• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kajohnrit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 418
  • จำนวนผู้ชม : 497950
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kajohnrit
วันอังคาร ที่ 28 กันยายน 2564
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 343 , 08:48:27 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

28 สิงหาคม
ตอนเย็นไปวิ่งมาท่ามกลางเมฆครึ้มเหมือนฝนจะตก และลมก็พัดแรง สวมหมวก และเอาผ้าบัฟปิดปากปิดจมูกกันโควิด ระหว่างทางก็สวนก็คนที่ชอบเดินออกกำลังกายคนแล้วคนเล่า ส่วนใหญ่อยู่ในวัยเกินห้าสิบ นาน ๆ จะเห็นหนุ่มสาวที่รักสุขภาพสักคน หนุ่มคนหนึ่งย้อมผมเป็นสีเงิน เขาเคยตัวใหญ่นัำหนักเกินมาก่อน แต่มาวิ่งได้สักครึ่งปี รูปร่างก็ผอมลงอย่างผิดหูผิดตา เขาวิ่งเร็วกว่าผม วิ่งอย่างเอาจริงเอาจังจนเหงื่อไหลไคลย้อย เวลาวิ่งผมสีเงินของเขาพะเยิบพะยาบชวนให้หันมอง เขาวิ่งเร็ว จบเร็ว และมักจะมาถอดเสื้อโชว์หุ่นอยู่ข้างสนามเด็กเล่น ช่วงนี้เขาหันไปปั่นจักรยาน เวลาผมวิ่งสวนกับจักรยานของเขา เขาจะก้มหัวให้หน่อยหนึ่ง

อีกคนคงเป็นพนักงานออฟฟิศ ยังสาว สวมชุดวิ่ง เจอกันครั้งไรก็ส่งยิ้มให้ แต่เธอวิ่งเร็วเช่นเดียวกัน ผมพยายามดูจากเสื้อที่นำมาสวมแต่ละวัน ปรากฏว่าเป็นเสื้อวิ่งยี่ห้อดังอย่างไนกี้ อดิดาส อันเดอร์อาเมอร์ เซ้าท์โคลนี่ ไม่เคยเห็นเสื้อสำหรับงานวิ่งแม้แต่ครั้งเดียว เลยคิดว่าเธอคงแค่มาออกกำลังกาย แต่ไม่ได้ที่จะไปร่วมเข้าแข่งขันกับใคร บางวันแต่งตัวเข้าชุดกางเกงสีชุมพู เสื้อวิ่งสีชมพู หมวกสี่ชมพู ร้องเท้าก็สีชมพู ใครที่วิ่งสวนกับเธอก็มักจะเหลียวหลังมองเหมือนกันทุกคน

นักวิ่งตัวจริงที่สวมเสื้องานวิ่งออกมาซ้อมก็มีอยู่เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย อายุเกินห้าสิบเหมือนกันหมด บางคนก็ลงงานวิ่งระยะมินิมาราธอน บางคนก็ลงระยะฮาร์ฟมาราธอน เมื่อเห็นผมวิ่งอย่างเอาจริงทุกวันก็มีคนชอบถามว่าจะไปลงงานที่ไหนครับ ผมก็เผลอปากโม้ไปว่า จะไปวิ่งร้อยกิโลที่เขาใหญ่ พอโม้ไปก็รู้สึกเหนียมอายตัวเองมาก ปีก่อนผมก็พูดแบบนี้แล้วก็วิ่งไม่จบ มาปีนี้ก็โม้อีก ไม่น่าเผลอพูดเลย ที่จริงถ้าย้อนกลับไปได้ผมน่าจะพูดว่า จะไปลงฟูลมาราธอนก็พอแล้ว ร้อยกิโลนั้นเป็นเรื่องน่าตกใจเกินไปสำหรับคนอายุขนาดนี้

มีชายคนหนึ่งรูปร่างผอม เขาตีคู่วิ่งมาพร้อมกับผมแล้วเอ่ยปากชวนคุยว่าวิ่งมานานแล้วหรือยัง ผมบอกว่าสักสองหรือสามปี เขาถามว่าไปวิ่งที่ไหนมาบ้าง ผมก็ตอบว่า ล่าสุดไปวิ่งที่บุรีรัมย์มา เขาก็บอกว่าเขาก็เคยไปมาครั้งหนึ่ง แต่วิ่งแค่21กิโลเอง ผมว่ายี่สิบเอ็ดก็ดีแล้วครับ เราอายุมากแล้ว วิ่งไกลไปก็ทำร้ายสุขภาพ เขาว่าอีกไม่นานเขาจะลดลงมาให้เหลือแค่สิบกิโลก็พอ จะได้ไม่กดดันตอนซ้อม ผมก็ว่า คิดอยู่เหมือนกัน แล้วเขาก็ถามผมว่า ปีนี้จะไปงานร้อยกิโลอีกหรือเปล่า ผมหันไปมองหน้า แต่เพราะเขาสวมแมสอยู่ ผมก็เลยจำเขาไม่ได้ว่าเคยคุยหรือรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไร ผมนิ่งอึ้งไปสักพัก แล้วก็ถามว่า เคยไปวิ่งมาใช่ไหมครับ เขาบอกว่าเปล่า ไม่เคยวิ่งและไม่คิดจะไปวิ่ง มันเป็นระยะที่โหดร้ายเกินไป แต่เขาจำผมได้ เพื่อนของเขาคนหนึ่งเคยชี้ให้ดูว่าผมเป็นนักวิ่งร้อยกิโลมาก่อน ผมว่า ไม่หรอก ผมแค่ลงวิ่ง แต่ปีนั้นซ้อมน้อยเพราะมีอาการปวดหลังต้องหยุดไปเป็นเดือน ครั้นเมื่อถึงวันแข่งผมก็ลงวิ่งสนุก ๆ ไม่คาดหวังอะไร เขาว่าปีนี้เป็นอย่างไร ผมก็ว่าคงเหมือนปีที่แล้ว ปีนี้มีโควิด ไม่ได้ออกไปซ้อมเลย ในที่สุดก็ต้องล้มเหลวอีกเหมือนเดิม เขาว่าแค่ได้วิ่งหรือวิ่งได้ก็ดีแล้วครับ ผมก็ว่า ใช่ครับ แล้วเราก็วิ่งตามกันไปเรื่อย ๆ จนกิโลที่แปด ผมบอกว่า พอแล้ว ช่วงนี้ร่างกายไม่ฟิตเลย ผมเหนื่อยจนหมดแรงเกือบทุกวัน เขาบอกว่า ค่อย ๆ วิ่งนะครับ ถ้าพยายามก็อาจจะประสบความสำเร็จ ผมว่าขอบคุณครับ แล้วก็ฉีกตัวออกมา เดินกลับบ้าน

ฝนที่ตั้งเค้ามาเมื่อสองสามชั่วโมงก่อนก็ตกลงมาเบา ๆ อากาศเย็นลงทันทีทันใด เดินตากฝนจนถึงหน้าบ้าน แล้วก็คิดว่าไหน ๆ ก็เกือบจะเปียกอยู่แล้ว เดินไปที่แผงขายผักที่หน้าตลาดเสียเลยจะดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจะได้ไม่ต้องขับรถออกไปหา

เปิดประตูรั้วบ้าน แล้วบอกลูกว่าหยิบเงินมาให้สักสามสี่ร้อย ลูกถามว่ากระเป๋าสะตังค์พ่ออยู่ไหน ผมว่าอยู่ในลิ้นชัก ลูกเดินไปเปิดลิ้นชักแล้วก็บอกว่าไม่มี ผมนึกอยู่ประเดี๋ยวหนึ่งก็คิดออกว่า กระเป๋าตังค์อยู่ในกระเป๋ากางเกงขาสั้นสีน้ำตาล ซึ่งเอาไปเก็บไว้ข้างบนแล้ว บอกลูกว่าไปล้วงในกระเป๋ากางเกงให้หน่อย อยู่ในห้องแม่ ลูกว่าเอาเท่าไรนะ ผมว่าสี่ร้อยก็พอ

ไปซื้อผักแค่ไม่กี่อย่างต้องใช้เงินหลักร้อย ก่อนหน้านี้ผักกำละสามบาทห้าบาท ตลาดสดต่างจังหวัดก็จะเห็นแม่ค้าเอาผักต่าง ๆ เช่นคะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปลี ต้นหอม ผักชี วางกองอยู่บนใบตอง ขายในราคาไม่เกินสิบบาท แต่ถ้าไปซื้อในห้างสรรพสินค้า ด้วยความที่ช่วงนี้ซื้อของสดของแห้งมาใส่ตู้เย็นบ่อยก็จะพบว่า ผักที่เคยซื้อเห็นเป็นกองในราคาห้าบาทสิบบาทนั้น ถ้าอยู่ในห้างก็จะแพงขึ้นสองหรือสามเท่า เคยหยิบกวางตุ้งแพ็คห่อพลาสติกอย่างดี ต้นงามสามต้นราคาสามสิบบาท ต้นหอมสี่ต้นยี่สิบห้าบาท เห็นราคาแล้วก็ตกใจอยู่เหมือนกัน จนหลัง ๆ มักจะไปซื้อในตลาดสดตอนเย็นหรือตอนเช้า เราจะได้ผักสดใหม่ ๆ มาในราคาที่ไม่โหดร้ายมากนัก

แต่อย่างไรก็ตาม เวลาไปซื้อผักหรือผลไม้นั้นอย่าพกเงินต่ำกว่าหนึ่งร้อย เพราะยังไงก็ไม่พอแน่นอน

ผมเพิ่งเปิดดูยูทูปวิธีการทำจับฉ่ายแบบดั้งเดิม เป็นสูตรของคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ทำผักต้มหลังจากเสร็จพิธีไหว้เจ้า ว่าต้องทำอย่างไร ที่ทำขายก็เป็นอีกแบบ แต่ละร้านก็มีสูตรเป็นของตัวเอง เช่นบางร้านบอกให้เติมบรั่นดีลงไปสักฝา บางร้านบอกว่าให้ใช้แต่กวางตุ้ง หัวไชเท้าและคึ่นไช่สามอย่างเท่านั้น ส่วนเนื้อนั้นมีให้เลือกตั้งแต่หมูสามชั้น ต้มให้เปื่อยเละจนน้ำมันเยิ้ม ถ้าไม่ใช้หมูก็ใช้ปีกไก่บน หรือไม่ก็ตีนไก่ ต้มให้จนเปื่อยยุ่ยไปพร้อมกับผักแล้วค่อยตักมากิน บางร้านก็บอกให้เติมซีอี้วดำลงไปด้วย บางร้านว่าไม่ต้อง บางเจ้าก็แนะนำให้ใส่กระเทียมพริกไทยลงไปหน่อยหนึ่ง แต่เพื่อนผมบอกว่า ต้องใส่เกลือเท่านั้น น้ำปลา ซีอิ้วขาว ซีอี้วดำนั้นไม่ต้อง

เรื่องการทำอาหารให้อร่อย สูตรใครก็สูตรมันจริง ๆ เหมือนเราไปกินอาหาร ร้านนี้ขาหมูอร่อย ร้านนี้ต้องผัดพริกแกงเท่านั้น หรือถ้าไปกินราดหน้าทะเลก็ต้องราดนี้ ร้านอื่นนั้นไม่คือ

มีอยู่บางช่วงบางเวลาเหมือนกันที่ผมคิดอยากจะเปิดร้านอาหาร มีเมนูเด็ดสักสามหรือสี่อย่างเท่านั้น เช่นวันนี้มีไก่อบเห็ดหอมกับสลัดผัก หรือวันนี้มีแค่แกงเขียวหวานไก่กับปลาสลิดแดดเดียว อีกวันมีเนื้อตุ๋นยาจีนใส่เห็ดหอมกับหมูทอด วันต่อมาอาจจะมีฉู่ฉี่กุ้งกับสลัดผัก แต่ละวันก็มีอะไรให้เลือกไม่เหมือนกัน เป็นร้านที่ขายคนรู้ใจโดยเฉพาะ เน้นหนักเรื่องรสนิยม ความอร่อย ความพิถีพิถันและความสะอาด ทั้งหมดนี้ผนวกรวมกับรสนิยมของการจัดร้านที่อบอุ่น ทันสมัย จานชามต้องสวยและต้องใหญ่เป็นพิเศษ ช้อนต้องมีน้ำหนัก เป็นช้อนสแตนเลสอย่างดีที่ใช้กันในภัตตาคารหรูหราเท่านั้น วันหนึ่งขายสักสิบจานยี่สิบจาน หมดแล้วหมดเลย

ไอเดียนี้ติดตัวมาหลายปี เหมือนกับที่เคยคิดเรื่องเปิดร้านหนังสือและมีกาแฟเครื่องดื่มให้บริการด้วย แต่ก็ได้แต่คิดยังไม่เคยลงมือทำอะไรแม้แต่สักอย่างเดียว

เรื่องร้านอาหารนี่ผมเคยไปนั่งกินอยู่ร้านหนึ่งชื่อ “ฟาร์มทูเทเบิ้ล” อยู่แถวสะพานพุทธ เป็นร้านอาหารที่มีเมนูไม่กี่อย่าง ขายดี หมดตั้งแต่หัววัน เป็นร้านที่เล็กมาก มีโต๊ะเก้าอยู่ไม่กี่ตัว ลูกค้าถ้าไปแล้วไม่ที่ว่างก็ยืนรอกันอยู่ด้านนอก ถึงเวลาที่คนอื่นลุกตัวเองถึงจะได้เข้าไปนั่งแทน ไม่รับจอง ใครมาก่อนก็ได้เข้าไปนั่งก่อน ร้านนี้อยู่ในซอยแคบ ๆ เอารถเข้าไปจอดหน้าร้านไม่ได้ ต้องเดินลัดเลาะหากันเอาเอง

ที่พิเศษสุดซึ่งผมชอบมาก ๆ คือบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง คนให้บริการทุกคนสุภาพ พูดจาดี มีลักษณะของคนที่ผ่านการฝึกฝนมาก่อน และที่สำคัญมาก ๆ อีกอย่างคือห้องน้ำทันสมัยและสะอาดมาก กว้างขวาง โอ่อ่า อุปกรณ์ในห้องน้ำทุกอย่างล้วนแต่ใหม่เอี่ยม ได้รับการขัดถูทำความสะอาดอย่างชนิดที่ไม่ค่อยจะได้เจอจากที่ไหนง่าย ๆ

ผมไปร้านนี้ทีไรก็สั่งไก่อบราดข้าวกับสลัดผักจานใหญ่ ตบท้ายด้วยกาแฟอเมริกาโนร้อน น้ำดื่มเย็น ๆ ให้บริการฟรี ไก่อบนั้นคิดว่าพอหากินที่ไหนก็ได้ แต่ที่หาไม่ได้จากที่อื่นคือความพิถีพิถันในการจัดจาน รองจานมาด้วยผักสลัดอย่างสวยเก๋ เวลารับอาหารจากเคาน์เตอร์มาวางไว้บนโต๊ะ มันสวยเสียจนอดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายรูปเก็บไว้ก่อนกิน หันไปมองโต๊ะข้าง ๆ ทุกคนก็ทำเหมือนกันหมด คือถ่ายรูปอาหารในจานใบใหญ่ อัพรูปลงไอจีหรือเฟซบุ๊ค เสร็จแล้วถึงจะลงมือกิน

ร้านเขาเปิดตั้งแต่สิบโมง บ่าย ๆ อาหารก็หมด เหลือแต่เครื่องดื่ม ชา กาแฟ และน้ำผลไม่ ลูกค้าก็แน่นทุกวันไม่เคยปล่อยให้เจ้าของร้านรู้สึกเหงา ไม่ถึงเย็นร้านก็ปิด ของในร้านที่เตรียมไว้ขายก็หมดเกลี้ยง

ไปร้านนี้บ่อย ๆ ก็นั่งเพ้อฝันว่าอยากจะทำแบบนี้เหลือเกิน ขายแกงเขียวหวานอย่างเดียวก็ได้ วันหนึ่งสักสิบหรือยี่สิบจาน หมดแล้วก็พอ เน้นเรื่องบริการเป็นหัวใจหลัก จานชามต้องหรูหรา แสงไฟในร้านต้องอบอุ่น และต้องให้ถ่ายรูปแล้วออกมาสวย ลองคำนวณตัวเลขเล่น ๆ ขายอาหารจานละหนึ่งร้อยสิบบาท ขายแค่ยี่สิบจานก็จะได้เงินมาสองพันสองร้อยบาท ขายกาแฟแก้วละห้าสิบโดยเฉลี่ยอีกสักยี่สิบแก้ว ได้เพิ่มมาอีกหนึ่งพันบาท รวมเป็นสามพันบาท หักต้นทุนและค่าใช้จ่าย ๆ ต่าง ๆ เสียครึ่งหนึ่ง จะเหลือเงินพันห้าร้อยบาท เดือนหนึ่งทำงานสักยี่สิบวันก็จะมีรายได้ประมาณสามหมื่นกว่าบาท ผมว่าเป็นตัวเลขกำลังดี สำหรับร้านเล็ก ๆ ที่รับลูกค้าวันละไม่เกินยี่สิบหรือยี่สิบห้าคน เวลาที่เหลือก็เอามาทำประชาสัมพันธ์ลงไอจีหรือเพจเฟซบุ๊คไปเรื่อย ๆ

คิดแล้วก็ครึ้มอกครึ้มใจดีเหมือนกัน

ผมเคยไปนั่งกินกาแฟร้านหนึ่งบนถนนรัตนาธิเบศร์ เป็นร้านที่ทันสมัย โปร่ง สบาย มีพนักงานหญิงอายุสักยี่สิบห้ายี่สิบหกอยู่คนหนึ่ง แต่งชุดบาริสต้าสีขาว ผูกหูกระต่ายไว้ที่คอเสื้อ เธอช่างพูด ช่างโอภาปราศรัย และชงชากาแฟอย่างคล่องแคล่วว่องไว ทุกคนต่างติดอกติดใจ ไปถึงก็จะได้รับการทักทายจากเธอ สวัสดีค่ะ วันนี้รับกาแฟเหมือนเดิมไหม จะเอาอะไรเพิ่มหรือเปล่า เธอจำลูกค้าได้แทบทุกคนว่าใครชอบอะไรไม่ชอบอะไร ใครจะเอาน้ำตาลหรือไม่เอา ผมเข้าไปนั่งแล้วก็รู้สึกทึ่งคิดว่า ถ้าเราเปิดร้านต้องหาคนแบบนี้มาช่วยงานให้ได้

ในร้านยังมีหญิงแม่บ้านอีกคนหนึ่งแต่งตัวธรรมดา สวมเสื้อยืดหลวม ๆ กางเกงขายาวสามส่วน คอยเช็ดโต๊ะ คอยเก็บโต๊ะ จัดเก้าอี้ที่นั่ง ไม่ค่อยพูดค่อยจา ผมไปบ่อยก็เลยได้คุยกัน ถามว่า ทำงานในร้านกาแฟนี่สนุกดีนะครับ นางก็ยิ้ม ไม่พูดอะไร ผมก็คิดว่าพี่แม่บ้านคนนี้ดูใจดีแต่ไม่ค่อยพูด

หลายวันต่อมาจึงได้รู้จากน้องบาริสต้าคนเก่งว่า แม่บ้านคนที่ผมชวนคุยแล้วไม่คุยนั้นคือเจ้าของร้าน ส่วนเธอนั้นเป็นแค่พนักงาน

วันหลังเจอหน้าเจ้าของร้าน ผมซื้อกาแฟเสร็จแล้วก็มานั่งอ่านหนังสือ เธอเดินมาใกล้ ๆ ผมก็พูดว่า ขอโทษนะครับ วันก่อนที่ชวนคุย ไม่นึกว่าจะเป็นเจ้าของร้าน เธอยิ้มอีกแล้วบอกไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะที่มาอุดหนุน ผมว่า ร้านนี้ดีจังเลย ผมชอบ เธอก็กล่าวขอบคุณอีกครั้ง ผมถามว่า มีอะไรแนะนำไหมครับถ้าผมอยากจะเปิดร้านแบบนี้บ้าง เธอหันมายิ้มแล้วก็เดินเข้ามาใกล้อีกนิด ก่อนจะบอกว่า อย่าทำเอง ผมถามว่าทำไมล่ะครับ เธอว่า เราอายุมากแล้ว ชงกาแฟเก่งอย่างไรก็ต้องมีอาการเงอะ ๆ งะ ๆ ไม่เหมือนมืออาชีพ ความคล่องแคล่วว่องไวนั้นยังไงก็สู้เด็กไม่ได้ ที่เราควรทำคือคอยสอนและแนะนำเขาว่าควรจะยิ้มแย้มอย่างไร พูดจาอย่างไร ทำงานอย่างไรเพื่อให้ลูกค้าประทับใจจนต้องกลับมาอีก

นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็คิดไว้ในใจ สมมุติว่าอนาคตเกิดมีร้านอาหารของตัวเองขึ้นมาจริง ๆ สิ่งที่ผมจะทำก็คือการเก็บตัวเองอยู่ในครัว อยู่หลังเตาไฟ ลงมือปรุงอาหารให้ดีที่สุด อร่อยที่สุด และคอยดูแลร้านให้สะอาดที่สุด โดยไม่ต้องแสดงตัว

วันนี้ผมซื้อผักมาหลายอย่าง ทั้งคะน้า กวางตุ้ง คึ่นไช่ กะหล่ำปลี ต้นหอม ผักชี หัวไชเท้า ก่อนกลับวิ่งเข้าไปในห้างบิ๊กซีซื้อปีกไก่บนมาหนึ่งแพ็คราคาสี่สิบเก้าบาท ค่าผักอีกร้อยเจ็ดสิบ พรุ่งนี้จะทำต้มจับฉ่ายสูตรโบราณหม้อใหญ่ เสร็จแล้วก็ตั้งไฟอ่อน ๆ ไว้สักพักให้ผักเปื่อยจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วก็กินเป็นอาหารเพื่อสุขภาพตลอดทั้งสามมื้อ

ขากลับผมหิ้วผักสองมือ และก็วิ่งเหยาะ ๆ ตากฝนกลับบ้าน รู้สึกมีความสุขเหลือเกิน




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน