• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kajohnrit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 421
  • จำนวนผู้ชม : 507548
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kajohnrit
วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม 2564
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 276 , 14:01:09 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

6 กันยายน
ตอนอ่าน “วอลเดล” ก็พยายามย้อนนึกว่า ปี 2534 ซึ่งเป็นปีที่ซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านครั้งแรกนั้นทำอะไรบ้าง หนังสือค่อนข้างหนาถึง 429 หน้า ราคา 180 บาทในสมัยเมื่อสามสิบปีที่แล้วก็ถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง ผมเคยทำงานเป็นบรรณาธิการนิตยสาร เงินเดือน7000 บาท ทำควบสองที่ ทั้งกลางวันและกลางคืน มีรายได้ประมาณหมื่นกว่าบาท ซื้อหนังสือเล่มหนึ่ง 180 บาทก็ถือว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรง

ไม่เหมือนตอนที่ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวตรวจวัดควันดำกับทบวงมหาวิทยาลัย ได้ค่าแรงวันละ 65 บาท ถ้าเทียบกับตอนนั้น เงินซื้อหนังสือ 180 ต้องทำงานเก็บเงินโดยไม่ต้องกินข้าวกินปลาถึงสามวันเต็ม ๆ

ย้อนกลับไปนึกถึงตอนนั้นแล้วก็จำได้อย่างหนึ่งว่า ไม่เคยมีเงินในกระเป๋าเกินหนึ่งพันบาท เวลาเงินเหลือสักร้อยสองร้อยก็จะไปเดินดูที่แผงหนังสือเก่าในสวนจตุจักร ซื้อหนังสือเล่มละห้าบาทสิบบาท เป็นหนังสือเก่าที่ขายกันในราคาถูก ตาดีก็ได้หนังสือที่มีคุณค่ามาเต็มถุง ผมได้ ”ลูกอีสาน” “ฟ้าบ่กั้น” “นักพนัน”ของดอสโตเยฟสกี้ “นายแพทยชิวาโก” “สเต๊ปเปนวูฟ” ของเฮอร์มาน เอสเส ก็จากแผงหนังสือเก่าเหล่านี้ รวมทั้งผลงานของหลู่ซิ่น หรือปาจินก็เช่นเดียวกัน เงินสองร้อยบาทกับค่าแรงวันละหกสิบห้าบาทนั้นถือว่ามากมายพอสมควร เวลาจะต้องจับจ่ายซื้อหนังสือกับเงินที่หายากขนาดนี้ก็ต้องใช้เวลาเลือกและลูบคลำกันอยู่นานทีเดียว

จำได้อีกเรื่องว่า ร้านหนังสืออย่างร้านดอกหญ้าท่าพระจันทร์ หรือร้านดวงกมลแถวสยามสแควร์นั้นก็เข้าบ่อย เพียงแต่ไม่เคยซื้อ ส่วนใหญ่มักจะเข้าไปยืนอ่านและสำรวจว่าอะไรน่าสนใจบ้าง เสร็จแล้วก็จดจำเอาไว้ เมื่อเก็บเงินได้ก็จะทางไปดูที่สวนจตุจักร ซึ่งมีแผงหนังสือให้เราเข้าไปเลือกได้เป็นร้อย ๆ แผง ไปคุยกับเจ้าของร้านบ้าง ถามหาหนังสือที่ต้องการบ้าง ต่อรองราคาบ้าง ส่วนใหญ่ก็บอกเขาตามตรงว่า "ผมมีเงินอยู่แค่นี้จริง ๆ ครับ พอจะขายให้ได้ไหม"

เจ้าของมักจะมองหน้า จ้องเข้าไปในลูกตาผม และก็บอกว่า "เอ้า เอาไป ขาดทุนก็ยอมแล้ว ขอกันขนาดนี้"

ผมจำเจ้าของแผงหนังสือได้หลายคน เข้าใจว่าเวลาผ่านไปสามสิบปี คนที่เคยอายุห้าสิบหกสิบก็คงชราหรือเสียชีวิตไปแล้วและก็นานไม่น้อยกว่ายี่สิบปีที่ผมไม่จำเป็นต้องไปเลือกหนังสือเก่าราคาถูกมาอ่านอีกเลย

หนังสือวอลเดนนี่ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่เขียนไว้ตรงหน้าแรกว่าซื้อในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อปี2534 ก็ไม่มีทางจะจำได้ ปีนั้นผมมีผลงานเรื่องสั้นลงตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารบ่อย มีรายได้เสริมจากการเขียนหนังสือบ้างแล้ว นิตยสารบางเล่มนั้นจ่ายค่าเรื่องดีเช่นมติชน แพรว เมืองไทยวันนี้ บางเล่มจ่ายถึงห้าพันบาท ลองคิดดูคนที่มีเงินเดือนเจ็ดพันบาท อยู่ ๆ เขียนเรื่องสั้นและได้ค่าตอบแทนถึงห้าพันบาทนั้นจะดีใจขนาดไหน เงินทองก็ไม่ได้เอาไปไหน ส่วนใหญ่ก็เก็บไว้ซื้อหนังสืออีกเหมือนเดิม เวลาพกเงินพันเข้าร้านหนังสือทีไรมันอุ่นใจ ลำพองใจและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก อยากได้เล่มไหนก็ไม่ต้องเอาปากกามาจดชื่อไว้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว หยิบไปจ่ายเงินที่หน้าเคาน์เตอร์คิดเงินได้ทันที

ร้านหนังสือที่เข้าบ่อยในปี2534 คือร้านดอกหญ้าตรงสยามแสคว์ เขาเริ่มให้บริการทำบัตรสมาชิกและลดราคาจากปกให้อีก 10% ซื้อหนังสือ 200 บาท ได้เงินทอนกลับ 20 บาท เงินยี่สิบบาทนั้นเอาไปนั่งดื่มกาแฟที่ดังกิ้นโดนัท กาแฟแก้วละ25บาท ซื้อกาแฟแล้วมานั่งไขว่ห้างทำเท่ริมกระจกใกล้ทางเดินนั้นมันให้ความรู้สึกเหมือนกับตัวเองเป็นนักเขียนใหญ่ระดับเฮมิงเวย์ที่นั่งไขว่ห้างกางหนังสืออ่านอยู่ในถนนฌ็องเซลิเชกลางกรุงปารีสอย่างไรก็อย่างนั้น

ปี2534 ผมแต่งงานเดือนมีนาคม แต่งงานเสร็จก็ย้ายจากห้องเช่าที่แฟลตคลองจั่นไปอยู่ในบ้านทาวน์เฮ้าส์ขนาด27ตารางวาบนถนนรัตนาธิเบศร์ ตอนย้ายออกจากแฟลตนั้นก็มีเสื่อผืนหนึ่ง หมอนเก่า ๆ ใบหนึ่งกับผ้าห่มอีกหนึ่งผืน เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ไม่กี่ชุด และที่เยอะมากที่สุดคือหนังสือ ใส่ลังแม่โขงไว้เกือบยี่สิบลัง จำได้ว่าเพื่อนนักเขียนชื่อเสี้ยวจันทร์ แรมไพร เป็นคนช่วยขนของ นั่งรถป๊อก ๆ มาจากบางกะปิ ที่ไม่นั่งแท็กซี่เพราะขนของได้ไม่หมด ต้องใช้บริการรถป๊อก ๆ ที่รับส่งผู้โดยสารจากตลาดสดบางกะปิไปสู่หมู่บ้านในละแวกนั้น ผมว่าจ้างเขาด้วยเงินประมาณสองร้อยบาท ให้คนขับช่วยซ้อนลังหนังสือไว้ท้ายรถ เอาหมอน ผ้าห่มและเสื่อกระจูดรองนอนม้วนและมัดไว้กับหลังคา เจ้าของรถเป็นลุงอายุสักห้าสิบปลาย ๆ ใจดี ช่วยเรียงของและมัดด้วยเชือกฟางจนแน่น แล้วก็ออกรถ

ผมนั่งด้านหลังคนขับเบียดกับข้าวของจนตัวลีบ แถมยังมีเสี้ยวจันทร์นั่งตักตามมาช่วยขนของลงด้วย

รถป๊อก ๆ นั้นไม่เหมือนรถอื่น คือเป็นรถเล็ก ทำความเร็วไม่ได้ เราใช้เวลาเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนานมาก ติดไฟแดงสามสี่หนกว่าจะพ้นไปได้สักแยกหนึ่ง คนขับรถไม่ถามสักคำว่าทำไมไม่จ้างรถบรรทุกหรือรถกระบะขนของ ถ้าถามผมก็คงจะตอบตามตรงว่าอยากจะประหยัด ตอนนั้น เงินทั้งหมดเอาไปใช้จ่ายกับเรื่องสินสอด เรื่องจองโรงแรมหรืออะไรจิปาถะเกี่ยวกับการแต่งงานจนหมดตัว เกลี้ยงจนแทบไม่เหลือติดกระเป๋า อะไรที่คิดว่าประหยัดได้ก็ต้องประหยัดเอาไว้ก่อน

ปกติถ้านั่งรถเมล์จากบางกะปิไปถึงเมืองนนท์หรือสี่แยกแคลาย ใช้เวลาไม่เกินชั่วโมงครึ่ง ถ้ารถติดอาจเป็นสองชั่วโมง ถ้านั่งแท็กซี่ก็จะทำเวลาได้ดีขึ้น แต่รถป็อก ๆ หรือรถกระป้อนั้นวิ่งช้า ไปกันเรื่อย ๆ แต่เราสองคุยก็คุยขำกันไปตลอดทาง

เสี้ยวจันทร์เป็นกวีที่มีบุคลิกพิเศษไม่เหมือนใคร เขาไม่เคยจริงจังกับอะไรสักเรื่อง เขาสามารถพูดเล่นพูดหัวและหาเรื่องทุกอย่างมาแปรให้เป็นเรื่องขำขันไปได้หมด เป็นเพื่อนที่แปลกมาแต่ไหนแต่ไร นำพามาแต่เสียงหัวเราะและความสนุกสนานทั้งในยามยากและยามมั่งมี

เมื่อรถมาจอดหน้าบ้านหลังใหม่ ผมกับเขาก็ช่วยกันทยอยเอาของลงจากรถ ลุงคนขับก็อวยชัยให้พร ยินดีกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผม ลุงถามว่า อยู่แฟลตมานานเท่าไรแล้ว ผมว่าตั้งแต่ปี 2526 ย้ายไปอยู่เกือบทุกแฟลตแล้ว จำแทบไม่ได้ว่าอยู่ห้องไหนบ้าง ถึงปี 2534 รวมเบ็ดเสร็จประมาณ 8 ปี

เป็นแปดปีที่มีครบทุกรสชาติ ทั้งอิ่ม หิว และอด ผสมผสานกันไปตลอด

ลุงว่า "ขอให้โชคดีมั่งมีศรีสุขนะไอ้หลาน"

ผมพนมมือรับพรร้อง "สาธุ"

แฟลตที่ผมย้ายออกมานั้น ผมอยู่กับเพื่อนนักเขียนอีกคนชื่อณัฐกานต์ ลิ่มสถาพร เขาเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่โรงเรียนวิเชียรมาตุ เป็นกวี เป็นนักเขียนเหมือนกับเสี้ยวจันทร์ เขาเป็นคนชวนผมมาอยู่ด้วยกัน หลังจากที่ผมถูกแฟนคนหนึ่งบอกเลิกแล้วหนีหายไปไหนก็ไม่รู้ ณัฐกานต์ทราบข่าวว่า ไม่มีเงิน ตกงาน ไม่มีที่อยู่ ก็จึงเอ่ยปากชวนมาอยู่ด้วยกัน ช่วยกันหารค่าเช่ากันคนละหกร้อยบาท ผมอยู่กับเขาเกือบสองปี แบ่งปันกันกิน แบ่งกันใช้เหมือนพี่กับน้อง เขาเป็นคนดูแลผมในช่วงอกหัก เป็นห้วงเวลาที่ทุกข์ทรมาน กินไม่ได้นอนไม่หลับ ผอมจนหัวโต

ณัฐกานต์ทำงานเป็นกองบรรณาธิการนิตยสาร แต่งตัวหล่อ รีดเสื้อผ้าจนกลีบโง้ง เป็นหนุ่มสังคมที่ทุกคนในแวดวงหนังสือรู้จัก ตอนเขาไปทำงาน ผมตกงานนอนอยู่ในห้อง และช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีหนังสืออ่านเยอะทีสุด ณัฐกานต์เป็นผู้รอบรู้เรื่องวรรณกรรม รู้ว่าหนังสือเล่มไหนดีหรือไม่ดี และยังเป็นคนที่สะสมหนังสือวรรณกรรมเอาไว้เป็นจำนวนมาก เรียงหนังสือทุกเล่มชิดฝาและซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ เขามักจะแนะนำให้ผมอ่านเล่มนั้นเล่มนี้ และมักจะถามว่าอ่านจบหรือยัง ผมซึ่งไม่ได้ออกไปไหนเป็นเดือน ๆ ก็อ่านหนังสือเป็นอาชีพหลัก จนกระทั่งอาการอกหักเกือบจะหายดีจึงออกไปหางานทำและก็ได้รับความกรุณาจากคุณนิพรรณ กุลประสูติและคุณปกรณ์ พงศ์วราพาให้เข้าไปเป็นพนักงานพิสูจน์อักษรในบริษัทจีเอ็ม ผมนั่งประจำอยู่ที่นิตยสาร “นีออน” ซึ่งเป็นนิตยสารแนวชายรักชาย ทำหน้าที่ทุกอย่างตั้งแต่ตรวจปร๊ฟ สัมภาษณ์ เขียนบทความ รีวิวหนังโป๊ หรือทำนอกเหนือจากหน้าที่อีกหลายอย่างเช่นยกกล้อง ยกไฟ ช่วยห่อของ ไปซื้อข้าว โอเลี้ยง ไปช่วยส่งของที่ไปรษณีย์ เช็ดขี้กาว เหลาดินสอ ถอดเทปสัมภาษณ์ นั่งเป็นเพื่อน ผมทำทุกอย่างด้วยความเต็มใจเท่าที่รุ่นพี่ ๆ จะเรียกใช้ได้

ตอนอยู่กับณัฐกานต์ถือเป็นช่วงที่ดีช่วงหนึ่งของชีวิต ด้วยเหตุว่าณัฐกานต์เป็นคนกว้างขวาง เขาจึงมักจะรู้จักนักเขียนดังๆ รุ่นพี่อยู่หลายคน เช่นชาติ กอบจิตติ จำลอง ฝั่งชลจิต มาลา คำจันทร์ วิมล ไทรนิ่มนวล สถาพร ศรีสัจจัง และใครต่อใครอีกจำนวนมาก กลับมาจากที่ทำงานบางวันก็เล่าให้ฟังว่าวันนี้ไปเจอใครมาบ้าง เช่นไปนั่งคุยกับพี่จำลองที่ผับแถวทองหล่อ ไปเจอชาติ กอบจิตติที่เคล็ดไทย ได้พบกับบรรณาธิการ”ถนนหนังสือ” พี่เรืองเดช จันทรคีรี ได้คุยกับมาลา คำจันทร์ หรือเพิ่งแยกจากพี่สถาพรมาหมาด ๆ

เวลาเขาพูดถึงนักเขียนรุ่นพี่ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา เล่าว่าคุยอะไรกันบ้าง และแนะนำให้อ่านหนังสือของชาติ อย่าง"พันธ์หมาบ้า" หรือ"คำพิพากษา"ซึ่งเขามีอยู่เกือบทุกเล่ม แนะนำให้อ่าน"สีของหมา" ของพี่จำลอง ซึ่งเขาก็มีอยู่เหมือนกัน ขอให้อ่านงานของพี่สถาพรเรื่อง"บองหลา" อ่าน “งู” ของวิมล ไทรนิ่มนวล อ่าน “ลูกพ่อคนหนึ่งถากไม้เหมือนหมาเลีย” ของวัฒน์ วรรลยางกูร บางวันก็บอกให้อ่านงานของชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ เช่น "คอมมิวนิสต์บุก" เขาเล่าให้ฟังว่าชัชรินทร์เป็นคนปักษ์ใต้ เกิดที่จังหวัดตรัง เรียนที่วิเชียรมาตุโรงเรียนเดียวกับเรา

ผมอ่านตามคำแนะนำของเขาทุกเล่ม และพลอยทำให้รู้จักผลงานของนักเขียนรุ่นพี่ทุกคน ใจก็คิดว่าวันหนึ่งต้องหาทางเจอหน้าให้ได้

ช่วงปลาย ๆ ของการอยู่กับณัฐกานต์ เริ่มบาดหมางและไม่ค่อยมีความสุข เขาชวนหลานชายมาอยู่ด้วย และหลานเขาก็มีแฟนคนหนึ่ง ผมรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่ต้องอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้า บางวันหลานเขาชวนเพื่อนมาตั้งวงในห้องตั้งแต่เย็น กินเหล้ากันกรึ่ม ผมเลิกงานกลับมาสองสามทุ่มก็เจอพวกเขายังดื่มและส่งเสียงพูดคุยกันสนุก ณัฐกานต์นั้นไม่ว่าอะไรกับพฤติกรรมของหลาน ผมก็เลยไม่กล้าพูดกล้าเตือน เขาดื่มกันผมก็ลากเสื่อไปนอนหน้าห้องน้ำ และพยายามนอนให้หลับ

พฤติกรรมกินเหล้าในห้องนี่เกิดขึ้นบ่อยมาก หลานสะใภ้ของเขาเป็นผู้หญิงใจแคบ ซื้อเตารีดไฟฟ้ามาอันหนึ่ง ก็วิตกกังวลว่าผมจะเอาไปใช้ กลับมาจากเรียนหนังสือก็จะต้องเอามือไปอัง ๆ ว่าเตารีดร้อนหรือเปล่า ทำทุกอย่างให้ผมเห็นว่านางระแวงกลัวว่าผมจะหยิบเอาไปใช้ นางซื้อโทรทัศน์เครื่องหนึ่งขนาดสิบสองนิ้วก็เปิดดูกันแค่สองคน ถ้าผมอยู่ด้วยก็จะรีบปิด กลัวว่าผมจะได้รับความบันเทิงจากเครื่องโทรทัศน์ของนาง ดูเสร็จแล้วก็จะเก็บใส่กล่องกระดาษเอาไว้ คงเกรงว่า ถ้าพวกเขาไม่อยู่ ผมอาจจะแอบเปิดดูข่าวหรือรายการอื่น ๆ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่รู้สึกว่าความอึดอัดนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ณัฐกานต์ก็ปากหนัก ไม่เคยตักเตือน ไม่เคยว่าอะไรหลาน บางครั้งก็ยังนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันกับหลาน พอผมมาก็รีบปิดและก็เก็บใส่กล่องต่อหน้าต่อตา

ผมก็เลยคิดว่าต้องหาทางไปนอนที่อื่นได้แล้ว ตอนนั้นที่บริษัท “GM”นั้นมีพนักงานหรือพ่อบ้านอยู่คนหนึ่งชื่อพี่ประจวบ เป็นคนดูแลอาคารทั้งหมด หน้าที่หลักก็คือเอาหนังสือในบริษัทไปส่งที่ไปรษณีย์ พี่ประจวบนั้นเสียงดัง ชอบเฮฮา ผมก็เข้าไปตีสนิทและในที่สุดก็เผยความในใจว่าขอแอบนอนในสำนักงานได้หรือเปล่า ทีแรกเขาบอกว่าไม่ได้ เดี๋ยวคุณปกรณ์จะดุเอา ผมก็ไม่ว่าอะไร แต่เมื่อตื้อบ่อย ๆ แกล้งทำงานเลิกดึก แกล้งพูดว่ารถเมล์สายที่ผมนั่งประจำนั้นหมด หมายความว่าดึกเกินไปรถไม่วิ่งแล้ว จะนั่งแท็กซี่กลับก็ไม่มีเงิน พี่ประจวบก็รำคาญบอกว่า เอ็งนอนดี ๆ อย่าเปิดแอร์ อย่าเปิดไฟ รุ่งเช้ารีบตื่นไปอาบน้ำให้เรียบร้อย

ผมก็นอนซุกใต้โต๊ะอยู่ที่สำนักงานเป็นเดือน ๆ เวลาพี่ประจวบใช้ให้ทำอะไรก็ทำให้โดยไม่อิดออด บางคืนแกแอบไปเที่ยว ผมก็ทำหน้าที่เฝ้าอาคารให้แก ใครไปใครมาผมก็ต้องเปิดประตูให้ พี่ปกรณ์ก็เคยเห็นและเคยถามว่า ประจวบไปไหน ผมว่า ออกทำธุระเดี๋ยวก็กลับมาครับ

ผมนอนอยู่ในสำนักงานแห่งนี้โดยไม่มีใครรู้นานหลายเดือน แต่ก็ยังจ่ายค่าเช่าให้กับณัฐกานต์ตามปกติ เอาไว้เป็นที่เก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว จนกระทั่งใกล้ถึงกำหนดแต่งงาน ผมก็เลยโล่งใจที่ได้ย้ายข้าวของออกจากแฟลต 28 ของณัฐกานต์เสียที

เสี้ยวจันทร์เคยถามว่า มีอะไรกับณัฐกานต์หรือเปล่า เห็นไม่ค่อยจะพูดกัน ผมก็ส่ายหน้าไม่อยากตอบ แต่ลึก ๆ รู้สึกเสียใจมากที่เขาไม่ได้รักและห่วงความรู้สึกผมเหมือนตอนที่ย้ายมาอยู่ด้วยกันใหม่ ๆ

เป็นเรื่องที่ผมเก็บไว้กับตัวมายาวนาน มีบางวันที่ผมนึกถึงผัวหนุ่มเมียสาวคู่นั้นแล้วรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก กับอีแค่เครื่องรีดผ้าและกับโทรทัศน์ไม่น่าทำกับผมถึงขนาดนั้น แต่เรื่องมันก็ผ่านมากว่าสามสิบกว่าปีแล้ว ช่างมันเถอะ ผมอยากลืมแต่ก็ไม่เคยลืม

ส่วนณัฐกานต์นั้นผมมักนึกถึงช่วงแรก ๆ ที่เขาคอยดูแล คอยปลอบประโลมตอนที่ผมอกหักอย่างรุนแรง เขาเหมือนคนที่พระเจ้าส่งมาปกป้องผมโดยเฉพาะ

วันที่ผมย้ายข้าวของมาอยู่บ้านหลังใหม่ รู้สึกเหมือนว่าบ้านทาวน์เฮ้าส์ขนาด 27 ตารางวาที่แม่ยายซื้อให้ มีสองชั้น สามห้องนอนนั้นใหญ่โตราวกับพระราชวัง เมื่อผมวางเสื่อกระจูดขนาดสามฟุต พร้อมกับหมอนเหม็น ๆ และผ้าห่มเน่า ๆ ของผมตรงกลางบ้าน ทุกอย่างมันกว้างโล่ง โอ่โถงราวกับท้องพระโรง รู้สึกเหมือนว่า ก้าวเดินจากฝาบ้านด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งนั้นไกลแสนไกล หนังสือสมบัติส่วนตัวที่ผมว่ามากมายนั้น เมื่อรื้อออกมาเรียงซ้อนกันชิดผนังก็กลับเหลือพื้นที่ว่างอีกมาก

เสี้ยวจันทร์ยังบอกอีกว่า บ้านแกกว้างจัง ผมก็คิดตรงกับเขา ห้องข้างบนนั้นยังโล่งโจ้ง ผมเพิ่งจ้างช่างมาตกแต่งและทาสีใหม่ ผมยังไม่ได้ถอนเงินออกมาซื้อเฟอร์นิเจอร์เลยสักชิ้น ขึ้นไปดูห้องโล่ง ๆ แล้วรู้สึกว่า โอ้โห จากอยู่แฟลตห้องแคบ ๆ รวมกันถึงสี่คน จู่ ๆ ได้มาครอบครองบ้านหลังหนึ่ง ผมรู้สึกน้ำตารื้นออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ตอนนั้นเสี้ยวจันทร์ก็อาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ เขาตั้งชื่อ “ห้องไม่มีแสงแดด” อยู่หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นห้องที่ไม่มีหน้าต่างแม้แต่บานเดียว เล็กขนาดวางเตียงได้แค่หลังหนึ่ง นอกนั้นก็ใส่อะไรไม่ได้อีก เขาเป็นโสด อยู่คนเดียว ทำงานเป็นพนักงานพิสูจน์อักษรอยู่นิตยสารผู้หญิงเล่มหนึ่ง คืนนั้นผมชวนเขาให้นอนเป็นเพื่อน และเขาก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย

ผมเข้าใจว่าวอลเดน เป็นหนังสือที่ผมซื้อหลังจากแต่งงานแล้ว เพราะงานสัปดาห์หนังสือนั้นจัดขึ้นในเดือนเมษายน ผมแต่งมีนาคม นั่นย่อมหมายความว่า แต่งงานเสร็จก็คงไปเดินเล่นในงานสัปดาห์หนังสือ และก็ซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ตอนนั้นยังไม่มีลูก และยังไม่เริ่มทำสำนักพิมพ์ ผลงานรวมเล่มก็ยังไม่มี การไปงานหนังสือของผมก็ย่อมหมายความอย่างเดียวว่าผมไปเพื่อซื้อหนังสือโดยเฉพาะ ส่วนไปกับใครนั้นก็จำไม่ได้ แต่แต่งงานใหม่ ๆ เข้าใจว่าน่าจะชวนภรรยาไปเดินด้วย

วอลเดนนั้นเป็นหนังสือที่ผมรู้อยู่อย่างเดียวคือมันสอนให้รู้จักการบันทึก เพราะงานเล่มนี้เป็นการบันทึกจากชีวิตจริง เช่นที่เล่าว่า “ชาวนาคนหนึ่งบอกฉันว่า จะกินแต่พืชผักอย่างเดียวไม่ได้หรอก เพราะมันไม่มีอะไรที่จะช่วยเสริมสร้างกระดูกเลย” งานบันทึกเหล่านี้ ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจอยากจะเขียนบันทึกให้ได้อย่างเขา อยากจะใช้ชีวิตอย่างสันโดษเหมือนเขา

ผมหยิบเอาวอลเดนของเฮนรี่ เดวิด ธอโรมาพลิกดูอยู่บ่อย ๆ มันเป็นหนังสือที่พิมพ์ขึ้นในพ.ศ.เดียวกับชีวิตสมรสของผม เป็นปีที่ผมเริ่มต้นสร้างครอบครัว เป็นปีเดียวที่ผมพูดกับตัวเองว่า "หลังจากนี้ไปจะไม่ทำงานรับจ้างกินเงินเดือนใครอีกแล้ว ผมจะทำหนังสือเอง ลงทุนเอง และจะเป็นนักเขียนที่มีสำนักพิมพ์เอง"

ตอนนั้นแม้แต่ภรรยาผมก็ไม่เชื่อ แต่เราก็ช่วยกันจนกระทั่งอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้

วันก่อนผมหยิบวอลเดนฉบับพิมพ์ครั้งแรกไปอ่านที่ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดรู้สึกกลัวขึ้นมาว่าหนังสือที่เก็บไว้นานจะเสียหาย หรือตกหล่นลงน้ำไปโดยไม่ทันระวัง กลับมาถึงบ้านจึงตัดสินใจสั่งซื้อวอลเดนฉบับปกแข็งทางออนไลน์ของสำนักพิมพ์ทับหนังสือมาอ่านแทน

ฉบับใหม่นี้พิมพ์ด้วยตัวหนังสือที่ใหญ่ขึ้น ออกแบบปกสีเขียว ภาพปกเป็นรูปทรงพุ่มไม้ทันสมัย สวยงาม ปกแข็ง เย็บกี่แข็งแรง ได้มาแล้วก็รู้สึกชื่นชมยินดีอย่างบอกไม่ถูก อยากจะแนะนำให้คนทั่วไปหรือนักอ่านซื้อหากับมาเยอะ ๆ หนังสือเล่มนี้ดีจริง ๆ และสำหรับผมนั้นไม่เพียงแค่ดี แต่ยังมีความหลังอยู่กับหนังสือเล่มนี้อีกด้วย
.... 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน