• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kajohnrit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 417
  • จำนวนผู้ชม : 497630
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kajohnrit
วันเสาร์ ที่ 18 กันยายน 2564
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 287 , 12:54:04 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Chaoying โหวตเรื่องนี้

24 สิงหาคม
ผมกำลังอยู่ในช่วงว่างจัด หยิบจัดหนังสือที่ไม่เคยอ่านออกมากองแยกไว้ ตั้งใจว่าจะอ่านให้หมดเสียที มีทั้งหนังสือวรรณกรรมจากเยอรมัน หนังสือที่ซื้อมาซ้ำ ๆ ก็จะแยกออกไปแบ่งปันให้กับคนที่ต้องการในราคาถูก ๆ เก็บไว้ก็ไม่เป็นประโยชน์เปลืองเนื้อที่ ให้คนอื่นไปเขาจะได้อ่านด้วย แต่ครั้นจะยื่นให้เฉย ๆ บางคนเขาก็ไม่ได้ชอบอ่าน ไม่ได้มีรสนิยมเหมือนเรา หนังสือนั้นมีหลายชนิด หลายประเภท บางคนชอบธรรมะแต่ไม่ชอบวรรณกรรม บางคนชอบนักเขียนต่างประเทศแต่ไม่ชอบนักเขียนไทย บางคนอ่านแต่บทความแต่ไม่อ่านนิยาย ดังนั้นจึงประกาศว่ามีหนังสือดี ๆ เกินความต้องการอยู่หนึ่งหรือสองเล่ม ใครสนใจทักหรือติดต่อมาจะเป็นการดีที่สุด มีค่าจัดส่งนิด ๆ หน่อย ๆ คนรักหนังสือหรือคนที่ซื้อหนังสือทางออนไลน์เป็นประจำนั้นจะรับรู้ได้

นั่งแยกหนังสือที่ตัวเองไม่ชอบออกไปจากชั้น. หนังสือที่ราชการพิมพ์และเขามอบให้มา อ่านแล้วไม่ชอบ ไม่อยากเก็บไว้ก็จะเอาไปให้คนที่ชอบ สำหรับบางคนหนังสือพวกนี้มีคุณค่าทางวิชาการ สามารถเอาไปต่อยอดอ้างอิงหรือใช้ได้ในเมื่อถึงคราวจำเป็น

หนังสือหลายเล่มนั้นเก็บรักษาไว้อย่างดี ยังไม่แกะออกจากห่อ รื้อมาดูก็นึกไม่ออกมาซื้อมาเมื่อไร หรือใครให้มา หนังสือพวกนี้ก็จะเอามากองเรียงไว้ อ่านจบแล้วถ้าชอบก็จะขึ้นหิ้งเก็บรักษาไว้ ถ้าไม่ชอบก็จะปล่อยออกไป ผมใช้เวลาหลายคืนอยู่กับกองหนังสือเป็นพันเล่ม รื้อมาแล้วก็พลิกดู บางเรื่องนั้นอ่านเมื่อสามสิบหรือสี่สิบปีที่แล้ว แต่จำเนื้อหาอะไรไม่ได้เลย บางเล่มรู้ว่าเป็นหนังสือเล่มโปรด ก็ต้องหาเวลาเอามาอ่านซ้ำอีกสักหนหรือสองหน

การอ่านหนังสือเล่มโปรดซ้ำก็เหมือนกับเราดูหนังที่เราชอบซ้ำ ได้อารมณ์และความรู้สึกใหม่ ๆ เสมอ

เมื่อคืนรื้อไปรื้อมาก็เจอกับสมุดบันทึกของตัวเองเล่มหนึ่ง ซุกปนไว้กับหนังสือหมวดวรรณกรรม สมุดเล่มนี้ได้มาจากSCG เขียนตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย เริ่มบันทึกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 จนถึง เดือนธันวาคม ปี2560 สมุดบันทึกหมดก็เลยหยุดไว้ เล่มต่อไปก็จำไม่ได้ว่า บันทึกแล้วเอาไปไว้ไหน

พอเจอสมุดบันทึกก็มานั่งทวนอ่าน มีทัศนะคติที่เกี่ยวกับเพื่อน การเมือง และความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งบรรยายถึงชีวิตประจำวันว่า วันหนึ่ง ๆ ได้ไปไหน ทำอะไร เจอกับใคร พูดอะไรกันบ้าง เขียนเอาไว้อย่างจริงจังและเต็มไปด้วยรายละเอียด บางวันก็เขียนยาว บางวันเขียนสั้น แต่ก็เขียนเกือบทุกวัน

มานั่งอ่านสมุดบันทึกเก่าของตัวเองแล้วก็รู้สึกว่าหลายอย่างที่เราเคยเชื่อ เคยศรัทธา เคยประกาศว่าจะปกป้องดูแล เมื่อเวลาผ่านไปเรากลับคิดไปอีกแบบ ที่เคยเชื่อก็ไม่เชื่อ และรู้ว่าตัวเองถูกหลอกมาตั้งแต่เด็ก เป็นคล้ายพฤติกรรมรวมหมู่ เหมือนที่เขาบอกให้สามัคคี และเป่าหูว่าคนที่คิดแบบนั้นไม่ดี คนที่ทำอย่างนั้นไม่เหมาะสม ครั้นเมื่อเวลาผันผ่านไปแค่สามสี่ปีก็รู้สึกได้ว่า สิ่งที่คิดเมื่อครั้งก่อนนั้นไม่ใช่ หลายอย่างน่าสงสัย ไม่น่าเชื่อ แต่ทำไมตอนนั้นถึงได้เชื่ออย่างหัวปักหัวปำก็ไม่รู้เหมือนกัน

ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เคยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า อย่าเชื่ออะไรที่เขาบอกมา หรืออย่าไปศรัทธาอะไรที่มันดูงมงาย ความเชื่อนั้นเปลี่ยนแปลงกันได้ ความคิดเห็น ความรัก ความชังก็เช่นเดียวกัน วันนี้รัก พรุ่งนี้เกลียด หรือวันนี้ชังพรุ่งนี้ชอบ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นให้เรารู้สึกอยู่เป็นประจำ

ปี 2560 นั้นเท่าที่พลิกดูจากสมุดบันทึก ผมเคยเข้าร่วมปฏิบัติธรรมด้วย ถ้าไม่นับเรื่องไปอยู่เมืองนอก เข้าพักในอาศรมของครูชาวอินเดียเพื่ออดอาหารเป็นเดือนแล้ว การปฏิบัติธรรมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ผมลงมืออย่างจริงจังในประเทศไทย ที่จริงแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าได้ทำอะไร หรือรู้สึกอะไรเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมครั้งนี้บ้าง ถ้าไม่มีสมุดบันทึกให้อ่านทวน คงนึกไม่ออกว่าการปฏิบัติธรรมครั้งนั้นส่งผลอะไรกับความรู้สึกบ้าง

ผมนั่งอ่านข้อเขียนในสมุดบันทึกของตัวเองอยู่รอบหนึ่ง

4กันยายน 2560

มาปฏิบัติธรรมกับคณะของพี่อี๊ด ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้ทำเรื่องแบบนี้ ตื่นตั้งแต่ตีสี่ เตรียมตัวด้วยการจัดหนังสือที่อยากอ่านใสไว้ในกระเป๋า เสื้อผ้าอีกสองชุด แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่เหลวและสมุดบันทึก เอาของทุกอย่างโยนใส่เบาะหลัง แล้วขับรถออกจากบ้านตอนเช้า ไม่อยากบอกใครว่าตัวเองไปปฏิบัติธรรม รู้สึกอาย ๆ เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวเรามาก่อน หรือถ้าบอกไปก็คงจะไม่มีใครเชื่อ แต่ถ้าบอกว่าที่หายหัวไปจากบ้านนานสามสี่วันเพื่อไปเที่ยว ไปเล่นกอล์ฟ ไปเมืองนอกนั้นคนส่วนใหญ่คงเชื่อ เพราะว่าทำสิ่งเหล่านี้อยู่เป็นอาจินต์ แต่พอพูดว่าไปปฏิบัติธรรม แม้แต่ตัวเองยังแปลกใจ หรืออดที่จะประหลาดใจไม่ได้

ออกจากบ้านหกโมงกว่า ขับรถไปทางถนนกาญจนาภิเษก เลี้ยวซ้ายตรงไปทางพุทธมณฑล ถึงบ้านผู้หว่านก่อนแปดโมงเช้า ก่อนจะเลี้ยวขวาเข้าไป รู้สึกหิวจึงแวะปั้มปตท.แวะกินข้าวกล่องหนึ่งของร้านS&P กับน้ำดื่มอีกขวด นั่งกินข้าวจนอิ่มแล้วก็แวะร้านสะดวกซื้อ ซื้อแหนบสีชมพูมาอันหนึ่งไว้ดึงขนจมูก เพราะตอนที่ขับรถบังเอิญเหลือบมองกระจกหลังแล้วเห็นขนจมูกเส้นหนึ่งเลื้อยยาวออกจากรูเหมือนมีงูจงอางโผล่ออกจากปากถ้ำ เห็นแล้วสยดสยอง พยายามใช้นิ้วมือดึงก็ไม่ออก น้ำตาร่วงหยดแหมะไหลมาอาบแก้ม คิดว่าใช้แหนบน่าจะดีที่สุด นอกจากดึงขนจมูกออกแล้วยังถอนหนวดหงอกได้ด้วย

การปฏิบัติธรรมในความคิดตอนนั้นดูเหมือนจะเคร่งเครียด เป็นเหมือนงานหนัก เอาจริงเอาจัง แต่มือลงมือเข้าจริงกลับรู้สึกผ่อนคลายสบาย ๆ ฟังธรรมจากอาจารย์หมอ ท่านสอนให้นั่งสมาธิ และเดินจงกรม ถือศีลเงียบ ปิดวาจา ผมก็ทำตามทุกอย่างโดยไม่ขัดขืน และรู้สึกว่า การได้อยู่อย่างเงียบ ๆ ไม่มีใครชวนคุยหรือไปชวนใครคุยนั้นรู้สึกดีมาก เพียงแต่ตอนนั่งสมาธิในวันแรกนั้นป่วยเมื่อยมากไปหน่อย พอปวดเอว ปวดขา ปวดไหล่ก็ทำให้สมาธิกระเจิง ใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว คิดอะไรฟุ้งซ่านออกไปหลายเรื่อย ที่ถูกสอนให้กำหนดลมหายใจก็ลืมไปหมด ตอนนั้นก็สงสัยว่าพระลามะในธิเบตที่เข้าไปอยู่ในถ้ำนั่งสมาธินานถึงสิบปียี่สิบปีจนเกิดเอาทาบบนผนังถ้ำชัดเจนนั้นเขาทำได้อย่างไร ใช้ความอดทนมากแค่ไหน ขนาดเรานั่งแค่ครึ่งชั่วโมง รู้สึกเหมือนนานเหลือเกิน ครึ่งชั่วโมงแห่งการปวดเมื่อยนั้นดูเหมือนจะยาวนานครึ่งค่อนวัน ในทางปฏิบัติการนั่งสมาธิเพื่อเรียนรู้จักตัวเอง กำหนดจิตให้นิ่งเพื่อให้เกิดสมาธิ จากสมาธิก็ทำให้มีสติ จากสติก็ทำให้เกิดปัญญา นี่เป็นสิ่งที่เคยอ่านมาก แต่พอทำเข้าจริง ครึ่งชั่วโมงนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกิน คิดว่าคงทำไม่ได้ ไม่นิ่งพอ จิตใจมันวอกแวกคิดนั่นคิดโน่น สงสัยอะไรไปต่าง ๆ นานา

การมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้ ทางผู้จัดของยึดโทรศัพท์มือถือไว้ เพื่อให้ผู้มาเข้าร่วมได้หัดที่จะอยู่กับตัวเองบ้าง ตอนเขายึดไปใหม่ ๆ ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร ผมมีโทรศัพท์สองเครื่อง ยึดไปเครื่องหนึ่ง ผมก็สามารถไปหยิบจากในรถเอาอีกเครื่องมาใช้ได้ แต่พอไม่มีโทรศัพท์ติดตัวก็รู้สึกสบายดีเหมือนกัน ไม่ต้องคอยเปิด คอยดู คอยอ่าน หรือคอยตอบคำถามอะไรให้ใคร ที่ตั้งใจว่าจะไปหยิบเครื่องจากในรถมาใช้ก็เลยยุติ ไหนๆ ก็มาร่วมปฏิบัติแล้ว เรามีครูอาจารย์คอยอบรมสั่งสอน เขาบอกให้ทำอะไรก็จงทำตาม จะได้รู้ว่าสิ่งที่อาจารย์อบรมสั่งสอนนั้นมีประโยชน์จริงแท้แค่ไหน การหมกมุ่นอยู่กับโทรศัพท์ทำให้ชีวิตนั้นวุ่นวายมากเหลือเกิน ต้องเช็คเฟซบุ๊ค ต้องเช็คไลน์ตลอดตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนกระทั่งนอนหลับ ยิ่งเราทำมาค้าขายทางออนไลน์อยู่ด้วยก็ยิ่งยุ่งกว่าคนอื่นๆ หลายเท่า ทั้งเรื่องโอนเงิน รับเงิน รับออร์เดอร์ ส่งของ แจ้งลูกค้า ทั้งหมดต้องใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือทำมาหากิน บางทีก็หลงว่า การเล่นเฟซบุ๊คของตัวเองนั้นเป็นการทำมาหากินและเราก็มีความจำเป็นต้องผูกติดมันอยู่ตลอดเวลา

5 กันยายน 2560

รู้สึกขอบคุณพี่อี๊ดที่ชักชวนให้มาปฏิบัติธรรมครั้งนี้ อาจารย์หมอก็สอนให้เราได้เรียนรู้ถึงการปฏิบัติธรรม ให้รู้ว่าการฝึกสมาธินั้นคืออะไร และรู้สึกสำนึกว่า การไม่มีโทรศัทพ์ก็ดีต่อตัวเองมากเหลือเกิน อย่างน้อยในช่วงสี่วันนี้ เราจะปลอดจากการถูกรบกวนโดยโทรศัพท์มือถือ สายตาของเราจะได้พักผ่อนอย่างแท้จริงเสียที เราจะได้มองเห็นต้นไม่ เห็นใบไม้ เห็นสีเขียว และสีส้มของใบที่ร่วงหล่นลงบนพื้น และเรายังมองเห็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่แสงสีขาวสว่างจ้าที่เข้ามาปะทะกับสายตาของเราในยามเช้า

ตลอดทั้ง 4 วันนั้น ทำให้เราได้ตระหนักว่า เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขโดยไม่ต้องหมกมุ่นอยู่กับโทรศัพท์เหมือนที่แล้วมา ไม่ต้องรออ่านข้อความจากไลน์ และเช็คข่าวสารต่าง ๆ จากเฟซบุ๊ค

การไม่มีโทรศัพท์ทำให้หลุดพ้นจากข่าวสารทั้งปวงที่เราได้ตกเป็นทาสมันมาตลอดตั้งแต่เราซื้อโทรศัพท์มาใช้เป็นของส่วนตัว เราแทบจะไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่อ่านข่าวจากหนังสือรายสัปดาห์ ไม่ดูโทรทัศน์ เราคิดว่าโทรศัพท์ที่อยู่ในมือเรานั้นตอบสนองความต้องการที่จะรับรู้ข่าวสารได้หมดทุกอย่างแล้ว บางครั้งสิ่งที่เราเสพนั้นไม่เคยส่งผลดีใด ๆ ต่อชีวิตของเรา นอกจากกระตุ้นให้เกิดความอยาก ทั้งอยากรู้ อยากเห็น อยากได้ อยากมี และยังส่งเสริมให้เราเกิดความโกรธ ความเกลียด ความชิงชังกับสิ่งที่ตรงข้ามกับความเชื่อของเรา ไม่พอใจคนที่คิดต่างไปจากเรา ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงคิดอย่างนั้น ทำไมจึงคิดอย่างนี้ แล้วมันก็ทำใจเกิดตะกอนขุ่นข้นอยู่ไม่เว้นแต่ละนาที แต่บางครั้งก็มีที่มันทำให้เรารู้สึกพอใจ ซาบซึ้งใจ จนเกิดความปีติขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ

โทรศัพท์แค่เครื่องเดียว เปลี่ยนแปลงชีวิตจากคนเรียบ ๆ เรื่อย ๆ ให้กลายเป็นคนรุ่มร้อย กระวนกระวาย อยากรู้ไปเสียทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องที่รู้จะเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเกี่ยวกับตัวเราหรือไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเรา โทรศัพท์เครื่องเดียวเป็นทั้งหนังสือหลายเล่มให้เราได้เลือกอ่าน เป็นสื่อหนังสือพิมพ์ เป็นทั้งวิทยุและโทรทัศน์ เป็นทั้งพจนานุกรม และบางครั้งยังเผลอคิดไปว่า โทรศัพท์นั้นเป็นเพื่อนสนิทที่เราสามารถคุยกับมันได้ทุกเรื่องให้คำตอบได้ทุกอย่างที่เราเกิดข้อสงสัย แถมยังเข้าอกเข้าใจเราเป็นอย่างดี

การมาฝึกสมาธิกับอาจารย์หมอทำให้เราต้องตัดใจห่างออกจากมันด้วยความจำยอม วันแรก ชั่วโมงแรก รู้สึกถึงได้ถึงความกระวนกระวาย หงุดหงิด คิดถึง กังวลว่าจะมีคนเป็นห่วงเราแล้วติดต่อไม่ได้ ห่วงคนที่พยายามโทรหาเราครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วไม่คนรับสาย ระแวงว่าคนที่ส่งข้อความหาเราแล้วเราไม่ตอบเขาจะคิดว่าเราเป็นคนอย่างไร การไม่รับโทรศัพท์ ไม่ตอบข้อความนั้นอาจจะส่งผลเสียต่อตัวเรา หรือหน้าที่การงานของเราได้

แต่ในความจริงมันไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดนั้น โลกยังคงหมุนต่อไป ทุกอย่างยังคงเคลื่อนไหว พระอาทิตย์ยังคงขึ้นทางทิศตะวันออก ส่องแสงสว่างไปตลอดทั้งสิบสองชั่วโมง ก่อนที่จะตกลับเหลี่ยมเขาในตอนค่ำ ถึงแม้ว่าเราจะไม่รับโทรศัพท์ไปตลอดชีวิต โลกยังคงหมุนไปตามปกติ เราไม่ใช่สิ่งสำคัญ ไม่ใช่คนสำคัญ ไม่ใช่อะไรเลย ทั้งหมดนั้นเราแค่คิดไปเอง

วันนี้นั่งสมาธิ ฟังอาจารย์สอนธรรมมะ เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง ถือศีลเงียบ และหมดวันไปอย่างรวดเร็ว การที่เรารู้สึกว่าวันเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วนั้น แสดงว่าชีวิตมีความสุขอย่างแท้จริง นึกอยากจะกล่าวคำขอบคุณอาจารย์หมอและขอบคุณพี่อี๊ดอีก แต่เขาให้เราหยุดพูด ก็ได้แต่คิดอยู่ในใจ วันหลังถ้าไม่ลืมแล้วค่อยบอก ก็คงไม่เป็นไร

6 กันยายน 2560

สวดมนต์ตอนเช้า นั่งสมาธิแล้วก็ได้ฟังอาจารย์หมอบรรยายธรรมะให้ฟัง วันนี้ท่านพูดเรื่องการนินทาว่าร้าย ท่านว่าเขาจะพูดอะไรก็ให้เขาพูดไป เมื่อเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูด เขาก็จะเสียหายไปเอง ท่านยังพูดเรื่องกรรมดีกับกรรมชั่ว การปล่อยวาง การเดินจงกรม การฝึกสมาธิ ท่านอาจารย์หมอฝึกปฎิบัติธรรมมาอย่างยาวนาน จนสามารถเอาวิชาความรู้มาสอนคนได้ ธรรมะที่สอนนั้นเป็นไปอย่างเรียบง่าย เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นประจำวันแล้วยกเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาประกอบ ฟังไม่ยาก ฟังแล้วเข้าใจได้ รู้สึกโปร่ง ๆ สบาย ท่านยังพูดถึงเรื่องความเมตตา กรุณา การปล่อยวาง ทุกอย่างนั้นตรงกับหนังสือที่อ่านมาหลายเล่ม เช่นการมีเมตตาก็จะส่งผลดีต่อตัวเรามากแค่ไหน อย่างน้อยมันทำให้เรารู้สึกสุขกายสบายใจ การเป็นผู้ให้นั้นส่งผลดีต่อชีวิตมาก อาจารย์สรุปว่า “โลกนี้อยู่ได้ด้วยการเกื้อหนุนกันและกัน”

นอกจากเอาหนังสือติดกระเป๋ามาอ่านหลายเล่มแล้วก็ยังเอางานมาทำด้วย กะว่าถ้ามีเวลาก็จะได้ปลีกตัวนั่งทำงาน แต่จากตารางที่จัดไว้สำหรับการปฏิบัติธรรมนั้นดูเหมือนจะไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย จบจากการสวดมนต์และบรรยายตอนค่ำก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่ม ถึงห้องล้างหน้าแปรงฟัน แล้วก็หลับทันทีที่หัวถึงหมอน ยังแอบคิดเลยว่า การมาปฏิบัติธรรมก็เหมือนกับมาทำงาน แทบไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง ไม่มีเวลาแม้แต่จะนอนไขว่ห้างอ่านนิยายต่อสักบทสองบท

มานั่งคิดดูเหมือนเราไปเที่ยวต่างประเทศกับบริษัททัวร์ ตื่นตีห้าล้างหน้าแปรงฟัน หกโมงเช้าทานข้าว เจ็ดโมงล้อหมุน ระหว่างการเดินทางไปเที่ยวยังสถานที่ต่าง ๆ ก็ง่วงเหงาหาวนอนไปตลอดเส้นทาง ถึงที่หมายก็ลงจากรถไปชม ถ่ายรูปแล้วขึ้นรถ ถึงมื้อก็ลงจากรถกรูเข้าไปยังร้านอาหารรีบกิน รีบอิ่ม อิ่มแล้วก็รีบขึ้นรถเดินทางต่อ การท่องเที่ยวก็คือการเดินทาง แต่การปฏิบัติธรรมนั้นต่างกันตรงที่เราอยู่นิ่ง ๆ และใช้ใจเดินทางอยู่ข้างใน เป็นการค้นหาความหมายให้กับชีวิต การค้นพ้นตัวเอง หรือฝึกฝนตนเองแล้วแต่ใครจะเลือกเอาทางไหนหรือเรียกว่าอะไร

ตอนนั่งสมาธิไม่เคยท่องพุทโธ ๆ ได้สำเร็จ สมาธิไม่เคยดิ่งลึกลงไปเหมือนที่ท่านอาจารย์สอน จิตใจมันวอกแวกและฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา คิดถึงแฟนเก่า ๆ คิดถึงคนที่เคยคบหากันและเลิกไปแล้ว คิดวนไปวนมาอยู่แต่เรื่องนี้ บางคนจบลงด้วยความเศร้า และยิ่งน่าเศร้าใจหนักขึ้นไปอีกตรงที่เราไปทำร้ายเขา ทำให้เขาเสียใจ ผิดหวัง ร้องไห้ ส่วนคนที่ทำให้เราเสียใจผิดหวังนั้นกลับไม่ค่อยคิดถึงสักเท่าไร รู้สึกว่าดีแล้ว สมควรแล้ว เราควรจะได้เจอสิ่งเหล่านี้มาตั้งนานแล้ว บางทีก็คิดถึงเรื่องความเป็นความตาย มีคนบอกว่า ก่อนตายไม่ควรติดค้างอะไรกับใครอีก แต่ถ้าเราใกล้ตายจริง ๆ มีสิ่งที่ติดค้างและต้องชดใช้ให้กับคนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่เราไปทำร้ายเขา ทั้งที่โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ น่าจะเขียนจดหมายไปขอโทษเขาเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ บอกว่าขอโทษนะที่ทำไม่ดีต่อเธอไว้ อยากให้เธอยกโทษและอโหสิกรรมให้ด้วย

ถ้าสามารถทำได้อย่างนี้ ก่อนตายน่าจะสงบสุขไม่น้อย

แต่ก่อนอื่นหลังจากปฏิบัติธรรมครั้งนี้ เราน่าจะกลับไปคุกเข่าขอโทษลูกเมียด้วยความรู้สึกผิดอย่างจริงจังได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเกิดตายห่าตายโหงขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด ยังไงก็คงนอนตายตาไม่หลับแน่นอน ศพคงเบิกตาโพลงเหลือกค้างอย่างน่าตกใจ

นั่งฟังธรรมการบรรยายเรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วหดหู่ใจ เพราะไม่ว่าเราจะขัดแย้ง เห็นต่างหรือทะเลาะกับใคร จะชนะหรือแพ้ จะเจ็บปวดมากน้อยแค่ไหน หรือสุขใจ สาแก่ใจ สุดท้ายก็จะเจ็บป่วยและก็ตายกันไปในที่สุด

นึกถึงรุ่นพี่ผู้ใหญ่คนหนึ่งขึ้นมา อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว ยังสามารถโพสต์เฟซบุ๊คให้คนเกลียดชังกันได้ทุกวัน เปิดประเด็น เปิดพื้นที่ให้คนออกมาด่าทอกันไม่เว้นแต่ละวัน คนไหนที่คิดไม่เหมือนกับตัวเอง ทำอะไรไม่ได้ดังใจ ก็จะเขียนเหน็บเขา ด่าเขา ดูหมิ่นเขา ชี้ช่องให้คนอื่นเห็นความไม่ดีของเขา คิดแล้วก็ไม่เข้าใจ

อาจารย์ตอบคำถามนี้ด้วยการบรรยายธรรมะว่า เขาจะเป็นอะไรก็ช่างเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา ที่สำคัญคือเราอย่าไปทำใจของเราให้ขึ้นสนิมด้วยการไปเกลียดเขาก็พอ

การปฏิบัติธรรมครั้งนี้ มีกฎอยู่ว่าห้ามคุยกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ในหนังสือเล่มหนึ่งก็บอกว่า “การพูดมากนั้นทำให้สูญเสียพลังงาน”

ตอนที่แยกย้ายจากกัน ผมเข้าไปกราบอาจารย์และพูดเบาๆ ว่าขอบพระคุณมากครับ อาจารย์ยิ้มด้วยความเมตตา จากนั้นก็เข้าไปไหว้พี่อี๊ด บอกว่าขอบคุณนะครับพี่ พี่อี๊ดก็ยิ้มและบอกว่า ถ้ามีโอกาสมาอีกนะ
....
เอาสมุดบันทึกมาอ่านจนจบตรงนี้ รู้สึกผิดอยู่หลายเรื่อง หนึ่ง ผมลืมเรื่องนี้ไปแล้ว สอง ผมโกรธเกลียดรัฐบาลประยุทธ์มาก (ความโกรธความเกลียดของผมบั่นทอนความสุขแทบจะไม่มีเหลือ) สาม ผมยังไม่ได้ขอโทษใครเลย (รวมทั้งลูกเมีย) สี่ ผมไม่ได้กลับไปปฏิบัติธรรมอีก(ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก)




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน