• Kanok
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kanoknation@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-06
  • จำนวนเรื่อง : 60
  • จำนวนผู้ชม : 484773
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2194 คน
www.allaboutkanok.com
ชีวิตรื่นรมย์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kanokrat
วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม 2551
Posted by Kanok , ผู้อ่าน : 15367 , 14:23:01 น.  
หมวด : ดนตรี

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

          พักเรื่องไม่ดีทางการเมือง  เมินเรื่องไม่ดีของรัฐบาลสักครู่  มาฟังเพลงรับลมหนาวดีกว่า  พอย่างเข้าเดือน 11 บางที่ก็หนาวเย็นล้ำเมืองหลวง..ที่ยังถูกลมฝนป่วนอยู่บ้าง  คงอีกไม่นานหรอกครับ  ทั่วทุกที่ก็จะเย็นเยือกสะท้านกาย

          เชื่อกันว่าผู้คนส่วนใหญ่คงชอบหน้าหนาว  มันชวนให้นึกถึงความหลัง  คนชอบฤดูนี้จึงมีความหลังเป็นของตนเอง  ไม่ต้องฝันเพ้อไปกับความหลังของคนอื่น  ส่วนความหลังที่ว่า..จะชวนให้สุขหรือเศร้า..หรือเหงา..ก็คงรู้กันยามเหมันต์

รูปประกอบมาจาก "โอเคเนชั่น" ทั้งหมด..ข้างบนนี้..เป็นยามเย็นที่หลังบ้านคุณ rainny  ด้านล่าง..เป็นยามเช้าที่หน้าบ้าน

                                               เหมันต์รัญจวน

 คำร้อง  ศรีสวัสดิ์  พิจิตรวรการ / ทำนอง  เอื้อ  สุนทรสนาน / ขับร้อง  สุภัทรา  อินทรภักดี

หวีดๆ วอนๆ อ้อนออดโอยมา...โอ้อนิจจาอ่อนอาลัย

เหมันต์ครวญคลั่งฟังคล้ายเสียงใคร..เสียงใครครวญใคร่  ร้องไปร่ำไปในสายลม

หลับตื่นคืนวัน  หวาดหวั่นรัญจวน...โอ้ลมหวนอวลป่วนอารมณ์

เหมันต์กระหน่ำตำคล้ายเข็มคม..สักแทงโศกซม  เจ็บเหลือจะข่มแล้วกรรมเวร

หวีดวอนคลอนทรวง...ล้วงหาใจคว้านไปค้นไป  คงได้แต่ไร้เหลือเดน

โอ้อสุราคว้าหัวใจฉันไปดูเล่น  แล้วโยนกระเด็นลอยร้างรา

อย่ากลับมาเลย..อย่ากลับมาเลย  โอ้ลมหนาวเอยอย่าเลยมา

ฉันคงตายเมื่อลมเหนือพัดพา..หอบอดีตมา  ปล้นขวัญฟันฆ่าไร้ปรานี

                                  ทะเลเหมันต์  ของคุณ "ลูกสาวดาวศุกร์"

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 101 (0)
aa-100 วันที่ : 07/04/2009 เวลา : 22.13 น.
www.thailandcool.com


ฝากท่านกนก รัตน์วงศ์สกุล โดยเฉพาะครับ อาจซ้ำบ้างขออภัย
มีพระอริยสงฆ์มากมายเนื้อนาบุญของโลกที่ควรจะหาเวลาไปกราบท่าน เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต


1. พระอาจารย์พิชิต ชิตมาโร วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
2. พระอาจารย์อร่าม รกฺจิตฺโต
(พระอาจารย์คำไพ สุสิกฺขิโต) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
3. พระอาจารย์แยง สุขกาโม วัดเจติยาศิริวิหาร อ.ศรีวิไล จ.หนองคาย
4. พระอาจารย์สิงห์ สิริธมฺโม
(พระครูสิริธรรมานุวัตร) วัดศิริอุปถัมภ์ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย
5. พระอาจารย์เลิศ เขมิโย วัดสุวรรณาราม อ.พรเจริญ จ.หนองคาย
6. พระอาจารย์คำ กาญจนวณฺโณ วัดถ้ำบูชา อ.เซกา จ.หนองคาย
7. พระอาจารย์อุทัย สิริธโร วัดถ้ำพระภูวัว อ.เซกา จ.หนองคาย
8. พระอาจารย์ทองพูล สิริกาโม
(พระครูสิริธรรมวัฒน์) วัดสามัคคีอุปถัมภ์(ภูกระแต) จ.หนองคาย
9. พระอาจารย์ปรีดา ฉนฺทกโร วัดป่าดานวิเวกวัดป่าดานวิเวก(แสงอรุณ) อ.ปากดาด จ.หนองคาย
10. พระอาจารย์คำตัน ฐิตธมฺโม วัดป่าดานศรีสำราญ อ.พรเจริญ จ.หนองคาย
11. พระอาจารย์นาค ปญฺญาวโร วัดป่าอรัญญวาสี อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย
12. พระอาจารย์ตัน สุทธิกาโม
(พระครูสุทธิญาณประยุต) วัดบึงพลาราม จ.หนองคาย
13. พระอาจารย์สมภาร ปญฺญาวโร
(พระครูปัญญาวรากร) วัดป่าวิเวกพัฒนาราม อ.พรเจริญ จ.หนองคาย
14. พระอาจารย์จวน กุลเชษโฐ วัดเจติยาศิริวิหาร(ภูทอก) อ.ศรีวิไล จ.หนองคาย
15. พระอาจารย์บุญหนัก ขนฺติโก สำนักสงฆ์ป่าสัก อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
16. พระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส
(พระครูปัญญาวิสุทธิ์) วัดป่าพระสถิตย์ จ.หนองคาย
17. พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
(พระครูสุธรรมคณาจารย์) วัดอรัญญบรรพต จ.หนองคาย
18. พระอาจารย์อ่อนศรี สุเมโธ
(พระครูสีลขันธ์สังวร) วัดพระงามศรีมงคล จ.หนองคาย

..........................................................................................................................
1.ท่านอาจารย์เจี๊ยะ จุนโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าภูริทัตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ประทุมธานี
2.หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
3.หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร วัดป่าประชาชุมพลพัฒนาราม อ.เมือง จ.อุดรธานี
4.หลวงปู่ขาล ฐานวโร (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าบ้านเหล่า อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย
5.พระอาจารย์แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
6.หลวงปู่หลวง กตปุญโญ (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดคีรีสุบรรพต จ.ลำปาง
7.อาจารย์เหรียญ วรลาโภ (มรณภาพแล้วยังไม่ประชุมเพลิง) วัดอรัญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
8.อาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย (มรณภาพแล้วยังไม่ประชุมเพลิง) วัดเขาสุกิม อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
9.หลวงปู่หลอด ประโมทิโตวัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนานิคม) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
10.หลวงปู่มหาเนียม สุวโจ วัดเจริญสมณกิจ (หลังศาลภูเก็ต ) อ.เมือง จ.ภูเก็ต
11.หลวงปู่มหาเจิม ปัญญาพโล วัดสระมงคล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
12.หลวงปู่ศรี มหาวีโร วัดประชาคมวนาราม อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด
13.พระอาจารย์สายทอง เตชธัมโม วัดป่าห้วยกุ่ม (ใกล้เขื่อนจุฬาภรณ์ ) อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ
14.หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป วัดป่าประทีปปุญญาราม อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร
15.พระอาจารย์ประสิทธิ์ ปุญมากโร วัดป่าหมู่ใหม่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
16.พระอาจารย์เลี่ยม ฐิตธัมโม วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
17.หลวงปู่ทา จารุธัมโม วัดถ้ำซับมืด จ.นครราชสีมา
18.พระอาจารย์เพียร วิริโย วัดป่าหนองกอง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
19.อาจารย์สาย เขมธัมโม วัดป่าพรหมวิหาร อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู
20.อาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
21.หลวงปู่วิริยังค์ สิรินธโร วัดธรรมมงคล เขตพระโขนง จ.กรุงเทพมหานคร
22.อาจารย์พวง สุขินทริโย วัดศรีธรรมมาราม อ.เมือง จ.ยโสธร
23.หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
24.หลวงตาแตงอ่อน กัลยาณธัมโมวัดป่าโชคไพศาล อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร
25.หลวงปู่บุญหนา ธัมทินโนวัดป่าโสตถิผล อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
26.หลวงปุ่บุญพิน กตปุญโญวัดผาเทพนิมิตร อ.นิคมน้ำอูน จ.สกลนคร
27.หลวงปู่ลี ฐิตธัมโม (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)วัดเหสลึก อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
28.หลวงปู่แปลง สุนทโรวัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
29.หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)วัดป่าสันติกาวาส อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี
30.หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโปวัดโพธิ์สมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี
31.พระอาจารย์ท่อน ญาณธโรวัดศรีอภัยวัน อ.เมือง จ.เลย
32.พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธัมโมวัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
33.พระอาจารย์คำบ่อ ฐิตปัญโญวัดใหม่บ้านตาล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
34.พระอาจารย์อุทัย สิรินธโรวัดถ้ำพระ อ.เซกา จ.หนองคาย
35.หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโตสำนักสงฆ์สวนทิพย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
36.พระอาจรย์วิไล เขมิโยวัดถ้ำพณาช้างเผือก อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ
37.หลวงปู่จันทา ถาวโรวัดป่าเขาน้อย อ.วังทรายพูล จ.พิจิตร
38.อาจารย์อ่ำ ธัมกาโมวัดธุดงคสถานสันติวรญาณ อ.วังโป่ง จ.เพรชบูรณ์
39.หลวงปู่ถวิล จ.อุดรธานี (ไม่ทราบที่อยู่และฉายาท่าน)
40.อาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสโกวัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี
41.อาจารย์วันชัย วิจิตโตวัดภูสังโฆ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
42.หลวงปู่มี (เกล้า) ประมุตโต วัดดอยเทพนิมิตร (วัดถ้ำเกีย ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
43.อาจารย์เสน ปัญญาธโรวัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
44.อาจารย์คำแพง อัตสันโตวัดป่าหนองวัวซอ (วัดบุญญานุสรณ์ ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
45.พระอาจารย์ปัญญาวัฒโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
42.หลวงปู่มี (เกล้า) ประมุตโต วัดดอยเทพนิมิตร (วัดถ้ำเกีย ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
43.อาจารย์เสน ปัญญาธโรวัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
44.อาจารย์คำแพง อัตสันโตวัดป่าหนองวัวซอ (วัดบุญญานุสรณ์ ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
45.พระอาจารย์ปัญญาวัฒโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
46.ท่านฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมญาณ ) (ท่านมรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ )วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
(หลวงปู่สิม เคยปรารภให้อาจารย์มหาบัวฟัง)
47.หลวงปู่สังวาลย์ เขมโกจ.สุพรรณบุรี
48.หลวงปู่วัดพระพุทธบาทตากผ้า(อันนี้หนังสือไม่ชัดครับเล่มนี้เก่ามากครับ )
49.พระอาจารย์มหาโส กัสโปวัดป่าคำแคนเหนือ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น
50.หลวงปู่คำฟอง เขมจาโร (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)วัดกุดเรือคำ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร
51.หลวงปู่บุญเพ็ง กัปโปวัดป่าวิเวกธรรม (วัดป่าช้าเหล่างา) อ.เมือง จ.ขอนแก่น
52.หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริวัดเกาะแก้วะดงคสถาน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์
53.คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)สำนักชีบ้านห้สยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
54.พระอาจารย์ทุย (ปรีดา) ฉันทกโรวัดป่าดานวิเวก อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย
55.พระอาจารย์สรวง สิริปุญโญวัด่าศรีฐานใน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร
56.พระอาจารย์สาคร ธัมวุธโธวัดป่ามณีกาญจ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี
57.พระอาจารย์จันทร์โสม กิตติกาโมวัดป่านาสีดา อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
58.พระอาจารย์แยง สุขกาโมวัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) อ.ศรีวิไล จ.หนองคาย
59.หลวงปู่แฟ็บ สุภัทโทวัดป่าดงหวาย อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร
60.พระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโรวัดถ้ำสหายธรรมจันทร์นิมิตร อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
61.หลวงปู่ผาง โกสโลวัดภูหินแตก อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
62.หลวงปู่หล้า เขมปัตโต (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)วัดบนนพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร
63.ท่านพระอาจารย์สิงทอง ธัมวโร (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
64.หลวงปู่อ่อนศรี ฐานวโรวัดถ้ำประทุน ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
65.หลวงปู่ต้น สุทธิกาโมวัดบึงพลาราม ต.บ้านว่าน อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย
66.หลวงปู่สมศักดิ์ ปัณฑิโต วัดบูรพาราม ( วัดหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์
67.หลวงปู่ทอง จันทสิริวัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
68.หลวงปู่ทองใบ ปภสฺสโรสำนักวิปัสสนาธุระ (ภูย่าอู่) บ.นาหลวง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
69.หลวงปู่คูณ สุเมโธ วัดป่าภูทอง ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
70.พระอาจารย์ฟัก สันติธัมโมวัดพิชัยพัฒนาราม ( วัดป่าเขาน้อยสามผาน ) ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่
จ.จันทบุรี
71.หลวงปู่สุทัศน์ โกสโลวัดกระโจมทอง ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี
72.หลวงปู่อ้ม สุขกาโม วัดภูผาผึ้ง อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
73.ท่านพระอาจารย์สุธรรม สุธัมโมวัดป่าหนองไผ่ ต.ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร
74.ท่านพระอาจารย์หลอ นาถกโรวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม ( วัดถ้ำพวง วัดพระอาจารย์วัน อุตโม ) อ.ส่องดาว
จ.สกลนคร
75.หลวงพ่อทองคำ กาญวันวัณโณวัดถ้ำบูชา อ.เซกา จ.หนองคาย
76.หลวงปู่ถิร ฐิตธัมโม (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)วัดทิพยรัฐนิมิตร (วัดป่าบ้านจิก) อ.เมือง จ.อุดรธานี
80.พระอาจารย์ทองอินทร์ กตปุญฺโญ วัดป่ากุง (วัดป่าประชาคมวนาราม ) อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด
81.หลวงปู่เผย วิริโย วัดถ้ำผาปู่ ต.นาอ้อ จ.เลย
82.หลวงปู่คำพอง ขันติโกวัดป่าอัมพวัน จ.เลย
83.หลวงปู่อว้าน เขมโกวัดป่านาคนิมิตร อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
84.ท่านพระอาจารย์วิชัย เขมิโยวัดถ้ำผาจม จ.เชียงราย
85.พระอาจารย์บุญทัน ปุญทัตโต (ท่านเพิ่งจะมรณภาพ เดือน ธค.49 )วัดป่าสามัคคีสันติธรรม อ.ฝาง จ.ขอนแก่น
86.หลวงปู่พิศดู ธรรมจารีย์ วัดเทพธารทอง ต.พลวง กิ่งอ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี
87.หลวงปู่เนย สมจิตฺโตวัดป่าโนนแสนคำ บ.ทุ่งคำ ต.เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร
88. หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ วัดป่าพระอาจารย์ตื้อ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
89.ท่านพระอาจารย์อุทัย ธมฺมวโร วัดภูย่าอู่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
90.หลวงปู่ประสาร สุมโน วัดป่าหนองไคร้ ต.หนองหิน อ.เมือง จ.ยโสธร
ฯลฯ
ท่านเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเนื้อนาบุญของโลกครับ

1.วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง อุดรธานี หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก
2.วัดป่าภูสังโฆ อ.หนองวัวซอ อุดรธานี พระอาจารย์วันชัย วิจิตฺโต ช่วงนี้พระอาจารย์ท่านมีปัญหาด้านสุขภาพ อาจเข้ากราบได้เฉพาะช่วงหลังจังหัน ประมาณ09.00น.ครับ
3.วัดภูผาแดง อ.หนองวัวซอ อุดรธานี หลวงปู่ลี กุสลธโร
4.ดงศรีชมภูหมายถึงวัดป่าดานวิเวก อ.โซ่พิสัย หนองคาย หลวงปู่ปรีดา(ทุย) ฉนฺทกโร
5.วัดถ้ำพระภูวัว อ.เซกา หนองคาย หลวงพ่ออุทัย สิริธโร
6.วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ สกลนคร หลวงปู่แบน ธนากโร

ส่วนตัวผมขอแนะนำเพิ่มอีก 3 วัดครับ

1.ถ้าไปจังหวัดอุดรฯ ก็ไม่ควรพลาดวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง ครับ นอกจากกราบองค์หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโนแล้ว หากจะพาชาวต่างประเทศที่สนใจธรรมะจริงๆไปศึกษา(โดยภาษาอังกฤษ)ผมขอแนะนำให้ไปกราบ พระอาจารย์เชอรี่ อภิเจโต และพระอาจารย์ดิ๊ค ครับ

2.วัดถ้ำสหาย อ.หนองวัวซอ อุดรธานี หลวงพ่อจันทร์เรียน คุณวโร(ช่วงหน้าฝนเดินทางเข้าวัดค่อนข้างยากครับ)

3.วัดราษฎร์สงเคราะห์(วัดป่าหนองแซง) อ.หนองวัวซอ อุดรธานี หลวงปู่เสน ปญฺญาธโร

พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
พระครูปราโมทย์ธรรมธาดา หลวงปู่หลอด ปโมทิโตวัดสิริกมลาวาส กทม.
พระเทพเจติยาจารย์ หลวงปู่วิริยังค์ สิรินฺธโร วัดธรรมมงคล กทม.
พระญาณทีปาจารย์ หลวงปู่ท่อน ญาณธโร วัดศรีอภัยวัน จ.เลย
หลวงปู่พวง สุขินทริโย วัดศรีธรรมาราม ยโสธร
หลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย พิจิตร
หลวงปู่บุญหนา ธัมมทินโน วัดป่าโสตถิผล สกลนคร
พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญวิเวก อ. แม่แตง จ. เชียงใหม่
..............................................................................................
จังหวัดนนทบุรี
พระอาจารย์สาคร ธัมวุธโธ วัดป่ามณีกาญจ์ อ.บางกรวย
หลวงปู่สุทัศน์ โกสโลวัดกระโจมทอง ต.วัดชลอ อ.บางกรวย
จังหวัดนครปฐม
หลวงปู่มหาเจิม ปัญญาพโล วัดสระมงคล อ.กำแพงแสน
จังหวัดเพชรบูรณ์
อาจารย์อ่ำ ธัมกาโม วัดธุดงคสถานสันติวรญาณ อ.วังโป่ง
จังหวัดสมุทรปราการ
หลวงปู่ทอง จันทสิริ วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง
จังหวัดจันทบุรี
พระอาจารย์ฟัก สันติธัมโม วัดพิชัยพัฒนาราม ( วัดป่าเขาน้อยสามผาน ) ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่
หลวงปู่พิศดู ธรรมจารีย์ วัดเทพธารทอง ต.พลวง กิ่งอ.เขาคิชฌกูฏ
จังหวัดสุโขทัย
หลวงพ่อประสาท สำนักสงฆ์บ้านสันหีบ อ.ศรีสัชนาลัย
จังหวัดเชียงใหม่
หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร วัดป่าหมู่ใหม่แม่แตง(ลูกศิษย์หลวงปู่อ่อน ญานศิริและหลวงปู่แหวน)
หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ วัดป่าพระอาจารย์ตื้อ อ.แม่แตง
จังหวัดเชียงราย
ท่านพระอาจารย์วิชัย เขมิโย วัดถ้ำผาจม
จังหวัดนครราชสีมา
หลวงปู่ทา จารุธัมโม วัดถ้ำซับมืด ติดถนนมิตรภาพ ต.จันทึกอำ อ.ปากช่อง
ท่านพระอาจารย์อุทัย สิรินธโร วัดเขาใหญ่เจริญธรรมญาณสัมปันโน บ้านโป่งตาลอง ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง
จังหวัดชัยภูมิ
พระอาจารย์สายทอง เตชธัมโม วัดป่าห้วยกุ่ม (ใกล้เขื่อนจุฬาภรณ์ ) อ.คอนสาร
หลวงปู่วิไล เขมิโย วัดถ้ำพญาช้างเผือก บ้านปากช่อง ต. ห้วยยาง อ. คอนสาร
จังหวัดขอนแก่น
พระอาจารย์มหาโส กัสโป วัดป่าคำแคนเหนือ อ.มัญจาคีรี
หลวงปู่บุญเพ็ง กัปโป วัดป่าวิเวกธรรม (วัดป่าช้าเหล่างา) อ.เมือง
จังหวัดเลย
หลวงปู่เผย วิริโย วัดถ้ำผาปู่ ต.นาอ้อ อ.เมือง
หลวงปู่คำพอง ขันติโก วัดป่าอัมพวัน
จังหวัดหนองบัวลำภู
อาจารย์สาย เขมธัมโม วัดป่าพรหมวิหาร อ.โนนสัง
หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง
จังหวัดอุดรธานี
หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดภูผาแดง อ.หนองวัวซอ
อาจารย์วันชัย วิจิตโต วัดภูสังโฆ อ.หนองวัวซอ
อาจารย์เสน ปัญญาธโร วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ
อาจารย์คำแพง อัตสันโต วัดป่าหนองวัวซอ (วัดบุญญานุสรณ์ ) อ.หนองวัวซอ
พระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร วัดถ้ำสหายธรรมจันทร์นิมิตร อ.หนองวัวซอ
หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร วัดป่าประชาชุมพลพัฒนาราม อ.เมือง
หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป วัดโพธิ์สมภรณ์ อ.เมือง
พระอาจารย์เพียร วิริโย วัดป่าหนองกอง อ.บ้านผือ เส้นหลังโรงพยาบาล
หลวงปู่ทองใบ ปภสฺสโร สำนักวิปัสสนาธุระ (ภูย่าอู่) บ.นาหลวง อ.บ้านผือ
หลวงปู่คูณ สุเมโธ วัดป่าภูทอง ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ
ท่านพระอาจารย์อุทัย ธมฺมวโร วัดภูย่าอู่ อ.บ้านผือ
หลวงปู่ถวิล สุจิณโณ วัดป่าศรีอุดมรัตนาราม อ.โนนสะอาด
อาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสโก วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง
จังหวัดหนองคาย
พระอาจารย์อุทัย สิรินธโร วัดถ้ำพระภูวัว อ.เซกา
พระอาจารย์ทุย (ปรีดา) ฉันทกโร วัดป่าดานวิเวก อ.โซ่พิสัย
พระอาจารย์แยง สุขกาโม วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) หมู่ที่ 6 ต.นาแสง อ.ศรีวิไล
หลวงปู่ต้น สุทธิกาโม วัดบึงพลาราม ต.บ้านว่าน อ.ท่าบ่อ
หลวงพ่อทองคำ กาญวันวัณโณ วัดถ้ำบูชา อ.เซกา
จังหวัดสกลนคร
พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธัมโม วัดป่าแก้วชุมพล ต.บ้านชุม อ.สว่างแดนดิน
พระอาจารย์คำบ่อ ฐิตปัญโญ วัดใหม่บ้านตาล อ.สว่างแดนดิน
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม วัดป่าสีห์พนม บ.หนองกุง ต.บงใต้ อ.สว่างแดนดิน
หลวงปู่เนย สมจิตฺโต วัดป่าโนนแสนคำ บ.ทุ่งคำ ต.เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ ใกล้รพ.เจริญศิลป์
หลวงปู่แฟ็บ สุภัทโท วัดป่าดงหวาย อ.บ้านม่วง
ท่านพระอาจารย์หลอ นาถกโรวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม ( วัดถ้ำพวง วัดพระอาจารย์วัน อุตโม ) อ.ส่องดาว
หลวงปู่สมัย ทีฆายุโก วัดโนนแสงทอง ก่อนถึงอำเภอพังโคน บ้านแวง เลยบ้านแวงไปประมาณ 3 - 4 กม ซ้ายมือ
หลวงปู่สัมภาส โกวิโท (ศิษย์ลป.คำฟอง-ลป.พรหม จิรปุญโญ) วัดกุดเรือคำ ต.กุดเรือคำ อ.วานรนิวาส
หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป วัดป่าประทีปปุญญาราม ต.เซือม อ.อากาศอำนวย
หลวงปู่สมภพ โชติปัญโญ วัดป่าบ้านแพด อ.คำตากล้า
หลวงปุ่บุญพิน กตปุญโญ วัดผาเทพนิมิตร อ.นิคมน้ำอูน
หลวงปู่แปลง สุนทโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม โทร. ๐-๔๒๗๗-๙๕๓๑
หลวงปู่ผาง โกสโล วัดภูหินแตก อ.พรรณานิคม
หลวงปู่บัวไข วัดสันติสังฆาราม อ.พรรณานิคม
ท่านพระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม วัดป่าหนองไผ่ ต.ดงมะไฟ อ.เมือง
พระอาจารย์แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ ต.ตองโชบ อ.โคกศรีสุพรรณ
หลวงปู่อว้าน เขมโก วัดป่านาคนิมิตร บ้านนามน อ.โคกศรีสุพรรณ
จังหวัดสุรินทร์
หลวงปู่สมศักดิ์ ปัณฑิโต วัดบูรพาราม ( วัดหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ) ต.ในเมือง อ.เมือง
จังหวัดบุรีรัมย์
หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ วัดเกาะแก้วดงคสถาน อ.บ้านด่าน
จังหวัดร้อยเอ็ด
พระอาจารย์ทองอินทร์ กตปุญฺโญ วัดป่ากุง (วัดป่าประชาคมวนาราม ) อ.ศรีสมเด็จ
จังหวัดมุกดาหาร
หลวงปู่อ้ม สุขกาโม วัดภูผาผึ้ง อ.ดงหลวง
จังหวัดอุบลราชธานี
พระอาจารย์เลี่ยม ฐิตธัมโม วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ
จังหวัดยโสธร
พระอาจารย์สรวง สิริปุญโญ วัดป่าศรีฐานใน อ.ป่าติ้ว
หลวงปู่ประสาร สุมโน วัดป่าหนองไคร้ ต.หนองหิน อ.เมือง
จังหวัดภูเก็ต
หลวงปู่มหาเนียม สุวโจ วัดเจริญสมณกิจ (หลังศาลภูเก็ต ) อ.เมือง
ด้วยความเคารพ

*************************
ท่านพระอริยะสงฆ์ของไทย
1. ท่านอาจารย์เจี๊ยะ จุนโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าภูริทัตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ประทุมธานี
2. หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
3. หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร วัดป่าประชาชุมพลพัฒนาราม อ.เมือง จ.อุดรธานี
4. หลวงปู่ขาล ฐานวโร (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าบ้านเหล่า อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย
5. พระอาจารย์แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
6. หลวงปู่หลวง กตปุญโญ (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดคีรีสุบรรพต จ.ลำปาง
7. อาจารย์เหรียญ วรลาโภ (มรณภาพแล้วยังไม่ประชุมเพลิง) วัดอรัญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
8. อาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย (มรณภาพแล้วยังไม่ประชุมเพลิง) วัดเขาสุกิม อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
9. หลวงปู่หลอด ประโมทิโต วัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนานิคม) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
10. หลวงปู่มหาเนียม สุวโจ วัดเจริญสมณกิจ (หลังศาลภูเก็ต ) อ.เมือง จ.ภูเก็ต
11. หลวงปู่มหาเจิม ปัญญาพโล วัดสระมงคล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
12. หลวงปู่ศรี มหาวีโร วัดประชาคมวนาราม อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด
13. พระอาจารย์สายทอง เตชธัมโม วัดป่าห้วยกุ่ม (ใกล้เขื่อนจุฬาภรณ์ ) อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ
14. หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป วัดป่าประทีปปุญญาราม อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร
15. พระอาจารย์ประสิทธิ์ ปุญมากโร วัดป่าหมู่ใหม่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
16. พระอาจารย์เลี่ยม ฐิตธัมโม วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
17. หลวงปู่ทา จารุธัมโม วัดถ้ำซับมืด จ.นครราชสีมา
18. พระอาจารย์เพียร วิริโย วัดป่าหนองกอง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
19. อาจารย์สาย เขมธัมโม วัดป่าพรหมวิหาร อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู
20. อาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
21. หลวงปู่วิริยังค์ สิรินธโร วัดธรรมมงคล เขตพระโขนง จ.กรุงเทพมหานคร
22. อาจารย์พวง สุขินทริโย วัดศรีธรรมมาราม อ.เมือง จ.ยโสธร
23. หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
24. หลวงตาแตงอ่อน กัลป์ยาณธัมโม วัดป่าโชคไพศาล อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร
25. หลวงปู่บุญหนา ธัมทินโน วัดป่าโสตถิผล อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
26. หลวงปุ่บุญพิน กตปุญโญ วัดผาเทพนิมิตร อ.นิคมน้ำอูน จ.สกลนคร
27. หลวงปู่ลี ฐิตธัมโม (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดเหสลึก อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
28. หลวงปู่แปลง สุนทโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
29. หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าสันติกาวาส อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี
30. หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป วัดโพธิ์สมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี
31. พระอาจารย์ท่อน ญาณธโร วัดศรีอภัยวัน อ.เมือง จ.เลย
32. พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธัมโม วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
33. พระอาจารย์คำบ่อ ฐิตปัญโญ วัดใหม่บ้านตาล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
34. พระอาจารย์อุทัย สิรินธโร วัดถ้ำพระ อ.เซกา จ.หนองคาย
35. หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต สำนักสงฆ์สวนทิพย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
36. พระอาจรย์วิไล เขมิโย วัดถ้ำพณาช้างเผือก อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ
37. หลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย อ.วังทรายพูล จ.พิจิตร
38. อาจารย์อ่ำ ธัมกาโม วัดธุดงคสถานสันติวรญาณ อ.วังโป่ง จ.เพรชบูรณ์
39. หลวงปู่ถวิล จ.อุดรธานี (ไม่ทราบที่อยู่และฉายาท่าน)
40. อาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสโก วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี
41. อาจารย์วันชัย วิจิตโต วัดภูสังโฆ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
42. หลวงปู่มี (เกล้า) ประมุตโต วัดดอยเทพนิมิตร (วัดถ้ำเกีย ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
43. อาจารย์เสน ปัญญาธโร วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
44. อาจารย์คำแพง อัตสันโต วัดป่าหนองวัวซอ (วัดบุญญานุสรณ์ ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
45. พระอาจารย์ปัญญาวัฒโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
46. หลวงปู่มี (เกล้า) ประมุตโต วัดดอยเทพนิมิตร (วัดถ้ำเกีย ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
47. อาจารย์เสน ปัญญาธโร วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
48. อาจารย์คำแพง อัตสันโต วัดป่าหนองวัวซอ (วัดบุญญานุสรณ์ ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
49. พระอาจารย์ปัญญาวัฒโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
50. ท่านฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมญาณ ) (ท่านมรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
(หลวงปู่สิม เคยปรารภให้อาจารย์มหาบัวฟัง)
51. หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก จ.สุพรรณบุรี
52. หลวงปู่วัดพระพุทธบาทตากผ้า (อันนี้หนังสือไม่ชัดครับเล่มนี้เก่ามากครับ )
53. พระอาจารย์มหาโส กัสโป วัดป่าคำแคนเหนือ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น
54. หลวงปู่คำฟอง เขมจาโร (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดกุดเรือคำ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร
55. หลวงปู่บุญเพ็ง กัปโป วัดป่าวิเวกธรรม (วัดป่าช้าเหล่างา) อ.เมือง จ.ขอนแก่น
56. หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ วัดเกาะแก้วะดงคสถาน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์
57. คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) สำนักชีบ้านห้สยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
58. พระอาจารย์ทุย (ปรีดา) ฉันทกโร วัดป่าดานวิเวก อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย
59. พระอาจารย์สรวง สิริปุญโญ วัด่าศรีฐานใน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร
60. พระอาจารย์สาคร ธัมวุธโธ วัดป่ามณีกาญจ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี
61. พระอาจารย์จันทร์โสม กิตติกาโม วัดป่านาสีดา อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
62. พระอาจารย์แยง สุขกาโม วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) อ.ศรีวิไล จ.หนองคาย
63. หลวงปู่แฟ็บ สุภัทโท วัดป่าดงหวาย อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร
64. พระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร วัดถ้ำสหายธรรมจันทร์นิมิตร อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
65. หลวงปู่ผาง โกสโล วัดภูหินแตก อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
66. หลวงปู่หล้า เขมปัตโต (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดบนนพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร
67. ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมวโร(มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
68. หลวงปู่อ่อนศรี ฐานวโร วัดถ้ำประทุน ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
69. หลวงปู่ต้น สุทธิกาโม วัดบึงพลาราม ต.บ้านว่าน อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย
70. หลวงปู่สมศักดิ์ ปัณฑิโต วัดบูรพาราม ( วัดหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์
71. หลวงปู่ทอง จันทสิริ วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
72. หลวงปู่ทองใบ ปภสฺสโร สำนักวิปัสสนาธุระ (ภูย่าอู่) บ.นาหลวง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
73. หลวงปู่คูณ สุเมโธ วัดป่าภูทอง ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
74. พระอาจารย์ฟัก สันติธัมโมวัดพิชัยพัฒนาราม ( วัดป่าเขาน้อยสามผาน ) ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
75. หลวงปู่สุทัศน์ โกสโล วัดกระโจมทอง ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี
76. หลวงปู่อ้ม สุขกาโม วัดภูผาผึ้ง อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
77. ท่านพระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม วัดป่าหนองไผ่ ต.ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร
78. ท่านพระอาจารย์หลอ นาถกโรวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม(วัดถ้ำพวง วัดพระอาจารย์วัน อุตโม) อ.ส่องดาว จ.สกลนคร
79. หลวงพ่อทองคำ กาญวันวัณโณ วัดถ้ำบูชา อ.เซกา จ.หนองคาย
80. หลวงปู่ถิร ฐิตธัมโม (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดทิพยรัฐนิมิตร (วัดป่าบ้านจิก) อ.เมือง จ.อุดรธานี
81. พระอาจารย์ทองอินทร์ กตปุญฺโญ วัดป่ากุง (วัดป่าประชาคมวนาราม ) อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด
82. หลวงปู่เผย วิริโย วัดถ้ำผาปู่ ต.นาอ้อ จ.เลย
83. หลวงปู่คำพอง ขันติโก วัดป่าอัมพวัน จ.เลย
84. หลวงปู่อว้าน เขมโก วัดป่านาคนิมิตร อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
85. ท่านพระอาจารย์วิชัย เขมิโย วัดถ้ำผาจม จ.เชียงราย
86. พระอาจารย์บุญทัน ปุญทัตโต (ท่านเพิ่งจะมรณภาพ เดือน ธค.49 ) วัดป่าสามัคคีสันติธรรม อ.ฝาง จ.ขอนแก่น
87. หลวงปู่พิศดู ธรรมจารีย์ วัดเทพธารทอง ต.พลวง กิ่งอ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี
88. หลวงปู่เนย สมจิตฺโต วัดป่าโนนแสนคำ บ.ทุ่งคำ ต.เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร
89. หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ วัดป่าพระอาจารย์ตื้อ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
90. ท่านพระอาจารย์อุทัย ธมฺมวโร วัดภูย่าอู่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
91. หลวงปู่ประสาร สุมโน วัดป่าหนองไคร้ ต.หนองหิน อ.เมือง จ.ยโสธร


--------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 100 (0)
aa-100 วันที่ : 07/04/2009 เวลา : 21.51 น.
www.fmthailand.com


พระนิพพาน จากคำครูอาจารย์
พระนิพพานบรมสุข องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระอรหันตเจ้าทั้งหลาย ณ เวลานี้ ทรงสถิตอยู่ ณ ที่ใด
บางท่านว่า พระองค์ดับสูญ หมดความนึกคิด ไม่เหลืออะไรเลย
ความสงสัยนี้ ยากที่ปุถุชน ผู้ศึกษา จะทำให้กระจ่างได้
เว้นแต่พระสงฆ์ผู้มีญาณ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามพระธรรมคำสั่งสอน จึงพออธิบาย พระนิพพาน ให้กระจ่างได้
ขอท่านจงเว้นการถกเถียง จนเกิดความหมอง เร่าร้อน ในดวงใจ โปรดจงสงบจิต ตั้งสติ อ่านคำสอนของพระครูอาจารย์ทั้งหลาย
ที่มีจารึกลงในตำราหรือหนังสือ เป็นหลักฐาน ไว้ชัดเจนแล้ว ใช้ปัญญา พินิจพิจารณา ไม่มีอคติ ใน คำสอนของครูอาจารย์
พุทธวจนในธรรมบท หมวดมลทิน
ที่มา: เว็บธรรมไทย

โส กโรหิ ทีปมตฺตโน
ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว
นิทฺธนฺตมโล อนงฺคโณ
ทิพฺพํ อริยภูมิเมหิสิ ฯ ๒๓๖ ฯ

เธอจงสร้างที่พึ่งแก่ตนเอง
รีบพยายามขวนขวายหาปัญญาใส่ตัว
เมื่อเธอหมดมลทิน หมดกิเลสแล้ว
เธอก็จักเข้าถึงทิพยภูมิของพระอริยะ

พระนิพพาน จากคำครูอาจารย์ (สรุปย่อ)

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช
"พระพุทธเจ้าท่านเพียงไม่มีร่างเหลืออยู่เท่านั้น พระบารมีและคุณธรรมยังอยู่ ทรงเสด็จไปสอนด้วยพระพุทธบารมีได้"
สมเด็จพระสังฆราช
อริยวงศาคตญาณ (แพ ติสูรเทโว)
"สัตว์โลกยังมีอวิชชาจะเข้าใจว่าขันธ์ ๕ เป็นอัตตา เว้นเมื่อเข้าถึงอสังขตธาตุได้ความบริสุทธ์เป็นนิพพาน จะเข้าใจว่าขันธ์ ๕ เป็นอนัตตาทันที แล้วจะเห็นว่าพระนิพพานเป็นอัตตา"
หลวงปู่ทวด(เหยียบน้ำทะเลจืด)
"วิปัสสนาคือให้พิจารณาในทุกสิ่งทุกอย่างว่าเป็นอนัตตา อนัตตาคือการเดินทางไปสู่โลกแห่งนิพพาน โลกเรานี้เป็นโลกแห่งอัตตา"
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี
"นิพพาน คือว่างจากกิเลส จิตวิญญาณของพระอรหันต์ไม่สูญ ที่วิญญาณสูญนั่นคือวิญญาณในขันธ์ ๕ เท่านั้น "

พระเดชพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย ์ สิริจนฺโท จันทร์
"พระนิพพานเป็นพระมหานครอันใหญ่เป็นที่บรมสุขหาที่เปรียบมิได้ อย่าเข้าใจว่าจะไปนิพพานด้วยกำลังกาย"
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ
"สรณะทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไปไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดยึดถือเป็นที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่ในกลางป่า หรือเรือนว่างก็ตาม สรณะทั้งสามก็ปรากฏแก่เราอยู่ทุกเมื่อ"
ท่านเจ้าคุณธมฺมวิตกฺโก

"ตายแล้วจิตยังติดต่อกันได้"
หลวงพ่อเกษม เขมโก

"พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ในโลกนี้ ท่านอยู่นอกโลก"

หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ
"ส่วนกายพระอรหัต ถ้าถึงพระอรหัตละก็ นิจจัง สุขัง อัตตาแท้ๆ กายธรรมมีขันธ์เหมือนกัน แต่เป็นธรรมขันธ์ ท่านไม่เรียกเบญจขันธ์ เป็นธรรมขันธ์เสีย มีธาตุเหมือนกัน เป็นวิราคธาตุ เป็นวิราคธรรมม"
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
"องค์สมเด็จพระบรมครูตรัสว่า ...โมกขราช เรากล่าวว่า นิพพานนั้นหมายถึงกิเลสดับ และขันธ์ ๕ ดับ... พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่า จิตดับ"
อดีตพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสโส)
" พระธรรมกาย ได้เแก่พระกายอันบริสุทธิ์ ไม่สาธารณะแก่เทวา และมนุษย์ หมายถึงจิตที่พ้นจากกิเลสแล้ว เป็นพระกายที่เที่ยงแท้ไม่สูญสลาย อินทรีย์ของพระอรหันต์ประณีตสุขุม แม้ตาทิพย์ของเทวดาก็มองไม่เห็น"
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
"พระนิพพานมีอยู่ไม่เสื่อมสูญ พระพุทธเจ้าเข้าพระนิพพานก็มีอยู่ในพระนิพพานนั้นแล ถ้าเราเป็นพระอรหันต์ พระโสดาบันเมื่อไร เมื่อนั้นแหละจึงจะเห็นจะรู้ที่อยู่พระพุทธเจ้า ที่อยู่ของพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย"

หลวงปู่บุดดา ถาวโร
"นิพพานไม่สูญ เป็นแต่อาสวะกิเลสสูญ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม วิบาก มันสูญ แต่ สังคตะธรรม อสังคะธรรม วิราคะธรรม มันไม่ได้หมดไปด้วย"
หลวงปู่ดูลย์ อตโล

"นิพพานเป็นของว่าง ไม่มีตัวมีตน หาที่ตั้งไม่มี หาที่เปรียบไม่ได้ ปฏิบัติไปจึงจะรู้เอง"
หลวงปู่ขาว อนาลโย
" อย่าไปยึดถือมัน ก็จิตนั่นแหละมันถือว่าตัวกู อยู่เดี๋ยวนี้ก็ดี เราถือว่าเราเป็นผู้ชาย เราเป็นผู้หญิง ก็แม่นจิตนั้นแหละ เป็นผู้ว่า มันไม่มีตนมีตัวดอก แล้วพระพุทธเจ้าว่าให้วางเสียให้ดับวิญญาณเสีย ครั้นดับวิญญาณแล้ว ไม่ไปก่อภพก่อชาติอีก ก็นั่นแหละพระนิพพาน"
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
"พระนิพพานอุปมาขนาดเท่าเส้นผม ผู้ที่จะผ่านพ้นในขั้นสุดท้ายไปได้หรอืไม่ได้อยู่เพียงนิดเดียวในการทำจิตตัดจุดนี้ได้หรือไม่เท่านั้น พระพุทธเจ้าตอนที่ท่านจะปรินิพพาน ท่านได้ปรินิพพานไประหว่างรูปฌานและอรูปฌาน เป็นการดับขันธ์ด้วยความบริสุทธิ์เหนือสมมติโดยสิ้นเชิง"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
"ดวงจิตนี้ไม่เคยสูญ แดนพระนิพพานมีจริง หลวงปู่มั่นเล่าว่า พระพุทธเจ้าหลายพระองค์
เสด็จมาเยี่ยมท่าน"
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
"นิพพานไม่ได้สูญ ไม่ได้อยู่ตามที่โลกคาดคะเนหรือเดากัน ทำจริงจะได้เห็นของจริง รู้จริง และจะเห็นนิพพานเอง เห็นพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เห็นครูบาอาจารย์ที่ท่านบริสุทธิ์เอง และหายสงสัยโดยประการทั้งปวง"
พระเทพสิทธิมุนี
(พระอาจารย์โชฎก ญาณสิทธิ)
" พระอรหันต์มี ความว่างจากตัวตน-ของตน โดยสิ้นเชิง มีอิสระเหนือทุกอย่าง ที่เรียกว่า "ว่าง" นี้ คือไม่ใช่ว่างชนิดที่เขาพูดกันว่า เช่นว่า จิตนึกคิดอะไรไม่ได้ กายก็แข็งทื่อเป็นท่อนไม้ แต่ที่ถูกนั้น เป็นความว่างจากกิเลส ว่างที่เฉลียวฉลาดที่สุด"
หลวงปู่อ่ำ พระราชกวี (อ่ำ ธมฺมทตฺโต)
"พระพุทธกัสสป เมื่อดับขันธ์ปรินิพพาน เข้าเมืองแสงใส ซึ่งก็คือเมืองแก้วแสงใส ชื่อไทยนี้ คนไทยคงเรียก นิพพาน มานานแล้ว ปราชญ์บัณฑิตโบราณาจารย์จึงกล่าวเสมอๆ เช่น ถึงเมืองแก้ว อันกล่าวแล้ว คือ อมตมหานครนฤพาน ดังใน มหาเวสสันดรเทศนา กุมารกัณฑ์"

พระครูพัฒนกิจจานุรักษ์
(หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา)
" นิพพานเป็นแดนแห่งความมั่นเที่ยง นิพพานแล้วเป็นสุข นิพพานมีสาระเป็นแก่นสาร นิพพานมีความเป็นสุขอย่างยิ่ง พระนิพพานไม่ใช่อัตตา พระนิพพานเป็นปัจจัตตัง"
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
"จิตวิญญาณมันไม่ใช่ของแตกของทำลาย แลไม่ใช่ของสูญหาย พระพุทธเจ้าสอนให้จิตมันเที่ยง เหมือนพระนิพพานเป็นของเที่ยง ไม่แปรผัน ยักย้าย สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็ฯทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ "
หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
" สูญในพระนิพพานมีขอบเขต สูญจากกิเลสเท่านั้น รสของพระนิพพานมีอยู่ พระนิพพาน ไม่เกิดไม่ดับไปไหน เป็นอนัตตาธรรม เราจะเอาพระนิพพานมาเป็นอนัตตา เหมือนขันธ์ ๕ และกิเลสทั้งหลายมันก็ไม่ถูก เรียกว่าแยกอนัตตาธรรมไม่ถูก"
หลวงปู่ลี ธมมฺโร วัดอโศการาม
" โลกนิพพาน ไม่มีทั้งเกิด ไม่มีทั้งตาย กายเป็นของสูญ จิตเป็นของไม่สูญ ไม่ตาย จิตที่ดับจากกาย ย่อมหายไป เหมือนกับไฟที่ดับจากเทียน"

พระนาคเสน มหาเถระ
ผู้ตอบปัญหาพระเจ้ามิลินทราชา
" ผู้ที่ยังไม่ได้นิพพานก็รู้ว่านิพพานเป็นสุข เพราะได้ยินเสียงพวกได้นิพพาน.....พระพุทธเจ้ามีจริง แต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานดับขันธ์แล้ว ไม่อาจชี้ได้ว่าอยู่ที่ไหน เหมือนเปลวไฟที่ดับแล้วก็ไม่อาจชี้ได้ว่าอยู่ที่ไหน อาจชี้ได้เพียงพระธรรมกาย ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น.........นิพพานเป็นของต้องรู้ด้วยใจ พระอริยสาวกผู้ปฏิบัติชอบแล้วย่อมได้เห็นนิพพาน ด้วยใจอันบริสุทธิ์ อันสงบประณีต อันเที่ยงตรง ไม่มีเครื่องกั้นกาง อันไม่มีอามิส"
ไตรภูมิพระร่วง ของพญาลิไท
"พระพุทธเจ้าแลพระองค์ ๆ โปรดเทพยดามนุษย์ทั้งหลายเข้าสู่นิพพาน ผิวคณนาได้ ๒๔ อสงไขยแล ๑๑๖๐ โกฏิก็มี มิก ๑๐๖,๖๖๖ คนเป็นกำไรโสดเถิงนครนิพพานอันประเสริฐยิ่งภูมิทั้งหลาย ๓ นี้แล ฯ ทั้งอนันตจักรวาฬอันเป็นเอกาทสกจบโดยสังเขปแล ฯ ผู้ใดจะเถิงแก่มหานคยนิพพานบมิรู้ฉิบหาย บมิรู้แปรปรวนไปม "

พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ สันติอโสก.... จิตของพระพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ นั้นจะสูญสลายเมื่อนิพพานแล้ว ใครเข้าใจว่าจิตแม้จะถึงนิพพานแล้วก็ยังคงมีจิต ยังไม่สูญ ถือว่าเข้าใจเพี้ยน ใครเข้าพระพุทธเจ้าหลังปรินิพพานมีจิตมีวิญญาณมีอำนาจบันดลบันดาล ถือว่าไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ.......

พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโต) ......ในพระไตรปิฎกมีแต่ระบุลงไปว่านิพพานเป็นอนัตตา นิพพานไม่ใช่อัตตา......

หลวงปู่พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย นครปฐม .......นิพพานไม่ใช่เป็นบ้านเป็นเมือง นิพพานไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตน นิพพานของพระพุทธเจ้าไม่มีตัวตน เพราะฉะนั้นคำว่ามีแก้วใสผลึกมันก็ยังเป็นอัตตามีตัวตน เป็นเพียงแค่สภาวะชั้นพรหมเท่านั้นไม่ใช่นิพพาน ........

ท่านพุทธทาสภิกขุ ..... การเชื่อว่า วิญญาญหรือจิตของพระพุทธองค์เป็นอมตะ คอยเฝ้าดูพวกเราหรือโลกอยู่มาจนบัดนี้นั้นเป็นของขบขันเหลือเกิน ความเชื่อว่าจิตหรือวิญญาณของพระพุทธองค์ยังเหลืออยู่เป็นความเชื่อที่ขวางกับหลักธรรมะและเหตุผลทั่วไปอย่างรุนแรง.....

พระนิพพาน จากคำครูอาจารย์


พระพุทธเจ้าท่านเพียงไม่มีร่างเหลืออยู่เท่านั้น พระบารมีและคุณธรรมยังอยู่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

(ยมกสูตร) มีผู้หลงว่า พระอรหันต์ตายแล้วสูญ พระพุทธเจ้าจึงตอบว่า ขันธิ์ 5 ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ ดังนั้น พระอรหันต์ตายแล้วไม่สูญ แต่ไม่ควรถามว่าตายแล้วไปไหน เหมือนกับไฟดับแล้ว ก็ไม่ควรบอกว่าไฟสูญหรือถามว่าไฟดับแล้วไปไหน.....
อ่านเพิ่มเติมที่ หนังสือ ๔๕ พรรษา ของพระพุทธเจ้า หน้า 125-126 พิมพ์ครั้งที่ 1 ปี 2532 ครั้งที่ 1 ปี 2510
พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วไม่ได้หายไปไหน พระพุทธบารมียังปกปักรักษาโลกอยู่ คนในโลกยังรับพระพุทธบารมีได้ มิได้แตกต่างไปจากเมื่อยังทรงดำรงพระชนม์อยู่ เพียงแต่ว่าจำเป็นต้องเปิดใจออกรับ มิฉะนั้นก็จะรับไม่ได้ พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ไม่ทรงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารอีกต่อไป แต่พระพุทธบารมียังพรั่งพร้อม พระอาจารย์สำคัญองค์หนึ่งท่านเล่าไว้ว่าเมื่อท่านปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นอยู่ในป่าดงพงพีนั้น พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปทรงสอนท่านด้วยพระพุทธบารมีเสมอ แล้วท่านพระอาจารย์องค์นั้น ต่อมาก็เป็นที่ศรัทธาเคารพของพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ที่เชื่อมั่นว่าท่านปฏิบัติถึงจุดหมายปลายทางแล้ว พระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ด้วยพระพุทธบารมีได้ เสด็จไปทรงแสดงธรรมโปรดพระอาจารย์องค์สำคัญให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ ไม่มีอะไรให้สงสัยว่าเป็นสิ่งสุดวิสัย เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เรื่องของท่านพระโมคคัลลาน์เป็นเครื่องให้ความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ่มชัดว่าพระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันตเจ้าก็ดี แม้ดับขันธปรินิพพานแล้ว ท่านก็เพียงไม่มีร่างเหลืออยู่เท่านั้น บารมีและคุณธรรมทั้งปวงของท่านยังพรั่งพร้อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง......

อ่านเพิ่มเติมที่ หนังสือ ชีวิตนี้สำคัญนัก


ไตรภูมิพระร่วง ของพญาลิไท
ทรงนิพนธ์เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ระกาศก ศักราชได้ ๒๓

พระพุทธเจ้าแลพระองค์ ๆ โปรดเทพยดามนุษย์ทั้งหลายเข้าสู่นิพพาน ผิวคณนาได้ ๒๔ อสงไขยแล ๑๑๖๐ โกฏิก็มี มิก ๑๐๖,๖๖๖ คนเป็นกำไรโสดเถิงนครนิพพานอันประเสริฐยิ่งภูมิทั้งหลาย ๓ นี้แล ฯ ทั้งอนันตจักรวาฬอันเป็นเอกาทสกจบโดยสังเขปแล ฯ ผู้ใดจะเถิงแก่มหานคยนิพพานบมิรู้ฉิบหาย บมิรู้แปรปรวนไปมา แลฝูงสัตว์ทงหลายอยู่ในไตรภูมินี้แล ฯ กล่าวเถิงไตรภูมิกถามมหานิพพานแล ฯ

เพิ่มเติมที่ พระนิพนธ์เรื่องไตรภูมิพระร่วง ฉบับพญาลิไท กล่าวถึงกามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ
และส่วนท้ายของหนังสือกล่าวถึงแดนพระนิพพาน (ข้อมูลจาก pantip.com)



สมเด็จพระสังฆราชคูรูปาจารย์ หลวงปู่ทวด(เหยียบน้ำทะเลจืด)
พระเถระสมัยกรุงศรีอยุธยา

พุทธะ อยู่ในกายมนุษย์

อีกจุดหนึ่งที่มนุษย์ไม่ยอมสนใจ คือไม่สนใจค้นในกายของตนเอง สิ่งหนึ่งที่เรียกว่า พุทธะ นั้นอยู่ในกาย ถ้าจิตของผู้นั้นสามารถค้นเข้าไปถึงกายในกายอันบริสุทธิ์ สิ่งนี้ภาษาทางโลกเรียกว่า พลัง ชนิดหนึ่งที่ยอดเยี่ยมอยู่ในตัวเรา แต่เราไม่รู้จักค้นออกมาใช้ เพราะอะไรเล่า ทำไมเราจึงถามว่าเหตุใดองค์สมณะโคดมจึงสามารถระลึกชาติได้ เพราะมีบุพเพนิาสานุสติกญาณ มีอนาคตญาณ หรือมีญาณอะไร สิ่งเหล่านี้เราไม่ต้องไปรับรู้ เราไม่ต้องยุ่ง เราไม่ต้องไปคิดถึงว่าเราจะได้ฌานโน้นฌานนี้ หลักของการปฏิบัติอันหนึ่งมีอยู่ว่า เราจะยึดอะไรเป็นสรณะของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

คำว่า กรรมฐาน นั้นหมายถึงการกำหนดจิตของเราให้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อรวมพลังจิตไม่ให้ฟุ้ง เมื่อรวมพลังจิตอันนั้นไม่ให้ฟุ้งแล้ว รวมอยู่ในจุดใดจุดหนึ่ง รวมจนได้อารมณ์แห่งปีติ คือนิ่งเฉยแห่งจุดนั้น เมื่อนั้นให้ขึ้นวิปัสสนา วิปัสสนาคือให้พิจารณาในทุกสิ่งทุกอย่างว่าเป็นอนัตตา อนัตตาคือการเดินทางไปสู่โลกแห่งนิพพาน โลกแห่งอรหันต์ โลกแห่งโพธิสัตว์ โลกแห่งอนาคา อนาคามี โลกเรานี้เป็นโลกแห่งอัตตา ทำอย่างไรเราถึงจะไปสู่จุดแห่งการเป็นอนัตตาได้

เพิ่มเติม หนังสือ ประวัติสังเขป พระโพธิสัตว์ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด พิมพ์ครั้งที่ ๑ ปี 2536 บ.เคล็ดไทย จำกัด จำหน่าย (ที่คัดมาหน้า 135-136)



นิพพาน คือว่างจากกิเลส จิตวิญญาณของพระอรหันต์ไม่สูญ ที่วิญญาณสูญนั่นคือวิญญาณในขันธ์ ๕ เท่านั้น


สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) กับ เสด็จพ่อ ร.๕ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี

(คัดจากหน้า 41-43)
ขุนราชฤทธิ์บริรักษ์ (ถาม) : อันว่านิพพาน ปรมัง สุญญัง เป็นอันว่านิพพานเป็นสูญอย่างยิ่ง คือหมายความว่าสูญเลย คำว่าสูญเลยเป็นที่สงสัยอย่างเกล้ากระผมซึ่งมีกิเลสหนา คำว่าสูญเลยตามตำราบอกว่าขันธ์นั่นสูญ รูปขันธ์ก็หายไป วิญญาณขันธ์ก็หายไป แล้วสังขารขันธ์ก็หายหมด ทีนี้เกล้ากระผมไม่ทราบว่าอะไรเหลือ เมื่ออะไรมันหายหมด เพราะนิพพาน ปรมัง สุญญัง นี่ เพราะฉะนั้นในฐานะพระเดชพระคุณสมเดจเป็นนักปราชญ์ผู้มีความเปรื่องในธรรม โปรดได้อธิบายให้เกล้ากระผมเพื่อเป็นแนวทางซักหน่อย ก็จะเป็นพระคุณและได้บุญกับสาธุชนผู้ที่นั่งฟังอีกด้วยเป็นอย่างมาก

สมเด็จ (ตอบ) : คำว่า นิพพาน นี้ต้องเข้าใจว่ามีหลักแห่งความจริงของคำว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานัง ปรมัง สุญญัง ถ้าในหลักแห่งความจริงของพระสัมมาสัมพุทธโคดมแล้ว คำว่า นิพพาน ในโลกมนุษย์นี้ ก็คือว่า มนุษย์ผู้ใดปฏิบัติตนให้อยู่ในจิตแห่งความว่าง ให้อยู่ในจิตแห่งความนิ่ง ให้อยู่ในจิตแห่งความสิ้นจากสรรพกิเลสที่รอบล้อมอยู่ในตัว เขาเรียกว่า ....
ใจกลางแห่งนิพพานตั้งอยู่เมือง
รอบล้อมต่อเนื่องกำแพงอันแสนหนา
ผู้ใดหาทางทะลุอยู่ในเมือง
มนุษย์ผู้นั้นย่อมถึงนิพพาน
นิพพานในโลกมนุษย์นี้เขาเรียกว่าปฏิบัติจิตให้ว่างที่สุด นานเท่านาน ผู้นั้นถึงนิพพานแห่งการเป็นมนุษย์ คือ สุญญัง นี้แหละเขาเรียกว่าสูญจากอาสวกิเลส สูญจากการป็นทาสอารมณ์แห่งการเป็นมนุษย์ จิตวิญญาณนี้พุ่งสู่แดนอรหันต์ ไม่ใช่สูญทั้งจิตและวิญญาณ ถ้าสูญทั้งจิตและวิญญาณ จะเอาอะไรไปเสวยกรรม สภาพการณ์วิญญาณที่สูญนั้นเขาเรียกว่า วิญญาณธาตุในเบญจขันธ์ วิญญาธาตุนี้เป็นอุปาทาน รูปนี้ประกอบขึ้นด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณธาตุจึงอยู่เป็นกาย แต่วิญญาณอีกอันหนึ่งเขาเรียกว่าวิญญาณซึ่งวนเวียนอยู่ในกฏแห่งวิฏสงสารนั้นแหล่

(คัดจากหน้า 61-62)
เรื่องวิญญาณนี้เป็นเรื่องละเอียด ในหลักการแห่งวิญญาณของเทพพรหมชั้นสูงนั้น เปรียบเสมือนหนึ่งในหลักทั่วไปของมนุษย์ ก็คือว่าเป็นอากาศ สภาวการณ์ท่านรู้ว่ามีอากาศ แต่ท่านไม่สามารถจับอากาศขึ้นมาเป็นตัวตนได้ นั่นคือสภาวะของวิญญาณเทพพรหมชั้นสูง

ทีนี้วิญญาณเหล่าวิสุทธิเทพ วิญญาณเหล่าพรหมสุทธาวาส วิญญาณเหล่าอรหันต์ จะเปรียบให้เข้าใจในโลกมนุษย์นี้จะเปรียบเป็นอะไรเล่า อันนี้อาตมาภาพขอแถลงไขเปรียบเสมือนหนึ่งว่าวิญญาณเหล่านี้เป็นวิญญาณละเอียด สภาวการ์แห่งการเป็นวิญญาณละเอียดเหล่านี้ไซร้ ท่านจะต้องฝึกสมาธิใช้จิตสัมผัสเหสมือนหนี่งเปรียบคือ ลม ท่านลองโบกมือดูสิ ว่ามีลมไหม เมื่อท่านโบกมือย่อมเกิดลม นักวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่าเป็นชั้นด็อกเตอร์ก็ยังไม่สามารถเอาหน้าลมออกมาตีแผ่ให้มนุษย์ดูได้ ทั้งๆ ที่มนุษย์ทุกคนยอมรับว่ามีลม เพราะฉะนั้นวิญญาณแห่งวิสุทธิเทพ วิญญาณแห่งเทพพรหมชั้นสูง วิญญาณแห่งอรหันต์ จึงเปรียบง่ายๆ เป็นภาษามนุษย์ว่า ลม

ทีนี้วิญญาณเหล่าอมรมนุษย์ วิญญาณเหล่าผีเปรต อสรุกาย วิญญาณเหล่าเจ้าที่เจ้าทงเหล่านี้ วิญญาณจำพวกนี้ยังมีกายหยาบ ฉะนั้นต้องเข้าใว่า เมื่อท่านสิ้นจากโลกมนุษย์นี้แล้วไซร้ ท่านจะต้องไปเกิดในปรภพแห่งการเสวยกรรมวิบากที่ไม่เหมือนกัน เพราะต่างกรรมต่างวาระ ต่างคนต่างสร้างมาไม่เหมือนกัน ทีนี้สภาวการณ์แห่งการสร้างกรรมไม่เหมือนกันก็คือว่าท่านที่สิ้นจากโลกมนุษย์ก็ยังเป็นวิญญาณปุตุนั้นก็จะเป็นกายหยาบหลุดออกจากกายเนื้อ ทีนี้ถ้าท่านบำเพ็ญในหลักแห่งวิสุทธิมรรค แห่งการเป็นพระอรหันต์ แห่งการเป็นพระพรหมสุทธาวาสแล้วไซร็ ท่านต้องละลายกายทิพย์เหลือแต่วิญญาณ ทีนี้วิญญาณแห่งกายที่มีกายหยาบเหล่านี้แหล่ ที่บางครั้งสามารถปรับในการรวมกระแสแห่งอำนาจที่ตนมีเป็นกายเป็นรูปร่างให้มนุษย์เห็นได้เป็นบางครั้งบางคราว

ทีนี้ปัญหาเหล่านี้ ท่านจะถึงหลักแห่งการถึงโลกอีกโลกหึ่ง แห่งโลกทิพยอำนาจนี้ ท่านจะไปได้อย่างไรเล่า ภาวการณ์แห่งการที่จะท่านจะไปโลกเหล่านี้ได้แล้วไซร้ ท่านจะต้องบำเพ็ญในด้านจิตวิญญาณ ตามที่องค์สัมมาสัมพุทธโคดมวางในหลักการให้เราเหล่านุษย์ทั้งหลายเจริญรอยตามท่าน ก็คือว่ามี ศีล สมาธิ ปัญญา

หนังสือ ธรรมะ จากดวงวิญญาณบริสุทธ์ สมเด็จโต ชุด ของดีที่คนมองข้าม พระปัญญาวรคุณ วัดพนาสนฑ์ จ.นราธิวาส รวบรวม พิมพ์ครั้งที่ ๗ ปี 2536 บ.เคล็ดไทย จำกัด จัดจำหน่าย


บุคคลผู้ไม่รู้แจ้งในพระนิพพานไม่ควรสั่งสอนพระนิพพานแก่ผู้อื่น ถ้าขึ้นสั่งสอนก็จะพาหลงทาง เป็นบาปกรรมแก่ตนพระเดชพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย ์( สิริจนฺโท จันทร์ )

.... อันตัวที่ไม่ตายนั้นท่านให้ชื่อว่าโพธิสัตว์ พึงสันนิษฐานได้ว่าสัตว์นั้นแลคือตัวเรา เป็นผู้ไม่ตายเหมือนอย่างพระอริยเจ้ามีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เมื่อได้สำเร็จพระอรหัตตผลแล้ว ก็เป็นอันได้สำเร็จพระนิพพาน เมื่อท่านสำเร็จพระนิพพานแล้ว สัตว์ที่ตรัสรู้ที่ไม่เคยตายนั้น ก็ยังอยู่ไม่สูญไปข้างไหน สูญแต่กิเลสเครื่องก่อภพก่อชาติเท่านั้นเอง จึงพอสันนิษฐานเห็นได้ว่า พระนิพพานไม่สูญอย่างเอก แต่การที่จักทำให้สำเร็จ ต้องฝ่าฝืนอำนาจของพระยามาร ....

เพิ่มเติมที่ แสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์ที่ 8 เรื่องมงคลกถา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2470 ในหนังสือพระธรรมเทศนา มงคลกถา 38 ธรรมวิจยานุศาสน์ คิริมานนทสูตร พร้อมด้วยอธาตุ ชุดพิเศษ เล่มที่ 5 หน้า 96-97

......บุคคลผู้มิได้พ้นจากิเลส ราคะ ตัณหา นั้นจะทำบุญให้ทานสร้างกุศลอย่างแข็งแรงเท่าใดก็ดี ก็จักได้เสวยความสุขในมนุษย์โลกแลเทวดาโลกเพียงเท่านั้น ที่จะได้เสวยความสุขในพระนิพพานนั้นเป็นอันไม่ได้ เลย ถ้าจะประสงค์ต่อพระนิพพานแท้ให้โกนเกล้เข้าบวชในพระศาสนา ในว่าบุรุษหญิงชายถ้าทำได้อย่างนี้ชื่อว่าปฏิบัติใกล้ต่อพระนิพพาน เพราะว่าเมืองพระนิพพานนั้นปราศจากกิเลสตัณหา เมืองมนุษย์แลเมืองสวรรค์เป็นที่ซึ่งทรงไว้กิเลสตัณหา ไม่เหมือนเมืองพระนิพพาน
........นิพฺพานํ นครํ นาม อันชื่อว่าเมืองพระนิพพาน ย่อมตั้งอยู่ในที่สุดแห่งโลก โลกมีทีสุดเพียงใด พระนิพพานก็ตั้งอยู่ที่สุดนั้น พระนิพพานเป็นพระมหานครอันใหญ่เป็นที่บรมสุขหาที่เปรียบมิได้ อย่าเข้าใจว่าจะไปนิพพานด้วยกำลังกาย หรือกำลังพาหนะมียานช้างม้าได้ อย่าเข้าใจว่านิพพานตั้งอยู่ในทีสุดโลกเหล่านั้น อย่าเข้าใจว่าตั้งอยู่ที่ใดเลย แต้ว่าพระนิพพานนั้นหากมีอยู่ในที่สุดของโลกเป็ของจริง ไม่ต้องสงสัย ให้ท่านทั้งหลายศึกษาให้เห็นโลกรู้โลกเสียให้ชัดเจน ก็จักเห็นพระนิพพาน พระนิพพานก็หากตั้งอยู่ในที่สุดแห่งโลกนั่นเอง

ดูเพิ่มเติมที่ หนังสือ คิริมานนทสูตร และ อัตตปวัตติ หน้า ๑๐-๑๒ ISBN974-8239-69-1 สนพ.ดวงแก้ว





สรณะทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไปไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดยึดถือเป็นที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่ในกลางป่า หรือเรือนว่างก็ตาม สรณะทั้งสามก็ปรากฏแก่เราอยู่ทุกเมื่อ


พระอัฐิธาตุหลวงปู่มั่น
พระเดชพระคุณพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ

๑๓. วิสุทธิเทวาเท่านั้นเป็นสันตบุคคลแท้
อกุปฺปํ สพฺพธมฺเมสุ เญยฺยธมฺมา ปเวสฺสนฺโต บุคคลผู้มีจิตไม่กำเริบในกิเลสทั้งปวง รู้ธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นพหิทธาธรรม ทั้งที่เป็น อัชฌัตติกาธรรม สนฺโต จึงเป็นผู้สงบระงับ สันตบุคคลเช่นนี้แลที่จะบริบูรณ์ด้วยหิริโอตตัปปะ มีธรรมบริสุทธิ์สะอาด มีใจมั่นคงเป็นสัตบุรุษผู้ทรงเทวธรรมตามความในพระคาถาว่า หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเร อุปัตติเทวา ผู้พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ วุ่นวายอยู่ด้วยกิเลส เหตุไฉนจึงจะเป็นสันตบุคคลได้ ความในพระคาถานี้ย่อมต้องหมายถึง วิสุทธิเทวา คือพระอรหันต์แน่นอน ท่านผู้เช่นนั้นเป็นสันตบุคคลแท้ สมควรจะเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยหิริโอตตัปปะ และ สุกฺกธรรม คือ ความบริสุทธิ์แท้

๑๔. อกิริยาเป็นที่สุดในโลก - สุดสมมติบัญญัติ
สจฺจานํ จตุโร ปทา ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตา สัจธรรมทั้ง ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ยังเป็นกิริยา เพราะแต่ละสัจจะๆ ย่อมมีอาการต้องทำคือ ทุกข์-ต้องกำหนดรู้ สมุทัย-ต้องละ นิโรธ-ต้องทำให้แจ้ง มรรค-ต้องเจริญให้มาก ดังนี้ล้วนเป็นอาการที่จะต้องทำทั้งหมด ถ้าเป็นอาการที่จะต้องทำ ก็ต้องเป็นกิริยาเพราะเหตุนั้นจึงรวมความได้ว่าสัจจะทั้ง ๔ เป็นกิริยา จึงสมกับบาทคาถาข้างต้นนั้น ความว่าสัจจะทั้ง ๔ เป็นเท้าหรือเป็นเครื่องเหยียบก้าวขึ้นไป หรือก้าวขึ้นไป ๔ พักจึงจะเสร็จกิจ ต่อจากนั้นไปจึงเรียกว่า อกิริยา อุปมา ดังเขียนเลข ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐ แล้วลบ ๑ ถึง ๙ ทิ้งเสีย เหลือแต่ ๐ (ศูนย์) ไม่เขียนอีกต่อไป คงอ่านว่า ศูนย์ แต่ไม่มีค่าอะไรเลย จะนำไปบวกลบคูณหารกับเลขจำนวนใดๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น แต่จะปฏิเสธว่าไม่มีหาได้ไม่ เพราะปรากฏอยู่ว่า ๐ (ศูนย์) นี่แหละ คือปัญญารอบรู้ เพราะลายกิริยา คือ ความสมมติ หรือว่าลบสมมติลงเสียจนหมดสิ้น ไม่เข้าไปยึดถือสมมติทั้งหลาย คำว่าลบ คือทำลายกิริยา กล่าวคือ ความสมมติ มีปัญหาสอดขึ้นมาว่า เมื่อทำลายสมมติหมดแล้วจะไปอยู่ที่ไหน? แก้ว่า ไปอยู่ในที่ไม่สมมติ คือ อกิริยา นั่นเอง เนื้อความตอนนี้เป็นการอธิบายตามอาการของความจริง ซึ่งประจักษ์แก่ผู้ปฏิบัติโดยเฉพาะ อันผู้ไม่ปฏิบัติหาอาจรู้ได้ไม่ ต่อเมื่อไรฟังแล้วทำตามจนรู้เองเห็นเองนั่นแลจึงจะเข้าใจได้ ความแห่ง ๒ บาทคาถาต่อไปว่า พระขีณาสวเจ้าทั้งหลายดับโลกสามรุ่งโรจน์อยู่ คือทำการพิจารณาบำเพ็ยเพียรเป็น ภาวิโต พหุลีกโต คือทำให้มาก เจริญให้มาก จนจิตมีกำลังสามารถพิจารณาสมมติทั้งหลายทำลายสมมติทั้งหลายลงไปได้จนเป็นอกิริยาก็ย่อมดับโลกสามได้ การดับโลกสามนั้น ท่านขีณาสวเจ้าทั้งหลายมิได้เหาะขึ้นไปนกามโลก รูปโลก อรูปโลกเลยทีเดียว คงอยู่กับที่นั่นเอง แม้พระบรมศาสดาของเราก็เช่นเดียวกัน พระองค์ประทับนั่งอยู่ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์แห่งเดียวกัน เมื่อจะดับโลกสาม ก็มิได้เหาะขึ้นไปในโลกสาม คงดับอยู่ที่จิต ทิ่จิตนั้นเองเป็นโลกสาม ฉะนั้น ท่านผู้ต้องการดับโลกสาม พึงดับที่จิตของตนๆ จึงทำลายกิริยา คือตัวสมมติหมดสิ้นจากจิต
ยังเหลือแต่อกิริยา เป็นฐีติจิต ฐีติธรรมอันไม่รู้จักตาย ฉะนี้แล

๑๕. สัตตาวาส ๙
เทวาพิภพ มนุสสโลก อบายโลก จัดเป็นกามโลก ที่อยู่อาศัยของสัตว์เสพกามรวมเป็น ๑ รูปโลก ที่อยู่อาศัยของสัตว์ผู้สำเร็จรูปฌานมี ๔ อรูปโลก ที่อยู่อาศัยของสัตว์ผู้สำเร็จอรูปฌานมี ๔ รวมทั้งสิ้น ๙ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ ผู้มารู้เท่าสัตตาวาส ๙ กล่าวคือ พระขีณาสวเจ้าทั้งหลาย ย่อมจากที่อยู่ของสัตว์ ไม่ต้องอยู่ในที่ ๙ แห่งนี้ และปรากฏในสามเณรปัญหาข้อสุดท้ายว่า ทส นาม กึ อะไรชื่อว่า ๑๐ แก้ว่า ทสหงฺ เคหิ สมนฺนาคโต พระขีณาสวเจ้าผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ ย่อมพ้นจากสัตตาวาส ๙ ความข้อนี้คงเปรียบได้กับการเขียนเลข ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐ นั่นเอง ๑ ถึง ๙ เป็นจำนวนที่นับได้ อ่านได้ บวกลบคูณหารกันได้ ส่วน ๑๐ ก็คือ เลข ๑ กับ ๐ (ศูนย์) เราจะเอา ๐ (ศูนย์) ไปบวกลบคูณหารกับเลขจำนวนใดๆ ก็ไม่ทำให้เลขจำนวนนั้นมีค่าสูงขึ้น และ ๐ (ศูนย์) นี้เมื่ออยู่โดยลำพังก็ไม่มีค่าอะไร แต่จะว่าไม่มีก็ไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งปรากฏอยู่ ความเปรียบนี้ฉันใด จิตใจก็ฉันนั้นเป็นธรรมชาติ มีลักษณะเหมือน ๐ (ศูนย์) เมื่อนำไปต่อเข้ากับเลขตัวใด ย่อมทำให้เลขตัวนั้นเพิ่มค่าขึ้นอีกมาก เช่น เลข ๑ เมื่อเอาศูนย์ต่อเข้า ก็กลายเป็น ๑๐ (สิบ) จิตใจเรานี้ก็เหมือนกัน เมื่อต่อเข้ากับสิ่งทั้งหลายก็เป็นของวิจิตรพิสดารมากมายขึ้นทันที แต่เมื่อได้รับการฝึกฝนอบรมจนฉลาดรอบรู้สรรพเญยฺยธรรมแล้วย่อมกลับคืนสู่สภาพ ๐ (ศูนย์) คือ ว่างโปร่งพ้นจากการนับการอ่านแล้ว มิได้อยู่ในที่ ๙ แห่งอันเป็นที่อยู่ของสัตว์ แต่อยู่ในที่หมดสมมติบัญญัติคือ สภาพ ๐ (ศูนย์) หรืออกิริยาดังกล่าวในข้อ ๑๔ นั่นเอง

ดูเพิ่มเติมที่หนังสือมุตโตทัย




หลวงพ่อ วัดปากน้ำภาษีเจริญ (พระมงคลเทพมุณี สด)

...... รูปทั้งหลายนั้นไม่ว่าประณีตสวยงามหรือไม่ ก็มาลงเอยที่อนิจจาด้วยกันทั้งสิ้น คือตายหมดไม่เหลือ ย่อมเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ มีแต่ความไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็ต้องทุกข์ทั้งนั้น การที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าอะไรๆ ไม่เที่ยงนั้น จุดประสงค์คือจะให้เข้าถึง กายธรรม นอกจากกายธรรมแล้ว จะเป็นกายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม เหล่านี้ต่างเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งนั้น คือต้องเวียนว่ายอยู่ในภพทั้ง ๓ ต่อเมื่อเข้าถึงกายธรรม จึงเป็นของเที่ยงเป็นสุขเป็นตัวตนทันที .....

ดูเพิ่มเติมที่ หนังสือรู้ตรึกรู้นึกรู้คิด หน้า98 (หาซื้อได้ที่ร้านแพร่พิทยา)

......"นิพพานอยู่ข้างบน สูงจากภพ 3 โตเท่าภพ 3 นี่ สว่างเป็นแก้วไปหมดทั้งนั้น งดงามมาก โตเท่าภพ 3 นี่" .....

จากพระธรรมเทศนาเรื่อง "โอวาทปาฏิโมกข์" 20 ตุลาคม 2497 ดูเพิ่มเติม





หลวงพ่อ กับ หลวงปู่บุดดา


หลวงพ่อ กับ ในหลวงฯ


พระศพของหลวงพ่อไม่เน่าสลาย
ประดิษฐานอยู่ที่วัดท่าซุง ในมณฑปแก้ว หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมยาน วีระ ถาวโร ปธ.๔) วัดท่าซุง อุทัยธานี

.....ความหมายตามบาลี(ยมกสูตร) คนที่เห็นว่าพระอรหันต์ตายแล้วสูญ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเป็นความเห็นผิด แล้วท่านบรรดานักเขียนนักแต่งทั้งหลายท่านเอามาจากไหนว่า นิพพานสูญ อันนี้น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดอะไรกันสักอย่าง เพราะมีพระบาลีบทหนึ่งว่า นิพพานนัง ปรมังสูญญัง แปลว่านิพพานเป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง ท่านอาจจะไปคว้าเอา ปรมังสูญญัง โดยเข้าใจว่า สูญโญเข้าให้ ......

ดูเพิ่มเติมที่ [ หนังสือคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน อุปสมานุสสติกรรมฐาน]

ผู้ถาม : เกิดมาแล้วทำไมจึงต้องตายครับ…?
หลวงพ่อ : เพราะอยากตาย ไอ้คนอยากเกิดก็อยากตายด้วยใช่ไหม…เกิดแล้วมันก็ต้องตาย เพราะธรรมดาเราฝืนมันไม่ได้ ทีนี้ถ้าเราไม่ต้องการตาย เราก็ไม่ต้องเกิด
ผู้ถาม : ที่นิพพานไม่มีการเกิดใช่ไหมครับ จึงไม่มีการตาย…?
หลวงพ่อ : อันนี้เคยมีพระหรือพราหมณ์ถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า นิพพานจะไม่มีการเกิดก็ไม่ใช่ จะเรียกว่าเกิดก็ต้องเกิด ถ้าจะว่าไม่เกิด แต่สภาวะมันมีอยู่ ตอนแรกฉันอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็เลยย่องไปถามท่าน ฉะนั้นนิพพานควรเรียกว่าอะไร ท่านบอกว่าควรจะเรียก "ทิพย์พิเศษ" ที่ไม่มีการเคลื่อน เทวดาหรือพรหมยังมีการเคลื่อน ที่เรียกว่า "จุติ" จุติ แปลว่า เคลื่อน ไอ้ศัพท์ที่ว่าตายนี่ พระพุทธเจ้าท่านไม่เรียก ท่านเรียก กาลัง กัตวา ถึงวาระแล้ว ถึงกาลเวลาแล้ว ท่านไม่เรียกว่าตาย ตาย นี่ มรณะ ตามศัพท์ของบาลีไม่มีคำว่ามรณะ ท่านเรียกว่า กาลัง กัตวา แปลว่าถึงวาระที่จะต้องไปจากร่างกายนี้ ร่างกายนี้มันพังมันไม่ยอมทำงาน
ผู้ถาม : ขอหลวงพ่อโปรดอธิบายเรื่องนิพพาน ให้ผมเข้าใจด้วยครับ
หลวงพ่อ : คำว่า นิพพาน เหรอ…คุณต้องการรู้เรื่องนิพพานไปทำไม…?
ผู้ถาม : (หัวเราะ) เอาไว้ประดับความรู้ครับ
หลวงพ่อ : เอาไว้ประดับความรู้….ดี คำว่า นิพพานเป็นของง่ายเป็นของไม่ยาก นิพพานนี่เขาแปลว่า ดับ นะคุณนะ ถ้าจะถามว่าดับอะไร ก็ขอตอบว่า ดับความชั่ว คนที่จะถึงนิพพานได้ต้องไม่มีความชั่ว ๓ อย่าง คือ
๑. ไม่ชั่วทางกาย
๒. ไม่ชั่วทางวาจา
๓. ไม่ชั่วทางใจ
ถ้าทุกคนดับความชั่วได้หมด บุคคลนั้นก็ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน
ผู้ถาม : แต่ผมเคยได้ยินมาว่า นิพพาน แปลว่า ดับไปเลย ไม่เหลืออะไรเลยนี่ครับ
หลวงพ่อ : ความจริงคุณจะต้องรู้ว่าอะไรดับ คำว่านิพพานแปลว่าดับ ดับทีแรกคือดับกิเลส ดับที่สองคือดับขันธ์ ๕ แต่ว่าตามพระบาลีไม่ได้บอกว่า จิตดับ
ปัญหาของคุณที่ถามนี่ เหมือนกับปัญหาของพระที่ถามพระพุทธเจ้าเคยถามมาแล้ว คือ ท่านผู้นี้มีนามว่า พระโมกขราช ท่านถามพระพุทธเจ้าว่า"นิพพานมีสภาพสูญ ใช่ไหม…พระพุทธเจ้าข้า" หมายความว่า เมื่อถึงนิพพานแล้วก็ดับสูญ มีสภาพคล้ายกับควันไฟที่ลอยไปในอากาศ ไม่มีที่เกาะ ไม่มีที่อยู่ อย่างนั้นองค์สมเด็จพระบรมครูตรัสว่า "โมกขราช เรากล่าวว่า นิพพานนั้นหมายถึงกิเลสดับ และขันธ์ ๕ ดับ"พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่า จิตดับทีนี้ถ้าหากว่าคุณจะศึกษาเรื่องนิพพาน ถ้าเราจะพูดกันไปกี่ร้อยปี มันก็ไม่จบ ฉะนั้น ถ้าต้องการจะรู้เรื่องพระนิพพานจริงๆ คุณจะต้อง
- เป็นคนมีศีลบริสุทธิ์ เป็นอันดับแรก
- เป็นผู้ทรงฌานสมาบัติ
- ในขณะที่ทรงฌานสมาบัติได้แล้ว คุณจะต้องทำจิตของตนให้เข้าถึงวิปัสสนาญาณ ที่เรียกกันว่าสังขารุเปกขาญาณ
เมื่อจิตเข้าถึงสังขารุเปกขาญาณแล้ว ก็ต้องชำระกิเลสด้วยการตัดสังโยชน์ ๓ เบื้องต้น คือ
๑. ทำลายสักกายทิฏฐิ
๒. ทำลายวิจิกิจฉา คือ ความสงสัยให้หมดไป
๓. สีลัพพตปรามาส ทรงศีลให้บริสุทธิ์
๔. มีอารมณ์จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ ที่เราเรียกกันว่า โครตภูญาณ
ถ้ากำลังใจของคุณทำได้อย่างนี้ เมื่อจิตเข้าถึงโครตภูญาณ คุณจะทราบว่า คำว่าดับของนิพพานนั้นก็คือ
๑. ดับกิเลส ในขณะที่มีชีวิตอยู่
๒. ดับขันธ์ ๕ หรือขันธ์ ๕ ดับ
๓. อารมณ์จิตที่บริสุทธิ์ไม่ได้ดับไปด้วย
คำว่าพระนิพพาน ยังมีจุดที่เป็นอยู่อันหนึ่ง ที่เขาเรียกว่าเป็นทิพย์พิเศษ พ้นจากอำนาจของวัฏฏะ

ดูเพิ่มเติมที่ [ หนังสือหลวงพ่อตอบปัญหา เล่ม ๓]




อดีตพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสโส) ศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

....ในปกรณ์ของฝ่ายเถรวาท ท่านโบราณาจารย์แบ่งพระกายของพระพุทธเจ้าเป็น ๓ ภาค ดังนี้คือ

๑. พระรูปกาย เป็นพระกายซึ่งกำเนิดจากพระพุทธบิดาและพระพุทธมารดา ที่เป็นมนุษย์ธรรมดาประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔
๒. พระนามกาย เป็นพระกายซึ่งกำเนิดชั้นใน นามกายเป็นของมีทั่วไปแม้แต่สามัญมนุษย์ แต่ดีเลวกว่ากันด้วยอำนาจกุศลที่ตนทำไว้ก่อน ส่วน พระนามกายของพระพุทธเจ้า ท่านดีวิเศษกว่าสามัณมนุษย์ ด้วยอำนาจพระบุญญาบารมี ที่ทรงบำเพ็ญมาเป็นเวลาหลายอสงไขยกัป
๓. พระธรรมกาย ได้แก่พระกายอันบริสุทธิ์ ไม่สาธารณะทั่วไปแก่เทวดาและมนุษย์หมายถึงจิตที่พ้นจากกิเลสแล้ว เป็นจิตที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง พระธรรมกายนี้เป็นพระพุทธเจ้าที่จริงแท้ เป็นพระกายที่พ้นเกิดแก่เจ็บตาย เป็นพระกายที่เที่ยงแท้ถาวรไม่สูญสลาย แต่ท่านมิได้บอกให้แจ้งชัดว่า พระธรรมกายนี้มีรูปพรรณสัญฐานเช่นไรหรือไม่

อนึ่ง ความเชื่อว่าพระอรหันต์นิพพานแล้วยังมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นพระอรหันต์นิพพานแล้วยังมีอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นพระอรหันต์แท้ไม่สลายตามกาย คือความเป็นพระอรหันต์ ไม่สูญ ตัวอย่างเช่น พระยมกะ เมื่อยังไม่บรรลุอรหัตผลได้แสดงความเห็นว่า พระอรหันต์ตายแล้วสูญได้ถูก พระสารีบุตร สอบสวน เมื่อบรรลุพระอรหันต์แล้ว จึงเห็นตามความจริงว่า “สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง ย่อมเป็นไปตามปัจจัย คือสลายไป ส่วนพระอรหันต์มิใช่สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งจึงไม่สลายไป แปลว่า ไม่ตาย” ความเป็นพระอรหันต์นี้ ท่านก็จัดว่าเป็นอินทรีย์ชนิดหนึ่ง เรียกว่า “อัญญินทรีย์” พระผู้มีพระภาคเจ้าคงหมายถึงเอาอินทรีย์นี้เอง บัญญัติเรียกว่า “วิสุทธิเทพ” เป็นสภาพที่คล้ายคลึง “วิสุทธาพรหม” ในสุทธาวาสชั้นสูง (พรหมอนาคามี ชั้น ๑๒ - ๑๖ ) เป็นแต่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าเท่านั้น อินทรีย์ของพระอรหันต์ประณีตสุขุม แม้แต่ตาทิพย์ของเทวดาสามัญก็มองไม่เห็น มนุษย์สามัญซึ่งมีตาหยาบ ๆ จะเห็นได้อย่างไร อินทรีย์ของพระอรหันต์นั้นแหละ เรียกว่า “อินทรีย์แก้ว” คือตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของท่านเป็นแก้ว คือใสบริสุทธิ์ดุจแก้ว มณีโชติ ผู้บรรลุถึงภูมิแก้วแล้ว ย่อมสามารถพบเห็น “พระแก้ว” คือพระอรหันต์ที่นิพพานแล้วได้...

ความรู้เรื่องนี้ เป็นความรู้ลึกลับในพระธรรมวินัย ผู้สนใจพึงศึกษาค้นคว้าต่อไปถ้ายังรู้ไม่ถึงอย่าพึ่งค้าน อย่าพึงโมทนา เป็นแต่จดจำเอาไว้ เมื่อใดตนเองได้ษึกษาค้นคว้าแล้ว ได้ความรู้ได้เหตุผลที่ถูกต้องดีกว่า เมื่อนั้นจึงค้าน ถ้าได้เหตุผลลงกันจึงอนุโมทนา ถ้ารู้ไม่ถึงแล้ว ด่วนวิพากษ์วิจารณ์ติเตียนผู้พูดเรื่องเช่นนี้ จะเป็นไปเพื่อบอดตาบอดญาณตนเอง ยิ่งจะซึ้าร้ายใหญ่ ดังนี้.....

ดูเพิ่มเติมที่หนังสือ ทิพยอำนาจ อดีตพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสโส)


.....นิพพานมีอยู่จริงในปัจจุบัน ถ้าใครออกจากปัจจุบันไม่เห็นเลย ทุกเขญาณัง มันเกิดขึ้นกับจิตนี่เอง ให้พิจารณากายในมากๆ นิพพานไม่อยู่ตามต้นไม้ อยู่ที่จิตใจหมดอาสวะทั้งหลายนั่นเอง หลวงปู่บุดดา ถาวโร

ศิษย์: หลวงปู่ครับ นิพพานโลกุตระ เป็นอย่างไร
หลวงปู่: มันก็หมดอาสวะซิ อวิชชาไม่เหลือ
ศิษย์: จิตยังอยู่ไหมครับ
หลวงปู่: จิตปรมัตถ์ไป เจตสิกปรมัตถ์ รูปปรมัตถ์จิตยังอยู่ มันเกิด-ดับ มันเป็นสังคตะไป ไม่ใช่สัตว์คนเป็นสังคตธรรม สังคตธรรมมีอยู่ อสังคตะธรรมมีอยู่ วิราคะธรรมมีอยู่ แต่ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่คนเท่านั้น
ศิษย์: หมดสมมุติ หมดความยึดถือไช่ไหมครับ
หลวงปู่: .ฮื้อ! มันไม่มีอาสวะ ไม่มีอวิชชาสวะ ไม่มีอวิชชาสังโยชน์ ไม่มีอวิชชานุสัย ล่ะก็ กิเลส กรรม วิบาก มันก็ไม่มี จิตไม่มีนาม-รูปของขันธ์แล้ว มันเหนือนาม-รูปของขันธ์แล้ว สังคตะมันเหนือขันธ์ ๕ วิราคะธรรมมันเหนือขันธ์ ๕ (เหนือ คือ ไม่ถูกครอบงำ ไม่มีอุปาทานขันธ์ ย่อมไม่กลับกำเริบอีก)ขันธ์ ๕ ยังมีนามรูปติดต่อกันทางอายตนะธาตุนี่ ส่วนนิพพาน ปรมัตถ์นี้ไม่เกิดไม่ดับเป็นอสังคตะธรรม แต่ จิต เจตสิก รูป ปรมัตถ์นี้ยังเกิดดับเป็นสังคตะธรรม วิราคะธรรม ไม่มีราคะ หมดราคะถึงโลกุตระแล้วนั่น ไม่มีราคะโทสะ โมหะ เผาลนแล้ว
ศิษย์: เมื่อดับจิต แล้ว นิพพาน สูญ ไม่เหลืออะไรเลยหรือปล่าวครับ..
หลวงปู่: นิพพานไม่สูญ เป็นแต่อาสวะกิเลสสูญ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม วิบาก มันสูญ แต่ สังคตะธรรม อสังคะธรรม วิราคะธรรม มันไม่ได้หมดไปด้วย บารมี ๓๐ ทัศน์ที่พระพุทธเจ้าสร้างเป็นของไม่ตาย แต่ว่าตัวบุญต้องเปลี่ยนแปลงไปจนกว่าพระโพธิสัตว์ตรัสรู้ เพราะถ้าเป็นตัวบุญอยู่กับพระเวสสันดรก็ไม่ตรัสรู้ซิ ก็ได้เป็นกษัตริย์ไม่ตรัสรู้ซิ แต่เพราะสละหมดอย่างพระเวสสันดร เที่ยวออกค้นคว้าถึง ๖ ปี(ซึ่งก็ต้องอาศัยบารมี อันเป็นนิสัยที่สั่งสมมา) จึงตรัสรู้ พระพุทธเจ้าบางองค์ก็อายุไม่เท่ากันมาองค์ปัจจุบันอายุ ๘๐ ปี (แล้วแต่บารมี)
ศิษย์: ที่เขาว่าไปเที่ยวเมืองนิพพาน น่ะเขาไปกันได้จริงหรือป่าวครับ
หลวงปู่: .เที่ยวได้แต่ปริยัติน่ะซิ พูดเอาภาคปริยัติก็เที่ยวได้ ภาคปฏิเวธเที่ยวได้ที่ไหนล่ะ มันมีบอกเมื่อไหร่ล่ะ
ศิษย์: .แล้วอย่างมโนมยิทธิล่ะครับ
หลวงปู่: นั่นมันเรื่อง พุทธนิมิต ธรรมนิมิต สังฆนิมิต ก็ตามใจซิ ก็นิมิตมันมีอยู่ หลับตาลืมตาก็มี มีของพระอริยะเจ้า พระพุทธเจ้าก็แสดงพุทธนิมิต ธรรมนิมิต สังฆนิมิต ได้ ให้เห็นกันทั่ว กามโลก รูปโลก อรูปโลก ให้เขาได้เห็นกันเมื่อครั้งเสด็จลงจากดาวดึงส์นี่ ก็จิตนี่ล่ะมันรับธรรมะ นอกจากกายกับจิตแล้วจะเอาอะไรไปรับล่ะ กายกับจิตนี่ล่ะมันรองรับพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้ารู้นรก ๒ ชั้น นรกชั้นนอก นรกชั้นใน สวรรค์ชั้นนอก สวรรค์ชั้นใน นิพพานชั้นนอก นิพพานชั้นใน มันต้องมีภายนอกภายในพิสูจน์กันดู ดูนิพพานกันอย่างนี้ อ่านพระไตรปิฎกกันอย่างนี้ซิ นิพพานไม่ใช่รูปขันธ์ ไม่ใช่นามขันธ์ มันเหนือรูปขันธ์ นามขันธ์ สร้างบารมีมาก็เอาเป็นเครื่องมือ สร้างบารมีต่างหากล่ะ นามรูปนี่ตรัสรู้แล้วเอาไปเมื่อไหร่ล่ะ บารมี ๓๐ ทัศน์ ไม่ใช่ตัวขันธ์ ๕ มันเหนือขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็เหลือขันธ์ ๕ พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลายตรัสรู้ ละสังโยชน์ แล้วก็เหลือยังขันธ์ ๕ เขายังเขียนรูปโลกไว้ให้ดู แต่อยู่เหนือขันธ์ ๕

ดูเพิ่มเติมที่ เว็บ ประตูธรรม




หลวงพ่อเกษม กับ ในหลวงฯหลวงพ่อเกษม เขมโก จ.ลำปาง

พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน
นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งของคุณปู่ก็กจึง ที่กรุณาเล่าให้ผมฟัง ข้อนี้....คุณปู่เล่าให้ฟังสั้นๆ ว่า เหตุการณ์เมือนานมามากแล้วเช่นกัน จู่ๆ วันหนึ่ง เมื่อคุณปู่ไปนมัสการหลวงพ่อ ท่านได้ถามว่า

"สามก็ก...รู้ไหม ว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน? "
(หลวงพ่อเรียกคุณปู่ก๊กว่า สามก๊ก มานานแล้ว)

คุณปู่ก๊กจึง สมัยนั้นประณมมือไหว้หลวงพ่อพลางตอบว่า
"ผมไม่ทราบครับ หลวงพ่อ"

ทันใดนั้นหลวงพ่อได้ชี้นิ้วเฉียงไปบนฟ้า พลางกล่าวว่า

พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ในโลกนี้ ท่านอยู่นอกโลก......

จาก อนุสรณ์ ครบรอบ ๘๐ ปี หลวงพ่อเกษม เขมโก ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ หน้า 146
คำสอนจากบันทึกลายมือหลวงพ่อเกษม


พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตโล)
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์

.... การปฏิบัติ ให้มุ่งเน้นปฏิบัติเพื่อสำรวม เพื่อความละ เพื่อความคลายกำหนัดยินดี เพื่อความดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อเห็นสวรรค์วิมาน หรือแม้พระนิพพานก็ไม่ต้องตั้งเป้าหมายเพื่อจะเห็นทั้งนั้น ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ไม่ต้องอยากเห็นอะไร เพราะนิพพานเป็นของว่าง ไม่มีตัวมีตน หาที่ตั้งไม่มี หาที่เปรียบไม่ได้ ปฏิบัติไปจึงจะรู้เอง......

ดูเพิ่มเติมที่หนังสือ หลวงปู่ฝากไว้ รวบรวมโดย พระโพธินันทมุนี หน้า 82

....พระพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้เข้าสู่นิพพานในฌานสมาบัติอะไรที่ไหนหรอก เมื่อพระองค์ออกจากจตุตถฌานแล้ว จิตขันธ์หรือนามขันธ์ ก็ดับพร้อม ไม่มีอะไรเหลือ นั่งคือพระองค์ดับเวทนาขันธ์ ในภาวะจิตตื่น หรือวิถีจิตอันปกติของมนุษย์ ครอบพร้อมทั้งสติ และสัมปชัญญะ ไม่ถูกภาวะอื่นใดมาครอบงำอำพรางให้หลงใหลใดๆ ทั้งสิ้น เป้นภาวะแห่งตนเองอย่างสมบูรณ์ ภาวะนันเรียกว่า มหาสุญญตา หรือจักรวาลเดิม หรือเรียกกว่า นิพพาน อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ......

(หากท่านใดทราบชื่อหนังสื และหน้า ของคำกล่าวของหลวงปู่ท่อนนี้ กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย)
หลวงปู่ดูลย์ กับ ในหลวงฯ

พระธาตุหลวงปู่ดูลย์



หลวงปู่ขาว กับ ในหลวงฯหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จ.อุดรธานี

....ให้มีสติคุมดวงจิต สัตว์นรกก็แม่นจิต สัตว์อเวจีก้แม่นจิต พระอินทร์ พระพรหมก็แม่นจิต ที่เข้าพระนิพพานก็แม่นจิต ไม่ใช่ใคร จิตไม่มีตัวมีตน จิตเหมือนลิงนี่แหละ แล้วแต่มันจะไป บังคับบัญชามมันไม่ได้ แล้วแต่มันจะปรุงแต่ง บอกไม่ได้ไหว้ไม่ฟัง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าให้วางมันเสีย อย่าไปยึดถือมัน ก็จิตนั่นแหละมันถือว่าตัวกู อยู่เดี๋ยวนี้ก็ดี เราถือว่าเราเป็นผู้ชาย เราเป็นผู้หญิง ก็แม่นจิตนั้นแหละ เป็นผู้ว่า มันไม่มีตนมีตัวดอก แล้วพระพุทธเจ้าว่าให้วางเสียให้ดับวิญญาณเสีย ครั้นดับวิญญาณแล้ว ไม่ไปก่อภพก่อชาติอีก ก็นั่นแหละพระนิพพาน พระพุทธเจ้าบอกอย่างนั้น มันไม่อยู่ที่อื่น นรกมันก็อยู่นี่ พระนิพพานก็อยู่นี่ อย่าไปค้นที่อื่น อย่าไปพิจารณาที่อื่นให้ค้นที่สกนธ์กายของตน ให้มันเห็นอสุภะ อสุภังให้เห็นเป็นของปฏิกูล ให้เกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายมันนั่นแหละ แต่กี้มันห็นว่าเป้นของสวยของงามก็ดี ดวงจิตนั้นมีมีสติควบคุม มีสัมปชัญญะค้นหาเหตุผล ใครครวญอยู่มันเลยรู้เห็นว่า อัตภาพร่างกายนี้เป็นของปฏิกูลของเน่าเปือยผุพัง แล้วมันจะเกิดนิพพทาความเบื่อหน่าย จิตนั้นแหละเบื่อหน่าย จิตเบื่อหน่าย จิตไม่ยึดมั่นแล้วเรียนว่าจิตหลุดพ้น ถึงวิมุติ วิมุตติคือความหลุดพ้นจากความยึดถือ หลุดพ้นจาอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น พ้นจากภพจากชาติ ตั้งใจทำเอา ......

(หากท่านใดทราบชื่อหนังสื และหน้า ของคำกล่าวของหลวงปู่ท่อนนี้ กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย)

พระธาตุหลวงปู่ขาว อนาลโย


หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม

.... เมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินโลกุตตรมนุษย์ ได้เป็นพระอรหันต์เข้าพระนิพพานแล้ว พระนิพพานก็ยังมีอยู่ ไม่เสื่อมสูญ พระพุทธเจ้าเข้าพระนิพพานก็มีอยู่ในพระนิพพาน นั้นแล

พระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร พระอนุรุทธ พระอานนท์ เข้านิพพาน ก็มีอยู่พระนิพพานนั้นแล นางภิกษุณีทั้งหลายได้บวชกาย วาจา ใจ ใจก็เป็นพระนิพาน แล้วเข้าพระนิพพานได้ด้วย เหมือนพระจันทร์ พระจันทร์ไม่มีวันแก่ พระจันทร์ไม่มีวันเจ็บ พระจันทร์ไม่มีวันร้อนวันหนาว ดาวไม่มีเกิดไม่มีตาย

คนเรานี้มันเป็นบ้าเป็นบอ คอยาว ตาขาว ลิ้นยาว ใช้ไม่ได้ ส่วนพระธรรมคำสั่งสอนเกิดจากหัวใจของพระพุทธเจ้า เกิดากหัวใจของพระอรหันต์ทั้งหลาย ทำไมพวกเราทั้งหลายและพวกท่านทั้งหลายจึงไม่รู้ เราจึงไม่เห็น ถ้าเราเป็นพระอรหันต์ เป็นพระโสดาบัน เป็นพระอนาคาเมื่อใด ก็เมื่อนั้นแหละ จึงจะเห็นจะรู้ที่อยู่พระพุทธเจ้า ที่อยู่ของพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย......

อาจารีธัมโมทยาน พศ.๒๕๓๖ หน้า 127 หอรัตนชัยการพิพม์


หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก อ.อุทัย อยุธยา

....พระนิพพานอุปมาขนาดเท่าเส้นผม ผู้ที่จะผ่านพ้นในขั้นสุดท้ายไปได้หรอืไม่ได้อยู่เพียงนิดเดียวในการทำจิตตัดจุดนี้ได้หรือไม่เท่านั้น พระพุทธเจ้าตอนที่ท่านจะปรินิพพาน ท่านได้ปรินิพพานไประหว่างรูปฌานและอรูปฌาน ผู้ที่ดับขันธ์ในระหว่างทรงรูปฌานย่อมได้เป็นรูปพรหมซึ่งยังไม่วิมุติหลุดพ้น ผู้ที่ดับขันธ์ในขณะทางอรูปฌาน ย่อมได้เป็นอรูปพรหม ซึ่งก็ยังเป็นสมมติอยู่เช่นกัน ส่วนพระพุทธเจ้าท่านดับขันธ์ระหว่างช่วงทั้งสอง เป็นการดับขันธ์ด้วยความบริสุทธิ์เหนือสมมติโดยสิ้นเชิง ไม่ติดอยู่ในรูปฌานและอรูปฌาน ซึ่งเป็นวิปัสนูกิเลสทั้งสองอย่าง พระอรหันต์บางประเภที่ไม่สามารถเจิรญอรูปสมาบัติ ท่านก็ดับขันธ์ไปด้วยความบริสุทธิ์เช่นกัน แม้อยู่ก็อยู่ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ไม่ติดในสมมติใดๆ เพราะความชำนาญในด้านสมาธิของพระอรหันต์แต่ละประเภทไม่เท่ากัน>......

เพิ่มเติมที่ หนังสือไตรรัตน์ หน้า 51



พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์)
ท่านเจ้าคุณธมฺมวิตกฺโก ภิกขุ วัดเทพศิรินทร์ กทม.

.....(พูดกับคุณโกศล ปัทมะสุนทร) โกศล ตายแล้วก็สามารถช่วยคนได้ดีกว่าอยู่อีกนะ ขอเพียงแต่เราอธิษฐานจิตถึงกันและกัน กระแสจิตเปรียบเหมือนเครื่องส่งวิทยุนะ ถ้าจูนเครื่องตรงกัน ก็สามารถติดต่อกันได้ ถ้าเครื่องส่งมีกำลังส่งมากเพียงไร แต่ถ้าเครื่องรับไม่จูนเครื่องให้ตรงกันก็ไม่สามารถรับได้ .....

.....ร่างกายเป็นรังของโรค ต้องป่วยเจ็บอยู่เสมอเป็นธรรมดา เป็นเรื่องของการเกิดแก่เจ็บตาย อย่าเศร้าหมองตาการเจ็บป่วยนั้น ทำใจให้ปรอดโปร่ง และให้นึกเสมอว่าการเจ็บการตายไม่แน่นอน จะมาถึงเมื่อใดก็ได้อย่าประมาท อย่ารั้งรอตอ่การทำความดี ในขณะที่ยังมีโอกาสทำความดี จะได้ไม่ต้องเสียใจแม้ความตายจะมาถึงในวินาทีใดก็ตาม .....(แล้วท่านเจ้าคุณก็มักจะกล่าวกลอนนี้เสมอ)

ถึงกายแพ้แต่ใจเราไม่แพ้
ใจไม่แก่เจ็บตายตามกายหนา
กายนี้มันจะเน่าเราก็ลา
ไปสวรรค์ชั้นฟ้านิพพานเอย...


ท่านเจ้าคุณเป็นโรคมะเร็งที่ลำคอ จนมีขนาดดังรูป โดยท่านไม่เคยแสดงอาการเจ็บปวดให้ผู้ใดเห็น แม้พระราชิณีทรงประสงค์จะส่งหมอมารักษา ท่านก็ได้ปฏิเสธพระองค์ และมีแพทย์หลายท่านประสงค์ที่จะมาทำการรักษา ท่านก็บอกว่าปล่อยให้มะเร็งมันตายไปกับท่าน ภาพถ่ายนี้ถ่ายตอนนายแพทย์มาทำความสะอาดแผลมะเร็งที่แตกแล้ว โดยท่านเจ้าคุณบอกให้ถ่ายไว้

เพิ่มเติมที่ หนังสือตามรอย ธมฺมวิตกฺโก พระอรหันต์กลางกรุง ธค.2546 หจก. ป.สัมพันธ์พาณิชย์ ISBN 974-91833-8-X






องค์หลวงตา กับ ในหลวง

ดวงจิตนี้ไม่เคยสูญ แดนพระนิพพานมีจริง

หลวงปู่มั่น ท่านเล่าว่า พระพุทธเจ้าหลายพระองค์ พร้อมด้วยพระสาวก เสด็จมาเยี่ยมท่าน หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

.... นรกมี สวรรค์มี พรหมโลก นิพพานมี พระพุทธเจ้าของเราทรงยืนยันจิตวิญญาณคือใจของคนของสัตว์นี้มีมาดั้งเดิม ตั้งแต่กาลไหนๆ ไม่มีต้นไม่มีปลาย จิตดวงที่ไม่ตายนี้แล ไม่เคยฉิบหาย ไม่เคยสูญ........

ดูเพิ่มเติมที่ [ตายแล้วย้อนกลับมาบ้านเรือน]

จากนั้นบุญกุศลทั้งหลายที่เราสร้างอยู่ไม่หยุดไม่ถอย เพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับลำดาเลยสวรรค์ไป เลยพรหมโลกไป จนกระทั่งถึงนิพพาน ดับทุกข์โดยประการทั้งปวงโดยสิ้นเชิงตลอดไป ไม่มีคำว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา จะเข้าไปเกี่ยวข้องในเมืองนิพพานนั้นได้เลย เรียกว่าเมืองนิพพานก็ได้ มหาวิมุตติ มหานิพพาน หรือธรรมธาตุก็ได้ นี่เรียกว่าสถานที่ดับทุกข์โดยประการทั้งปวง จากความดีของเราที่ได้สร้างมามากน้อย ท่านจึงได้สอนไว้ พระพุทธเจ้าท่านทรงนิพพาน ทุกสิ่งทุกอย่างทรงผ่านไปหมดแล้ว การขึ้นลงสวรรค์ชั้นพรหมไม่มีใครเกินโพธิสัตว์ ที่ได้สร้างคุณงามความดีแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ชั้นนั้นๆ ควรแก่กาลเวลาแล้วก็ลงมาสร้างบารมี

กฎอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปอย่างโลกทั่วๆ ไปอย่างนี้ ไม่มีในนิพพาน นิพพานสิ้นสุดยุติตั้งแต่ขณะท่านตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมา พระอรหันต์ก็บรรลุธรรมปึ๋งขึ้นมา ทราบทันทีเลยว่าพ้นแล้วจากแดนแปรปรวน แดน ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ถึงแล้วซึ่งพระนิพพาน เรียกว่าเมืองเที่ยงตรง เที่ยงไปตลอดอนันตกาล ไม่มีคำที่ว่าจะโยกย้ายผันแปรไปไหนอีกเลย แม้ขณะหนึ่งก็ไม่มีในแดนนิพพาน จึงเรียกว่าเป็นแดนแห่งความเลิศเลอของท่านผู้บรรลุธรรมอันเลิศเลอแล้วสถิตอยู่ในสถานที่นั้น ผู้อื่นผู้ใดไม่สามารถจะไปอยู่ในสถานที่นั้นได้ นอกจากผู้สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้วเท่านั้น นี่ก็คือการสร้างบุญสร้างกุศล

สำหรับเราพอทุกอย่าง เอาอะไรมาให้ก็ไม่เอา ปล่อยวางหมด เช่นทองคำทั้งแท่งกับอิฐก้อนหนึ่ง ราคาทองคำทั้งแท่งสูง อิฐก้อนหนึ่งราคาต่ำแต่มันมีน้ำหนักเท่ากัน เมื่อมีน้ำหนักเท่ากัน น้ำหนักนั้นแหละจะเป็นกองทุกข์แก่ผู้แบกหาม ปล่อยเสียทั้งหมด ทองคำก็ไม่เอา อิฐ-ปูนก็ไม่เอา ปล่อยแล้วไม่หนัก นี้ละธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ได้เข้าในหัวใจดวงใดแล้วปล่อยหมดโดยสิ้นเชิง มีแต่ความพอแล้วด้วยความเลิศเลอ ไม่ใช่พอธรรมดาอย่างโลกทั้งหลายพอกัน พอในธรรมทั้งหลายนี้พอด้วยความเลิศความเลอ ถ้าว่าสุขก็ไม่มีสุขใดเสมอเหมือน ว่าเลิศเลอก็หาอะไรไปเทียบไม่ได้ เพราะนั้นเป็นแดนวิมุตติ ไม่ใช่สมมุติพอจะมาเทียบมาเคียงตามสัดตามส่วนได้ นี่ละท่านว่าแดนแห่งความเลิศเลอ

เทศน์อบรมพระสงฆ์และฆราวาส ณ ศาลาใหญ่วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๖ [บ่าย]
ดูเพิ่มเติมที่ [เอาธรรมจักรเข้าไปผันหัวกิเลส]

ใจนี้ไม่เคยตาย ตั้งกัปตั้งกัลป์ก็เป็นมาอย่างนี้ แม้จะไปตกนรกตั้งกี่กัปกี่กัลป์ก็ตาม การที่ว่าได้รับความทุกข์ในแดนนรกแต่ละหลุม ๆ นั้นยอมรับ ส่วนที่จะให้ใจนี้ฉิบหายไม่มี ทุกข์ขนาดไหนก็ยอมรับว่าทุกข์ แต่ไม่เคยฉิบหายคือใจดวงนี้ เวลาชำระสะสางแล้วด้วยอำนาจแห่งคุณงามความดีของเรา ก็ค่อยสงบผ่องใสได้บริสุทธิ์ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงขั้นความบริสุทธิ์เต็มที่แล้ว ดังพระพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์ทั้งหลาย ท่านถึงนิพพานเลย นั่น ถึงนิพพานก็ไม่สิ้นสูญ ใจดวงนี้ไม่มีคำว่าสูญ ตกนรกก็ไม่สูญใจดวงนี้ จนกระทั่งบริสุทธิ์เต็มที่แล้วไปถึงนิพพานก็ไม่สูญ นี่แหละท่านว่านิพพานเที่ยง ก็คือจิตดวงที่ไม่สูญนี้แหละเป็นผู้บริสุทธิ์เต็มที่แล้ว เรียกว่าธรรมธาตุ อยู่ในแดนแห่งนิพพาน นี่แหละเป็นผู้เสวยความบรมสุขตลอดไป ท่านจึงเรียกว่านิพพานเที่ยง ๆ ก็เพราะจิตดวงนี้ไม่ตาย มีความเที่ยงตรงอยู่ด้วยบรมสุขตลอดไป นี่คือการสร้างความดีให้ผลแก่เราอย่างนี้ ให้พากันอุตส่าห์พยายามสร้างคุณงามความดี

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดเขาน้อยสามผาน จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ (บ่าย)
ดูเพิ่มเติมที่ ความสุขอันแท้จริง

นี่ละตัวพาให้เกิด ก็รู้ได้ชัดละซิ ทีนี้จะเอาอะไรไปเกิด เอ้า เห็นกันอยู่รู้กันอยู่ ตัวนี้จะไปเกิดที่ไหนที่นี่ เอ้า เกิดที่ไหนล่ะ อะไรพาให้เกิด ก็สิ่งที่ดับไปตะกี้นี้พาให้เกิด นั่นมันรู้ชัดขนาดนั้นนะ ทีนี้ไม่เกิดแล้วจะดับไหมจิตดวงนี้ จะเอาอะไรมาดับ นั่น ไม่เกิดด้วยไม่ดับด้วย ไม่มีคำว่าว่ามีอยู่แบบโลกด้วย ไม่สูญแบบโลกด้วย มีอยู่แบบความบริสุทธิ์ ถ้าว่าสูญก็สูญแบบความบริสุทธิ์ เหมือนอย่างที่ว่านิพพาน มีอยู่แบบนิพพาน สูญแบบนิพพาน ไม่ได้สูญแบบโลกสงสาร

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘
ดูเพิ่มเติมที่ ความมุ่งมั่นของนักรบ

ก็กิเลสมันไม่เคยเห็นมรรคผลนิพพาน เกิดมาเต็มอยู่ในหัวใจของสัตว์นับแต่โคตรแต่แซ่ของมันลงมา มันจะเอามรรคผลนิพพานมาอวดสัตว์โลกอย่างไร เพราะคำว่ามรรคผลนิพพานก็คือแดนสุดวิสัยของมันแล้ว มันเอื้อมไม่ถึง จิตดวงใดถ้าได้เข้าสู่แดนนิพพานแล้ว กิเลสประเภทต่าง ๆ เรียกว่ากิเลสมารสุดเอื้อมหมดหวัง หมดอาลัยตายอยากแล้ว มันจะอุตริไปสอนจิตดวงใดโลกใดสัตว์ตัวใดให้ไปสู่สวรรค์นิพพานเล่า นอกจากมันจะกว้านเข้ามาเพื่อผลรายได้ของมันโดยอุบายต่าง ๆ เท่านั้น เช่น บาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี นิพพานไม่มี นี่เป็นอุบายที่จะให้เกิดผลรายได้แก่มันโดยถ่ายเดียวเท่านั้น

เพราะฉะนั้นหลักความจริงแล้วจึงไม่มีคำว่า พระพุทธเจ้านิพพานไปนานแสนนาน เป็นการตัดขาดจากมรรคผลนิพพาน ที่ทรงแสดงไว้แล้วโดยถูกต้องตามหลักสวากขาตธรรม การนิพพานเป็นเรื่องของพระองค์เท่านั้น และการนิพพานไปก็ไม่ใช่เป็นการขาดทุนสูญดอก สำหรับพระพุทธเจ้าเป็นการเปลี่ยนสภาพในทางธาตุทางขันธ์อันเป็นสมมุติเข้าสู่ตามสมมุติเดิมของตน โดยหมดความเยื่อใยตายอยาก ไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยจิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้วเท่านั้น จิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้วอะไรไปเป็นข้าศึกไปทำลายให้พินาศฉิบหายได้ แม้แต่กิเลสก็ไม่สามารถ ไม่มีอำนาจวาสนาที่จะไปทำลายจิตที่บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าให้สูญให้อันตรธานไปได้ แล้วนิพพานจะสูญไปไหน จิตผู้บริสุทธิ์จะสูญไปได้อย่างไร เพราะธรรมชาตินี้นอกเหนือไปจากสมมุติทั้งมวลแล้ว จึงไม่มีอะไรที่จะเข้าไปทำลายจิตที่บริสุทธิ์แล้วให้สูญไปได้ ให้ฉิบหายไปได้

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๗ เพิ่มเติมที่ ความหวังของชาวพุทธ

พระพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์เสด็จอนุโมทนา พระอาจารย์มั่น

หลังจากท่านเดินทางถึงแดนแห่งวิมุตติแล้ว คืนต่อ ๆ มามีพระพุทธเจ้าพร้อมพระสาวกจำนวนมากเสด็จมาอนุโมทนาวิมุตติธรรมกับท่านเสมอมิได้ขาด… คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นกับพระสาวกบริวารเป็นจำนวนหมื่นเสด็จมาเยี่ยม… คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีสาวกเท่านั้นเสด็จมาเยี่ยมอนุโมทนา จำนวนพระสาวกที่ตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาแต่ละพระองค์นั้นมีจำนวนไม่เท่ากัน ทั้งนี้ท่านว่าขึ้นอยู่กับวาสนาของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ไม่เหมือนกัน… ที่พระสาวกตามเสด็จมาด้วยแต่ละพระองค์นั้น มิได้ตามเสด็จมาทั้งหมดในบรรดาพระสาวกของแต่ละพระองค์ที่มีอยู่… แต่ที่ตามเสด็จมามากน้อยนั้นต่างกันนั้นพอแสดงให้เห็นภูมิพระวาสนาบารมีของแต่ละพระองค์นั้นต่างกันเท่นนั้นบรรดาพระสาวกจำวนมากของแต่ละพระองค์ที่ตามเสด็จมานั้น มีสามเณรติดตามมาด้วยครั้งละไม่น้อยเลย… ท่านสงสัยจึงพิจารณาก็ทราบว่า คำว่าพระอรหันต์ในนามธรรมนั้นมิได้หมายเฉพาะพระ แต่สามเณรที่มีจิตบริสุทธิ์หมดจดก็นับเข้าในจำวนสาวกอรหันต์ด้วย ฉะนั้น ที่สามเณรติดตามมาด้วยจึงไม่ขัดกัน ในพระโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ประทานอนุโมทนาแก่ท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ส่วนใหญ่มีว่า… เราตถาคตทราบว่าเธอพ้นโทษจากอนันตรทุกข์ในที่คุมขังแห่งเรือนจำของวัฏฏทุกข์ จึงได้มาเยี่ยมอนุโมทนาที่คุมขังแหล่งนี้ใหญ่โตมโหฬารและแน่นหนามั่นคงมาก และมีเครื่องยั่วยวนชวนให้เผลอตัวและติดอยู่รอบตัวไม่มีช่องว่าง จึงยากที่จะมีผู้แหวกว่ายออกมาได้ เพราะสัตว์โลกจำนวนมากไม่ค่อยมีผู้สนใจกับทุกข์ที่เป็นอยู่กับตัวตลอดมา ว่าเป็นสิ่งที่ทรมานและเสียดแทงร่างกายจิตใจเพียงใด พอจะคิดเสาะแสวงหาด้วยวิธีต่าง ๆ เหมือนคนเป็นโรคแต่มิได้สนใจกับยา ยาแม้มีมากจึงไม่มีประโยชน์สำหรับคนประเภทนั้น ธรรมของเราตถาคตก็เช่นเดียวกับยา สัตว์โลกอาภัพเพราะโรคกิเลสตัณหาภายในใจเบียดเบียนเสียดแทง ทำให้เป็นทุกข์แบบไม่มีจุดหมายว่าจะหายได้เมื่อไร สิ่งตายตัวก็คือ โรคพรรค์นี้ถ้าไม่รับยาคือ ธรรมจะไม่มีวันหายได้ ต้องฉุดลากสัตว์โลกให้ตายเกิดคละเคล้าไปกับความทุกข์กายทุกข์ใจ และเกี่ยวโยงกันเหมือนลูกโซ่ ตลอดอนันตกาล ธรรมแม้จะมีเต็มไปทั้งโลกธาตุก็ไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ไม่สนใจนำไปปฏิบัติรักษาตัวเต็มไปทั้งโลกธาตุก็ไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ไม่สนใจนำไปปฏิบัติรักษาตัวเท่าที่ควรจะได้รับจากธรรม… ธรรมก็อยู่แบบธรรม… สัตว์โลกก็หมุนตัวเป็นกงจักรไปกับทุกข์ในภพน้อยภพใหญ่แบบสัตว์โลก… โดยไม่มีจุดหมายปลายทางว่าจะสิ้นสุดทุกข์กันลงได้เมื่อใด…ไม่มีทางช่วยได้… ถ้าไม่สนใจช่วยตัวเองโดยยึดธรรมมาเป็นหลักใจและพยายามปฏิบัติตาม…

พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้เพิ่มจำนวนองค์และสั่งสอนมากมายเพียงไร ผลที่ได้รับก็เท่าที่โรคประเภทคอยรับยามีอยู่เท่านั้น… ธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ว่าพระองค์ใด มีแบบตายตัวอยู่อย่างเดียวกัน คือสอนให้ละชั่วทำดีทั้งนั้น ไม่มีธรรมพิเศษและแบบสอนพิเศษไปกว่านี้ เพราะไม่มีกิเลสตัณหาพิเศษในใจสัตว์โลกที่พิเศษเหนือธรรมซึ่งประกาศสอนไว้… เท่าที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายประทานไว้แล้วเป็นธรรมที่ควรแก่การรื้อถอนกิลสทุกประเภทของมวลสัตว์อยู่แล้ว… นอกจากผู้รับฟังและปฏิบัติตามจะยอมแพ้ต่อเรื่อกิลสตัณหาของตัวเสียเอง แล้วเห็นธรรมเป็นของไร้สาระไปเสียเท่านั้น… ตามธรรมดาแล้วกิเลสทุกประการต้องฝืนธรรมดาดั้งเดิม คนที่คล้อยตามมันจึงเป็นผู้ลืมธรรมไม่อยากเชื่อฟังและทำตาม โดยเห็นว่าลำบากและเสียเวลาทำในสิ่งที่ตนชอบ… ทั้งที่สิ่งนั้นให้โทษ… ประเพณีของนักปราชญ์ผู้ฉลาดมองเห็นการณ์ไกลย่อมไม่หดตัวมั่นสุมอยู่เปล่า ๆ เหมือนถูกน้ำร้อนไม่มีทางออก… ต้องยอมตายในหม้อที่กำลังเดือดพล่าน โลดเดือดพล่านอยู่ด้วยกิเลสตัณหาความแผดเผา ไม่มีกาลสถานที่ที่พอจะปลงวางลงได้… จำต้องยอมทนทุกข์ทรมานไปตาม ๆ กันโดยไม่นิยมสัตว์น้ำ… สัตว์บก… สัตว์อยู่บนอากาศและใต้ดิน เพราะสิ่งแผดเผาเร่าร้อยอยู่กับใจ ความทุกข์จึงอยู่ที่นั่นที่นี่เธอเห็นพระตถาคตอย่างแท้จริงแล้วมิใช่หรือ?… พระตถาคตแท้คืออะไร… คือความบริสุทธิ์แห่งใจที่เธอเห็นแล้วนั้นแล… ที่พระตถาคตมาในร่างนี้มาในร่างแห่งสมมติต่างหากเพราะพระตถาคตและพระอรหันต์อันแท้จริงมิใช่ร่างแบบที่มากันนี้… นี่เพียงเป็นเรือนร่างของตถาคตโดยทางสมมติต่างหาก… ท่านพระอาจารย์กราบทูลว่า… ข้าพระองค์ทราบพระตถาคตและพระสาวกอรหันต์อันแท้จริงไม่สงสัย… ที่สงสัยก็คือ… พระองค์ทั้งหลายกับพระสาวกท่านที่เสด็จไปด้วยอนุปาทิเสสนิพพานไม่มีส่วนสมมติยังเหลืออยู่เลย… แล้วเสด็จมาในร่างนี้ได้อย่างไร ?

พระพุทธเจ้าตรัสว่า… ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งแม้มีความบริสุทธิ์ทางใจด้วยดีแล้ว แต่ยังครองร่างอันเป็นส่วนสมมติยังเหลืออยู่ ฝ่ายอนุปาทิเสสนิพพานก็ต้องแสดงสมมติตอบรับกัน คือต้องมาในร่างสมมติตซึ่งเป็นเครื่องใช้ชั่วคราวได้ถ้าต่างฝ่ายต่างเป็นอนุปาทิเสสนิพพานด้วยกันแล้วไม่มีส่วนสมมติยังเหลืออยู่… ตถาคตก็ไม่มีสมมติอันใดมาแสดงเพื่ออะไรอีก…ฉะนั้นการมาในร่างสมมตินี้จึงเพื่อสมมติเท่านั้น ถ้าไม่มีสมมติเสียอย่างเดียวก็หมดปัญหา พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงทราบเรื่องอดีตอนาคตก็ทรงถือเอานิมิต… คือสมมติอันดั้งเดิมของเรื่องนั้น ๆ เป็นเครื่องหมายให้ทราบ เช่น… ทรงทราบอดีตของพระพุทธเจ้าทั้งหลายว่าทรงเป็นมาอย่างไร เป็นต้น ก็ต้องถือเอานิมิตของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น และพระอาการนั้น ๆ เป็นเครื่องหมายพิจารณาให้รู้ ถ้าไม่มีสมมติของสิ่งนั้น ๆ เป็นเครื่องหมาย ก็ไม่มีทางทราบได้ในทาสมมติ เพราะวิมุตติล้วน ๆ ไม่มีทางแสดงได้ ฉะนั้นการพิจารณาและทราบได้ต้องอาศัยสมมติเป็นหลักพิจารณาดังที่เราตถาคตนำสาวกมาเยี่ยมเวลานี้ ก็จำต้องมาในรูปลักษณะอันเป็นสมมติดั้งเดิม เพื่อผู้อื่นจะพอมีทางทราบไดว่า พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๆ และพระอรหันต์องค์นั้น ๆ มีรูปลักษณะอย่างนั้น ๆ ถ้าไม่มาในรูปลักษณะนี้แล้ว ผู้อื่นก็ไม่มีทางทราบได้เมื่อยังต้องเกี่ยวกับสมมติในเวลาต้องการอยู่ วิมุตติก็จำต้องแยกแสดงออกโดยางสมมติเพื่อความเหมาะสมกัน ถ้าเป็นวิมุตติล้วน เช่นจิตที่บริสุทธิ์รู้เห็นจิตที่บริสุทธิ์ด้วยกันก็เพียงแต่รู้อยู่เห็นอยู่เท่านั้น ไม่มีทางแสดงให้รู้ยิ่งกว่านั้นไปได้ เมื่อต้องการทราบลักษณะอาการของความบริสุทธิ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็จำต้องนำสมมติเข้ามาชวยเสริมให้วิมุตติเด่นขึ้นพอมีทางทราบกันได้ว่าวิมมุตมีลักษณะว่างเปล่าจากนิมิตทั้งปวดมีความสว่างไสวประจำตัว มีความสงบสุขเหนือสิ่งใด ๆ เป็นต้น… พอเป็นเครื่องหมายให้ทราบได้โดยทางสมมติทั่ว ๆ ไห้ ผู้ทราบวิมุตติอย่างประจักษ์ใจแล้ว จึงไม่มีทางสงสัยทั้งเรื่องวิมุตติเสดงตัวออกต่อสมมติในบางคราวที่ควรแก่กรณี และทรงตัวอยู่ตามสภาพเดิมขอบงวิมุตติ ไม่แสดงอาการ ที่เธอถามเราตถาคตนั้น ถามด้วยความสงสัยหรือถามพอเป็นกิริยาแห่งการสนทนากัน ท่านกราบทูลว่า ข้าพระองค์มิได้มิความสงสัยทั้งสมมติและวิมุตติของพระองค์ทั้งหลาย แต่ที่กราบทูลนั้นก็เพื่อถวายความเคารพไปตามกิริยาแห่งสมมติเท่านั้น แม้พระองค์กับพระสาวกจะเสด็จมาหรือไม่ก็มิได้สงสัยว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ อันแท้จริงมีอยู่ ณ ที่แห่งใด แต่เป็นความเชื่อประจักษ์ใจอยู่เสมอว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต อันแสดงว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ มิใช่ธรรมชาติอื่น ใดจาดที่บริสุทธิ์หมดจดจากสมมติในลักษณะเดียวกันกับพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้าตรัสว่า การที่เราตถาคตถามเธอ ก็มิได้ถามด้วยความเข้าใจว่าเธอมีความสงสัย แต่ถามเพื่อเป็นสัมโมทนียธรรมต่อกันเท่านั้น บรรดาพระสาวกที่ตามเสด็จพระพุธเจ้ามาแต่ละพระองค์และแต่ละครั้งนั้น มิได้กล่าวปราศรัยอะไรกับท่านพระอาจารย์มั่นเลย มีพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทพระองค์เดียวส่วนพระสาวกทั้งหลายเป็นเพียงนั่งฟังอยู่อย่างสงบเสงี่ยม น่าเคารพเลื่อมใสมากเท่านั้นแม้สามเณรองค์เล็ก ๆ ที่น่ารักมากกว่าจะน่าเคารพเลื่อมใส

เพิ่มเติมประวัติพระอาจารย์มั่น หน้า 127


หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าโคกมน บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

...... นิพพานไม่ได้สูญ ไม่ได้อยู่ตามที่โลกคาดคะเนหรือเดากัน ทำจริงจะได้เห็นของจริง รู้จริง และจะเห็นนิพพานเอง เห็นพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เห็นครูบาอาจารย์ที่ท่านบริสุทธิ์เอง และหายสงสัยโดยประการทั้งปวง.....

เพิ่มเติม หนังสือชีวประวัติ ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2535 หน้า 129-130
หลวงปู่ชอบ กับ ในหลวง


พระเทพสิทธิมุนี หรือพระอาจารย์โชฎก ญาณสิทธิ ป.ธ. 9 วิปัสนาจารย์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนี

...... เมื่อสังโยชน์ถูกละไปได้ ก็กลายเป็นคนที่เต็มเปี่ยม เป็น "คนที่สมบูรณ์ที่สุด" ของความเป็นมนุษย์ (คือ พระอรหันต์) เป็นสภาพสูงสุดตามหลักของพระพุทธศาสนา พระอรหันต์มี "ความว่างจากตัวตน-ของตน" โดยสิ้นเชิง มีอิสระเหนือทุกอย่าง เพราะว่าเป็นผู้ "รู้จริงถึงที่สุด" ที่เรียกว่า "ว่าง" นี้ ว่างอย่างถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา คือไม่ใช่ว่างชนิดที่เขาพูดกันว่า เช่นว่า จิตนึกคิดอะไรไม่ได้ กายก็แข็งทื่อเป็นท่อนไม้ แต่ที่ถูกนั้น เป็นความว่างจากกิเลส ว่างที่เฉลียวฉลาดที่สุด ว่องไวที่สุด เต็มไปด้วย "สติ ปัญญาถึงที่สุด" ไม่มีการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน-ของตน หรือความเห็นแก่ตัว เมื่อไม่มีตัณหาอุปาทาน มรรคผลนิพพานจึงอยู่แค่จมูก แค่หน้าผากนี่เอง จะคลำพบได้ถ้า "รู้" ว่ามันอยู่ที่ไหน ไม่ใช่เป็นเรื่องเหลือวิสัย หรืออยู่นอกฟ้าป่าหิมพานต์ หรือจะได้ก็ต่อเมื่อ "ตายแล้วเกิดแล้วหลายร้อยหลายพันชาติ" นี่คือ ลักษณะ ความหมาย คุณค่า และอานิสงส์ของ "ความรู้" เพื่อนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน ซึ่งยังไม่พ้นสมัยเลย.....

เพิ่มเติม หนังสือ ไม่รู้-ไม่ได้


หลวงปู่อ่ำ หรือ พระราชกวี (อ่ำ ธมฺมทตฺโต) ปธ. ๖ วัดโสมนัสวิหาร กทม.

......มีการขุดพบแผ่นหินโบราณ หลายพันแผ่น ที่ เมืองโบราณและวัดใกล้เคียงใน จ.ราชบุรี แผ่นหินมีการจารึกคำไทยโบราณ หรือลายสือไทย โดยมีหลวงปู่ที่อ่านออกเท่านั้น พบว่าเป็นบันทึกของคนไทยที่อาศัยอยู่บริเวณ ราชบุรี เมื่อประมาณ พ.ศ. 235-300 โดยมีบันทึกประวัติศาสตร์ชาวไทย ตั้งแต่สมัยพุทธนันดรที่ ๑ (พระพุทธเจ้ากกุกสัณโธ) คือเมื่อประมาณ 5000 ล้านปีก่อน เรื่อยมาจนถึง พุทธนันดรที่ ๔ (พระพุทธเจ้าสมณโคดม) คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน โดยคนไทยใน พ.ศ. 200 กว่านี้มีวิชาที่สามารถคุยกับดวงวิญญาณของต้นตระกูลคนไทยเมื่อสมัยพุทธนันดรที่ ๑ ได้ ต้นตระกูลไทยได้เล่าความเป็นมาตั้งแต่ต้นกัปจนถึงสมัยพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน โดยหลวงปู่อ่ำได้อ่านข้อความในแผ่นจารึกที่ ๗๑๕ หน้า ๑ เป็นคำเล่าสมัยคนไทยในพุทธนันดรที่ ๓ เป็นภาษาไทยโบราณ ดังนี้

....เมื่อคนเหลืองสองสิ้นนานล้นหลาย เมืองนี้ชื่อ เมืองแผน ขุนชื่อแผนเมืองฟ้า ขุนหญิง ชื่อดวงขวัญใจ หมู่มึงชื่อ ลวไทย ถึงคนเหลืองสามก็ดีมาสอนเหล่ามึง มื้อนั้น ข้าฟังด้วยสางมิลุอื่น ลุแผน(พรหม) หมู่ลวไทยไปสู่เมืองแสงใสมาก กูยังอยู่กับมึง......

ซึ่งหลวงปู่อ่ำได้อธิบายไว้ว่า หลังจากสิ้นยุคพุทธนันดรที่ ๒ (คนเหลืองสอง = คนไทยยุคที่ ๒) คนไทยสมัยต่อมาคือยุคที่ ๓ นั้นได้เกิดและได้ฟังธรรมกับพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ แห่งกัปนี้คือ พระพุทธกัสสป พระองค์มีพระชนม์ชีพอยู่ ๒ หมื่นปีจึงดับขันธ์ปรินิพพาน เข้าเมืองแสงใส ซึ่งก็คือเมืองแก้วแสงใส ชื่อไทยนี้ คนไทยคงเรียก นิพพาน มานานแล้ว ปราชญ์บัณฑิตโบราณาจารย์จึงกล่าวเสมอๆ เช่น ถึงเมืองแก้ว อันกล่าวแล้ว คือ อมตมหานครนฤพาน ดังใน มหาเวสสันดรเทศนา กุมารกัณฑ์

อ่านเพิ่มเติมดูที่หนังสือ พุทธสาสนสุวัณณภูมิปกรณ ราชบุรีวัตถุกถา ตำนานเมืองขุนไทย (ที่คัดมานี้อยู่หน้า 69-70) หนังสือเล่มนี้หนามากกว่า 700 กว่าหน้า


พระครูพัฒนกิจจานุรักษ์ (หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา)
วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ ลำพูน

.... (หลวงปู่เล่าเรื่องประวัติตัวเอง ตอนสอนชาวเขาในดอยเรื่องศีลและเรื่องบุญที่ผิดและถูก) บางคนก็ไม่เคยเห็นหน้าทุพระสักชาติ รู้จักแต่ชื่อเท่านั้น เพราะเขาเป็นคนป่าบางคนก็ถามว่าตัวศีลนั้นมันเป็นตัวอย่างไร ใหญ่หรือเล็ก เราอยากรุ้แน่ๆ ถ้าดีแท้เราก็จักเอา พระชัยยวงศา ก็บอกให้เขาไปว่าตัวศีลนั้นมี ๕ ตัวใหญ่ที่สุด ถ้าเราถือไม่ได้ก็หนักที่สุดพาเราล่มจมลงไปสู่นรก ครั้นเราถือได้มันก็เบา คือศีลนี้จักพาเราขึ้นไปเสวยสุขคือ ชั้นฟ้า ชั้นพรหมโลก สุขที่สุดก็คือ เวียงแก้วยอดเนรพาน อยู่เสวยสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีตาย มีความสบายสุดเสี้ยงหั้นแลสูเหย......

ดูเพิ่มเติมที่ หนังสือ พระชัยวงศานุสสติ (มีขายที่ร้านแพร่พิทยา) เนื้อหาข้างต้นคัดมาจากหน้า 76

พระศพของหลวงปู่ไม่เน่าสลาย


หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศา กับในหลวง .... นิพพานเป็นแดนแห่งความมั่นเที่ยง นิพพานแล้วเป็นสุข นิพพานมีสาระเป็นแก่นสาร นิพพานมีความเป็นสุขอย่างยิ่ง พระนิพพานไม่ใช่อัตตา พระนิพพานเป็นปัจจัตตัง......
.... เราจะเดินทางไปนิพพานจะทำอย่างไร จะขี่เครื่องบินก็ไม่ถึง ขี่จรวดก็ไม่ถึง ถ้าทำได้บันไดแก้ว บันไดทอง จะปรากฏมาเองไม่ต้องเดินเหนื่อย
.... เราเป็นมนุษย์ ปัจจุบันนี้พวกเทพอยู่ข้างบนมองเราคล้ายกับหนอนอยู่ในอาจม เทพจะมาใกล้ก็ไม่ได้เพราะเหม็นเน่า สุดแล้วแต่ตัวเราเองจะดึงตัวเองขึ้นมา เราจะดึงตัวเองขึ้นได้คือ่ารู้จักโทษ อันนี้เป็นโทษอันนั้นเป็นโทษ โดยการรรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ให้ได้เรียกว่า ช่วยตัวเองแล้ว รับศีลแล้วก็ภาวนารำพึงหากุศลผลบุญที่ได้สร้างก็ดี รำพึงหาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ดี ให้จิตสว่างกระจ่างแจ้งตั้งใจจะติดตามพระอริยเจ้าให้ทัน
พระพุทธจ้าก็รออยู่ชั้นบนนั่นแหละ กวักมือเรียก มา มา คนก็ไม่อยากขึ้นไป จะขึ้นไปก็สงสัย ไม่รู้จะขึ้นไปทางใด
ให้ตั้งมั่นภาวนารึงพึงทิ้งขันธ์ ๕ ขันธ์ก็ไม่เอา อะไรก็ไม่เอา พวกเทพจะมาโปรดก็มาได้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะมาโปรดก็มาได้ ถ้าเราไม่ยอมกระโดดออกจากหลุม จะจมอยู่ในอาจมนั้น พวกเทพจะมาช่วยก็เหม็นมาไม่ได้ มีแต่พวกเดียวกันถึงมาได้
พวกเหม็นเหมือนกันคือ พวกเทพที่ไม่ดี เทพกาลกิณีก็มา เราไม่ทำก็บังคับให้ทำ เราจะทำดีมันไม่ให้ทำ ให้ทกแต่ทีร้ายๆ ......

(ท่านใดทราบชื่อหนังสือ และหน้าของคำสอนของหลวงปู่ กรุณาแจ้งให้ทางเว็บทราบด้วย ขอบคุณครับ)



หลวงปู่ลี ธมมฺโร วัดอโศการาม จ.สมุทธปราการ

.... โลกมนุษย์มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย โลกของเทวดานันมีเกิดกับตาย ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ โลกนิพพาน ไม่มีทั้งเกิด ไม่มีทั้งตาย......
.... กายเป็นของสูญ เปื่อยเน่า จิต เป็นของไม่สูญ ไม่ตาย ......
.... จิตที่ดับจากกาย ย่อมหายไป เหมือนกับไฟที่ดับจากเทียน ไม่มีรูปร่างลักษณะให้ตาเนื้อของเราแลเห็น แต่ไฟนั้นก็มิได้สูญหายไปจากโลก......

ดูเพิ่มเติมที่ ธัมมธโรวาท ใน หนังสือ ธรรมโอวาท ๙ หลวงปู่อริยสงฆ์ โดย ธรรมสภา ชมรมนักเรียนเก่าแอล เอส อี 2535


หลวงปู่ฝั้น กับในหลวงหลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร

.... ความสุขใด เสมอจิตสงบไม่มี......
.... จุติแปลว่าความเคลื่อน ภาษาเราว่าตาย แท้ที่จริงนั้นจิตวิญญาณมันไม่ใช่ของแตกของทำลาย แลไม่ใช่ของสูญหาย......
.... ผู้รู้ ไม่ใช่ของแตก ของทำลาย ของตาย ของดับ......
..... เมื่อเราพิจารณาเห็นควมจริง แจ้งประจักษ์ อย่างนี้แล้วจิตมันก็เลยละได้ เมื่อจิตละได้แล้ว มันก็วางจากรูป วางจากรูปมันก็ถึงอรูปภพ อรูปภพคือเป็นอย่างไร คือจิตว่างหมดไม่มีอะไร แต่เหลือผู้รู้ ความรู้นี้แหละ เป็นของสำคัญที่เรียกว่า "พุทธ" คือผู้รู้......
.... พระพุทธเจ้าสอนให้จิตมันเที่ยง เหมือนพระนิพพานเป็นของเที่ยง ไม่แปรผัน ยักย้าย ไม่มีอะไรทั้งนี้เราไม่เที่ยง เราถึงเป็นยังงี้ สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็ฯทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ ตัวตน ท่านจึงสอนให้ทำจิตให้มันเที่ยง......

ดูเพิ่มเติมที่ อาจารโรวาท ใน หนังสือ ธรรมโอวาท ๙ หลวงปู่อริยสงฆ์ โดย ธรรมสภา ชมรมนักเรียนเก่าแอล เอส อี 2535


หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

.... พระนิพพานมิใช่ผู้รู้ เหนือผู้รู้ไปจนไม่มีที่หมาย พระนิพพานเหนือผู้รู้ไป จนไม่มีที่หมาย ถ้าหมายอยู่ก็พอเหมือนๆ นี่เอง ก็พอหมุนๆ นี่เอง มีปัญหาว่าถ้าอย่างนั้นก็สูญสิ แต่สูญในพระนิพพานมีขอบเขต สูญจากกิเลสเท่านั้น รสของพระนิพพานมีอยู่ ใครเป็นผู้ดื่มรสพระนิพพาน ก็พระนิพพานเท่านั้น จะได้รับรสพระนิพพาน ไม่เป็นหน้าที่ของสังขารจะไปก้าวก่าย พระนิพพานเป็นอนัตตาหรือไม่ พระนิพพานไม่ได้อยู่ในวงแขนของท่านผู้ใดโดยถ่ายเดียว เป็นของกลางอยู่อย่างนั้น ไม่เกิดไม่ดับไปไหน เป็นอนัตตาธรรม ที่ไม่เกิดไม่ดับไปไหน ไม่มีใครใส่ชื่อล้อนามให้ก็ตาม ก็เป็นจริงทางไม่เกิด ไม่ดับอยู่อย่างนั้น เราจะเอาพระนิพพานมาเป็นอนัตตา เหมือนขันธ์ ๕ และกิเลสทั้งหลายมันก็ไม่ถูก เรียกว่าแยกอนัตตาธรรมไม่ถูก เช่นผู้รู้ดังนี้ จะเอาผู้รู้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเทียบกับพระปัจเจกๆ มาเที่ยบกับสาวก สาวิกา อรหันต์ก็เรียนกว่ายกตนเทียมท่าน สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ ชาวพุทธจะรู้เท่านั้น ......

(หากท่านใดทราบชื่อหนังสือและหน้า ของคำสอนของหลวงปู่ โปรดช่วยระบุด้วยคับ)

พระนาคเสน มหาเถระ พระอรหันต์สมัยพุทธปรินิพพานไป ๕๐๐ ปี ผู้ตอบปัญหาพระเจ้ามิลินทราชา

......ผู้ที่ยังไม่ได้นิพพานก็รู้ว่านิพพานเป็นสุข เพราะได้ยินเสียงพวกได้นิพพาน.....
..... พระพุทธเจ้ามีจริง แต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานดับขันธ์แล้ว ไม่อาจชี้ด้ว่าอยู่ที่ไหน เหมือนเปลวไฟที่ดับแล้วก็ไม่อาจชี้ได้ว่าอยู่ที่ไหน อาจชี้ได้เพียงพระธรรมกาย ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น........
..... นิพพานมีอยู่จริง แต่ว่าไม่มีใครอาจแสดงให้เห็ฯได้ว่า นิพพานมีสี สัณฐาน เล็ก ใหญ่ ยาว สั้น อย่างไร เปรียบเหมือน ลม ที่มีอยู่จริง แต่ก็ไม่มีใครสามารถ แสดงลมให้เห็นด้วย สี สัณฐาน เล็ก ใหญ่ ยาว สั้น ได้
...... นิพพานเป็นของไม่ควรกล่าวว่าเกิดขึ้นแล้ว หรือยังไม่เกิด จักต้องเกิด ไม่ควรกล่าวว่าเป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ไม่ควรกล่าวว่า เป็นของต้องเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู รู้ด้วยจมูก ลิ้นกาย อย่างใดเลย.........
......นิพพานเป็นของต้องรู้ด้วยใจ พระอริยสาวกผู้ปฏิบัติชอบแล้วย่อมได้เห็นนิพพาน ด้วยใจอันบริสุทธิ์ อันสงบประณีต อันเที่ยงตรง ไม่มีเครื่องกั้นกาง อันไม่มีอามิส ....
...... นิพพานไม่มีของเปรียบ ไม่อาจชี้รูป หรือสัณฐาน วัย ประมาณ แห่งนิพพานได้ด้วยอุปมา หรือด้วยเหตุ หรือด้วยปัจจัย หรือด้วยนัย .....
...... นิพพานธาตุ อันสงบ อันเป็นสุข อันประณีตนั้นมีอยู่ ผู้ปฏิบัติชอบ เมื่อพิจารณาสังขารตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็กระทำให้แจ้งนิพพานธาตุด้วยปัญญา.....
...... ที่ตั้งของนิพพานไม่มี นิพพานไม่ได้ตั้งอยู่ในทิศใด แต่นิพพานมี ผู้ปฏิบัติชอบ เมื่อเห็นความตั้งขึ้นและเสื่อมไปของสังขารทั้งหลายด้วยโยนิโสมนสิการแล้ว ก็กระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดังเช่น ไฟมีอยู่ แต่ที่ตั้งแห่งไฟไม่มี เมื่อบุคคลเอาไม้มาสีกันเข้าก็ได้ไฟฉันใด .....

ดูเพิ่มเติมที่ หนังสือมิลินทปัญหา



พระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) วัดอัมพวัน สิงห์บุรี

นิพพานคืออะไร

นิพพาน ๒ (ดับกิเลสมีเบญจขันธ์ และดับเบญจขันธ์แตกดับ)
นิพพาน ๓ (ดับกิเลสมีเบญจขันธ์ และดับเบญจขันธ์เหลือแต่ธาตุดับธาตุสิ้นสลายหมดสิ้นไปด้วย)
นิพพาน ๔ (ความดับกิเลสของพระอริยะตามลำดับชั้น พระโสดาบัน- สกิทาคามี-อนาคามี-อรหันต์)
นิพพาน คือความเย็นทางวิญญาณ เย็นทางอารมณ์
นิพพาน คือความไม่ร้อน (เพราะถูกไฟราคัคคิ-โทสัคคิ-โมหัคคิเผา)
นิพพาน คือความสะอาดในภายใน นิพพาน คือความสว่างทางปัญญา
นิพพาน คือความสงบทางอารมณ์ นิพพาน คือความอิ่ม ไม่หิวด้วย ตัณหา
นิพพาน คือความบริบูรณ์ในความปรารถนา นิพพาน คือความพ้นจากห้วงมายาของโลก
นิพพาน ไม่ดำ-ไม่ขาว-ไม่ยาว-ไม่สั้น-ไม่มีผู้หญิง-ไม่มีผู้ชาย
นิพพาน มิใช่ความตาย หรือถึงได้เมื่อตายแล้ว นิพพานไม่ใช่เมืองแก้ว
คนสามัญเปรียบเสมือนอาหารดิบ (คนดิบ-คนเถื่อน)
นิพพาน ดุจอาหารที่สุกแล้ว ผลไม้ที่สุกแล้ว
นิพพาน เปรียบประดุจภาชนะที่ขัดสีเกลี้ยงแล้วสะอาดแล้ว
นิพพาน เปรียบประดุจการนอนหลับเต็มอิ่มไม่ฝัน
นิพพาน เปรียบประดุจการเดินทางถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
นิพพาน คือภาวะความพ้นจากความเถื่อน
นิพพาน มีแต่อาการเคลื่อนไหว ตนผู้เป็นผู้โกรธเกลียดไม่มี

พ้นปุถุชน ก็ถึงอริยะ-พุทธะ / พันสังสารวัฏฎ์ ก็ถึงพระนิพพาน / พ้นมืด ก็สว่าง / พ้นโง่ ก็ฉลาด / พ้นสกปรก ก็สะอาด / พ้นโลกิยะ ก็ถึงโลกุตระ / พ้นร้อน ก็เย็น / พ้นเด็ก ก็ผู้ใหญ่ / พ้นดิบ ก็สุก / พ้นเห็นแก่ตัว ก็เสียสละ / พ้นทุกข์ ก็สุข / พ้นร้าย ก็ดี

อาลยสมุคฆาโล ผู้ละความอาลัยได้แล้ว
อนาลโย ผู้หมดความอาลัย
นิโรโธ ผู้ดับความทุกข์ได้
นิพพานัง ผู้ดับสิ่งเสียบแทงใจได้
ปิปาสวินโย ผู้ไม่กระทำบาป
มทนิมมทโน ผู้ละความเมาในวัยในชีวิตได้
วัฎภูปัจเฉโท ผู้ดับกระแสของวัฏฏะได้
ตัณหักขโย ผู้ดับตัณหา ๓ ประการได้
วิสุทโธ ผู้ถึงซึ่งความบริสุทธิ์
วิมุตติ ผู้หลุดพ้นแล้ว
วิสังขาร ผู้หยุดปรุงแต่ง ผู้ที่สิ่งใดมาปรุงแต่งไม่ได้ ผู้หมดการปรุงแต่ง
อมตะ ผู้ไม่ตาย ผู้ถึงธรรมะที่ทำให้เป็นผู้ไม่ตายอีกต่อไป

ขอให้สำเร็จในสิ่งที่ต้องการ กล้าหาญในสิ่งที่ชอบ ประกอบกิจด้วยมานะ อย่าละเลยผู้มีพระคุณ เจือจุนต่อผู้ต่ำต้อย อย่าด้วยมารยา ฉลาดในการคบเพื่อน ไม่แชเชือนในการงาน อาจหาญเมื่อมีอุปสรรค พลาดแพ้เป็นครูอดสูทำไม ลุกขึ้นยืนหยัดติดขัดแก้ไข ชีพยังหายใจดิ้นไปจนได้ดี อย่าเคืองคำสอน อย่าถอนคำสั่ง จงระวังคนยุ อย่าลุอำนาจ อย่าขาดความสามัคคี อย่าดีคนเดียว อย่าเที่ยวนินทา อย่าว่าคนเมา อย่าเอาของสงฆ์ อย่าขาดปลงกรรมฐาน.

ดูเพิ่มเติมที่ www.jarun.org




.....จิตของพระพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ นั้นจะสูญสลายเมื่อนิพพานแล้ว ใครเข้าใจว่าจิตแม้จะถึงนิพพานแล้วก็ยังคงมีจิต ยังไม่สูญ ถือว่าเข้าใจเพี้ยน ใครเข้าพระพุทธเจ้าหลังปรินิพพานมีจิตมีวิญญาณมีอำนาจบันดลบันดาล ถือว่าไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ... พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ สันติอโสก

นิพพานนี้ แปลว่า ความดับ ความทำลาย (ฆ่าให้ตาย) ความสงบเย็น แล้วมัน ก็มีการหมายถึงให้ชัดลงไปอีกว่า อะไรดับ หรือ ทำลายอะไร จึงเกิดความสงบเย็น ความชัดที่สุด ก็เจาะลงไปได้เลยว่า "กิเลสดับ" เป็นเป้าแท้เป็นผลแท้ที่สุด ดังนั้น ความทำลาย ก็คือ "ทำลายกิเลส" และ "ความสงบเย็น" ก็เป็นผลสมบูรณ์ของ "นิพพาน" เมื่อดับเมื่อทำลายถูกเนื้อแท้ ถูกเป้าแท้ เสร็จกิจ กิเลสไม่เกิดอีก - สูญสนิท

"จิต"เมื่อนิพพานแล้ว ก็อยู่ตามเหตุปัจจัย ชี้ไม่ได้ว่า อยู่ที่ไหน เมื่อหมดเหตุปัจจัย ก็จะสูญสลายไป

ผู้ถามยังหลงเห็นว่า จิตเป็นอัตตา ก็เลยนึกว่า คนผู้ถึงนิพพานแล้ว ตายลง "จิต" ก็ต้องยังคงอยู่ เพราะมีความเห็น หนักไปข้าง "สัสสตทิฏฐิ" คือเห็นว่า จิตไม่มีสูญ จิตยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งเที่ยงแท้ ยิ่งนิรันดร์ เป็นความเห็นแนวเดียวกันกับศาสนาเทวนิยม หรือไม่ก็ "เลยเถิด"ไปยิ่งกว่านี้อีก จนกระทั่ง ขนาดว่า จิตแม้จะถึงนิพพานแล้ว แต่เมื่อตายลง ก็ยังคงมีจิต ยังไม่สูญ จึงสงสัยว่า เมื่อตายลง จิตพวกนี้จะไปอยู่ที่ไหน? อย่างคนที่ถามมานี่ไง? เพราะนิพพานแล้ว ไม่มีทั้งนรก ทั้งสวรรค์ นี่ขนาดเป็นพวกหินยาน หรือพวกเถรวาทแท้ๆ ในเมืองไทยเองนะนี่ ก็ยังหลง เข้าใจเพี้ยน ไปได้เช่นกัน

หรือเป็นอัตตา จนกระทั่ง "เลยเถิด" เป็นสัสสตะนิรันดร์ แม้จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็น พระพุทธเจ้าแล้ว ได้สร้างศาสนพุทธไว้แล้ว "ปรินิพพาน" ไปจากโลกแล้ว ล่วงเลยไปหลายพัน หลายหมื่นปี แล้ว ก็ยังหลงเห็นว่า ยังมีจิตมีวิญญาณ มีอำนาจบันดลบันดาล มาจากจิตวิญญาณพระพุทธเจ้า ซึ่งเนรมิตนั่น ให้คนนั้น มีฤทธิ์บันดาลนี่ให้คนนี้ ไม่สัมมาทิฏฐิกันอยู่ในวงการพุทธศาสนา สายเถรวาท หรือ หินยาน เต็มไปหมดในประเทศไทยนี่เอง มากมายถมถืด

ตรงกันข้ามกับพวกสุดโต่งอีกฟากหนึ่ง คือ พวก "อุจเฉททิฏฐิ" ซึ่งเป็นพวกที่มีความเห็นว่า "จิตไม่มีตัวตน" (อนัตตา) แบบพาซื่ออีกเหมือนกัน ดังนั้น เมื่อคนตายลงไป ทางร่างกายนี่แล้ว ก็จบกันเรื่องจิตวิญญาณ จิตก็ไม่มี วิญญาณก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว มันก็สูญไปเลย คนพวกนี้น่ากลัวมาก เพราะเขาจะไม่มีกรรมปางก่อน ปางหลัง เขาจะไม่เชื่อวิบากกรรม เขาจะเชื่อแต่กรรมปัจจุบันนี้เท่านั้น ดังนั้น เขาอาจทำกรรมชั่วได้ ถ้าปลอดภัย ในชาตินี้ หรือคุ้มกับการแลกเปลี่ยนกับโทษภัย เขาจะกล้าทำชั่วนั้น ถ้าความต้องการมากพอ เพราะบาป - บุญ ในชาติต่อไป เขาเชื่อว่าไม่มี ตายแล้วก็จบกัน

เพราะพระพุทธเจ้าทรงยืนยันนักหนาว่า จิตแท้ๆ หรือวิญญาณบริสุทธิ์จากกิเลสนั้น มันไม่เป็นตัวตน (อนัตตา) มันหมดได้ว่างได้สูญได้ ไม่เกาะกุมยึดติดกันอยู่เป็นจิตเป็นวิญญาณอีกได้จริงๆ ถ้าหมดเหตุ หมดปัจจัย ในโลกนี้

ที่จริงแล้ว จากคำถามของผู้ที่ถามนี้ ทวนดูดีๆ แล้ว แสดงว่า ผู้ถามรู้อยู่บ้างเหมือนกันว่า นิพพาน หมายถึง ความดับ หรือ ความไม่เกิด แต่รู้ไม่ครบ รู้ไม่ละเอียด รู้แต่เพียงความหมายตื้นๆ ต้นๆ ของคำว่า นิพพาน อย่างพาซื่อ ไม่มีนัยละเอียดลึกซึ้ง และส่อถึงอีกว่า เป็นคนที่เข้าใจว่า "จิตเป็นอัตตา" ด้วย ก็เลยงง!

นิพพาน หมายถึง ความดับนั้นก็จริง! แปลว่า ความไม่เกิดนั้นก็ถูกต้อง!
แต่มันหมายถึง กิเลส หรือ ตัณหา หรือ อุปาทาน นั้นๆ ต่างหาก ที่ "ดับ" ที่ "ไม่เกิด"

ผู้ที่เชื่อมั่นและกล่าวกันอยู่ว่า "พระอรหันต์เมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก" จึงเป็นผู้มี "ทิฏฐิชั่วช้า" ตามที่ภิกษุทั้งหลาย (ในสมัยพุทธกาล) ตามที่พระสารีบุตร ตามที่พระพุทธเจ้า ทรงกล่าว ยืนยันกับพระยมก ตรงกันหมด (พระไตรปิฏก เล่ม ๑๗ ข้อ ๑๙๘-๒๐๗ "ยมกสูตร")

ดูเพิ่มเติมที่ [นี่....ตอบทุกปัญหา ๒]



พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโต)

.... เมื่อสำรวจมติเกี่ยวกับเรื่องนี้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระไตรปิฎก และอรรถกถา ( คัมภีร์ ระดับสูงสุด ) ตามถ้อยคำของคัมภีร์นั้นๆ เอง ( ไม่ใช่อ่านแล้วมาสรุปเอง ) ก็เป็นที่ชัดเจนว่า ไม่มีหลักฐานในคัมภีร์ใดเลย ที่กล่าวถ้อยคำระบุลงไปว่านิพพานเป็นอัตตา แต่หลักฐานในคัมภีร์ที่กล่าวระบุลงไปว่านิพพานเป็นอนัตตานั้นมี และมีหลายแห่ง......

ดูเพิ่มเติมที่ [นิพพานคืออนัตตา]




..... นิพพานของพระพุทธเจ้าไม่มีตัวตน เพราะฉะนั้นคำว่ามีแก้วใสผลึกมันก็ยังเป็นอัตตามีตัวตน หลวงปู่พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย นครปฐม

ส่วนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่เคยพูดว่า "เจ้าฤาษีลิงดำ กูเคยเห็นมันตั้งแต่เด็ก ๆ อายุ 7 - 8 ขวบ วิ่งตะลอน ๆ อยู่กลางทุ่ง หนอยตอนนี้เผลอแผล็บเดียวเป็นพระนักเทศน์ชื่อดัง นิพพานของมันเป็นบ้านเป็นเมือง กูชักอยากได้ซักหลังหลอกหาแดกไปวัน ๆ คนมันก็โง่ชอบให้พระหลอก"

ดูเพิ่มเติมที่ หนังสืออยู่กับปู่ โดย คุณนารีรัตน์ นาคะเวช

ปุจฉา ๓
เมื่อวันพฤหัสที่ ๒๐/๗/๒๕๔๓ ดิฉันฟังรายการลุงพรนิทานธรรม เวลา ๔ ทุ่ม สถานี AM 630 เธออ่านหนังสือเล่าหนึ่งให้ฟังว่า หลวงพ่อฤาษีลิงดำไปเรียนวิชากับ ท่านหลวงพ่อสดแห่งวัดปากน้ำ โดยหลวงพ่อปานวัดนมโคส่งไปให้เรียนด้วย หลวงพ่อสดเล่าให้ฟังว่าที่นิพพาน ทุกองค์จะมีลักษณะเป็นแก้วใส ตอนแรกไม่มีใครเชื่อ ท่านให้ทุกคนมองไปที่ดาวบนท้องฟ้าถามว่าเห็นดาวที่กระพริบอยู่ไหม ท่านจะทำให้หยุดกระพริบให้หมดแสงลง แล้วก็สว่างขึ้นมาใหม่ นั่นแหละทุกคนจึงเชื่อว่าท่านบารมีสูงส่ง พอกลับมาพบหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานก็ถามว่าเป็นไง รู้แล้วยังนิพพานเป็นอย่างไร ก็แสดงว่าอย่างน้อยหลวงพ่อปานก็เชื่อเช่นนั้นว่าองค์จะใสเหมือนแก้ว ตกลงในพระไตรปิฎกสอนว่า ปรินิพพานคือดับขันธ์ ๕ แต่นี่ยังมีองค์ แปลว่าอะไร? ขออนุญาต กราบเรียนถามหลวงปู่

วิสัชนา ๓
" จริงๆแล้วที่คุณเขียนมาทั้งหมดนี่ ฉันก็ไม่ได้เห็นด้วยตานะ แล้วก็ไม่ได้ยินด้วยหูด้วยว่า หลวงพ่อสดท่านสอนอย่างไร กับท่านฤาษีลิงดำ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆก็ต้องบอกว่า พวกศาสตราจารย์ที่มีกล้องส่องดวงดาวก็คงจะเป็นอรหันต์หมดแล้ว พวกนักดาราศาสตร์ก็คงจะบรรลุอรหันต์หมดแล้ว เพราะเห็นดวงดาวทั้งหมดในจักรวาล ถ้าต้องการเห็นก็ใช้ กล้องส่อง ที่บอกว่านิพพานเป็นแก้วใส เป็นแก้วผลึกนี่ แสดงว่านิพพานนี้เปราะบางมาก ถามว่าทำไม ก็เพราะว่าเมื่อแก้วมันโดยของแข็งก็ต้องแตก กระทบต้องร้าว เพราะฉะนั้นเอาเป็นว่าตรงนั้นคงจะเป็นสภาวะธรรมที่ท่านสมมุติขึ้นที่จะสอนลูกศิษหรือเปล่า เราก็ไม่รู้ว่าเจตนาของท่านสอนนั้นสอนเพื่ออะไร สอนเพื่อให้เราเข้าใจอะไร หรือให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องใด เพราะฉะนั้นก็เลยอยากบอกว่า สิ่งที่ท่านสอนนี่ถูกหรือผิดจากพระไตรปิฎก ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะธรรมนั้นๆเหมือนกัน ตัวอย่างเช่นคำว่าจิตประภัสสร ความหมายของจิตประภัสสรไม่ได้หมายถึงปราศจากกิเลส แต่เป็นจิตที่พร้อมที่จะศึกษาเรียนรู้ กิเลสยังมี แต่มันโดนสยบ หรือโดนบังคับไว้ ด้วยวิขัมภนปหาพ ก็คือการกดข่มเอาไว้ กดข่มนี่มีกิเลสไหม มี แต่มันยังไม่ได้แสดงอำนาจออกมา มีจิตที่โดนกดข่มหมด ไม่มีอำนาจกิเลสเข้ามาครอบงำได้แล้วนี่ ก็จะพร้อมควรแก่การงานและทำกิจกรรมต่างๆ ในการศึกษาเรียนรู้ เล่าเรียน ขวนขวาย ท่องบ่น ทรงจำใดๆ ก็พร้อม จิตตรงนี้ เขาเรียกจิตประภัสสร แต่ไม่ใช่หมายถึง คำว่าประภัสสร คือหมดกิเลส หรือปราศจากกิเลส ยังมี เหมือนกัน

การที่หลวงพ่อสดท่านสอนท่านฤาษีลิงดำก็อาจ จะเป็นการสอนเพื่อให้เข้าใจถึงสภาวะธรรมบางช่วงบางขณะบางครั้ง มันไม่อาจจะมาเทียบกับหลักการในพระไตรปิฎกได้ เพราะในพระไตรปิฎกหรือคำสอนของพระพุทธเจ้านี่ พระองค์ทรงสอนว่า นิพพานมีสองอย่าง ก็คือ สะอุปปาอธิเสสะนิพพาน กับ อนุปาอธิเสสะนิพพาน เรียกว่านิพพานที่ดับกิเลสแต่ยังเหลือเบญจขันธ์ เรียกว่าสะอุปปาอธิเสสะนิพพาน ส่วนนิพพานที่หมดกิเลสหมดเบญจขันต์ก็คือพระอรหันต์ที่บรรลุธรรมแล้วตาย หรือไปนิพพานนี่ คืออนุปาอธิเสสะนิพพาน ดับกิเลสแล้วไม่มีเบญจขันธ์ด้วย เพราะฉะนั้นนิพพานสองชนิดนี้มีอยู่ในพระไตรปิฎก และก็มีอยู่ในโลกของความเป็นจริงที่ผู้บรรลุธรรมปรากฏขึ้นแล้ว ตัวอย่างเช่นพระอรหันต์บางองค์ที่หมดกิเลสแล้วแต่ยังมีชีวิตอยู่ พระอรหันต์ประเภทนี้เขาก็เรียกว่า สะอุปปาอธิเสสะนิพพาน พระอรหันต์ที่เป็นฆารวาสหรือเป็นพระก็ตามทีหมดกิเลสแล้ว แล้วก็หมดชีวิตแล้ว คือตายแล้ว พระอรหันต์ประเภทนี้เขาก็เรียกว่า อนุปาอธิเสนิพพาน นิพพานในพระไตรปิฎกเขาแปลว่า ความดับกิเลส ดับแล้วเย็น แปลว่า ความไม่แปรปรวนในจิต ไม่มีความแปรปรวนในจิต การไม่กระเพื่อมของจิต หรือ ความเย็นสนิทแห่งจิต ความปราศจากในจิต เป็นความพ้นวิเศษของจิต เหล่านี้เป็น ไวพจน์ของนิพพานเป็นที่มาของคำว่านิพพาน เพราะฉะนั้นคนที่ถึงนิพพานจริงๆนี่ เมื่อเขาไม่กระเพื่อม ไม่แปรปรวน พ้นวิเศษ และไม่มีความขุ่นข้องหมองมัวนี่ เขาไม่จำเป็นต้องมาอวด หรือมาบอก หรือมาชี้แจง หรือมาประกาศโฆษณา เพราะการอวด บอก ชี้แจง โฆษณา ก็คือการมีความรู้สึกว่าเรามีความสำคัญ เราดี เรามี เราได้ เราวิเศษ ยังมีตัวเราอยู่ มันก็ทำลายความหมายของคำว่า นิพพาน เพราะนิพพานไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตน นิพพานของพระพุทธเจ้าไม่มีตัวตน เพราะฉะนั้นคำว่ามีแก้วใสผลึกมันก็ยังเป็นอัตตามีตัวตน เป็นเพียงแค่สภาวะชั้นพรหมเท่านั้นไม่ใช่นิพพาน "

พุทธะอิสระ

ดูเพิ่มเติมที่ [ปุจฉา ๓]



ท่านพุทธทาสภิกขุ

..... บางคนเชื่อว่า พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์นิพพานแล้ว ยังมีอะไรเหลืออยู่อีก เช่นเชื่อกันว่าพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในโลกนี้ จะรวมตัวกันเป็นองค์ พระพุทธเจ้าขึ้นแล้วทำการปรินิพพานอีกครั้ง ซึ่งเรียกว่า ธาตุอันตรธาน ดังในหนังสือปฐมสมโพธิกถานั้นก็ดี หรือที่เชื่อกันว่าเจดีย์ต่างๆ ที่สำคัญๆ เช่น พระปฐมเจดีย์แสดงปาฏิหารย์ต่างๆ ได้นั้นก็ดี นั้นเป็นเพราะมีอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งองค์พระพุทธเจ้าเหลืออยู่ หรือถ้ากล่าวตามความเชื่อของคนประเภทนั้นก็คือว่า จิตหรือวิญญาณของพระพุทธองค์ยังเหลืออยู่นั่นเอง แต่ความเข้าใจเช่นนี้ ย่อมขวางกันกับหลักธรรมะและเหตุผลทั่วไปอย่างรุนแรง ไม่เป็นไปได้ตามที่เชื่อกันเช่นนั้น

ข้าพเจ้าเข้าใจว่าถ้าหากสิ่งต่างๆ ที่เขาเห็นหรือเชื่อกันนั้นเป็นของเป็นไปได้จริง เช่นพระบรมธาตุจะกลับรวมตัวกันใหม่อีกนั้น ก็ต้องเป็นเพราะเพียงแต่คำอธิษฐานของพระองค์ที่ทรงอธิษฐานทิ้งไว้ อันอำนาจจิตแห่งการอธิษฐานนั้น จะอยู่ยืนยาวได้นานเพียงไรนั่นย่อมแล้วแต่อำนาจพิเศษแห่งจิตใจของผู้ที่อธิษฐาน ส่วนตัวผู้นั้นเองที่เป็นพระอรหันต์แล้ว ย่อมดับสนิทไปโดยไม่ส่วนเหลือแท้จริง ส่วนอำนาจอธิษฐานซึ่งเป็นปาฏิหารย์ชนิดหนึ่งนั้นคงเหลืออยู่เป็นมรดกที่จะเป็นปรโยชน์แก่ผู้อยู่ภายหลัง ที่ท่านผู้ล่วงลับไปแล้วเคยตั้งใจจะช่วยเหลือเท่านั้น การที่จะเชื่อว่า วิญญาณหรือจิตของพระพุทธองค์เป็นอมตะ คอยเฝ้าดูพวกเราหรือโลกมาจนอยู่จนบัดนี้นั้นเป็นของขบขันเหลือเกิน

ถ้าจะกล่าวให้น่าฟังกว่านี้แล้ว ควรจะกล่าวว่าธรรมะนั่นแหละ คือวิญญาญหรือจิตของพระองค์ ที่ยังคงอยู่จนบัดนี้ มิน่าฟังกว่าหรือ .....

คัดจาก หน้า 128-130 ของหนังสือนิพพาน พุทธทาสภิกขุ สนพ.สุขภาพใจ มีนาคม 2542 ISBN 974-7363-82-8

เริ่มก่อตั้งวันที่ 4 กพ. 2547
ปรับปรุงล่าสุดวันที่ 14 มีค. 2547 รวมคำสอนครูอาจารย์ ได้ 31 ท่านคือ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราช อริยวงศาคตญาณ (แพ ติสูรเทโว)
สมเด็จพระสังฆราชคูรูปาจารย์ หลวงปู่ทวด(เหยียบน้ำทะเลจืด) พระเถระสมัยกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี
พระเดชพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย ์( สิริจนฺโท จันทร์ )
พระเดชพระคุณพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ
หลวงพ่อ วัดปากน้ำภาษีเจริญ (พระมงคลเทพมุณี สด)
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมยาน วีระ ถาวโร ปธ. ๔) วัดท่าซุง อุทัยธานี
อดีตพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสโส) ศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ไตรภูมิพระร่วง ของพญาลิไท
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
หลวงปู่บุดดา ถาวโร
หลวงพ่อเกษม เขมโก
ท่านเจ้าคุณธมฺมวิตกฺโก ภิกขุ วัดเทพศิรินทร์
พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตโล)
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จ. อุดรธานี
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก อ. อุทัย อยุธยา
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าโคกมน บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
พระเทพสิทธิมุนี หรือพระอาจารย์โชฎก ญาณสิทธิ ป. ธ. 9 วิปัสนาจารย์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนี
หลวงปู่อ่ำ หรือ พระราชกวี (อ่ำ ธมฺมทตฺโต) ปธ. ๖ วัดโสมนัสวิหาร กทม.
พระครูพัฒนกิจจานุรักษ์ (หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา) วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ. ลี้ ลำพูน
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ. สกลนคร
หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
หลวงปู่ลี ธมมฺโร วัดอโศการาม จ. สมุทธปราการ
พระนาคเสน มหาเถระ พระอรหันต์สมัยพุทธปรินิพพานไป ๕๐๐ ปี ผู้ตอบปัญหาพระเจ้ามิลินทราชา
พระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ สันติอโสก
พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโต)
หลวงปู่พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย นครปฐม
ท่านพุทธทาสภิกขุ

ความคิดเห็นที่ 99 (0)
PEAR วันที่ : 06/01/2009 เวลา : 18.30 น.


เพิ่งเคยได้ยิน ไพเราะมากค่ะ ขอเอนศีรษะฟังเพลงนิดนึงนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 98 (0)
มะอึก วันที่ : 04/12/2008 เวลา : 13.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

เพลงนี้ชอบมาก
วันหนึ่งขึ้นเชียงรายหน้าหนาว(กับสาว.....)
เปิดเพลงนี้ฟังในรถตู้จนเทปยืด...ต้องลงไปหาซื้อใหม่ที่แม่สายเชียวครับ
.

ความคิดเห็นที่ 97 (0)
AAd วันที่ : 01/12/2008 เวลา : 12.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/AAd
Dsignature

ฟังแล้ว เคลิม เลยคครับ

ความคิดเห็นที่ 96 (0)
rerekowsarn วันที่ : 01/12/2008 เวลา : 11.51 น.

พี่กนก! เห็นหาที่เที่ยวอยู่ ขอให้หาที่พักได้ พักผ่อนเต็มที่ แล้วกลับมาเขียนเรื่องน่าสนใจใหม่ ๆ นะ จะรออ่านค่ะ แต่ถ้าว่างไปเที่ยวปากช่องช่วงนี้ก็ดีนะ อากาศดีมากประมาณ 20 องศา

ความคิดเห็นที่ 95 (0)
veerin วันที่ : 01/12/2008 เวลา : 01.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/veerin

ขอบพระคุณคุณกนกจากใจจริงๆนะคะ..^_^
มีคนแอบปลื้มคุณกนกเยอะเลยค่ะ
http://www.oknation.net/blog/veerin/2008/12/01/entry-1

ความคิดเห็นที่ 94 (0)
คนสวย วันที่ : 30/11/2008 เวลา : 23.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ratana

เหมันต์รัญจวน......ไพเราะ....ฟังไม่เบื่อเลย
เพลงนี้ เดิมขับร้องโดยคุณบุษยา รังสีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 93 (0)
หน้ามน วันที่ : 29/11/2008 เวลา : 23.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/namol

ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เค้าคิดถึง..

ความคิดเห็นที่ 92 (0)
เคี่ยว โคมคำ วันที่ : 28/11/2008 เวลา : 14.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kaveethas
ศิลปศาสตร์ทางถ้อยคำทำให้รู้จักกวีนิพนธ์ - กวีนิพนธ์ทำให้รู้จักโลกใหม่ที่บอดใบ้ในสามัญสำนึก

เมื่อพุทธิปัญญาญาณได้มืดบอด
ตลิ่งใจใสตลอด ขอดขุ่นคร่ำ
กรรมแห่งกด บริบทแห่งกฏกรรม
ย่อมโน้มนำธรรมธารา ต่ำค่าลง !

ความคิดเห็นที่ 91 (0)
Kanok วันที่ : 26/11/2008 เวลา : 17.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kanokrat

Mondira วันที่ : 24/11/2008 เวลา : 22.11 น.
http://www.oknation.net/blog/somboon2508

ถ้าพระคุณเจ้า (พระพยอม) จะเปลี่ยนจีวรเป็นสีแดงก็ด้วยเหตุที่ว่า
1. พระคุณเจ้าเชื่อว่า จะเทศน์สั่งสอนคนเสื้อแดงได้ให้เข้าใจถึงความถูกต้อง
2. พระคุณเจ้าเชื่อว่า จำนวนคนเสื้อแดงที่เข้าวัด แม้เพียงวันเดียว จะมากกว่า คนเสื้อเหลือง ที่จะเลิกเข้าวัดตลอดไป
3. พระคุณเจ้าเชื่อว่า ความถูกต้อง กับ ความชั่วร้าย จะสมานฉันท์กันได้
4. เหมือนกับที่พระคุณเจ้า เคยเชื่อว่า ที่ดินว่างเปล่า (ที่เอาโฉนดไปทำถูงกล้วยแขก) แถวๆ วัดนั้น ถ้าไม่มีเจ้าของ พระคุณเจ้าจะให้คนเข้าไปครอบครองปรปักษ์ แล้วขอซื้อในราคาแสนถูก โดยวิธีใดๆ ก็ตาม เพื่อจะได้มาเป็นของวัด
5. สรุปแล้ว พระคุณเจ้า อยากให้คนเข้าวัด แยะๆ เพื่อจะได้ปัจจัยแยะๆ โดยไม่สนใจว่า ปัจจัยเหล่านั้น ชอบหรือไม่
6. หรือว่า หลังๆ พระคุณเจ้าเทศน์ไม่ค่อยเข้าถึงประชาชน เหมือนพระรุ่นใหม่ๆ ก็เลยจำเป็นต้องใช้วิธีนี้

ด้วยความเคารพ แต่ไม่ศรัทธาอีกต่อไป
----------------
เห็นเขียนด้วยความตั้งใจจากอีกกระทู้
ผมจึงเอามาลงตรงนี้ด้วย

ความคิดเห็นที่ 90 (0)
WorryAboutYOU วันที่ : 26/11/2008 เวลา : 13.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vision

อ่านไป มองแอร์ไป ทำไม่มันไม่ค่อยเย็นล่ะหว่า
อ๋อ ไม่ได้เปิด
มันเย็นนิดเดียวเอง แต่ก็รู้สึกนะ
หนาวซะแล้ว

ความคิดเห็นที่ 89 (0)
boran-new วันที่ : 25/11/2008 เวลา : 11.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tain

คุณกนกเข้ามาตรวจบล๊อกบ้างหรือเปล่าวครับถ้าเข้ามาช่วยหน่อยและเตือนคุณจอมขวัญผ่านใครที่ครับที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้วยครับ คุณจอมขวัญอาจจะอ่อนหัด แต่กำลังแรงดีจะตกม้าตายเสียก่อน สงสารถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์

และถ้าคุณจอมขวัญมีบล๊อกช่วยแจ้งผมทีครับจะได้ช่วยกันเกลาแต่ง เห็นว่าเป็นคนมีคุณภาพ

ความคิดเห็นที่ 88 (0)
ครูเก๋ วันที่ : 20/11/2008 เวลา : 18.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/clear
www.facebook.com/callmeclear

ชอบหน้าหนาวด้วยคนค่ะ (แม้ว่าที่เมืองไทย หน้าไหนก็ร้อนนนนนทุกวัน)

ความคิดเห็นที่ 87 (0)
ตวรรณ วันที่ : 20/11/2008 เวลา : 09.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rachata1016

สวัสดีคะ ช่วงนี้คุณกนกงานยุ่งมากเหรอคะ ถึงไม่ได้เข้ามา up blog เรื่องราวรื่นรมย์ใหม่ๆ ให้สมาชิกได้อ่านเลย

ความคิดเห็นที่ 86 (0)
daddynop วันที่ : 19/11/2008 เวลา : 23.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/daddynop
    ชีวิต..บน..โลก..ทาง..ผ่าน    



ความคิดเห็นที่ 85 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 19/11/2008 เวลา : 19.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

หนาว.......................
สุภัทรา..เสียงดีจริงๆครับ

ความคิดเห็นที่ 84 (0)
หน่อผุด วันที่ : 19/11/2008 เวลา : 19.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/korpai
'ต้นไม้ต้นเดียวไม่เป็นป่า  กระดาษแผ่นเดียวไม่เป็นหนังสือ'


พลันอาทิตย์ลับฟ้า...อากาศก็หนาวเย็นจับใจ ในฤดูนี้

ถ้าคุณแม่คุณกนกอึดอีกหนึ่งวัน หรือคุณแม่ดิฉันพรวดพราดเบ่ง เราก็จะอายุเท่ากัน..เป๊ะ!

ดิฉันใส่แว่นมาแล้ว 5 ปี..วิสัยทัศน์ยาวไกลขึ้นตามอายุ
คุณกนกทำใจใส่แว่นได้แล้ว...หรี่ตาอ่านคอมฯ...ยิ่งดู..?..กว่าใส่แว่นอีกน้า

ชีวิตเหลืออีกครึ่งหนึ่ง...คุณกนก สู้ สู้!

ความคิดเห็นที่ 83 (0)
Lioness วันที่ : 19/11/2008 เวลา : 19.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thanomwong
~  มีใจ ~  

--------------------------
เหมันต์ รัญจวน
ชวนฉันเพ้อครวญ
-------------------------
สวัสดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 82 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 19/11/2008 เวลา : 16.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

ค่ำแล้วในฤดูหนาว
ล้วน ควันธรรม
________________________________________
พอย่างเข้าเขตหน้าหนาว ลมหนาวก็โชยพัดกระหน่ำ
สายลมเอื่อยมาในเวลาค่ำ (ฮัม) ฉ่ำชื่นกว่าทุกวัน
น้ำค้างพร่างพรมลมเย็นรำเพย หนาวโอ้อกเอ๋ยหนาวจนสั่น
เสียงเรไรร้องก้องสนั่น (ฮัม) ทำให้ฉันเป็นสุขใจ
เสียงเพลงค่ำแล้ว ๆ ๆ ดังแว่วมาแต่ไกล
นี่ใครหนอใคร (ฮัม) ช่างประดิษฐ์คิดเพลงค่ำ ๆ
หนาวลมยิ่งทำให้ใจคนึง คิดถึงแต่รักที่หวานฉ่ำ
หารักอื่นใดไหนจะหวานล้ำ (ฮัม) ฉ่ำเท่ารักเราไม่มี
สวนลุมพินีถิ่นที่เคยไป เขาดินถิ่นไกลก่อนนี้เคยชื่น
เดี๋ยวนี้ผ่านไปเห็นแล้วขมขื่น (ฮัม) ไม่ชวนชื่นเหมือนก่อนนั้น
นภาสะอาดดูงามสดใส ฉันรักจับใจ สะอาดนะนั่น
หนาวลมเยือกเย็นนั้นทำให้สั่น (ฮัม) จิตใจฉันเลื่อนลอยไป
เสียงเพลงค่ำแล้ว ๆ ๆ ดังแว่วมาแต่ไกล
นี่ใครหนอใคร (ฮัม) ช่างประดิษฐ์คิดเพลงค่ำ ๆ
คิดถึงร่วมทางเคยเที่ยวด้วยกัน ทุกคืนก่อนนั้นหวานชื่นฉ่ำ
ทุกทีที่ไปฝังใจจดจำ (ฮัม) ไม่ลืมคำที่ฝากกัน

---------------สวัสดีครับ-------

ความคิดเห็นที่ 81 (0)
MrTote วันที่ : 19/11/2008 เวลา : 13.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/MrTote
MrTote : OK Nature - Save Nature, Save Life! - นายโต๋เต๋

บรรยากาศยามเย็นโพล้เพล้แบบนี้และเสียงเพลงเก่า ๆ ทำให้คิดถึงบ้านสำหรับคนไกลบ้านครับ!

ความคิดเห็นที่ 80 (0)
buppha วันที่ : 19/11/2008 เวลา : 11.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supermom

มาฟังเพลง อีกรอบค่ะ


... เดินทางไปกลับ ด่านซ้าย โดยสวัสดิภาพนะคะ..
หอบเอาความหนาวมาฝากกันด้วยค่ะ

.. ทริปนี้ ไกลที่สุดซิคะ

ความคิดเห็นที่ 79 (0)
aihu วันที่ : 17/11/2008 เวลา : 18.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/aihu
การไม่ก้าวเดิน..ย่อมไม่ถึงซึ่งความหมาย

ฟังเพลงเคล้าลมหนาวแหมมันร้าวจังค่ะพี่

ความคิดเห็นที่ 78 (0)
กาเฉม วันที่ : 17/11/2008 เวลา : 18.41 น.

อากาศเริ่วหนาวแล้ว อย่าลืมนอนห่มผ้านะครับ ทุกท่าน รูปสวยจัง ว่าแต่พี่กนก ไม่ได้ถ่ายเอง แหงม ๆ

ความคิดเห็นที่ 77 (0)
บก.เท่งทองแดง วันที่ : 17/11/2008 เวลา : 18.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bokoteng
แหลงบาย ๆ สไตล์ บก.เท่ง ทองแดง

คุณกนก มีความสุข(สุดพิเศษ)ยามหน้าหนาวด้วยใช่ไหมครับ

ถ้าผมจำไม่ผิด

ความคิดเห็นที่ 76 (0)
tiikpom วันที่ : 17/11/2008 เวลา : 13.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaisrii

555 เตะวันอาทิตย์ แต่ดันชน เสา (เสาร์)

ชอบมุขนี้จัง 555+ มุขพี่แจ๊คกี้เด็ดสุด อิอิ

(ความคิดเห็นอาจจะไม่เกี่ยวกับเอนทรีนี้ค่ะ)

ความคิดเห็นที่ 75 (0)
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 17/11/2008 เวลา : 12.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

สวัสดีหน้าหนาวครับ แต่แถวหน้าหนาวไม่สม่ำเสมอ
สุขสันต์วันเกิดย้อนหลัง (นานหน่อยนะครับ) มีความสุขมากๆ และจัดรายการดีดีให้ได้ชม เขียนหนังสือดีดีให้ได้อ่านตลอดไป

ความคิดเห็นที่ 74 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 17/11/2008 เวลา : 11.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

เข้ามาฟังเพลง ...ค่ะคุณกนก หลบๆ ลมร้อน...ของการเมือง มาเข้าบ้านคุณกนกดีกว่า ....

ยังไงๆ คนๆนั้นเค้าก็ได้พื้นที่ข่าวไปเรียบร้อยแล้ว ....
มิทราบใครเหนือใครตอนนี้

ความคิดเห็นที่ 73 (0)
เด็กชายนะโม วันที่ : 17/11/2008 เวลา : 11.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rattamontri
นครพนม

อืม!ผมคลิกไปคลิกมา
ก็พลัดหลงเข้ามาบ้านพี่กนก(ขอเรียกนะขอรับ)
ดีใจจัง จะได้อ่านบลอคคนดังอีกหนึ่งคนแล้ว
เอ่อ!ว่าแต่ในเวบโอเคเนชั่น มีบลอคของกาละแมร์ไหมครับ
หรือไม่ก็สรยุทธ อะไรเงี๊ยะ อิอิ
--
ยกมือไหว้คะรับพี่

ความคิดเห็นที่ 72 (0)
กวีจร_ณ_โคราชา วันที่ : 17/11/2008 เวลา : 11.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kaweejorn

เพลงเพราะมากครับ คุณน้า กนก เข้ากับบรรยากาศแถว ๆ โคราชเหลือเกินเวลานี้

เป็นแฟนคลับ ติดตามจนติดหนึบทั้งหน้าจอและหน้าหนังสือ

ความคิดเห็นที่ 71 (0)
คุณนายจำเป็น.. วันที่ : 17/11/2008 เวลา : 00.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ClubOffit
มิตรแท้นั้น..จะดีทั้งต่อหน้า และลับหลังเรา ..จะคอยส่งเสริมและมีแต่สิ่งที่ดีๆ ให้แก่กัน..นี่คือมิตรแท้..

มาชวนกคุณกนกไป พักหนาวที่เชียงใหม่กับคณะ ชาวโอเค วันที่ 25-28 ธค นี้ค่ะ

ไปด้วยกันนะคะ

มีการแข่งฟุตบอล มิตรสัมพันธ์กันที่เชียงใหม่ด้วยค่ะ

http://www.oknation.net/blog/ClubOffit/2008/11/06/entry-1

ลองไปดูตามโปรแกรมตามลิ้งค์นี้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 70 (0)
Je@b วันที่ : 16/11/2008 เวลา : 21.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wujira

สวัสดีค่ะพี่กนก ...


มาช้าไปหน่อย แต่คงยังไม่สายที่จะพูดว่า ....

สุขสันต์วันเกิดนะคะพี่ ....

ขอให้พี่หายเร็ว ๆ ( หายยังอ่ะ ) ....

ขอให้สุขภาพแข็งแรง ...

ขอให้พระคุ้มครองพี่และครอบครัวนะคะ ....


มีหลายบทความให้พี่อ่าน ....

แต่ส่งให้แค่ 2 บทความดีก่า .....

1. ของขวัญวันเกิด ( จากของขวัญปีใหม่ )

http://www.oknation.net/blog/wujira/2008/11/13/entry-1

2. เสียงหนังสือ

http://www.oknation.net/blog/wujira/2008/11/16/entry-1



มอบ 2 บทความนี้ให้พี่เลือกอ่าน .... ตามที่ใจปรารถนานะคะ ....


หวังว่าจะได้ต้อนรับพี่กนก .... นะคะ ^ - ^

ความคิดเห็นที่ 69 (0)
Kanok วันที่ : 16/11/2008 เวลา : 14.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kanokrat

คุณ ArT GoodNighT
ผมได้รับหนังสือที่ฝากมาให้เซ็นแล้วนะครับ
จะรีบเซ็นและส่งกลับไปภายใน 2-3 วันนี้

ต้องขออภัยด้วยที่คุณมาเนชั่นแล้วไม่พบกัน
วันนั้นผมมีธุระอยู่ข้างนอกค่อนวันเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 68 (0)
เคี่ยว โคมคำ วันที่ : 16/11/2008 เวลา : 10.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kaveethas
ศิลปศาสตร์ทางถ้อยคำทำให้รู้จักกวีนิพนธ์ - กวีนิพนธ์ทำให้รู้จักโลกใหม่ที่บอดใบ้ในสามัญสำนึก

สุมกองไฟความรักให้คุกรุ่น
ท่ามหมอกหนาวแห่งอรุณ ละมุนฝัน
ผสานจิตชิดใกล้ รวมใจกัน
กลืนกลบวันที่เศร้าโศกวิโยคครวญ / เคี่ยว โคมคำ

ชอบประโยคนี้ครับคุณกนก "คนชอบฤดูนี้จึงมีความหลังเป็นของตนเอง ไม่ต้องฝันเพ้อไปกับความหลังของคนอื่น "

ความคิดเห็นที่ 67 (0)
เป๊ปซี่ วันที่ : 15/11/2008 เวลา : 18.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pepsi8

...ช่างหาเพลงมาเก่งจังครับ...

...เพลงนี้เก่ามาก...

...มากจนไม่อยากนึก...

...กลัวจะรู้อายุตัวเอง...!!!

*****************************

...ปล.จะมาชวนคุณกนกไปร่วมทำบุญทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษากันครับ...
http://www.oknation.net/blog/Pepsi8/2008/11/14/entry-1

ความคิดเห็นที่ 66 (0)
หมีปิศาจ วันที่ : 15/11/2008 เวลา : 11.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mee104
ขอบคุณสำหรับทุกความเห็น ช่วยแนะนำมือใหม่หัดเขียนด้วยครับ

พี่กนกเปิดเพลงได้บรรยากาศมากๆ ครับ
อืม เลยวันเกิดพี่กนกมาหลายวันแล้ว แต่ก็ขอร่วมอวยพรย้อนหลังด้วยครับ
ขอให้มีความสุขมากๆ ครับพี่ ขาหายดีกลับมาเตะบอลได้เหมือนเดิมครับ

เดือนหน้าก็จะมีนัดไปเตะกับทีมเพื่อนพี่เกี๊ยง พี่เกี๊ยงจะชวนไปเตะที่สนาม S-One
พี่กนกมาเตะด้วยได้หรือยังครับ?

ความคิดเห็นที่ 65 (0)
สิริปตี วันที่ : 15/11/2008 เวลา : 10.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.


คิดถึงจังเลยยยยยยยยยยยย ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 64 (0)
ชวนชม วันที่ : 14/11/2008 เวลา : 16.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ideagu

แวะมาหาพี่ชาย...ด้วยความคิดถึงจ้า..

http://www.oknation.net/blog/ideagu/2008/11/14/entry-1

ความคิดเห็นที่ 63 (0)
จุ่มเท้าทะเลฝัน วันที่ : 13/11/2008 เวลา : 22.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lovemyself
อย่าคิดรำคาญ เพราะเดี่ยวก็ไป แค่พักร้อนผ่อนคลายเท่านั้นเอง

สอบถามรายการคนค้นข่าวช่อง9 ต่อไปจะได้ออกอากาศไหมค่ะ เพราะเปลี่ยนผู้บริหารแล้ว สงสัยเขาถูกบีบให้ออกแน่เลย ไปขัดใจรัฐบาล คนค้นข่าวช่อง 9 จะถูกยุบไหมค่ะ ไม่ดีเลยดูทุกวันของ สามคนค้นข่าว เวลาดี 4 ทุ่ม ชอบมากคะ ฝันดีนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 62 (0)
BlueHill วันที่ : 13/11/2008 เวลา : 08.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เสียดาย พี่กนกไม่ได้ไปเลยด้วยกัน
มันหนาวนาครับ เสียดาย ๆ

ความคิดเห็นที่ 61 (0)
GooDNighT วันที่ : 13/11/2008 เวลา : 01.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GooDNighT

สวัสดีค่ะพี่กนก
แวะมาทักทายนะคะ ..

อยากมาอวยพรวันเกิดย้อนหลังค่ะ คงไม่ช้าเกินไปนะคะ
ขอให้พี่กนกมีความสุขเสมอ และมีสุขภาพดีตลอดไปค่ะ
เมื่อวันที่ 04/11 ก็ส่ง Happy Birthday ไปให้พี่ทางจอทีวีแล้วนะคะ ..
แต่ตั้งใจไว้ว่า จะมาส่งคำอวยพรให้ถึงที่ แต่ไม่ค่อยมีเวลา
เลยมาซะป่านนี้ค่ะ

จริงๆ แล้ว ก่อนหน้านี้ได้เจอพี่กนกคร้งนึงที่งานสัปดาห์หนังสือ'51 นะคะ
ตอนนั้นอยากจะคุยกับพี่เยอะๆ หน่อย ..
แต่ว่า..เกรงใจ กลัวพี่จะตกใจด้วยค่ะ ..(ตัวเองก็ตื่นเต้นด้วยล่ะ ) ..

(~ อยากให้พี่เซ็นหนังสือให้จะทำได้ยังไงคะเนี่ย? ~)

ยังไงก็ขอฝากตัวด้วยนะคะ ..
แล้วจะแวะมาเยี่ยมบ่อยๆ ค่ะ ..

รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ลมหนาวเริ่มมาเยือนแล้ว ..

~ArT~

ความคิดเห็นที่ 60 (0)
INDYLOVE วันที่ : 11/11/2008 เวลา : 15.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร

แวะเข้ามาขอบคุณ คุณกนก ที่เข้าไปตอบในบล็อกค่ะ ดีใจมากเลยค่ะที่บ้านของดิฉันมีโอกาสได้ต้อนรับคุณกนก ตอนนี้ up blog ใหม่แล้วนะคะ ถ้าคุณกนกว่างก็แวะไปเยี่ยมและติชมกันบ้างนะคะ ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 59 (0)
foxy6582 วันที่ : 10/11/2008 เวลา : 19.21 น.
...tutu...

โอ้ววว เพลงแนวมากมาย ฟังแล้วเย็นสบายยยย

ความคิดเห็นที่ 58 (0)
คนในแผ่นดิน วันที่ : 10/11/2008 เวลา : 18.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ninja45
เขียนไม่เก่ง แต่อยากเขียน

หลงทางเข้ามาครับ

เพลงไพเราะมากครับ พึ่งเคยได้ฟัง ทั้งๆ ที่เป็นคนชอบลีลาศ มาแต่ไหนแต่ไร

แต่ภาพประกอบดูกระโดดๆ ความรู้สึกนะครับ ขอโทษที่ติตรงๆ ครับ

วันหน้ามีเวลาว่าง สมองโปร่งๆ เชิญที่บ้านนะครับ ที่นั่นหนักอึ้งเชียวครับ.......

ความคิดเห็นที่ 57 (0)
Bhirisa_ภิริสา วันที่ : 10/11/2008 เวลา : 13.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Bhirisa
www.oknation.net/blog/misspostcard

วันเกิดผ่านมาแล้วเหรอค่ะ...ขอให้มีความสุขมากมายค่ะพี่

หนาวนี้คงต้องบำรุงผิวเยอะ ๆ หน่อย...ผิวแห้งกรังแน่ ๆ

แวะมาเชิญไปร่วมแสดงความยินดีกับวีริญจ์ค่ะพี่

http://www.oknation.net/blog/Bhirisa/2008/11/10/entry-1

ความคิดเห็นที่ 56 (0)
วัติธนวิทย์ วันที่ : 08/11/2008 เวลา : 22.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/songer

ใช่เลยครับ ! ลมหนาวมา ใจหวิว ๆ ผิวแห๊ง...แห้ง

ขออนุญาตครับ !
เรียนเชิญทุกท่านไปชมทะเลหมอกใกล้ ๆ กรุงเทพ ฯ กางเต็นท์ ไล่เก็บแม่คะนิ้ง ( ถ้าไม่เจอแม่คะนิ้งก็เจอคะน้าละ) และชมน้ำตกแห่งแรกและแห่งเดียวในจ.สุพรรณ ฯ ยินดีต้อนรับทุกคนนะ... ( ในฐานะเจ้าบ้าน ) สมัครด่วน ! และติดตามรายละเอียดได้ที่เอ็นทรี่ http://www.oknation.net/blog/phaen/2008/10/31/entry-1 ครูแผน ( สอนสุพรรณ ) นะครับ.....ช่วงนั้นอากาศหนา...ว ๆๆๆ ชมทะเลหมอกใกล้กรุงเทพ ฯ บรรยากาศดั่งภูกระดึงเลย... และพิเศษ... พบกับคอนเสิร์ต “ ห่มลม ชมดาว เฝ้าทะเลหมอก “ โดย ศิลปิน โฟล์คเหน่อ หวังว่าคงได้พบพ่อ แม่ พี่ น้องชาวบล็อคนะครับ

ความคิดเห็นที่ 55 (0)
buppha วันที่ : 08/11/2008 เวลา : 07.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supermom

แวะมาขอบคุณค่ะ... ที่จำได้


ความคิดเห็นที่ 54 (0)
จุ่มเท้าทะเลฝัน วันที่ : 07/11/2008 เวลา : 20.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lovemyself
อย่าคิดรำคาญ เพราะเดี่ยวก็ไป แค่พักร้อนผ่อนคลายเท่านั้นเอง


อ้างอิงการแวะเวียนไปหาคะ http://www.oknation.net/blog/lovemyself/2008/11/06/entry-2
.
เป็นการยากในสถานการณ์เช่นนี้ค่ะ สำหรับการเลือกทำสิ่งใดก่อนหลัง คงต้องทำพร้อมๆ กัน โดยต้องทำจากตนเองก่อน คือในบ้านพันธมิตร ยังเหลือความหวังบ้าง หากตีวงล้อมออกมาได้ ปัญญาชนอีกมากที่จะเข้าร่วม และนั้นคือมวลมหาชน
-----------------------------
ขอให้เกิดสิ่งดีงาม และบอกต่อ กดดันอย่างไรรัฐบาลก็จ้องก้าวไปสู่การเมืองใหม่ ทำให้เกิดการล้มระบอบการปกครอง ที่พูดแบบนี้ หากย้อนไปที่การปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ฉีกรัฐธรรมนูญ ทุกคนไม่ใช่กลัวทหารอย่างเดียว แต่หลายคนคิดว่าหากทหารบ้าเลือดทำสิ่งที่เกิดขอบไป สถาบันพระมหากษัตริย์จะเป็นเช่นไร
.
ส่วนการรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่อ้างจากสื่อมวลชนหลายแขนงว่า รับกันเพราะอยากให้มีการเลือกตั้งนั้น คงต้องย้อนกลับไปว่าเขารณรงค์กันอย่างไร มีหลายกลุ่ม ในหลายกลุ่มก็มีหลายยุทธวิธี
.
รับร่างเพื่อเลือกตั้ง
รับร่างเพื่อแก้ไขบางมาตรา
รับร่างเพื่อกลับสู่ประชาธิปไตย
ไม่รับร่างเพื่อขอนายกพระราชทาน
ไม่รับร่างเพื่อต่อต้านเผด็จการ
ไม่รับร่างเพราะไม่เป็นประชาธิปไตย
.
หากวันนี้พื้นที่สื่อยังไม่สามารถทำสถิติในการรับร่างรัฐธรรมนูญมาพูดในวงกว้างได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คงบานปลายกลายเป็นตัณหา เหมือนปี 2475 ที่ใครก็ไม่คาดคิด ในช่วงที่บ้านเมืองสงบตามฐานะ ก็เกิดการนองเลือด ยึดอำนาจฝ่ายบริหาร กุมกองกำลังทหาร เข่นฆ่ากันอย่างป่าเถื่อน สุดท้าย ก็ไม่ได้อะไรเลย แถมเสียหายมากกว่าหลายเท่าพันทวีเสียอีก
.
ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะในเรื่องการกดดันรัฐบาลให้รับผิดชอบ ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 แต่ถามตรงๆ กดดันไปแล้วได้อะไร มันไม่ได้อะไรเลยใช่หรือไม่สำหรับนายกฯสมชายด้านจรดปลายเท้าคนนั้น คงต้องสร้างทางแห่งปัญญาให้กระจ่าง และสามัคคีกันในวงกว้าง อย่าให้การที่บรรพชน และเหล่าพสกนิกรที่เสียสละเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องจากไปอย่างไร้ค่าเลย
.
ขอบคุณค่ะ และขอให้สุขสันต์วันเกิด สิ่งประเสริฐให้สมดังตั้งใจ วันใหม่ๆ ก้าวล่ำนำชัย ตลอดไปขอให้โชคดี

จุ่มเท้าทะเลฝัน

ความคิดเห็นที่ 53 (0)
ameba วันที่ : 07/11/2008 เวลา : 18.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ameba

อ่านชีวิตรื่นรมย์ล่าสุด เรื่องที่รองผอ.คุยกับนักเรียนคนนั้น แล้วรู้สึกตื้นตันและมีความหวังค่ะ
คนดี สร้างได้
ขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆ ให้อ่านค่ะ

ความคิดเห็นที่ 52 (0)
ช้างป่าแก้มป่อง วันที่ : 06/11/2008 เวลา : 10.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gampong

เพลงเพราะครับ ผมเป็นแฟนรายการคุณ นะครับ ข่าวข้น
และจมูกมด
ความกล้าหาญในสิ่งที่ถูกต้อง คือคุณค่าของคุณ ที่แตกตางจากสื่อสารมวลชน คนอื่นๆ จงรักษามัไว้นะครับ

ความคิดเห็นที่ 51 (0)
แม่หมี วันที่ : 06/11/2008 เวลา : 10.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

เพลงเพราะค่ะ ตอนเด็กๆพี่สาวชอบสุนทราภรณ์แม่หมีก็เลยได้ฟังไปด้วย
สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 50 (0)
Wachi วันที่ : 05/11/2008 เวลา : 16.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Phuritchaya

สุขสันต์วันเกิดครับพี่...วันหน้าขออนุญาตไปถล่มบ้านที่อัมพวาด้วยนะครับ...

ความคิดเห็นที่ 49 (0)
a r t l e k l e k วันที่ : 05/11/2008 เวลา : 11.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/artleklek
เขียนในสิ่งที่คิด...ผิดก็ช่าง...ไม่ผิดก็ช่าง!!..

สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นต้องแฮปปี้เบิร์ดเดย์กันก่อน
ตั้งใจตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ลืม แปลกนะ
ตั้งใจแล้วแต่ลืม หมายความว่าไม่ได้ตั้งใจจริงนะเนี่ย
เมื่อคืนจะลุกมาเปิดคอมใหม่ ก็ขี้เกียจ เอาเป็นว่า
อวยพรช้าหน่อย ก็ไม่เปนไร
ขอให้คุณพี่กนกมีความสุข เป็นคำอวยพรที่ คลาสสิคมาก
อิอิ และก็ขอให้ มีสุขภาพดี ทุกคนในครอบครัว มีสุขภาพดีด้วยเช่นกัน
ขอให้หล่อวันหล่อคืน (อันนี้แถม)

ที่ชุมพร อากาศน่าเตะมาก แบบว่า มันร้อนตั้งกะ 6 โมงเช้า
เมื่อวานคิดว่าตื่นสาย เพราะแดดเปรี้ยง ดูนาฬิกา เพิ่ง 6.30 เอง
พอ 10 โมง 11 โมง เหมือนอยู่ในเตาอบ มันร้อนยิ่งกว่า หน้าร้อนอีก แต่พอตกกลางคืนหนาว มันจะเอายังไงกันแน่
ช่วงนี้เลยแย่ๆๆๆ แพ้อากาศ ร้อนใน ลมพิษ
กินแต่ยาแก้แพ้ กินยาแก้แพ้มากๆ ได้ผลค่ะ โอบามา ชนะ อิอิ

ไว้มาคุยใหม่ค่ะ คิดถุงๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 48 (0)
khunrin วันที่ : 05/11/2008 เวลา : 10.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khunrin

แถวบ้านผมที่เมืองเพชรฯยังไม่หนาว แต่เริ่มเย็นๆยะเยือก
พอฟังเพลงนี้ หนาวเลยทันที

ความคิดเห็นที่ 47 (0)
ตวรรณ วันที่ : 05/11/2008 เวลา : 10.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rachata1016

ลูกชาย (ชื่อน้องโดนัท) ฝากสุขสันต์วันเกิดคุณลุงกนกด้วยคะ และบอกว่าจะดูคุณลุงกนกคุยข่าวก่อนนอนทุกคืน ปล.น้องโดนัทตื่นเต้นมากเมื่อรู้ว่าคุณลุงกนกเกิดเดือนเดียวกัน

ความคิดเห็นที่ 46 (0)
Kanok วันที่ : 05/11/2008 เวลา : 09.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kanokrat

ดีใจด้วยที่คุณพร หล้า มีความหลังของตัวเอง

ขอบคุณ..คุณ ณ ชาติหนึ่ง..ครูเจี๊ยบ..napass..
indylove..noopuk..เก่งซ่าส์..moosiam..ครูแก้ว..daddy
nop..ทิวสน.. ขอให้ทุกท่านชีวิตรื่นรมย์ รุ่งเรือง..

ขอให้คุณยากันยุง รุ่งโรจน์ดั่งแสงทองของตะวัน

ส่วนคุณ naijoe..ให้เรืองรองยามเช้า สวยงามยาม
เย็น

คุณ rerekowsarn ..แฟนรายการส่วนใหญ่ของผม
คือท่านผู้อาวุโสจริงๆ.. ถูกใจมาก

คุณสะใภ้ท่าพริก..ผมเพิ่งไปพัทยามาเมื่อเดือนก่อน
ปกติไปเกือบทุกเดือน ชอบไปนอนเตียงผ้าใบริมทะเล
ใช้ขาจิกทรายเล่น..ไปครั้งหน้าจะขึ้นไปหานะครับ

ความคิดเห็นที่ 45 (0)
ทิวสน วันที่ : 05/11/2008 เวลา : 00.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tewson
ทิวสน ชลนรา

สุขสันต์วันเกิดครับ

ขอให้สุขภาพดีมีความสุข

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

ความคิดเห็นที่ 44 (0)
daddynop วันที่ : 05/11/2008 เวลา : 00.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/daddynop
    ชีวิต..บน..โลก..ทาง..ผ่าน    


สุขสันต์วันคล้ายวันเกิดครับพี่...(อายุเป็นเพียงตัวเลข...ไม่อยากนับแล้วว่านับมากี่ครั้ง)

ความคิดเห็นที่ 43 (0)
naijoe วันที่ : 05/11/2008 เวลา : 00.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naijoe

เริ่มต้นด้วยแสงทอทาบทาท้องฟ้า...

จบด้วยแสงสุดท้ายแห่งวัน...

สวยงามครับ...



ความคิดเห็นที่ 42 (0)
ยากันยุง วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 23.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/newgeneration
ส่วนหนึ่งของชีวิต คือ จิตสาธารณะ


Happy Birth Day ka'
ขอให้ขีวิตสดใส สุขภาพแข็งแรง เหมือนพระอาทิตย์ที่กำลังจะขึ้นมาส่องแสงในยามเข้านะคะ

ความคิดเห็นที่ 41 (0)
สะใภ้ท่าพริก วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 22.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/oknavy
ค่อยๆคิด แล้วรีบทำ

พัทยายังมีแต่สายลมหลังฝนพรำ...
ขอบารมีเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ทรงปกป้องคุ้มครองรักษาคนทำงานสื่อผู้มีอุดมการณ์
ผ่านมาพัทยาอย่าลืมปลีกเวลามากราบสักการะขอกำลังแรงใจจากพระองค์ท่าน ณ.เขาทัพพระยา
สถานีวิทยุส.ทร.5 พัทยานะคะ
สุขสันต์วันเกิดคุณกนก(คนเกิดเดือนเดียวกัน)ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 40 (0)
ครูแก้ว วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 22.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/korming
If you tell the truth, you don't have to remember anything.

Happy Birthday ด้วยหน้ำใจ ฝากส่งไปผ่านฟากฟ้า คิดอะไรขอให้ได้ตามปรารถนา ชีวิตชีวามีแต่สิ่งดีๆ

ความคิดเห็นที่ 39 (0)
moosiam วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 22.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mypicnews
***  รัก  กัน  วัน  ละ  นิด  จิต  แจ่ม  ใส ***

สุขสันต์วันเกืดครับ
ขอให้สมหวังทุกประการ

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
ameba วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 22.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ameba

สุขสันต์วันเกิดนะคะ
ขอให้คุณกนกสุขภาพแข็งแรงค่ะ

เค้กฟุตบอลอร่อยมั้ยคะ?

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
เก่งซ่าส์ วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 19.38 น.
- - - - - เราจะได้ ในสิ่งที่เราเป็น...เสมอ - - - - -

สุขสันตืวันเกิด....แฮปปี้เบิร์ดเดย์ นะค๊ะ
ขอให้หล่อๆ รวยๆ ตลอดกลาล ตลอดไปค่ะ

45 แล้วเหรอเนี่ย ?
นึกว่าเพิ่งจบมหาลัย

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
noopuk วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 19.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konmanruk
นับหนึ่งถึงร้อย++++++เพื่อรอคอยคนๆหนึ่งให้กลับมา++++++


เบริ์ดเดย์พี่กนกค่ะ

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
INDYLOVE วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 18.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร

พึ่งเคยได้ยินเพลงนี้เป็นครั้งแรกค่ะ ฟังแล้วทำให้รู้สึกถึงลมหนาวที่ทำเนียบอากาศเย็นในยามดึกทำให้หนาวทั้งกายสะท้านทั้งใจในบางครั้งที่ได้ยินเสียงระเบิดและเสียงปืนที่ดังในยามดึกสงัด บางทียังเผลอคิดไปว่าอยู่ในสนามรบตามตะเข็บชายแดนเสียอีก

อ้าว...ขอโทษค่ะเห็นคุณกนกบอกว่าจะพักเรื่องการเมือง ดิฉันก็เผลอเอามาโยงเข้ากันจนได้ ต้องขอโทษนะคะ ไมททราบว่าเป็นวันเกิดของใครไม่ว่าจะเป็นวันเกิดของใครหรือของคุณกนกก็ตามขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง พระเจ้าอวยพรค่ะ

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
napass วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 17.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/napass

HBD ค่ะพี่กนก ขอให้มีความสุขมากๆ และขอให้มี "ชีวิตรื่นรมย์" ตลอดไปนะคะ

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
rerekowsarn วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 16.15 น.


นี่แก! "พ่อกนกเขาเกิดวันนี้อะ ขอให้เขาหล่อวันหล่อคืนเป็นขวัญใจของแกกะฉัน ตลอดไปนะ สาธุ"

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
ครูเจี๊ยบ วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 13.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/baan-koo-kai
หัวใจ...ของฉัน..เป็นนักเดินทาง..อักษรของฉัน...เป็นนักเดินทาง หัวใจของฉัน...ไร้ซึ่งพันธนาการอักษรของฉันถูกพันธนาการด้วยหัวใจฉันเอง


สุขสันต์วันเกิดมีความสุขมากๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
ณชาติหนึ่ง วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 12.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nnnnnn
จอมยุทธไพร หัวใจพอเพียง

สุขสันต์วันเกิด...

ขอให้สุขภาพแข็งแรงนะคะ

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
พร-หล้า วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 11.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/karnpipatch
~แค่ผู้หญิงธรรมดาจอมเพ้อเจ้อ...~

ใช่คะเป็นคนมีความหลังเป็นของตัวเอง
เลยชอบหน้าหนาวจะได้คิดถึงความหลัง
คริคริ

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
Kanok วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 11.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kanokrat

เพลงนี้..เป็นเพลงที่ผมเปิดบ่อยมาก สมัยที่ยังจัดรายการ
วิทยุ ชอบเสียงของคุณสุภัทรา ชอบมาตั้งแต่เป็นนักศึก
ษา ถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังชอบไม่สั่นคลอน

Je@b
ถ้าตามกำหนด..เดือนพฤศจิกายนนี้ ขึ้นเดือนที่ 7 แล้ว
หลังจากผมไปผ่าตัดเอ็นเข่ามา หมอบอก..จะกลับมาเตะ
ได้อีก ต้อง 6 เดือนล่วงไปแล้ว..
6 เดือนแล้วนะครับ ที่ผมไม่ได้เตะบอล..มันทรมาน
มากทั้งเครียดทั้งอยาก..คืนวันเสาร์ดูบอลอังกฤษ ก็ยิ่งเพิ่ม
ความอยากในอารมณ์ หลายครั้งผมดูไปขากระตุกไป
ผมกะจะเว้นไปอีกสัก 2 สัปดาห์ แล้วค่อยไปเล่น
เพราะระยะ 6 เดือนนั้น อาจเป็นมาตรฐานของหนุ่มๆ ผม
ขึ้นเลข 4 แล้ว เผื่อไว้ให้กล้ามเนื้อคืนอีกสักครึ่งเดือน ใจ
ยังหวั่นๆว่า จะวิ่งได้เหมือนเดิมไหม? เอ็นจะขาดอีกหรือ
เปล่า?
ขอบคุณที่ถามถึงครับ ..แวะไปฟังเพลงกวนๆที่บ้านเจี๊ยบ
แล้วนะ

ขอบคุณทุกๆคำอวยพรนะครับ
ขอบคุณ ..ลูกหยาดน้ำฟ้า..ต้นไผ่น้อย..พี่บุปผา เอ๊ย! น้อง
บุปผา..guitar3321..ตวรรณ..คุณ kaew ..และคุณระจัน
ระยะหลังคุณก็ออดๆแอดๆเหมือนกันนะ..ผมใกล้จะคืน
สนามแล้ว หวังว่าคงได้โม่แข้งกับระจันนะ

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
kaew วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 10.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kaew

ขอให้คำอวยพรของทุกคนเป็นจริง

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
ระจัน วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 10.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rajun
www.torsilp.com  โรงเรียนสอนศิลปะของผม

วันเกิดพี่ หนก เหรอครับ

มีความสุขมากนะครับ
ขอให้พี่ แข็งแรงและ
เป็นที่รักของ ประชาชน ตลอดไป

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
ระจัน วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 10.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rajun
www.torsilp.com  โรงเรียนสอนศิลปะของผม

พักนี้ผมไม่สบายเป็นหวัด
เขาว่าเพราะ อากาสเปลี่ยน
แต่ผมว่า เพราะตัวเองไม่ค่อยแข็งแรง
แพ้อากาศ

สวัสดีครับพี่

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
ตวรรณ วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 09.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rachata1016

สุขสันต์วันเกิดคะ ขอให้ทุกช่วงของชีวิตคุณกนกมีแต่ความรื่นรมย์นะคะ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
guitar3321 วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 09.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/monkeygirl

happy birthday to U.....
ค่ะพี่กนก

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
buppha วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 09.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supermom


พักซะบ้าง ก็ ดีค่ะ ...

มีแต่เรื่องเครียด....

++++++++++++++++++++

สุขสันต์วันเกิดนะคะ..... ขอให้ประสบแต่ความสุข ทุกๆ ประการค่ะ ... ทั้งคุณกนก และ ครอบครัว..

อ้อ .. คราวหน้าห้ามเรียกพี่นะคะ.. เพราะคุณกนกเกิดก่อนหน่อย สามวัน.... คริ คริ คริ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
ต้นไผ่น้อย วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 08.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/toeikung

สุขสันต์วันเกิดนะคะพี่กนก ขอให้มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง เป็นพี่กนกที่น่ารักอย่างนี้ตลอดไปนะคะ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
กัปตันแจ๊ค_จอมโจรจอมใจ วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 08.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำหากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น


อยากให้มีแต่........

" สันติสุข "




ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ลูกหยาดน้ำฟ้า วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 08.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/precipitation-son
บันทึกลูกหยาดน้ำฟ้า....(^(oo)^)...

สุขสันต์วันเกิดค่ะคุณกนก...
....ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขตลอดไปค่ะ...
....(แอบทราบวันเกิดมาจากรายการจมูกมดค่ะ)


ความคิดเห็นที่ 19 (0)
น้อยโหน่ง วันที่ : 03/11/2008 เวลา : 17.44 น.

ฟังเพลงนี้แล้วหนาวใจจริงๆ คนทางลอนดอนคงร้องคร่ำครวญเจ็บเหลือจะข่มที่ต้องรับกรรมที่บอกว่าตัวเองไม่ได้ก่อจนบรรดาแม่ยกน้ำตาไหลพราก เราได้ฟังก็ยิ่งหนาวใจกลัวใจอ่อน เลยต้องท่องตอน อย่ากลับมาเลย อย่ากลับมาเลยอย่ากลับมาเลย..อย่ากลับมาเลย โอ้ลมหนาวเอยอย่าเลยมา

ฉันคงตายเมื่อลมเหนือพัดพา..หอบอดีตมา ปล้นขวัญฟันฆ่าไร้ปรานี

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
kaew วันที่ : 03/11/2008 เวลา : 16.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kaew


มาแย้วววววววว

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
kaew วันที่ : 03/11/2008 เวลา : 15.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kaew

อิอิ เพลงเข้ากับตาคนที่นั่งถือหมวกอยู่ริมน้ำมั่กๆ รอแป๊บนึงน้า..เดี๋ยววิ่งไปเอาเสื้อกันหนาวมาฮ้ายยยย

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 03/11/2008 เวลา : 10.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

คุณกนก

กดลิพท์ก็ไม่เป็น....โรงแรมบ้าอะไรก็ไม่รู้…

เอาปุ่มกดลิฟท์มาทำเป็นแท่นหินอ่อนวางไว้กลางห้อง....

ไม่เอาไว้ข้างประตูลิฟท์....


ยุคไฮเทค..ประตูเปิดจากแท่นหินอ่อน...อัศจรรย์ดี
แท้

*******

เขาเอาปุ่มกดลิฟท์ไปไว้ที่แท่นหินอ่อนกลางห้องค่ะ
ตอนเข้าพักพอเราจะขึ้นไปก็มีคนที่มาก่อนไปลูบ ๆคลำ ๆ ที่ข้างประตูลิฟท์...บ่นพึมพำ....อยู่ไหนวะ...อยู่ไหนวะ
ไอ้เราเดินตามมาก็ทำเฉย....มองอยู่
พอลิฟท์มาเราก็ขึ้นไปกับเขาไม่ได้กดเอง

พอขาลงมากับเพื่อน 2 คน
ออกลิฟท์มาได้มองไม่เห็นคนอื่นก็มองหาที่กดลิฟท์กันใหญ่....มันเอาไปซ่อนไว้ที่ไหนฟะ.....
ซักพักเห็นคนเดินมาเอามือไปแตะที่ปุ่มบนแท่นหินอ่อน...

เฮ้ย....อยู่นี่โว้ย....อยู่นี่....แล้วก็ช่วยกันกดใหญ่
ทีนี้ก็กลับขึ้นไปนอนได้เพราะหายสงสัย


ความคิดเห็นที่ 15 (0)
daddynop วันที่ : 03/11/2008 เวลา : 02.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/daddynop
    ชีวิต..บน..โลก..ทาง..ผ่าน    


ความคิดเห็นที่ 14 (0)
เก่งซ่าส์ วันที่ : 03/11/2008 เวลา : 02.33 น.
- - - - - เราจะได้ ในสิ่งที่เราเป็น...เสมอ - - - - -

เจอกันเมื่อไหร่ ... อย่าลืมหวีดๆวอนๆให้พวกเราฟังนะเฮีย

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
WatermelonMan วันที่ : 02/11/2008 เวลา : 21.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/FlyingDog


แวะมาพลิ้วกะครูเอื้ออีกรอบครับ.
ขอบคุณครับที่แวะไปเยี่ยมครับ.

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
วิตามินบี วันที่ : 02/11/2008 เวลา : 17.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/babymind
VitaMin B @ OK Nature  Save Nature Save Life  


แถวบ้านยังไม่หนาวเลยค่ะ
ฝนตก สลับกับอากาศร้อน
มีเสียงฟ้าร้องเป็นหย่อมๆ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
omasis วันที่ : 02/11/2008 เวลา : 17.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/omasis

แหม๋พี่ เพลงเข้ากับวัยเชียวน่ะ ฮี่ๆๆๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ตวรรณ วันที่ : 02/11/2008 เวลา : 16.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rachata1016

สวัสดีคะคุณกนก ขอสมัครเป็นมิตรใหม่ด้วยคนนะคะ เพลงเพราะมากคะ หลายภาคคงเริ่มสัมผัสอากาศหนาวกันบ้างแล้ว แต่ที่สุราษฎร์ฯและทั้งภาคใต้ยังเป็นฤดูฝนอยู่เลย กว่าจะหนาวก็คงใกล้ปีใหม่โน่นนะ ปล.หนาวมาทีไรใจก็หวนถึงความหลังทุกคราไป

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Nozz วันที่ : 02/11/2008 เวลา : 14.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nozzila
:A40: คืออะไร หาคำตอบได้ที่http://www.oknation.net/blog/nozzila/2008/04/25/entry-1

บรรยากาศชวนเคลิ้มนะครับพี่กนก

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Je@b วันที่ : 02/11/2008 เวลา : 14.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wujira

สวัสดีค่ะ พี่กนก ...

ฟังเพลงแล้วนึกถึงภาพเก่า ๆ ที่พี่เคย post ไว้เลยค่ะ
ภาพบรรยากาศเก่า ๆ, สถานที่ และของในกรุ พี่กนก
อ่ะค่ะ ...

อย่าห้ามแบบในเพลงนะคะ "อย่ากลับมาเลย ..."

อิอิ ... เพราะงัยก็ต้องมา อยู่แหละนะคะ เห็นช่วงนี้พี่น่าจะ
ยุ่ง ๆ กับบรรดาข่าวต่าง ๆ นานา ... ก็เลยไม่ได้มาทักทาย
พี่กนกอ่ะ ... ถึงไม่ได้มาก็คิดถึงตลอดนะคะ เพราะเปิดช่อง 9
ทีไร ก็ได้เจอพี่ทุกคืนนินา !! ^ - ^

เดือนนี้ พ.ย. แล้ว ... ขาพี่เป็นงัยมั่งอ่ะคะ ได้กำหนดหาย
ได้หรือยังคะ ... ลืมถามพี่ด้วยซิว่า พ.ย. ปีนี้ใช่ป่าว ... ที่
จะหายเจ็บขาอ่ะ :)

เอาใจช่วยนะคะ ... ถ้าพี่เวลานิดนึง ... อย่าลืมแว๊บไปฟังเพลง
หรืออ่านบทความที่บ้านน้องสาวคนนี้นะคะ ^ - ^

น้องเจี๊ยบ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
zuni วันที่ : 02/11/2008 เวลา : 11.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/zuni

ไหนพี่หนกบอกจะพักพูดเรื่องการเมือง ดูดิ เอาภาพสวะเกลื่อนหน้าบ้านมาให้ดู แล้วมันจะไม่พาลนึกถึงการเมืองได้ไงน้อ....เฮ้อ
ปล.เพลงไรอ่ะพี่ เกิดมาไม่เคยได้ยินเลยอ่ะ นึกว่าเพลงที่พี่แจ้ร้องหรือไม่ก็เพลงของพี่สุชาติซะอีก

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
จิตราภรณ์ วันที่ : 02/11/2008 เวลา : 09.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jitrapon
ครั้นว่าได้ฮัก.....ฮักแล้วบ่ขืน....ครั้นว่าได้ลืน....บ่คืนออกได้....หมายถึง....รักแล้วรักเลย...ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

ฝนตกค่ะที่บ้าน
แต่มีลมหนาวโชยมาแล้ว
ลมหนาว.....กลิ่น....ความรู้สึกจะสดชื่นค่ะ
ฤดูหนาว....ดอกไม้จะงาม....
ฤดูฝนใบไม้จะสวย...แต่ดอกจะช้ำหากเป็นไม้ดอกกลีบบาง
ชอบฤดูหนาว.....
สวัสดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
papa2496 วันที่ : 01/11/2008 เวลา : 11.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/papa2496
คนเมืองลิง

ลพบุรี...
พอมีบรรยากาศลมหนาวมาบ้าง
แต่4-5 วันนี้ยังมีฝนชุกอยู่ เมื่อคืนที่อำเภอเมืองก็พรำทั้งคืนวันนี้ยังคลึ้มอยู่เลย
....รอลมหนาวอยู่.....

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
riverpoem วันที่ : 01/11/2008 เวลา : 08.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/riverpoem
สุดมือสอยก็ปล่อยมันไป

ไม่ว่าฤดูใด ก็ ....

คิดถึง.....

ที่บ้าน "ลมหนาว" กำลังมาค่ะ
ไม่ได้ "ผิงไฟ" นานแล้ว ปีนี้ คงได้ดื่มกิน บรรยากาศเช่นนั้นอีกหน มา "ผิงไฟ ผิงดาว" ด้วยกันมั้ยคะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ต้นไผ่น้อย วันที่ : 01/11/2008 เวลา : 08.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/toeikung

พี่กนกคิดถูกแล้วคะ พักเรื่องการเมืองมาย้อนคิดถึงความหลังในฤดูเหมันต์กันดีกว่า มีเรื่องราวมากมายจริงๆ
ด้วยสภาพบรรยากาศที่เป็นใจคิดว่าความหลังของทุกคนน่าจะมากมายหรือเปล่าหนอ คงต้องรอลมหนาวมาสัมผัสกายกันก่อนเนอะ ขอบอกว่าเพลงเพราะดีคะเข้ากับลมหนาวเลยคะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
veerin วันที่ : 31/10/2008 เวลา : 17.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/veerin

เพลงเพราะมากเลยค่ะ..

ได้บรรยากาศยามนี้มากๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
WatermelonMan วันที่ : 31/10/2008 เวลา : 17.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/FlyingDog


เข้ามาฟังเพลงครูเอื้อครับพี่กนก..เพลินไปเลยครับพี่

ไปฟังเพลงร๊อคผมบ้างนะครับพี่

http://www.oknation.net/blog/FlyingDog2/2008/10/31/entry-1

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2008 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]