิดอะไรที่ฝรั่งไม่ได้คิด อาจารย์พวกนี้โง่แล้วยังกันท่า”
ท่านนิ่งฟัง
ผมพูดอีก “ครั้งหนึ่งนะ ผมเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ปริญญาโท มีกรรมการท่านหนึ่ง ด๊อกเตอร์ด้วย บังคับไม่ให้นักศึกษาคิดทฤษฎีหรือแนวคิดใหม่ๆ แกบอกว่า เราไม่สามารถคิดได้หรอก อย่าทำเก่งเลย เอาที่เขาคิดไว้แล้วมาทำ ผมฟังแล้วอ้วกแตก อาจารย์โง่ๆอย่างนี้มีบานเลย”
“คุณไม่ได้ว่าผมนะ? ”
“อ๊ะ! อ๊ะ! อย่าร้อนท้อง ” แล้วเราก็เลิกคุยถึงการเขียนเรื่องภาษาอังกฤษ
ท่านก็รับว่าผมทำได้ ไม่ได้มีวิวาทะอะไรต่อไป
@เขียนหนังสือ...อ้างไปทำไม?
บ่ายวันหนึ่ง เราคุยกันเรื่องการเขียน ผมให้ความเห็นว่า ท่านเขียนเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มากมาย แต่ไม่ค่อยอ้างอิงที่มา จึงแนะนำท่านว่า ควรอ้างแหล่งที่มาของเรื่องด้วย เพื่อให้น่าเชื่อถือ
ท่านตอบผมว่า “รุงรัง ... ผมไม่ได้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์ ผมเขียนหนังสือให้อ่านสบาย ถ้าใส่ที่มาอ้างเข้าไปอย่างงานวิจัย คนอ่านเขารำคาญ แล้วใครจะอ่านหนังสือผม หรือคุณไม่รำคาญ”
“แต่มันเป็นข้อปฏิบัติทางวิชาการนะ” ผมคัดค้าน
“ก็บอกแล้วว่าไม่ใช่วิชาการ ไม่ใช่วิชาการ คุณไม่ฟังเลย” อาจารย์แคนดุตามเคย “ทำไมคุณไม่ฟัง ทำไมคุณไม่อ่านของผม” สองคำนี้ เมื่อได้ยินแรกๆก็ชักยั้วะ บ่อยครั้งคิดว่า ตาคนนี้เอาแต่ใจตนเองวุ้ย! แต่เมื่อชินแล้ว ก็ปล่อยให้ถ้อยคำอันไม่โสภาของท่านผ่านเข้ารูหู ออกทางรูจมูกไปเลย มันก็ไม่มีเรื่องขัดใจ เมื่อไรผมยั้วะ ท่านก็สงบ “เออ! เออ! คุณเก่ง” หรือ “เรื่องของคุณ” ก็เพียงแค่นี้ ก็นับว่าดีนะ ไม่เจอขนาด “เรื่องของมึง ไม่ใช่เรื่องของกู!” เป็นอันว่า เมื่อขิงรา ข่าก็เงียบ เมื่อข่าวิ่ง ขิงก็นั่ง จึงไม่มีวิวาทะ
ท่านยังให้เหตุผลอีกว่า “คนเรานี่นะ ทำไมมันโง่กันนัก อ้างที่มาของข้อความน่ะ ถ้าที่มามันไม่จริง ก็ยอมรับกัน อ้างแหล่งเดียวเท่านั้น ยอมเชื่อง่ายๆ ไม่มีการสอบสวนสอบทาน คนทั้งโลก ถึงได้โง่ให้เขาหรอกง่ายๆ”
“ผมเห็นด้วยครับ เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่จริงนักวิชาการอย่างพวกเรานี้ โง่แล้วอวดฉลาดนะ เขาอ้างผิดๆถูกๆอย่างไรก็เชื่อไปหมด ไม่ได้ยืนยันหลักฐานแบบขึ้นศาล”
“ก็นั่นแหละ... ผมจึงไม่อ้าง ถ้าใครไม่เชื่อผม ก็อย่าอ่าน ผมเขียนลงไป ผมรับผิดชอบในความถูกต้อง ไม่ใช่พวกตาขาว ผิดถูกกูไม่รู้ กูก็ได้ฟังเขาว่ามาอย่างนี้ๆ ผมว่าคนเขียนหนังสือชอบอ้าง เป็นพวกหลบหน้าตาขาว ไม่ยอมรับผิดชอบความถูกต้อง โยนกลองไปให้ผู้อื่น คนเขียนมันต้องรับผิดชอบซิ” อาจารย์แคนร่ายยาว
ผมเห็นด้วย จริงๆอย่างที่ท่านว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความเห็นที่ถูกต้องของคนคนเดียว ดีกว่าความคิดของคนล้านคนที่คิดไม่ถูก ประสบการณ์สอนผมมาอย่างนั้น
หลังจากอาหารเช้าตรู่ที่ร้านลุงหนวดหน้ามหาวิทยาลัยเกริก เราก็ไปนั่งจิบน้ำชาคุยกันต่อ ทั้งอาจารย์แคนและผมชอบดื่มน้ำชาจีนไม่ค่อยดื่มกาแฟ เพราะว่ากาแฟทำให้ท้องผูกสำหรับคนอายุบริบูรณ์อย่างเรา และทำให้แก่เร็ว ไม่ดีต่อสุขภาพ การดื่มชาจีนเป็นการริเริ่มชักชวนของอาจารย์แคน ผมไม่เคยสนใจมาก่อน เพราะว่าหาดื่มตามร้านได้ยากในสมัยนี้
--------
หมายเหตุ :นานหลายปีแล้ว อาจารย์บุญเสริม ส่งข้อเขียนชิ้นนี้ให้ผม เพื่อลงตีพิมพ์ แต่ผมไม่ได้เอาลง จากนั้นก็เก็บไว้จนลืม และพบว่ามันซุกอยู่ในเครื่องคอมพ์อันเก่า วันนี้จึงถือโอกาสเอามาลงให้อ่านกัน ขอให้วิญญาณท่านทั้งสองจงได้พบกัน คุยกันให้สนุกเหมือนเดิม
ในภาพอาจจะมี 1 คน, หมวก
 
 
 
 
 
 
 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 johnrit ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า from mobile วันที่ : 04/01/2021 เวลา : 10.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

ได้อ่านเรื่องราวของท่าน แคน สังคีต จากหนังสือ "ลูกผู้ชายไม่ตายเปล่า" ของขจรฤทธิ์ รักษา เรื่องราวของท่านล้วนแต่สนุกโลดโผน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2021 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]