• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kajohnrit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 421
  • จำนวนผู้ชม : 506058
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kajohnrit
วันจันทร์ ที่ 18 ตุลาคม 2564
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 333 , 16:53:31 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

16 กันยายน
การประชุม”ซูม” ครั้งแรกของผมผ่านไปด้วยดี ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ได้เจอบาทหลวงอนุชา ไชยเดชซึ่งผมเรียกท่านว่า “คุณพ่อ”ตามแบบคาทอลิกทางหน้าจอ ได้เห็นพี่เจี๊ยบ นรีภพ และพี่ปะการัง ได้เห็นคุณพัชรีเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานคนสำคัญเป็นครั้งแรก

คุณพ่อกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดประกวดรางวัล“วรรณศิลป์อุชเชนี” สั้น ๆ และบอกว่าจะขออยู่สังเกตการณ์ คุณพ่อเป็นบาทหลวงคาทอลิก แต่ผมยกมือไหว้แบบพุทธ คุณพ่อยิ้มรับพูดว่า “สวัสดีครับขจรฤทธิ์” กล่าวเสร็จคุณพ่อก็เปิดโอกาสให้เราพูดคุยกัน โดยที่ท่านกับพี่ปะการังนั่งฟังจนเสร็จสิ้นกระบวนความ

ประชุมเสร็จผมก็รู้สึกดีมาก ๆ ที่ได้ทำงานครั้งนี้เสร็จลุล่วง มีความสุขที่ได้ร่วมงานกับพี่เจี๊ยบ พี่ปะการัง และที่สำคัญได้ทำงานภายใต้การนำของคุณพ่อ ซึ่งผมได้มีโอกาสเจอท่านเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เดินทางเข้าไปมอบรางวัลชนะเลิศให้กับนักเขียนความเรียงคนหนึ่งซึ่งอยู่ในเรือนจำคลองไผ่จังหวัดนครราชสีมา เราไปกันเป็นคณะใหญ่ นำโดยคุณจุ๊ วันทนี พี่อี๊ด ชมัยภร พี่ปะการัง และก็มีคุณพ่อเป็นผู้มอบรางวัล ตอนที่คุณพ่อขึ้นกล่าวประโยคสั้น ๆ บทเวทีนั้น ผมรู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ต้องจดใส่สมุดโน้ตเอาไว้ ตอนนั่งในรถก็ได้เปิดใจกับคุณพ่อว่า ผมเป็นพุทธแต่ผมก็นับถือพระเจ้า ทุกครั้งที่ผมได้ออกเดินทางและสามารถกลับมาบ้านอย่างปลอดภัย ผมมักเอ่ยปากขอบคุณพระเจ้า ทุกครั้งที่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมีความสุขผมก็ขอบคุณพระเจ้า บางวันผมก็ขอบคุณพระเจ้าหลายครั้งที่ได้เจอเพื่อนดี ๆ ได้นั่งดื่มกาแฟคุยกัน หรือได้ทานอาหารร่วมกัน ผมก็มักจะนึกถึงพระเจ้าและขอบคุณพระองค์อย่างจริงจัง บางเช้าตื่นขึ้นมาด้วยความแจ่มใสเบิกบาน ผมก็จะเอ่ยขอบคุณพระเจ้าอีก ผมมีความเห็นว่า พระเจ้านั้นเป็นผู้เฝ้ามองและคอยหยิบยื่นสิ่งที่ดี ๆ ให้เราอยู่เสมอ

คุณพ่อฟังแล้วก็ยิ้ม ผมจำไม่ได้แล้วว่าท่านพูดว่าอย่างไร แต่จำความรู้สึกได้ว่าเป็นประโยคที่ผมได้ยินแล้วเกิดความอบอุ่นอยู่ในหัวใจ

เวลาเจอคุณพ่อครั้งไร แค่เห็นรอยยิ้มของท่านก็ทำให้มีความสุขแล้ว ผมมักจะเข้าไปยกมือไหว้สวัสดีทักทายท่านด้วยความอ่อนน้อม ใจก็นึกขอบคุณพระเจ้าที่ได้เจอคุณพ่อ

ผมเคยเล่าให้คุณพ่อฟังว่า เมื่อเพลงชาติดังขึ้นในจอภาพยนตร์ก่อนที่หนังจะฉายในโรงนั้น ผมมักจะเฝ้าดูภาพตอนที่คุณพ่อปรากฎอยู่ในเพลงชาติไทยด้วยใจจดจ่อเสมอ

คุณพ่อก็ได้แต่ยิ้มด้วยความเมตตา

ประชุมเสร็จ ผมถอดเสื้อเชิ้ตสีขาวไปแขวนไว้ข้างบน แล้วเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดคอกลมอยู่บ้านแทน ก่อนประชุมนั้นผมคิดสองจิตสองใจว่าควรจะใส่เสื้อผ้าให้ดูเรียบร้อยและเป็นทางการหน่อยดีไหม หรือว่าใส่เสื้อยืดเก่า ๆ ที่ใส่อยู่บ้าน แต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเปลี่ยนเสื้อ ผมไม่รู้ว่ามีใครมาประกฎอยู่ในจอบ้าง ผมคิดว่า การสวมเสื้อสะอาดนั้นเป็นการให้เกียรติผู้เข้าร่วมประชุมอย่างหนึ่งที่เราสามารถทำได้ และต่อมาผมก็รู้ว่า ตัวเองคิดถูกที่แต่งกายเรียบร้อย เมื่อเห็นภาพของคุณพ่อและพี่ปะการังปรากฏขึ้นสู่จอ

ลูกสาวถามว่า ประชุมเป็นอย่างไรบ้าง ผมว่าดีมาก ทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบร้อย "ขอบใจลูกนะที่มาช่วย ถ้าไม่มีลูกพ่อคงทำอะไรไม่ถูก"

พูดแล้วก็รู้สึกตื้นตันใจ มีหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งนับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่เราต้องพึ่งพาอาศัยความกรุณาจากคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นลูกหรือหลาน เราแก่ตัวและล้าสมัยลงไปตามกาลเวลา อะไรที่เราเคยรู้ เคยชำนาญมันก็กลายเป็นของตกยุค ตกสมัย ยกตัวอย่างเช่น เราเคยเก่งและชำนาญในการถอดซ่อมเครื่องฉายวิดีโอ เคยซ่อมโทรทัศน์ขาวดำ รู้ว่าต้องถอดยังไง ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ตัวไหน และใส่กลับเข้าไปอย่างไร แต่วันนี้เครื่องฉายวิดีโอหรือเครื่องฉายแผ่นซีดี หรือโทรทัศน์จอตู้ขาวดำ นั้นตกขอบโลกหายไปอย่างไม่มีวันจะหวนกลับ

เราไม่ต้องดูหนังจากแผ่นซีดีหรือม้วนวิดีโอขนาดใหญ่กว่าฝ่ามืออีกต่อไปแล้ว ปัจจุบัน แค่เราหยิบรีโมทเล็ก ๆ ขนาดเท่ากับหัวแม่มือขึ้นมาอันเดียว กดไปที่ปุ่มต่าง ๆ หนังนับร้อยนับพันเรื่องทั้งไทยและเทศปรากฎให้เราเลือกนับจำนวนไม่ถ้วน มีทั้งหนังไทย อินเดีย อิหร่าน เกาหลี ญี่ปุ่น เนปาล เวียดนาม จีน กัมพูชา พม่า ลาว อยากดูหนังจากชาติไหนก็เสิร์ชหาด้วยการพิมพ์ชื่อลงไปที่หน้าจอ รอไม่เกินครึ่งวินาที สิ่งที่เราต้องการก็จะปรากฏขึ้น ให้เรากดปุ่มดูไปตลอดทั้งเรื่อง มีทั้งเสียงไทย เสียงอังกฤษ และทุกสำเนียงที่มีอยู่บนโลกใบนี้ และเรายังสามารถเลือกอ่านจากซับไตเติ้ลได้อีกหลายภาษา

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเหลือเชื่อ เมื่อสิบหรือยี่สิบปีที่แล้วเราไม่เคยคิดเลยว่า จะมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในโลก

บางครั้งก็รู้สึกขอบคุณทุกอย่างที่มันอำนวยความสะดวกให้กับเราอย่างไม่คาดคิด

เหมือนอีกหลาย ๆ เรื่องที่เราทำไม่เป็น เล่นไม่ถูก เราก็ต้องอาศัยคนรุ่นใหม่ที่เขาเกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี่ที่ทันสมัย พวกเขาเรียนรู้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ในขณะที่เรานั้นเรียกได้ว่ามะงุมมะงาหรากว่าจะทำเป็นสักเรื่อง ไม่ว่าการออกแบบ การย้ายข้อมูล การทำบัญชีข้าวของอุปกรณ์ต่าง ๆ ใส่ไว้ในคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างเช่นการช้อปออนไลน์ เราก็ต้องอาศัยความพยายามที่หนักขึ้นกว่าเด็กรุ่นใหม่หลายเท่า การขับรถทันสมัยที่ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าให้เรากดปุ่มต่าง ๆ แทนการใช้มือหมุนหรือเร่งความเร็วด้วยการใช้เท้าขวากดลงไปที่คันเร่ง รถรุ่นใหม่แค่ปุ่มเดียวก็ทำให้รถวิ่งฉิวเร็วขึ้นอย่างที่นึกไม่ถึง เราต้องเรียนรู้สิ่งของเครื่องใช้เหล่านี้จากคนรุ่นใหม่ ให้เขาสอนและอดทนกับความงุ่มง่ามของเรา เราต้องใช้ความพยายามและใช้เวลาเรียนรู้มากกว่าเขา จึงจะทำเป็นและทำได้คล่องจนชำนาญ

ผมจำได้ว่า กว่าจะใช้เงินผ่านแอพธนาคาร หรือโอนเงินผ่านบัตรเครดิตได้นั้น ต้องให้ลูกสอนซ้ำ ๆ อยู่หลายครั้ง จึงจะทำเป็น บางครั้งก็สงสัยว่า คนที่ไม่มีลูกมีหลานเขาจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร หรือเรียนรู้ได้จากไหน

ยิ่งแก่ตัวมากขึ้น เราก็ยิ่งต้องพึ่งพาลูกหลานมากขึ้นไปตามลำดับ อีกไม่นานเราก็จะขับรถไม่ไหว สายตาฝ้าฟาง มองเส้นเหลืองเส้นทึบบนถนนข้างหน้าไม่ชัด งก ๆ เงิ่น ๆ จะเดินจะหยุดจะก้าวเท้าซ้ายหรือเท้าขวาก็ควบคุมแข้งขาไม่ได้ดังใจ ถึงตอนนั้นก็ยิ่งต้องอาศัยผู้อื่น ยิ่งต้องขอบคุณผู้อื่น เหมือนตอนที่เรายังเด็กที่พ่อแม่ให้สอนเดิน สอนให้พูด สอนให้รู้จักข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ สอนให้นับเลข สอนให้สวัสดีและขอบคุณ

ครั้นเมื่อเวลาผ่านไป เรากลายเป็นคนชรา แม้ไม่ต้องให้ใครสอนเรื่องเดิน หรือนับเลขอีกต่อไป แต่สิ่งที่เราจะต้องสอนตัวเอง และต้องพยายามฝึกพูดให้บ่อยที่สุดคือการ"ขอบคุณ" ทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามาสู่ชีวิต มาช่วยเหลือเกื้อกูล มาดูแลให้เราได้รับความสะดวกสบาย

ผมคิดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อย ๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่ลูกมีน้ำใจทำอะไรให้สักอย่าง ก็มักจะขอบคุณแล้วขอบคุณอีก และสำนึกอยู่เสมอว่า ถ้าไม่เขา เราลำบากแน่นอน

“ขอบใจนะ”
.....
https://shopee.co.th/bannangsue?categoryId=100643...




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน