• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kajohnrit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 421
  • จำนวนผู้ชม : 506058
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kajohnrit
วันพุธ ที่ 27 ตุลาคม 2564
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 349 , 12:46:29 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

22 กันยายน
เมื่อคืนผมนอนไม่หลับ แทนที่จะเปิดโทรศัพท์แล้วคลิกไปที่หน้าร้านค้าออนไลน์shopeeเหมือนเช่นทุกคืนที่นอนไม่หลับ เพื่อเลือกซื้อนั่นซื้อนี่ตอนตีสองตีสาม หนังสือวรรณกรรมที่ผมอ่านค้างไว้วางอยู่ข้าง ๆ ช่วงนี้ผมติดนิยายคาวบอยเรื่องคอเน็คเกอร์ของหลุยส์ ลามูร์ อ่านไปได้เกือบจบเล่มแล้ว รู้สึกสนุกกับการได้จินตนาการเรื่องการขี้ม้าไปตามท้องทะเลทราย เห็นสภาพฝุ่นคลุ้งอยู่ด้านหลัง เมืองที่มีสถานีพักม้า บ้านเรือนที่ปลูกสร้างอยู่ห่าง ๆ กัน ฟาร์มเลี้ยงวัว คอกม้า หรือร้านเหล้าซึ่งเต็มไปด้วยนักเลงปืน เขม่นกันนิดเดียวก็ควักปืนออกมาดวลกันต่อหน้าผู้คน ใครตายก็ถูกฝัง คนที่รอดก็มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ถ้าเป็นคนดีโลกก็สรรเสริญ แต่ถ้าเป็นคนชั่วทุกคนก็สาปแช่งรอให้เขาตายจากไปอย่างรวดเร็ว นิยายคาวบอยนั้นข้องเกี่ยวกับอินเดียนแดงหลายชนเผ่า ภาพที่หลุยส์ ลามูร์นำมาเสนอส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นอินเดียนแดงที่ชั่วร้ายชอบปล้นชิงฆ่าและข่มขืนผู้หญิง น้อยเรื่องที่จะเห็นตัวละครอินเดียนแดงเป็นคนดี ในเรื่องคอนเน็กเกอร์นี่ก็เช่นกัน อินเดียนแดงเผ่าอาปาเช่มักจะมาด้อม ๆ มอง ๆ อยู่แถวบ้านเรือนของผู้คน จนกระทั่งต้องมีเหตุให้ยิงกันสนั่นหั่นแหลก ท้ายที่สุดอินเดียนแดงมักพ่ายแพ้ล้มตายและบาดเจ็บ ต้องควบม้าหนีไปไกล

นอนไม่หลับผมก็เปิดไฟควานหาหนังสือมาอ่านต่อ แต่ก็รู้สึกว่าใกล้จะถึงตอนอวสานเต็มทีแล้ว เหลืออยู่อีกไม่กี่หน้า ค่อยอ่านพรุ่งนี้ดีกว่า ตาก็เหลือมองไปยังชั้นหนังสือ เห็นสันปกของหนังสือสีขาว ตัวหนังสือสีแดงเห็นชัดว่าเป็นหนังสือที่ผมเว้นช่วงไม่อ่านมานานมากแล้ว “ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต” ทะไล ลามะเขียน เจฟฟรี ฮอบกินส์ บรรณาธิการ ธารา รินศานต์ แปล สำนักพิมพ์โกมลคีมทอง ผมลุกขึ้นนั่งแล้วหยิบหนังสือลงมาจากชั้น แล้วพลิกดูพ.ศ.ที่พิมพ์ 2548 แสดงว่าผมเคยอ่านมาแล้วเมื่อสิบหกปีก่อน เนื้อหานั้นแน่นอนว่าจำอะไรไม่ได้อีกแล้ว แต่ชื่อเรื่องกับคนออกแบบปกนั้นจำได้ เข้าใจว่าหนังสือเล่มนี้ผมไม่ได้ซื้อ แต่บุญส่ง สามารถเพื่อนที่เป็นนักออกแบบปกเป็นผู้มอบให้ไว้ ผมเคยอ่านมาแล้วแน่นอน ไม่มีทางพลาด ในบรรดานักบวชที่สอนเรื่องธรรมะ ผมอ่านอยู่แค่สองท่านคือ หนึ่งผลงานของท่านติช นัท ฮันห์ พระชาวเวียดนาม กับองค์ทะไล ลามะ จากธิเบต คำสอนของท่านอ่านแล้วรู้สึกว่าเข้าใจง่าย ชื่นชอบ ติดตามอ่านและหาซื้อหนังสือของท่านสะสมไว้ในหิ้งส่วนตัว ส่วนของพระรูปอื่น ๆ ก็อ่านบ้าง แต่อ่านแล้วก็ไม่ค่อยได้เก็บหนังสือไว้ ส่วนมากจะให้คนอื่นอ่านต่อ หรือไม่ก็แจกจ่ายไปตามห้องสมุด เหลือแต่เฉพาะผลงานของท่านติช นัท ฮันห์กับองค์ทะไล ลามะเท่านั้น

หยิบหนังสือมาเปิดแบบผ่าน ๆ ไล่ดูหัวข้อต่าง ๆ ในหน้าสารบาญและพยายามทบทวนว่าเคยอ่านตรงไหนและจำอะไรไว้ได้บ้าง ปรากฏว่า ความจำนั้นเลอะเลือนเต็มที หนังสือเล่มนี้อยู่ในบ้านผมมาสิบหกปีเต็ม แต่ไม่เคยได้จดได้จำไว้ว่าคำสอนที่อยู่ในหนังสือซึ่งเราเคยอ่านมาแล้วนั้นสอนว่าอย่างไร ให้ประโยชน์กับแนวคิด หรือวิธีคิด วิธีปฏิบัติอย่างไรบ้าง รู้สึกตัวว่าอ่านเหมือนไม่ได้อ่าน รู้แล้วก็ลืม ถามอะไรก็ตอบไม่ได้ ท่านสอนว่าอย่างไรก็ไม่เคยจำ เป็นเหมือนพวกมืดบอดทางปัญญาที่มีหนังสืออยู่ในบ้านเต็มทุกฝาผนัง แต่ก็แทบไม่เคยได้หยิบเอามาอ่านทบทวน

หนังสือเล่มนี้มี 11บทคือ
1.ใคร่ครวญถึงความตาย
2.เป็นอิสระจากความกลัว
3.เตรียมตัวลาลับ
4.ขจัดอุปสรรค์ที่ขวางกั้นการจากไปอย่างสงบ
5.เสริมสร้างภาพที่เกื้อหนุนเมื่อยามสิ้นใจ
6.เพ่งพิจารณาชั่วขณะแห่งความตาย
7.โครงสร้างของจิต
8.แสงกระจ่างแห่งความตาย
9.ปฏิกิริยาในช่วงรอยต่อระหว่างชีวิต
10.ไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี
11.ทบทวนบทโศลกในชีวิตประจำวัน

ทั้ง11บทที่ว่ามา ไม่มีแม้แต่สักบรรทัดหรือสักประโยคที่ผมจะได้เลย ผมคิดว่า ถ้าผมบวชเป็นพระ ผมต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ให้แตกฉาน หัดสวดภาษาบาลีพร้อมกับท่องคำแปลให้แม่น เนื้อหาของหนังสือทั้ง 11 บทนั้นเหมาะที่จะเอาไปเทศนาเป็นอย่างยิ่ง

ผมพลิกดูไปที่บทสุดท้าย “ทบทวนบทโศลกในชีวิตประจำวัน” อ่านแล้วก็พยายามจดจำเอาไว้ ถึงไม่ได้บวชและไม่ได้มีวาสนาไปเทศนาสั่งสอนใคร แต่เนื้อหาทั้งหมดก็สามารถนำมาสั่งสอนหรือตักเตือนตัวเองได้
เช่นพระสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า

“ชีวิตของมนุษย์ผ่านพ้นไปอย่างไม่มีวันหวนคืนดุจดังกระแสน้ำตกอันเชี่ยวกรากที่ไม่อาจไหลทวนกลับ”

บทโศลกทั้งหมดของปันเชนลามะองค์แรกกล่าวว่า

เราควรมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติเพื่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้พวกเขาหลุดพ้นจากความทุกข์ ได้เข้าถึงสภาวะสูงสุด จงพัฒนาความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้อื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้อยู่เสมอ อย่างน้อยก็พยายามไม่ทำร้ายใคร

พระพุทธเจ้าทรงเป็นเพียงครูผู้ชี้มรรคาธรรม ไม่อาจประทานความรู้แจ้งให้ได้ เราต้องบำเพ็ญศีล สมาธิ และปัญญาด้วยตนเองในชีวิตประจำวัน

จงตระหนักถึงคุณค่าที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากกรรมดีมากมายในอดีตชาติ รวมทั้งซาบซึ้งในความจริงที่ว่า เรามีโอกาสที่จะเรียนรู้ธรรมคำสั่งสอน และพร้อมจะนำไปปฏิบัติ

เนื่องจากเราสามารถใช้ชีวิตอันมีค่านี้ไปในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาล หรืออาจสร้างหายนะอันใหญ่หลวง และชีวิตนี้เปราะบางอย่างที่สุดฉะนั้นจงใช้มันอย่างมีค่าเสียตั้งแต่ตอนนี้

ความสุขทางกายเป็นเพียงความสมดุลชั่วคราวของธาตุในร่างกาย มิใช่ความสอดคล้องกลมกลืนในระดับลึก จงทำความเข้าใจในความไม่เที่ยงแท้ของมัน

จิตที่ได้รับการอบรมขัดเกลาจะทำให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และมีสุข ขณะที่จิตอันว้าวุ่นจนไม่อาจควบคุม ทำให้เราจมจ่อมอยู่กับความกลัวและความวิตกกังวล แม้ว่าสภาพแวดล้อมภายนอกจะดีเลิศเพียงใดก็ตาม จงตระหนักว่าบ่อเกิดของความสุขและสวัสดิภาพของเราอยู่กับจิตที่ได้รับการฝึกจนสงบ ซึ่งจะยังอานิสงส์มหาศาลแก่คนรอบข้างด้วย

การเจริญมรณานุสติ จะช่วยให้เราใช้เวลาอย่างมีคุณค่ายิ่งขึ้น

จงระมัดระวังตัวไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมายาคติเรื่องความเที่ยง เราจะได้ไม่ผัดผ่อนการปฏิบัติธรรมออกไป

จงตระหนักว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะวิเศษล้ำเลิศสักเพียงใด ย่อมต้องมีจุดสิ้นสุดเป็นธรรมดา

อย่าคิดว่ายังมีเวลาเหลืออีก

จงเผชิญกับวาระสุดท้ายของตัวเองอย่างตรงไหตรงมา หาหนทางอันแยบยลที่จะให้ผู้อื่นรับมือกับความตายของพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา อย่าหลอกลวงซึ่งกันและกันด้วยคำหวานในเวลาที่ความตายย่างกรายเข้ามา ความจริงใจจะช่วยสร้างขวัญกำลังใจและความเบิกบาน

จงลงมือปฏิบัติเสียตั้งแต่บัดนี้ เพื่อว่าเมื่อวันสุดท้ายมาถึง เราจะได้คุ้นเคยกับความคิดถึงแต่เรื่องที่เป็นบุญกุศล

จงมองว่าร่างกายเป็นโลกแห่งมิจฉาทิฐิ เพราะมันดูสะอาดเมื่อเราชำระล้าง เป็นบ่อเกิดของความสุข ดูเที่ยงแท้ถาวร และอยู่ภายใต้การควบคุมของเรา แต่ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ มันเกิดจากธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีความรู้สึกเจ็บปวด และเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะด้วยตัวของมันเอง

ผู้คนและสรรพสิ่งดูเหมือนจะดำรงอยู่ด้วยตัวมันเอง และอวิชาก็ทำให้เรายอมรับในปรากฎการณ์อันบิดเบือนนี้ จนเพิ่มพูนอารมณ์ฝ่ายต่ำของความโลภ โกรธและหลงยิ่งขึ้น อารมณ์เหล่านี้จะนำไปสู่กายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมอันเป็นอกุศล อันจะทำให้การเวียนว่ายดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด

จงเข้าใจว่าร่างกายไม่ว่าเราจะเฝ้าทะนุถนอมเพียงใด สักวันหนึ่งย่อมต้องทิ้งเราไป

อย่าให้เกิดความอยากในชั่วขณะที่เรากำลังจะจากไป

อย่าให้มีความจงเกลียดจงชังหรือความไม่ชอบใจกับการที่จะต้องจากไป

อยู่ห่างจากความโลภ โกรธ หลงให้มากที่สุด เพื่อเราจะได้ยังคงบำเพ็ญบุญกุศลในชั่วขณะสุดท้ายของชีวิต

จงตระหนักว่าการรับประทานยาหรือฉีดยาเพื่อให้ตายอย่างสงบนั้นอาจตัดโอกาสสำคัญในการเข้าถึงสิ่งที่เป็นบุญกุศล

เป็นประโยชน์ที่จะรู้ว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง ความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ได้จบสิ้นลงแล้ว ถึงตอนนั้นหมอ พระ เพื่อน ญาติ ๆ ก็ไม่อาจฉุดเราไว้ได้ เราต้องช่วยตัวเองเท่านั้น

ชั่วขณะสุดท้ายเราต้องรำลึกถึงพระธรรมคำสอนที่เหมาะกับระดับการปฏิบัติของเรา และปฏิบัติตามนั้น

หมั่นฝึกฝนให้คุ้นเคย และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะปฏิบัติเช่นนี้เรื่อยไป ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นไร หรือประสบกับความยุ่งยากเพียงใด จงบำเพ็ญบุญกุศลให้มาก เพื่อสร้างสมพลังที่เกื้อหนุนทุก ๆ ด้านของชีวิตและความตาย พร้อมกับตระหนักว่าความทุกข์เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง จงรู้จักที่จะรักผู้อื่น และตั้งจิตอธิษฐานอยู่เสมอว่า ขอให้ได้ปฏิบัติธรรมในชาติต่อ ๆไป

เวลาที่มีคนตาย อย่าทำให้เขาว้าวุ่น ด้วยการไปกระพือความยึดมั่นถือมั่น หรือปลุกเร้าโทสะแห่งความเกลียดชัง อย่าคร่ำครวญต่อการจากไป อย่ายื้อยุด หรือร้องไห้ต่อหน้า ทว่าจงช่วยให้เขาจากไปอย่างมีความหมาย โดยเตือนให้นึกถึงการปฏิบัติที่ลึกซึ้งขึ้น

ถ้าเป็นไปได้ ขอให้ผู้อื่นทำเช่นนี้กับเราด้วย เตรียมหาคนที่จะมาอยู่ใกล้ชิด คอยพูดกระซิบข้างหู เตือนให้เรารำลึกถึงบุญกุศลบางอย่างที่ต้องการอยู่บ่อย ๆ

ถ้าไม่อยากสลดหดหู่กับความตาย จงยึดศาสนาที่เราศรัทธาเป็นที่พึ่ง ด้วยความกรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพ่งพิจารณาถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตในชาตินี้อย่างมีค่า ซึ่งมีทั้งช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย และที่จำเป็นต้องปฏิบัติธรรม ตลอดจนใคร่ครวญถึงเรื่องความไม่เที่ยงอยู่เสมอ ๆ

แม้ในขณะที่ตายจะมีภาพและเหตุการณ์น่ากลัวเกิดขึ้น แต่พื้นฐานจากการรำลึกถึงการปฏิบัติดังกล่าว จะช่วยให้เราสงบและเพ่งพิจารณามันด้วยความเบิกบานและเชื่อมั่น

จงเรียนรู้ถึงกระบวนการแตกสลายของธาตุทั้งสี่ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับสัญญาณภายนอก รวมทั้งสัญญาณภายใน เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่ตื่นตกใจเมื่อกระบวนการตายเริ่มต้นขึ้น

จงเอาใจใส่ชั่วขณะที่ใกล้ตาย เพื่อให้ความคิดที่เป็นกุศลหนุนเนื่อง

เค้าลางแห่งความตายจะปรากฏภายในหนึ่งถึงสองปีก่อนจะถึงเวลาจริง มันจะช่วยให้เราเห็นความจำเป็นของการเตรียมพร้อม ทว่าเป็นการดีกว่าที่จะเตรียมพร้อมเสียแต่เนิ่น ๆ

จงเข้าใจว่า ปรากฏการณ์ทั้งหลายที่อาจเกิดขึ้นในขณะล่วงลับ บางครั้งก็ดูน่าสะพรึงกลัว เป็นผลสืบเนื่องจากกรรม อย่าไปให้ความสนใจกับมัน

ทำความเข้าใจกับนิมิตสามอย่างแรกในแปดอย่างคือ ภาพลวงตาคล้ายกับอยู่ในทะเลทราย กลุ่มควันจากปล่องไฟหรือหมอกควันบาง ๆ ที่ปกคลุมไปทั่วห้อง หิ่งห้อยหรือประกายไฟในเขม่าก้นกระทะ

อ่านมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกว่าควรจะพอได้แล้ว ปิดหนังสือ คั่นไว้ด้วยเศษกระดาษ วางไว้บนหัวเตียง และปิดไฟ นอนครุ่นคิดถึงความตายอยู่พักใหญ่ เช่นถ้าตายพรุ่งนี้มีเรื่องอะไรต้องทำบ้าง ต้องบอกลูกว่าอย่างไร มีอะไรต้องสั่งเสีย ต้องพูดกับภรรยาว่าอย่างไร เพื่อให้เป็นคำพูดสุดท้ายที่ดีที่สุดก่อนที่จะจากโลกนี้ไป มีอะไรต้องเขียนทิ้งเอาไว้ในเฟซบุ๊คบ้าง อยากจะบอกหรืออยากจะพูดอะไรถึงใครบ้าง แต่คิดไปคิดมาก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องฝากฝัง มีคนให้พูดด้วยอยู่ไม่กี่คน เช่นอาจจะโทรคุยกับพ่อสักสองสามประโยค บอกให้พ่อรู้ว่าตัวเองต้องไป่ก่อนแล้ว ขอให้พ่อรักษาสุขภาพและจดจำว่าชีวิตนั้นมีความหมาย แค่หายใจเข้าและหายใจออกก็มีความสุขได้แล้ว พูดกับลูกก็คงไม่มีอะไรมากนอกจากบอกว่ารักลูกมากแค่ไหน ขอให้ลูกใช้ชีวิตให้ดีที่สุด รักคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่น และชีวิตของลูกจะดีไปตามธรรมชาติ อาจจะพูดถึงบัตเตอร์อีกสักประโยคว่า รักน้องเยอะ ๆ นะ ดูแลน้องแทนพ่อด้วย ถ้าเขาแก่ตัวเหม็นสาบก็ต้องอดทน ถ้าเขาอยากจะนอนกับหนูก็ต้องให้นอนเหมือนที่มันเคยนอนกับพ่อทุกคืน ที่เหลือก็อาจจะพูดกับภรรยาสักสองประโยคว่า “ขอบคุณนะที่อยู่ดูแลและอดทนกันมายาวนาน อะไรที่ผิดพลาดพลั้งไปก็ต้องขอโทษอีกครั้ง รู้ว่าขอโทษบ่อยจนเธอเบื่อแล้วเบื่ออีก แต่ขอโทษครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปก็จะไม่มีคนมาหงุดหงิด อารมณ์ร้าย ตีหน้ายักษ์ใส่ และรู้สึกผิดให้ต้องมาขอโทษเธออีก พูดแล้วก็น่าจะหลับตา จับมือเธอไว้ และรอเวลาที่ความตายคืบคลานมาหาอย่างสงบสุข

การได้อ่านหนังสือธรรมะมันก็ส่งผลดีตรงที่ทำให้เราได้ระลึกถึงความตายอยู่บ่อย ๆ อะไรผิดอะไรถูก อะไรควร อะไรไม่ควร หนังสือธรรมเหมือนเข็มที่คอยสะกิดให้เราได้รู้สึกสำนึกอยู่เสมอ หรือเปรียบได้อีกอย่างเป็นจิตสำนึกที่กระตุ้นเตือนเราด้วยเสียงกระซิบเล็ก ๆ ให้เรารู้สึกตัวว่า สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร ไม่ว่าจะเป็นความคิด คำพูด หรือการกระทำ
คิดถึงตรงนี้ผมก็ผลอยหลับไป
....

http://bannangsue.lnwshop.com/category 
 
 
 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน