• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kajohnrit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 264
  • จำนวนผู้ชม : 387558
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kajohnrit
วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม 2564
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 242 , 21:01:13 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

 
มีคำพูดของกนกพงศ์อยู่คำหนึ่งที่เขามักจะเขียนหรือนำไปพูดในที่ประชุมต่าง ๆ คือ “ให้เราใช้ชีวิตเหมือนทุกวันเป็นวันอาทิตย์” ตอนนั้นคิดว่าเป็นคำเท่ที่นักเขียนหามาพูดกันเพื่อให้ดูแตกต่างไปจากคนอื่น แต่เขาอธิบายว่า ถ้าเราใช้ชีวิตทุกวันเหมือนกับเป็นวันหยุด ชีวิตมันก็จะรื่นรมย์ ไม่เคร่งเครียด และมีความสุข
 
เขายังมีความเชื่อว่า งานการประจำที่หนักหน่วงนั้นไม่เหมาะสำหรับคนที่จะเป็นนักเขียน และพูดโน้มน้าวให้เชื่อว่า “หากคุณต้องการจะเป็นนักเขียน ขอให้คุณจงออกมาจากภาระหน้าที่ที่เรียกว่างานประจำ ลงมาสู่สนามของการเป็นนักเขียนอาชีพอย่างเต็มตัว” เพราะเขาไม่เชื่อว่า คนที่ทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันไม่อาจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ดีมากพอ ทางเดียวที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้คือ “กระโจนเข้ามาสู่งานที่ตัวเองรักอย่างเต็มตัว”
 
และเขาก็ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าใครบ้างที่เขียนหนังสืออย่างเดียว ทั้งที่เขาเรียนแพทย์ เรียนกฎหมาย เรียนครู เรียนวิศวะ ท้ายที่สุดแล้วก็ออกจากงานที่ตัวเองทำอยู่เพื่อจะเขียนหนังสืออย่างแน่วแน่ และเขาก็ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ว่านักเขียนต้องไม่ยึดติดกับเงินเดือน กับชื่อเสียง เกียรติยศอย่างอื่น นอกจากอาชีพนักเขียนเท่านั้น ถึงจะอดบ้าง หิวบ้าง แต่สักวันผลงานของตัวเองที่สร้างสมเอาไว้จะกลับมาเลี้ยงดูตัวของผู้สร้างงานเขียนอย่างแน่นอน
 
คำว่า “ใช้ชีวิตทุกวันเหมือนเป็นวันอาทิตย์” นั้นเป็นคำเท่ที่ผมชอบที่สุด เห็นเขานอนผูกเปลอ่านหนังสือในวันจันทร์ เห็นเขาเดินเล่นอยู่ในสวนวันอังคาร หรือเห็นเขานั่งเพาะกล้าต้นไม้ใส่กระถางในวันพุทธ ในขณะที่คนอื่นต้องตื่นแต่เช้าขับรถฝ่าการจราจรติดขัดไปทำงานที่ออฟฟิศซึ่งอยู่ไกลแสนไกล ใช้เวลาเครียดอยู่บนรถประจำทางนานถึงวันละสี่ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ หรือบางคนต้องไปเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียน บางคนต้องไปเป็นบรรณาธิการอยู่ในสำนักพิมพ์เพื่อแลกกับเงินเดือนจำนวนหนึ่ง ยิ่งเงินเดือนมาก ภาระความรับผิดชอบก็ต้องมากตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เขาว่า คนที่ทำงานประจำนั้นกว่าจะกลับถึงบ้านก็เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด อ่อนล้าหมดเรี่ยวแรง เหนื่อยจนอยากแต่จะนอนหลับตาพักอย่างเดียว เลิกงานแล้วจะให้นั่งโต๊ะสร้างงานเขียนจนถึงตีหนึ่งตีสองก็ไม่ได้อีก เพราะรุ่งขึ้นก็จะต้องตื่นไปทำงานประจำแต่เช้าตรู่ เขาว่าคนเหล่านี้มีศักยภาพมาก มีฝีมือ ขนาดทำงานประจำแล้วยังเขียนเรื่องสั้นได้ดี แล้วถ้าพวกเขาออกมาจากงานประจำทุ่มเทให้กับงานเขียนอย่างเต็มที่ มันจะดีขึ้นสักแค่ไหน
 
ประโยคเด็ดที่ว่า “ใช้ชีวิตราวกับทุกวันเป็นวันอาทิตย์” นั้นเป็นอุดมคติของนักเขียนในยุคสมัยนั้น แต่น้อยคนที่จะออกมาจากงานประจำมาทำอย่างที่เขาว่าได้ เพราะทุกคนต่างมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ เช่นดูแลให้เงินเดือนพ่อแม่ ต้องส่งเสียจ่ายค่าเทอมให้กับลูกสองหรือสามคน ต้องผ่อนรถ ต้องผ่อนบ้าน ต้องดูแลบริวารว่านเครืออีกจำนวนหนึ่ง ออกจากงานมาเพื่อใช้ชีวิตเหมือนทุกวันเป็นวันอาทิตย์นั้นใช้ได้กับคนหนุ่มโสดอายุไม่ถึงสามสิบ แต่คนเราเมื่ออายุเลื่อนมาถึงเลขสามแล้ว ส่วนใหญ่จะต้องมีงานการ มีรายได้พอเลี้ยงตัวเอง บางคนแต่งงานเร็ว พอมีครอบครัว ชีวิตก็ไม่อาจใช้ได้เหมือนเช่น “ทุกวันเป็นวันอาทิตย์” อีกต่อไป
 
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ก็เลยคิดถึงเจ้าของประโยคนี้ขึ้นมา ตั้งใจจะตื่นเช้าออกไปวิ่งในสวนสาธารณะ แต่ด้วยสภาพอากาศที่มีฝุ่นพิษถึง170 ก็ต้องยกเลิก มันอันตรายเกินไปที่จะวิ่งท่ามกลางอากาศเลวร้ายขนาดนี้ เดินวนอยู่รอบหนึ่ง ระยะทาง1.75 กิโลเมตร รู้สึกแสบจมูก คันตามแขนขา คิดกังวลว่าคงเกิดจากอากาศเป็นพิษแน่นอน ตัดสินใจขึ้นรถกลับบ้าน ระหว่างทางก็คิดสงสัยว่า รัฐบาลลุงตู่ไม่คิดจะแก้เรื่องนี้บ้างเลยหรือ มีปัญหาอยู่สองสามปีติดกัน ปีแรกลุงตู่ว่า อาจจะต้องให้หยุดการก่อสร้างโครงการใหญ่ ๆ ปีที่สองลุงตู่บอกว่า จะให้รถฉีดน้ำพ่นฝอยน้ำขึ้นไปดักจับฝุ่นในพื้นที่เสี่ยง ปีนี้มีปัญหาเรื่องโควิด เรื่องฝุ่นpm205ก็เลยไม่ได้พูดถึง ใครไปถาม ใครก็สงสัยอะไร ลุงก็เอาแต่โกรธ เอาแต่กระชากเสียง คุณรู้ได้ยังไงว่ารัฐบาลไม่แก้ คุณรู้ได้ยังไงว่ารัฐบาลไม่ช่วย ประชาชนต้องช่วยกันบ้างสิ จะให้รัฐบาลทำอย่างไรที่ไม่ส่งผลกระทบถึงคนอื่นก็บอกมาสิ หือ ..พูดเสร็จแล้วทำหน้าขึงขังเหมือนยักษ์ ใครที่ใจไม่แข็งพอก็คงไม่กล้าไปสงสัยอะไรอีก ช่วยเหลือตัวเองด้วยการอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปไหน
 
เปิดหนังจากเน็ตฟลิกดูเรื่อง THE WHITE TIGER หรือ “พยัคขาวรำพัน” สร้างมาจากหนังสือของอราวินต์ อดิก ได้รับรางวัลบุคเกอร์ไพร๊ ปี2008 พยัคขาวรำพันคือคำบอกเล่าของพลราม ฮาลวัย ชายชาวอินเดียฐานะยากจนคนหนึ่งซึ่งสามารถฟันฝ่าอุปสรรคนานาจนไต่เต้าไปถึงจุดสูงสุด เป็นผลงานเล่มแรกของผู้เขียนหน้าใหม่เชื้อสายอินเดีย ใช้วิธีการเล่าเรื่องด้วยการเขียนจดหมายพูดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมถึงประวัติชีวิตของตัวเองถึงพณฯท่านนายกรัฐมนตรีจากประเทศจีนท่านเหวินเจียเป่า ซึ่งได้เดินทางมายังประเทศอินเดีย เขาเล่าตั้งแต่ต้นว่า เขาเกิดที่หมู่บ้านยากจนแห่งหนึ่ง ปู่ย่าเช่าที่ดินเขาอยู่ พ่อถีบสามล้อ พี่ชายขายแรงงานตั้งแต่ตัวยังเล็ก เขาเรียนหนังสือจนจบชั้นประถมและไม่มีเงินเรียนต่อ ต้องไปทำงานในร้านน้ำชาที่เดียวกับพี่ชาย เงินทุกบาทก็จะมอบให้ย่าทั้งหมด พ่อเขาป่วยตายด้วยวัณโรค ไปหาหมออีกหมู่บ้านหนึ่ง แต่หมอไม่อยู่ พ่อนอนไอออกมาเป็นเลือดและจากไปในที่สุด
หนังนั้นทำได้ดี เห็นภาพชัด แต่ที่แตกต่างกันตรงที่วรรณกรรมนั้นเป็นการบรรยายความคิด ส่วนหนังนั้นบรรยายด้วยแสง สี เสียง และก็ทำได้ดีเกินความคาดหมาย
 
เมื่อโตขึ้นพลราม ฮาลวัย บอกกับตัวเองว่า เขาจะอยู่ใช้แรงงานในตำบลนี้ไปจนตายเหมือนคนอื่นไม่ได้ เขาจึงขอเงินย่าสามร้อยรูปีไปเรียนขับรถ แลกกับคำสัญญาว่า เมื่อได้งานทำ จะส่งเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มาส่งมาให้ย่าทั้งหมด
เขาเรียนขับรถจนเป็น แล้วก็เดินทางไปที่บ้านของเศรษฐีคนที่เขาเคยเห็นตอนไปเก็บค่าเช่าที่ในหมู่บ้าน เขาใช้คารม ความจริงใจ พูดจาโน้มน้าวให้ครอบครัวนั้นรับเขาเอาไว้ เมื่อถูกถามว่าต้องการเงินเดือนเท่าไร เขาบอกว่าไม่ต้อง แค่ได้ทำงานรับใช้คนในบ้านนี้และกับอาหารนิดหน่อย เขาก็พอใจและมีความสุขแล้ว จนในที่สุดนายใหญ่ของบ้านก็ใจอ่อน รับเขาเข้าทำงานแลกกับเงินเดือนสองพันรูปี
นากจากขับรถแล้วเวลาว่าเขายังจะต้องทำทุกอย่างในบ้าน กวาดบ้าน ทำความสะอาด นวดเท้าให้เจ้านาย ตัดหญ้า ทำสวน แทบจะเรียกว่าไม่เคยมีเวลาว่างเหลือเป็นของตัวเอง
 
บ้านของเจ้านายมีลูกชายคนหนึ่งเพิ่งกลับมาจากอเมริกาพร้อมกับภรรยาที่เป็นคนหัวสมัยใหม่ ไม่คุ้นเคยกับการตบหน้าคนขับ ถีบเอาด้วยความโกรธ หรืออะไรก็ตามแต่ที่คนอเมริกันไม่ทำกัน เธอพยายามบอกให้พลรามเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเอง พยายามเปลี่ยนแปลงความคิดว่า นายจ้างไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่ผู้มีพระคุณ ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต วันใดที่ถูกเลิกจ้าง เขาจะอยู่คนเดียวได้อย่างไร เงินเดือนที่ได้มาก็แค่พอใช้ แทบจะไม่เหลือไว้เพื่อสร้างอนาคตที่ดีต่อไปได้
 
เรื่องมาพลิกผันตรงที่งานวันเกิด เมียของอโศกไปฉลองกับสามี เมาจนลืมตัว ขอให้พลรามมานั่งด้านหลังและเธอจะขับรถด้วยตัวเอง ดึกแล้วมีเด็กคนหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถ และเธอก็ชนเด็กคนนั้นตาย พลรามรีบลงจากรถบอกให้เจ้านายกลับไปนั่งที่เบาะหลัง เขาบอกว่า ไม่ต้องไปยุ่ง ปล่อยเด็กไว้อย่างนั้น ตอนนี้ไม่มีใครเห็น มาดาพิงกี้ไม่ยอม เธออยากกลับไปดูเด็กคนนั้น ถ้ายังไม่ตายก็จะพาไปส่งโรงพยาบาล แต่พลรามยืนยันว่า อย่าทำอย่างนั้นเพราะจะมีเรื่องยุ่งตามมาอีกมากมาย เขาอธิบายว่า อาจจะเป็นลูกคนใดคนหนึ่งในจำนวนยี่สิบคนของครอบครัวยากจนครอบครัวหนึ่ง ตายไปหนึ่งเหลืออีกสิบเก้าคงไม่เป็นไร
 
เมื่อสองผัวเมียกลับมาที่อพาร์ทเม้นท์ อโศกรู้สึกผิดมากที่ทำแบบนั้น แต่พลรามยืนยันว่าให้เขาไปนอน เขาจะจัดการล้างรถให้สะอาด ทำลายหลักฐานให้หมด ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
 
ไม่นานต่อมา พ่อของอโศกกับพี่ชายก็เดินทางมาที่อพาร์ทเม้นท์ของลูกชาย และหลอกให้พลรามเซ็นยอมรับสารภาพว่าตนเป็นคนขับประมาททำให้คนอื่นเสียชีวิต พลรามเซ็นให้ทั้งน้ำตา แต่ก็โชคดีที่เขาไม่ต้องติดคุก เพราะไม่มีเจ้าทุกข์ร้องเรียน เด็กคนนั้นก็ตายจากไปเหมือนใบไม้ในป่าใบหนึ่งร่วงหลุดจากขั้ว
 
ครอบครัวของเจ้านายทำธุรกิจขนส่งถ่านหินไปยังประเทศจีน มีรายได้มหาศาล แต่ไม่ชอบจ่ายภาษี จึงจ่ายสินบนให้นักการเมืองแทน ครั้งละล้านสองล้านเป็นประจำ พลรามรู้ว่าในกระเป๋าใบที่อโศกหิ้วไปส่งที่บ้านของนักการเมืองนั้นมีเงินอยู่จำนวนเท่าไร
 
มาดามพิงกี้ตัดสินใจกลับอเมริกา เพราะทนไม่ได้กับความโหดร้ายและไม่เคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น พลรามขับรถไปส่งที่สนามบินโดยที่อโศกไม่รู้ ก่อนกลับก็ยังเป็นห่วง สอนให้พลรามรู้จักคิดว่า นายจ้างไม่ใช่พ่อ ไม่จำเป็นต้องยอมเขาทุกอย่าง
 
ตอนจบพลรามเป็นเศรษฐีของอินเดีย จากคนขับรถเขาประสบความสำเร็จได้อย่างไรนั้น หาดูได้จากหนัง หรือไม่ก็หาหนังสือมาอ่าน
พลรามเรียนรู้ว่า ในอินเดียมีอยู่สองอาชีพที่ทำให้ร่ำรวยได้คือหนึ่ง การเมือง สอง การก่ออาชญากรรม
 
(คล้ายกับประเทศเราอยู่เหมือนกัน)
 
ตอนอ่านหนังสือผมจำได้อยู่ตอนหนึ่งที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีซึ่งนั่งดื่มอยู่เบาะหลังกับอโศกพูดว่า “เมื่อสี่วันก่อนผมอยู่ในศาลของเมืองกาเซียบัต ผู้พิพากษามีคำสั่งที่เหล่าทนายไม่พอใจนัก พวกเขาจึงปฏิเสธที่จะยอมรับคำสั่ง พวกนั้นโกรธจัดถึงกับลากตัวผู้พิพากษาลงมาทุบตี เหตุการณ์นี้ไม่เคยถูกรายงานตามสื่อมวลชน แต่ผมเห็นมากับตาตนเอง ถ้าผู้คนเริ่มทุบตีผู้พิพากษาในห้องพิจารณาคดีได้แล้ว ประเทศนี้จะอยู่อย่างไร" ผู้ช่วยรัฐมนตรีถามอโศก
 
พลรามนั่งอยู่หลังพวงมาลัยได้ยินเต็มสองหู
 
ตอนนั้นอ่านแล้วก็คิดว่า ถ้าเป็นประเทศเรา และเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาบ้าง ประเทศนี้จะอยู่อย่างไร
 
และยังมีคำพูดหนึ่งของผู้ช่วยรัฐมนตรีที่บอกว่า “รถยนต์คือพระราชวังของผู้ชาย” พวกเขาจึงดื่มเหล้ากันในรถ พูดจาลามก คุยธุระกิจ กอดจูบกันโดยไม่คิดว่าคนขับนั้นเป็นคนคนหนึ่งที่มีความรู้สึกเช่นเดียวกับพวกเขา
 
มีคำถามอยู่ในหนังสือที่ขีดเส้นใต้ด้วยดินสอเอาไว้ว่า “ความฝันของคนรวยกับความความฝันของคนจนแตกต่างกันอย่งไร”
คำตอบคือ “ความฝันของคนรวยคือการลดน้ำหนักลงมาให้ผอมเหมือนคนจน”
 
“ส่วนความฝันของคนจนคือให้พออยู่พอกินเหมือนกับคนรวย”
 
“เดอะไวน์ไทเกอร์”เป็นหนังสือที่ดีเลิศเล่มหนึ่งของโลกกลม ๆ ใบนี้ ส่วนหนังนั้นก็ถือว่าเป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่ง คนที่มี “เน็ตฟลิก” อยู่ในบ้าน ควรหาเวลาในวันอาทิตย์ดูให้จบสักหนหนึ่ง
 
ส่วนคนที่ใช้ชีวิต “เหมือนทุกวันเป็นวันอาทิตย์” ก็สามารถเปิดดูตอนนี้ได้เลยครับ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 johnrit ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี from mobile วันที่ : 27/01/2021 เวลา : 08.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

พิมพ์ผิดค่ะ คนต่างชาติผมยังพออภัย แต่คนไทยนี่ไม่ไหวพฤติกรรมแย่มาก

ความคิดเห็นที่ 2 johnrit ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี from mobile วันที่ : 27/01/2021 เวลา : 08.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ท้ายรถคือราชวังของผู้ชาย

อันนี้เคยเห็นแต่ในหนัง ทำอะไรที่ไม่ดี แต่พอนั่งแท๊กซี่ เคยถามแท๊กซี่ แท๊กซี่บอก เยอะครับ ไม่เกรงใจเลยว่าผมขับรถอยู่ คนต่าผมพออภัยแต่คนไทยนี่ผมว่าไม่ไหวครับ พฤติกรรมแย่มาก

ความคิดเห็นที่ 1 johnrit ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 26/01/2021 เวลา : 14.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

ฮาๆ ..ส่วนตัวเจ้าหญิง ไม่ชอบวันอาทิตย์เลย ..เพราะวันอาทิตย์จะหมดไปเร็วและวันจันทร์ต้องทำงานก็จ่อคิวรออยู่..
ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ชอบวันศุกร์ กับเสาร์ เพราะอยู่หอพักในมหาวิทยาลัย..มันเงียบดี..สงบ..แต่พอวันอาทิตย์เย็นๆ เริ่มวุ่นวายอีกครั้งเมื่อนักศึกษากลับมาจากบ้าน เข้าหอ..ฮาๆ
..ชอบวันเสาร์ มากกว่า ถ้าไปเที่ยวที่ไหนกลับมาเหนื่อยๆ ก็ยังมีวันอาทิตย์ให้พักผ่อนนั่นเอง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2021 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]