• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kajohnrit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 421
  • จำนวนผู้ชม : 506057
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kajohnrit
วันพุธ ที่ 20 ตุลาคม 2564
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 354 , 16:09:38 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

18 กันยายน
เมฆฝนตั้งเค้าตั้งแต่เช้าตรู่ ลมก็พัดมาหนาวเย็นเหมือนช่วงเดือนธันวา พอหนาวจนขนลุกก็นึกว่าจะหาเสื้อหนาวมาใส่สักตัว จำไม่ได้แล้วว่า พับเก็บเอาไว้ตรงไหน เรื่องหาเสื้อผ้า หากางเกงนอกกางเกงในเหมือนว่าจะหายาก แต่พอหันไปถามภรรยาว่าอะไรอยู่ตรงไหนเขารู้หมด เปิดตู้แป๊บเดียวก็หยิบออกมาได้เลย แต่ถ้าให้หาเอง รื้อจนข้าวของกระจุยกระจายก็หาไม่เจอ บางทีก็นึกสงสัยว่าตู้มันก็ไม่ได้ใหญ่อะไรนักหนา ทำไมจึงมองไม่เห็นหรือไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน มีบางวันอยากได้ผ้าเช็ดตัวผืนใหม่มาใช้สักผืนก็ต้องรอให้แม่บ้านหยิบให้ ถ้าขืนค้นหาเองเป็นได้รื้อตู้พังเป็นแถบ ๆ

ไม่รู้พ่อบ้านคนอื่นเป็นกันหรือเปล่า แต่ผมนั้นเป็นอยู่เสมอต้นเสมอปลาย หาอะไรที่เป็นพวกเสื้อผ้าไม่เคยเจอ

แต่เรื่องรีดเสื้อ รีดกางเกงนั้นทำเป็นอยู่บ้าง เวลาออกงานต้องแต่งกายให้เรียบร้อยก็ต้องหาเสื้อผ้าที่รีดจนเรียบมาสวมใส่ ตอนที่อยู่หมู่บ้านเก่ามีร้านรับจ้างซักรีดหลายร้าน บ้านเรามีเครื่องซักผ้า แต่เวลารีดนั้นขี้เกียจกันทั้งบ้านก็มักจะติดรถไปแขวนไว้ที่ร้านรับจ้างรีดเสื้อ ดูเหมือนตัวละสิบบาท เล็กใหญ่ขนาดไหนก็สิบบาทหมด อยู่นี่นั่นไม่เคยรีดเสื้อเอง แต่พอมาอยู่หมู่บ้านใหม่แถวบางบัวทอง ร้านรับจ้างรีดก็อยู่ห่างกัน เคยเอาไปให้เขารีด เขาก็ทำท่าเหมือนไม่ค่อยอยาก คงคิดจะเหมารวมทั้งซักทั้งรีด แต่บ้านเรานั้นมีเครื่องซักผ้าาขนาดใหญ่ ถ้าไม่ใช้ซักเสื้อผ้าของตัวเองก็ไม่รู้จะเอาไว้ทำไม ในที่สุดก็ตัดสินใจ รีดเอง รีดเอาเท่าที่จำเป็นเช่นเสื้อเชิ้ตที่ต้องใส่ออกไปทำธุระนอกบ้าน แต่ถ้าไม่เป็นทางการก็สวมใส่สบาย ๆ ไม่ต้องรีดก็ได้

ผมใส่เสื้อไม่รีดมาทั้งชีวิต ตอนทำงานอยู่ในบริษัทก็มักจะไม่เคยรีดเสื้อ เพราะเป็นสำนักงานที่ทำหนังสือ ส่วนใหญ่ก็เป็นศิลปินกันหมด ทั้งฝ่ายศิลป์จัดหน้าหนังสือ ช่างภาพ คนตรวจบรู๊ฟ นักเขียน กองบก. บรรณาธิการก็สามารถเรียกตัวเองได้ว่า “ศิลปิน”โดยไม่มีใครโต้เถียง และศิลปินส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ค่อยสวมเสื้อรีดกัน คนที่สวมเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมรีดเรียบทุกวันก็มีแต่เซลขายโฆษณา หรือพนักงานต้อนรับ โอปะเรเตอร์กับเจ้าของบริษัทอะไรเหล่านี้

พอมาทำหนังสือเอง เปิดบ้านเป็นสำนักงาน ก็ยิ่งไม่ต้องรีดเสื้อให้เสียเวลา หยิบจับตัวไหนก็ใส่ได้หมด เพียงแต่ว่าต้องเป็นตัวที่เพิ่งซักมาใหม่ ๆ หอมกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่ม ผมไม่ชอบใส่เสื้อซ้ำหรือเสื้อที่มีกลิ่นเหงื่อ บางวันผมเปลี่ยนเสื้อสองสามตัว ตอนเช้าเสื้อยืด ตอนบ่ายเสื้อเชิ้ตใส่ไปส่งของที่ไปรษณีย์หรือช้อปปี้เอกเพรส ตกเย็นก็เปลี่ยนเป็นเสื้อวิ่งสวมไปออกกำลังกาย วันหนึ่งผมเปลี่ยนเสื้ออย่างน้อยสามตัว และเสื้อพวกนี้ก็จะเต็มตะกร้าเร็ว เต็มทีหนึ่งก็จัดการเอาใส่ในเครื่องซักผ้า ใส่น้ำยาอะไรลงไปตามที่เขาโฆษณาว่าหอมสดชื่น หรือบอกว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ พอเครื่องปั่นจนแห้ง ผมก็คุ้ยออกจากถังไปยืนตาก กางเกงนอกกางเกงในของลูกของภรรยาผมตากได้หมด ไม่ถือ คิดว่าตอนที่เขาตากให้เราเขาก็ไม่ได้ถือสาเหมือนกัน

แต่ช่วงที่ลูกสาวโตเราก็แยกห้องกันอยู่ แยกผ้ากันซัก ลูกนั้นต้องไปทำงานที่สำนักงานทุกวัน เสื้อผ้าก็ต้องรีดให้ดูดี ผ้าก็ต้องขยันซักบ่อย บางครั้งผมก็คิดเหมือนกันว่า ถ้าต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อจะออกจากบ้านตั้งแต่หกโมงเช้า กลับมาถึงบ้านพ่อแม่ก็จวนจะหลับเต็มที สามทุ่มสี่ทุ่มก็ยังไม่ถึงบ้าน บางทีไลน์ไปถามว่าถึงไหนแล้ว ลูกสาวบอกว่างานยังไม่เสร็จ ผมคิดของผมเองว่า ถ้าทำงานหนักขนาดนี้ น่าจะลาออกมาทำกิจการของตัวเองเสียดีกว่า ทำอะไรก็ได้ ขยันให้ได้สักครึ่งของการทำงานให้บริษัทก็พอ รับรองไปได้กิจการรุ่งเรือง ไม่ต้องเสียเวลาขับรถ ไม่ต้องแหกตาตื่นมาตอนเช้ามืด กลับมาตอนดึก ๆ เสาร์อาทิตย์บางทีก็ต้องออกต่างจังหวัด วันเวลานั้นสูญหายไปกับการรับใช้บริษัทไปค่อนชีวิต ที่เหลือก็ไม่รู้จะทำอะไร เพราะเรี่ยวแรงหดหายไม่มีเหลือ บางเสาร์ลูกผมตื่นเอาบ่ายสามโมง ผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะเข้าใจว่าจันทร์ถึงศุกร์นั้นเหน็ดเหนื่อยอย่างไรขนาดไหน

ผมคิดจะบอกลูกว่า ถ้างานหนักเกินรูสุกเหมือนมันเอาชีวิตเราไปจนไม่เหลือขนาดนี้ คิดหากิจการทำเองเถอะ อะไรก็ได้ ขายหมู ขายหมา ขายลูกชิ้นปิ้ง หรือเปิดร้านขายห่อหมก อะไรก็ตามแต่ที่ลูกสามารถคิดออก ลงทุนทำดูสักตั้ง ถ้าขยันแบบนี้ ผมเชื่อว่ามันจะไปรอด

ย้อนนึกถึงตัวเองเมื่อสมัยอายุ29-30 ก็คิดวางแผนว่า จะไม่ทำงานบริษัทกินเงินเดือนอีกแล้ว มันเครียด กดดัน และไม่มีความสุข แม้บางครั้งโชคดีที่เจอเจ้านายใจดีเข้าใจหัวอกคนอื่น แต่ก็เครียดอยู่ดี ทำงานหนังสือนั้นถ้ารู้ว่าเจ้านายขาดทุนทุกเดือนเราก็พลอยทุกข์ใจไปด้วย เกิดความรู้สึกไม่มั่นคง ไม่รู้จะตกงานวันไหน และถ้ารู้ว่าเจ้านายกำไรมาก ๆ แต่ให้เงินเดือนเราน้อยเกินไป ก็ไม่มีความสุขอีก เห็นเจ้านายขับรถหรูหรากินอยู่เหมือนราชา มื้อละเป็นหมื่นแต่ให้เงินเดือนเราสองพันห้า เฉลี่ยแล้วตกวันละ83 แทบไม่พอยาไส้ ก็ยิ่งไม่มีความสุขเข้าไปใหญ่ เจ้านายบางคนเคร่งเครียดเรื่องการตอกบัตรลงเวลาเข้าออก ต้องมาไม่เกินแปดโมงครึ่ง ต้องกลับอย่างเร็วห้าโมงเย็น เวลาเราเจอรถติดเพราะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ทำให้การจราจรเป็นอัมพาต เช้านั้นกระวนกระวายเหมือนตกนรก กลัวว่าจะไปตอกบัตรสาย โดนเจ้านายเพ่งเล็ง และบางทีก็โดนภาคทัณฑ์ว่าจะหักเงินเดือน สิ่งเหล่านี้มันบั่นทอนความสุขของชีวิตแทบจะไม่เหลือ กลายเป็นความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างแสนสาหัส

ผมเป็นลูกจ้างมานานหลายปี จนกระทั่งคิดว่า ไม่ไหวแล้ว พอได้แล้ว ถ้าสมมุติว่าลงมือทำกิจการเอง ไม่ว่าจะทำอะไรก็จงทำให้เต็มที่ ผมนึกถึงตอนทำสำนักพิมพ์ปีแรก ๆ พิมพ์ผลงานตัวเองหนังสือก็ขายไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ยังผลิตออกมาสม่ำเสมอ จนกระทั่งหมุนเงินไม่ทัน เป็นหนี้อยู่เกือบล้านบาท ผมแก้ปัญหาด้วยการติดต่อไปตามโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อจะเอาหนังสือไปวางขายตอนพักเที่ยง เพื่อนฝูงที่เป็นครูอาจารย์ก็เห็นใจช่วยเหลือเกื้อกูลให้เอาไปตั้งโต๊ะ มีงานหรือมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับหนังสือที่ไหนก็จะขับรถไปวางขายเกือบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เชียงใหม่ อุดร อุบลไปมาหมด แต่รายได้นั้นก็แทบไม่พอกับรายจ่าย เอามาหักลบกลบหนี้ก็ยังชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ผมจะเลิกไม่ได้ เลิกแล้วจะกลับไปเป็นลูกจ้างเขาอีก คงตายทั้งเป็นแน่นอน

ผมคิดได้อย่างหนึ่งว่า งานการก็เหมือนชีวิต มันมีจังหวะของมัน มีขึ้นมีลง มีสุขมีทุกข์ มีผิดหวังมีสมหวัง ธุรกิจก็ต้องมีกำไรขาดทุน และเป็นไปไม่ได้ที่เราจะทุนไปเสียทุกเรื่อง รวมทั้งเป็นไปไม่ได้เหมือนกันที่เราจะกำไรตลอดเวลา

ปลายปี36 เมื่อผมติดต่อพิมพ์งานของอา 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ผมก็ได้รู้จักพี่สมรม สทิงพระ เขาทำงานอยู่ที่สำนักพิมพ์สายน้ำและสายน้ำก็ยังเป็นสายส่งด้วย เขารับซื้อผลงานของ 'รงค์ทุกเล่มที่ผมจัดพิมพ์ ตอนนั้นทำให้เงินทุนหมุนได้คล่องขึ้น หนี้สินก็ค่อย ๆ ทยอยใช้จนเกือบหมด และมาโชคดีอีกครั้งที่ได้จัดพิมพ์ผลงานเรื่องป่าของลุงชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ ภายในไม่กี่เดือน สายส่งเคล็ดไทย สามารถขายหนังสือให้ผมหมดทุกปก พิมพ์แล้วพิมพ์อีก ชั่วเวลาไม่ถึงปี ได้เงินสดจากสายส่งกลับมาหลักล้าน ใช้หนี้ธนาคารจนหมด และยังถือเงินสดไปซื้อรถกระบะอีซูสุป้ายแดงสีเขียวตองอ่อนคันหนึ่งมาใช้งาน

ผมคิดว่าถ้าผมหยุดเพราะขาดทุน ผมไม่กล้าทำต่อ เพราะท้อแท้ เกิดความไม่สู้ ตัดสินใจหยุดเสียกลางคัน ผมก็คงแบกหนี้ท่วมหัวและกลับมาเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนเขาไปจนแก่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะถูกเจ้านายรักหรือเกลียด และเขาจะให้เราอยู่กับบริษัทเขาไปนานแค่ไหน

ผมเล่าเรื่องนี้ให้ลูกฟัง และสรุปว่า ถ้างานหนักมากก็พอเถอะ เงินทองเราก็พอมี วิชาความรู้ลูกก็มี อุตส่าห์ไปร่ำไปเรียนมาตั้งหลายปี แถมประสบการณ์จากการทำงานก็มีอีกไม่น้อย ออกมาแล้วคิดหาโอกาสทำธุรกิจเองดีกว่า เริ่มจากเล็ก ๆ ก่อน พอให้มีรายได้เดือนละหมื่นครึ่งหมื่น อย่าให้ขาดทุนมาก ทำไปเรื่อย ๆ ก็จะรู้ลู่ทางเองว่าควรจะเลี้ยวโค้งไปทางไหนบ้าง

ทำธุรกิจเองนั้นมีอิสระหลายอย่าง อิสระที่จะคิดสร้างสรรค์ ต่อยอด หรือคิดอะไรแปลกใหม่ ไม่เหมือนคนอื่น ท้าทายตัวเองและการตลาด

ผมเล่าให้ลูกฟังเรื่องคนทำเส้นขนมจีน สมัยพ่อแม่ก็ทำเส้นปกติ ขายไปเรื่อย ๆ มีลูกค้าขาประจำ แต่เมื่อถึงรุ่นลูก เขากลับคิดทำเส้นขนมจีนหลากสี ผสมนั่นผสมนี่ นำเสนอให้ลูกค้ารับประทาน และมีบริการส่งตามร้านค้าปลีก น้ำยาขนมจีนก็มีให้เลือกหลากหลาย หน้าร้านก็ปรับปรุงตกแต่งให้ทันสมัย ปรากฏว่าเป็นที่นิยมชมชอบของลูกค้า กลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อ

และยังยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า ครัวม่อนไข่ที่สวนผึ้งนั้น เดิมทีเป็นเพิงเล็ก ๆ มุงสังกะสี เจ้าของเป็นชาวบ้านธรรมดา แต่ทำของกินอ่ร่อย เน้นอาหารป่าเช่นต้มยำปลา แกงป่าเนื้อ ไข่เจียวเห็ด ปลาลวกจิ้ม ทอดมันปลายกราย ยำผักกูด ใครไปเที่ยวสวนผึ้งช่วงหน้าหนาวก็ต้องแวะไปกินข้าวที่ร้านนี้ กี่ปี ๆ ก็ยังขายเหมือนเดิม ขายดีแค่ไหน เพิงสังกะสีก็ยังอยู่

แต่หลังจากพวกลูก ๆ จบการศึกษา พวกเขาตัดสินใจออกแบบร้านใหม่ ดูทันสมัย ตกแต่งอย่างสวยงาม กลมกลืนกับธรรมชาติ ขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้น มีโต๊ะเก้าอี้เกือบร้อย ห้องครัวครัวสะอาด พนักงานแต่งกายเรียบร้อย มีร้านกาแฟติดแอร์อยู่ข้าง ๆ มีของที่ระลึกวางขาย มีลานจอดรถกว้างใหญ่ และเพิ่มเมนูอาหารหลากหลายขึ้น ไม่นานครัวม่อนไข่ก็กลายเป็นจุดเช็คอิน คนที่ไปเที่ยวสวนผึ้งแทบทุกรายจะต้องหิ้วท้องไปกินอาหารที่ร้านนี้

นี่เป็นแค่ตัวอย่างว่า ถ้าคิดจะทำอะไรก็ต้องทำให้จริงจัง และควรทำจากเล็กไปหาใหญ่ และที่สำคัญไม่ควรหุ้นหรือลงทุนร่วมกับเพื่อน แต่ถ้าอยากให้เพื่อนมาช่วยงานก็ต้องว่าจ้างเขาด้วยเงินที่สมเหตุสมผล

ลูกก็พยักหน้ารับฟัง ไม่รู้จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร

แต่ผมนั้นคิดแทนลูกอยู่ตลอดว่า อย่าให้บริษัทหรือเงินเดือนสูง ๆ มาทำลายชีวิตส่วนตัวของเราโดยเด็ดขาด ให้หนึ่งล้านก็ไม่ควรเอาถ้าเราต้องทำงานหนักทั้งวันทั้งคืน เราต้องมีพื้นที่ไว้หายใจ ไว้อ่านหนังสือ ไว้เดินออกกำลังกายตอนเย็น ไว้ตื่นเช้าเล่นกับน้องหมา ไว้ดูหนังให้จบสักเรื่องหนึ่งโดยไม่ต้องลุกขึ้นมารับโทรศัพท์จากใครหน้าไหนทั้งสิ้น

ผมว่าถ้าเราทำธุรกิจของตัวเอง เดือนหนึ่งหักน้ำค่าไฟค่ากินค่าอยู่แล้ว เหลือสักห้าพันหรือหนึ่งหมื่นก็ถือว่าวิเศษสุด อย่าไปคิดเรื่องรวย เพราะความรวยของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน บางคนมีสองหมื่นก็ถือว่ารวยแล้ว แต่บางคนมีเป็นสองหมื่นล้านก็ยังคิดว่าตัวเองไม่พอ ต้องหาเพิ่มอีก เรื่องรวยเรื่องจนนั้นไม่ควรเอามาเป็นหัวข้อสำคัญ

หัวข้อสำคัญที่ผมกำลังสอนลูกก็คือความสุขของชีวิต อย่าให้เงินมาเป็นตัวกำหนด ยิ่งสมัยปัจจุบันคนได้เรียนหนังสือกันมากขึ้น มีความเฉลียวฉลาด ไม่มีใครมาถาม มาสนใจ หรือให้ค่าอีกแล้วว่า คุณได้เงินเดือนเท่าไร หรือทำงานอะไร บรืษัทไหน

ขอแค่ให้เรามีสุขภาพแข็งแรง เบิกบาน แจ่มใส และมีความสุขก็พอแล้ว เพราะสิ่งเหล่านี้เงินหาซื้อไม่ได้

เช้านี้ฟ้าครึ้มเหมือนฝนจะตก และอากาศก็เย็นลงเหมือนเข้าสู่ช่วงหน้าหนาว ผมยืนอยู่หน้าบ้าน คอยดูฝนเม็ดแรกตกลงมาใส่หลังคารถที่จอดอยู่ในสนามหญ้า พร้อมกับน้องหมาตัวหนึ่งที่ยืนอยู่เคียงข้าง

ขณะที่ลูกผมกำลังนั่งทำงานอย่างเคร่งเครียดอยู่ข้างบน ต่อให้ฝนตกลงมาพร้อมลูกเห็บเม็ดใส ๆ ที่สวยเหมือนแก้วคริสตัล ลูกสาวก็คงไม่มีเวลาลุกขึ้นมาสนใจ ถ้าวิ่งขึ้นไปบอกว่า ลูกหยุดงานก่อน มาดูเร็วหิมะตก ลูกคงจะพูดว่า ขอโทษนะ งานหนูยุ่งมาก
....
https://shopee.co.th/bannangsue?categoryId=100643... 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน