• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kajohnrit@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 421
  • จำนวนผู้ชม : 506057
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kajohnrit
วันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคม 2564
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 332 , 21:09:09 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

23กันยายน
ในที่สุดก็อ่าน “คอแน็คเกอร์” นิยายคาวบอยของหลุยส์ ลามูร์จบไปหนึ่งเรื่อง นานแล้วที่ไม่ได้อ่านผลงานของเขา พออ่านแล้วก็ติด อยากจะรู้ว่าตัวละครแต่ละตัวจะลงเอยอย่างไร คอแน็คเกอร์นั้นเป็นชื่อของพระเอกที่ขี้ม้าจรไปเรื่อย ๆ ในแดนตะวันตกที่เต็มไปด้วยอันตราย ทั้งหิมะ ความหนาวและทะเลทรายอันเวิ้งว้าง แค่ชายคนหนึ่งกำเงินไปเพื่อจะหาซื้อวัวสักฝูงมาเลี้ยง แต่ม้าดันเดินพลาดตกเขา ขาหัก คนที่นั่งอยู่บนหลังม้าก็พลอยล้มลงด้วย เขาตัดสินใจควักปืนออกมายิงม้าให้ตายเพื่อจะได้ไม่ต้องทรมาน แต่ตัวเองก็บาดเจ็บไปไหนไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ต้องนอนตายอยู่บนพื้นทราย ทิ้งไว้แต่กระดูกขาวโพลน เมื่อมีคนมาพบเข้าก็เหลือแต่เพียงกองกระดูกกับชิ้นส่วนของเสื้อผ้าและกระเป๋าหนังที่ยังไม่ละลายปลิวหายไปกับสายลมร้อน

คอเน็คเกอร์แป็นคนหนุ่มที่ห้าวหาญ ชอบชีวิตสันโดษ รักความเป็นธรรม เมื่อทำงานที่ไหนเขาก็ทุ่มเทให้หมดทั้งกายและใจ เห็นคนถูกคดโกงและเอารัดเอาเปรียบไม่ได้ เขาจะต้องเข้าไปขวางและถ้าหากมีการต้องยิงกัน ด้วยฝีมือและโชคช่วยทำให้เขาเอาชนะได้เสมอ เมื่อเขาไปทำงานอยู่ฟาร์มเลี้ยงวัวที่เจ้าของกำลังป่วยเป็นโรคหัวใจ เขาก็ทำงานเต็มที่เหมือนเคย เห็นพวกโคบาลพยายามที่จะต้อนวัวในฟาร์มไปขายให้คนอื่น เขาไม่ยอม ไล่ล่าติดตามเพื่อจะเอาวัวฝูงนั้นกลับคืนมา เมื่อไปเจอพวกนอกฎหมายเขาก็ใช้ไหวพริบจัดการพวกนั้นจนต้องถอยร่น และยังได้เผชิญหน้ากับอินเดียนแดง พูดคุยกันด้วยความตรงไปตรงมา อินเดียนแดงจึงต้องถอยร่น เขาบอกว่า อินเดียนแดงนั้นนับถือคนกล้าหาญ จะทำร้ายหรือฆ่าเฉพาะคนที่อ่อนแอและไม่สู้คนเท่านั้น

เวลาอ่านหนังสือคาวบอยเราก็จะนึกภาพภูมิประเทศที่เวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา บนภูเขาที่ห่างไกลอาจจะมีอินเดียนแดงซุ่มอยู่ บ้านเรือนนั้นอยู่ห่างไกลกัน ฟาร์มแต่ละแห่งนั้นกว้างขวาง ตัวเมืองนั้นเต็มไปด้วยคนดีและไม่ดี ในร้านเหล้าก็จะมีการดวลปืนและชกต่อยกันเป็นประจำ มีที่ว่าการอำเภอ มีนายอำเภอที่เก่งและสามารถปราบคนเลวได้อยู่หมัด และยังสามารถตัดสินแขวนคอใครสักคนที่ได้รับการตัดสินแล้วว่ามีความผิดอันสมควรจะได้รับโทษสูงสุด

คอแน็คเกอร์นั้นพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2531 สำนวนแปลของสุดารัตน์ และปี 2538 ยังมีอีกสำนวน ของศักดิ์ บวร ทั้งสองสำนวนนั้นสนุกพอกัน หนังสือเล่มนี้ถูกทิ้งช่วงห่างหายไปยาวนานถึง 33 ปี อ่านจบผมก็เลยนึกอยากจะพิมพ์ซ้ำขึ้นมาสักชุดหนึ่ง ประเดิมด้วยเรื่องคอแน็คเกอร์ก่อน แล้วค่อยหาต้นฉบับเล่มอื่น ของหลุยส์ ลามูร์ ซึ่งมีคนแปลเอาไว้หลายคนเช่น มาลา แย้มเอิบสิน ไชยวัฒน์ ยนเปี่ยม และก็ศักดิ์ บวร ผลงานที่แปลโดยไชยวัฒน์ ยนเปี่ยมที่อยู่ในชั้นหนังสือของผมเช่น พิชิตตะวันตก,ขุมทองโมฮาเว และซิลเวอร์แคนยอน ทั้งหมดนี้พิมพ์ขึ้นในช่วงเดียวกันคือปี2532 -2534 เฉพาะเรื่อง “พิชิตตะวันตก” นั้นเป็นหนังสือขายดีทีเดียว ดูจากประวัติการพิมพ์ติดต่อกันสองครั้ง กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยมรับหน้าที่เป็น บรรณาธิการ

ผมเปิดไปที่หน้าแรกของหนังสือ พบลายมือตัวเองเขียนไว้ว่า “จุ้ยซื้อมาฝาก” ลงวันที่ 30 กค.2539 จุ้ยที่เขียนไว้คือ “ศุ บุญเลี้ยง” เพื่อนนักเขียนของผม

ผมว่าถ้าโทรไปถามเขาว่า คุณจำได้ไหมว่าเคยซื้อหนังสือเล่มนี้ให้ผม เชื่อว่าเขาก็คงจำไม่ได้ ใครจะไปจำได้นานถึงสามสิบปี ตอนนั้นลูกอายุได้สี่ขวบ จุ้ยคงไปเดินร้านหนังสือที่ไหนสักแห่ง และก็คงคิดถึงผม จึงซื้อหนังสือเล่มนี้เอามาให้ ส่วนเอามาให้ตอนไหน ยังไงผมเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน

หนังสือเล่มนี้จึงมีประวัติยาวนานทีเดียว นึกขึ้นมาแล้วก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ทำไมจึงซื้อหนังสือเล่มนี้มาฝากผม ซื้อจากร้านไหน ถ้าจะสัมภาษณ์ถึงที่มาของหนังสือเล่มหนึ่งก็ต้องย้อนกลับไปตอนปี 2539 ว่าตอนนั้นพวกเราอายุแค่ 33 ปี ตอนอายุสามสิบสามนั้นทำอะไรกันอยู่ ผมพยายามย้อนนึกคร่าว ๆ ก็รู้ว่าตัวเองทำสำนักพิมพ์แล้ว ออฟฟิศอยู่ในบ้าน ลูกสาวเกิดปี 35 แสดงว่าเข้าเรียนอนุบาลที่โรงเรียนนิตาหน้าห้างสรรพสินค้าบางลำพู เราต้องขับรถไปรับไปส่งลูกทุกวัน อายุสี่ขวบคงอยู่อนุบาลหนึ่ง เพราะหกขวบนั้นจบอนุบาลสามและเข้าเรียนป.1 ที่โรงเรียนวัดชลประทาน จุ้ยนั้นไม่มีลูก เข้าใจว่าเราคงจะได้เจอกันอยู่บ่อย ๆ และคุยเรื่องหนังสือกันอยู่บ้าง เป็นไปได้ว่าผมทำนิตยสาร writer อาจจะกำลังติดต่อสัมภาษณ์เขาขึ้นปกหนังสือ เราจึงได้ติดต่อกัน หรือไม่ก็อาจจะเป็นช่วงที่ผมกำลังทำหนังสือของเขาอยู่เล่มหนึ่ง เป็นหนังสือบาง ๆ หนาไม่ถึงร้อยหน้าชื่อปก “ฝันเอียง ๆ ” ผมให้น้องคนหนึ่งวาดใบหน้าเขา เมื่อออกแบบเสร็จแล้วก็เอาบรู๊ฟปกให้เขาดู ออกตัวก่อนตามมารยาทว่าอาจจะไม่สวยมากนัก เขาพูดยิ้ม ๆ ว่า ไม่สวยก็ทำใหม่สิ ผมว่า ไม่ทำแล้ว สวยกว่านี้คงยากไปสำหรับผม เมื่อหนังสือออกมา ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หมดแผงไปอย่างรวดเร็ว อาจจะเป็นช่วงขาขึ้นของชีวิตนักเขียนก็ได้ หรือไม่ก็เป็นขาขึ้นของผมในฐานะเจ้าของสำนักพิมพ์ ตอนนั้นผมน่าจะได้พิมพ์ผลงานของเขาอีกหลายเล่ม แต่ก็ไม่ได้ทำ เพื่อนคนหนึ่งนำงานเขียนของจุ้ยไปพิมพ์ เช่น "ไม่มีปี่แต่มีขลุ่ย", "ลิ้นชักนักเดินทาง" ปรากฏว่าขายดิบขายดีจนต้องพิมพ์แล้วพิมพ์อีก มีความสุขกันทั่วหน้า ผมคิดว่าปี2539 นั้นเป็นช่วงเวลาขาขึ้นของจุ้ยจริง ๆ

คงเพราะพิมพ์หนังสือให้กันและเจอกันตามงานหนังสือบ่อย ๆ เขาก็เลยซื้อหนังสือ “พิชิตตะวันตก”เล่มนี้มาให้ผม

ผมเดาว่า เมื่อได้มาก็น่าจะเปิดอ่านด้วยความชอบใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานขนาดนี้ ผมก็จำไม่ได้อีกเหมือนเดิมว่านิยายคาวบอยของหลุยส์ ลามูร์ซึ่งมีความหนาถึง 449หน้าเล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร

ผมต้องเปิดอ่านบทแรกที่เปิดเรื่องว่า

“ตะวันถีบดวงขึ้นสูงยังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม ขณะที่ลินัส ลอร์ลิงส์เข้าถึงหนทางของพวกนักรบอินเดียนแดงเผ่ายูต ผนังสูงขนาบสองข้างก้นหุบคับแคบแห่งริโอ กรานเด้เป็นจุดสกัดหนทางทั้งหลายทั้งปวงเอาไว้ และนั่นเองที่ลินัสสำเหนียกว่า เขากำลังตกที่นั่งลำบาก

ดังชายชาติทหารที่มีความอดทนเหลือหลาย บัดนี้เขากำลังมีความอดทนนั้นอยู่ เขานั่งอยู่บนหลังม้าที่ยืนสงบนิ่งใต้หมู่เอสเปน เบื้องหลังมีม้าต่างอีกสามตัวที่บรรทุกขนเฟอร์ซึ่งเขาทำมาหาได้ในระหว่างหน้าหนาว แลไปเบื้องหน้าโพ้นเป็นที่ลาดขึ้นภูเขาดูสว่างสลับแล้วซึ่งสีเขียวแรกของบรรดาพืชพันธุ์ที่งอกเงยต้นหน้าใบไม้ผลิ

ลาดเขาซึ่งไร้สิ่งอันเคลื่อนไหว ประการเดียวกับที่หุบเขาเบื้องล่าง จะมีก็เพียงแต่ใบเอสเปนที่พลิ้วเบา ๆ ลินัสผู้ไม่ยอมปลงใจเชื่ออะไรที่เห็นผาดๆ ในหนแรกตราบเท่าที่เขายังอยู่ในถิ่นอินเดียนแดงยังคงสงบนิ่งอยู่

...
อ่านมาถึงตอนนี้ก็นึกขึ้นมาได้ ประมาณปี 2534 ผมก็เคยพิมพ์หนังสือชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นผลงานแปลของประมูล อุณหธูปเกือบทั้งหมด เช่นโลงของอีส้า ,เก็บเบี้ยใต้รังโจร ,จอมทรนง,ปีศาจสันนิวาส เจ้าแม่ทองดำ และชาลาโก

หนังสือชุดนี้ขายดีจนหมดสต๊อกอยู่สองเล่มคือ เก็บเบี้ยใต้รังโจร กับชาลาโก ที่เหลือก็โดนน้ำท่วมหายไปหมด เหลือแต่ปีศาจสันวาส กับจ้าวแม่ทองดำ ซึ่งทุกวันนี้อายุหนังสือเกือบสามสิบปีแล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังมีจำหน่ายอยู่ในเพจของสำนักพิมพ์

จำได้ว่า “ชาลาโก” นั้นแปลมาจากผลงานของหลุยส์ ลามูร์ จำเนื้อเรื่องไม่ได้แล้ว แต่จำบรรยากาศของการอ่านระหว่างที่ลงมือทำหนังสือว่า สนุกมาก คุณประมูลนั้นมีสำนวนเหลือร้าย อ่านตอนดวลปืนกันแล้วตื่นเต้นเหมือนได้เข้าไปนั่งอยู่ในเหตุการณ์เลยทีเดียว หนังสือพิมพ์ออกมาแล้วขายเกลี้ยงแผงอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นก็คิดไม่ออกว่า เป็นเพราะชื่อผู้เขียน หรือเป็นเพราะผลของการแปล

ว่าไปแล้วผมชอบอ่านนิยายคาวบอยมานานมาก แต่อ่านแล้วก็มักจะไม่จำ แค่สนุก ๆ เพลิดเพลินไปในช่วงเวลาที่นั่งลงอ่าน หลังจากนั้นก็ลืม ไม่เหมือนกันที่อ่านวรรณกรรม แต่ละเรื่องนั้นตราตรึงอยู่ข้างใน บางเรื่องรู้สึกประทับใจเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนใกล้ตัว แต่นิยายคาวบอยก็เป็นอีกหมวดหนังสือที่ผมซื้อมาสะสมเอาไว้จนเกือบครบ อยากได้เล่มไหนก็เดินไปดูบนชั้นหนังสือ เรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ตั้งสันให้เห็นเป็นแถวว่านี่เป็นผลงานแปลของใครบ้าง

ในช่วงใกล้ๆกันผมได้รู้จักกับลุงณรงค์ จันทร์เพ็ญ พี่สมรม สทิงพระพาเข้าไปกราบท่านถึงบ้าน ผมเอ่ยปากขออย่างเกรงใจให้ท่านช่วยแปลประวัติของหลุยส์ ลามูร์ลงเป็นตอน ๆ ในนิตยสาร writerที่ผมทำอยู่ ท่านก็เมตตาแปลให้ ต่อมาผมก็นำมาตีพิมพ์รวมเล่มชื่อ "บันทึกของชายพเนจร หลุยส์ ลามูร์" วาดภาพปกโดยอุกฤษณ์ ทองระอา หนังสือวางแผงไม่ทันไร ขายดีจนหมดเกลี้ยง ผมว่า ชีวิตของหลุยส์ ลามูร์นั้นน่าสนใจมากกว่างานเขียนของเขาเสียอีก จำได้ว่า เขาแนะนำนักเขียนหน้าใหม่ว่า ให้อ่านให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อย่ามัวแต่อ่านของตัวเองจนเสียผู้เสียคนเพราะหลงตนเอง

ส่วนคอเน็คเกอร์นั้นผมคิดว่าตัวเองไม่มี จึงโทรไปสอบถามจากพี่จรัญว่า พี่เคยพิมพ์หนังสือคาวบอยของหลุย ลามูร์บ้างหรือไม่ พี่เขาบอกว่า เคย แต่ต้องหาหนังสือก่อน ตอนนี้ไม่รู้ว่าเก็บไว้ตรงไหน วันต่อมาพี่จรัญก็บอกว่า เจอแล้วเป็นผลงานแปลของสุดารัตน์ "ถ้าอยากจะพิมพ์ ประเดิมด้วยเล่มนี้ก่อนก็ได้” พี่จรัญว่า “หนังสือไม่หนา ลงทุนไม่มาก”

ได้หนังสือมา ผมก็นอนอ่านอยู่สามคืน รู้สึกชื่นชอบหลงใหลนิยายคาวบอยขึ้นมาอีก อยากอ่าน อยากพิมพ์ อยากขาย อ่านจบแล้วก็เดินมาหาเจ้าของทุนซึ่งนั่งอุ้มหมาอยู่ที่โซฟาพร้อมกับเปิดโทรทัศน์ให้หมาดู

ผมถามด้วยความเกรงใจว่า “ฉันอยากจะพิมพ์หนังสือคาวบอยสักชุด เธอมีความเห็นว่าอย่างไร”

ภรรยาเงยหน้าขึ้นมาย้อนว่า “เอวหายดีหรือยัง”

ผมว่า “เกือบหายแล้ว”

“ ถ้ามีแรงขนหนังสือก็พิมพ์สิ ไม่ได้ว่าอะไร” เธอพูดแล้วก็ก้มหน้าลงไปเล่นกับน้องหมาต่อ

คิดถึงเรื่องขนหนังสือที่เหลือจากการวางหน้าร้านขึ้นบนลงล่างแล้ว ใจมันห่อเหี่ยวขึ้นมาทันที ผมทำงานหนักแบบนี้มาชั่วชีวิต จนกระทั่งปัจจุบัน ถ้าให้ต้องแบกต้องขน ก็รู้สึกไม่อยากทำอีก ครั้นจะจ้างคนมาช่วยแบกหามแทน ก็รู้สึกไม่คล่องตัว ไม่เป็นอิสระ จะไปไหนมาไหนก็ลำบาก ครั้นจะไม่จ้างใคร ก็ต้องลงมือทำเองขนเอง คิดไปคิดมาก็ได้ข้อสรุป ทำน้อย ๆ เอาสนุกดีกว่า ทำเท่าที่คิดหรือประเมินดูแล้ว หนังสือขนาดนี้ใช้เรี่ยวแรงที่พอมีเหลืออยู่ขนไหวแน่นอน

ภรรยาผมว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงิน แต่อยู่ที่ว่า เราอายุมากพอที่จะเลือกทำงานให้น้อยลง ใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ ได้แล้ว หรือถ้าไม่ทำงานหนักเลยก็ยิ่งดี เอาเวลาที่เหลือนั้นเดินทางท่องเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง และอ่านหนังสือดีกว่า

ได้ยินประโยคนี้ ผมก็พับโครงการขนาดยักษ์ใส่ลิ้นชักเอาไว้ก่อน พิมพ์หนังสือเท่าที่อยากพิมพ์ก็แล้วกัน ผมคิด
....
http://bannangsue.lnwshop.com/category 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน