• None
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nark_lada@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-18
  • จำนวนเรื่อง : 191
  • จำนวนผู้ชม : 559230
  • ส่ง msg :
  • โหวต 89 คน
To be contented with what you have is an all time Happiness ( KASAEM NARKLADA )
สดทุกวันทันเหตุการณ์..ด้วยข่าวสาร-สาระบรรเทิง-รอบรู้ทุกด้านพลาดไม่ได้บริการฟรีตลอด ๒๔ ชั่วโมง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป..ค่ะ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kasaem
วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม 2550
Posted by None , ผู้อ่าน : 34134 , 08:25:53 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พระราชดำรัส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช

พระราชทานเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

....." ความจริงเคยพูดเสมอในที่ประชุมอย่างนี้ว่า ถ้าจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน .....แบบพอมีพอกินหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีเพียงพอกับตัวเอง

.....อันนี้เคยบอกว่า ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่ให้ตัวเองสำหรับครอบครัว อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้  แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไรไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก

.....อย่างนี้นักเศรษฐกิจที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียกว่าเป็นเศรษฐกิจการค้าไม่ใช่เศรษฐกิจความพอเพียง  รู้สึกไม่หรูหรา  แต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่าการผลิตที่พอเพียงทำได้...

.....รู้ว่าท่านทั้งหลายกำลังกลุ้มใจในวิกฤตการณ์  ตั้งแต่คนมีเงินน้อยจนกระทั่งคนมีเงินมาก  แต่ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนกลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงไม่ต้องทั้งหมด  แม้จะไม่ถึงครึ่ง อาจจะเศษหนึ่งส่วนสี่  ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆโดยมากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อนแต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็จะสามารถที่จะแก้ไขได้..

.....นี่เป็นเรื่องของการแก้ไขวิกฤตการณ์  แต่ว่าผู้ที่ชอบเศรษฐกิจแบบสมัยใหม่อาจจะไม่ค่อยพอใจ มันต้องถอยหลังเข้าคลอง มันจะต้องอยู่อย่างระมัดระวังและต้องกลับไปทำกิจการที่อาจจะไม่ซับซ้อนนัก  คือใช้เครื่องมือที่ไม่หรูหรา อย่างไรก็ตามมีความจำเป็นที่จะต้องถอยหลัง  เพื่อที่จะก้าวหน้าต่อไป และถ้าไม่ทำอย่างที่ว่าก็จะแก้วิกฤตการณ์นี้ยาก..."

..... ปลูกผักสวนครัว ๒๔ ชนิด ....

  ...กะเพราขาว  ...  ...กะเพราแดง

.....กะเพราเป็นพืชที่ใช้ใบสดใบอ่อนประกอบอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวของอาหารประเภทเนื้อ ช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอมและเสริมให้อาหารมีรสชาดดี แต่อย่ามองคุณค่าของใบกะเพราว่าเป็นเครื่องชูรสอาหารเท่านั้น เพราะการรับประทานกะเพราแล้วยังไม่ทำให้ท้องอืด เนื่องจากมีสารช่วยในการย่อยอาหารด้วย .....ต้นกะเพราจัดเป็นไม้พุ่มเตี้ย อายุยืนนาน ความสูงพุ่มประมาณ 75 เซนติเมตรลำต้นและใบมีขนเล็กน้อยขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด และปลูกได้ในทุกฤดูกาล แต่ควรเริ่มปลูกในฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นกะเพรางอกงามได้ดีที่สุด ชอบดินร่วนซุย เช่นเดียวกับพืชผักชนิดอื่นๆ พันธุ์กะเพราที่นิยมปลูกในบ้านเรามี 2 พันธุ์คือ กะเพราขาว และ กะเพราแดง ซึ่งมีข้อแตกต่างตรงที่สีของลำต้นและก้านใบจะเป็นสีม่วงแดงคล้ายกับใบโหระพา สาวนกะเพราขาวนั้นสีของลำต้นและก้านใบจะเป็นสีเขียวอ่อนคล้ายกับแมงลัก

.....การปลูกกะเพราเป็นการค้า นิยมใช้การหว่านเมล็ดมากกว่าการปลูกด้วยกิ่งชำ แต่ในกรณีที่ปลูกเป็นพืชผักสวนครัว อาจเริ่มด้วยการใช้กิ่งชำน่าจะดีกว่า ขั้นตอนการปลูกเริ่มจากการเตรียมดิน โดยขุดดินลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร ตากดินไว้ 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุม คลุกให้เข้ากันกับดิน ย่อยดินให้ละเอียดและร่วนซุย การปลูกควรกะระยะให้ต้นห่างกันประมาณ 1 ฟุต  ถ้าต้องการให้ต้นกะเพราออกใบงดงาม ก็อาจบำรุงต้นด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 บ้าง ...และมีการกำจัดวัชพื้ชเป็นครั้งคราว เพื่อไม่ให้แย่งอาหารต้นกะเพรา นอกจากนี้เมื่อต้นกะเพราโตแล้วก็ควรมีการตัดแต่งกิ่งใหม่ เพื่อให้ต้นกะเพราแตกกิ่งก้านออกมาใหม่ ...กะเพราที่ปลูกนั้นสามารถเก็บรับประทานได้ภายใน 70 วันหลังจากการปลูก และในการเก็บไม่ควรใช้วิธีถอนต้นกะเพรา ควรใช้มีดคมๆตัดกิ่งก้านที่ต้องการออกมา  ซึ่งวิธีการเก็บผลผลิตแบบนี้ทำให้มีกะเพราเก็บไว้กินได้นาน

 .....กะหล่ำปลี..... เป็นผักที่มีคุณลักษณะหลายประการคือ ให้คุณค่าทางอาหารสูงรสชาติดีรับประทานได้ทั้งดิบทั้งสุก  และมีอายุการเก็บรักษาได้นานวัน นอกจากคุณลักษณะทางกายภาพแล้ว กะหล่ำปลีเป็นพืชผักที่อุดมไปด้วยวิตามินซี รวมทั้งยังมีสารต้านการก่อตัวของโรคมะเร็งด้วย  ซึ่งการรับประทานกะหล่ำปลีสดนั้นทำให้ได้รับวิตามินซีอย่างเต็มที่เนื่องจากวิตามินซีนั้น สูญเสียได้ง่ายจากการได้รับความร้อน

.....สมันก่อนกะหล่ำปลีปลูกได้ดีเฉพาะในฤดูหนาวในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมามีการคิดค้นพันธุ์ทนร้อน ทำให้ในปัจจุบันมีการปลูกกะหล่ำปลีได้ดีในทุกฤดูกาล พันธุ์กะหล่ำปลีบ้านเรามีหลายพันธุ์แยกออกเป็น 3 กลุ่มคือ กะหล่ำปลีธรรมดา กะหล่ำปลีชนิดนี้มีผู้ปลูกมาก เนื่องจากพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ทนร้อนและมีผู้นิยมบริโถคมากเช่นกัน  มีลักษณะทั้งหัวกลม หัวแป้น หัวแหลมรูปหัวใจ และมีตั้งสีเขียวแก่ไปจนถึงสีเขียวอ่อน กะหล่ำปลีแดงมีลักษณะค่อนข้างกลม มีสีแดงทับทิมต้องการอากาศหนาวเย็นพอสมควรในการปลูก กะหล่ำปลีใบย่น มีลักษณะผิวใบหยิกย่นและเป็นคลื่นต้องการอากาศหนาวเนในการปลูกเช่นเดียวกัน หรือถ้าแบ่งอายุการเก็บเกี่ยวคือ พันธุ์หนักมีอายุเก็บเกี่ยว 90-120 วัน พันธุ์กลางมีอายุ 80-90 วัน และพันธุ์เบามีอายุ 60-70 วัน ซึ่งในบ้านเรานิยมปลูกพันธุ์เบามากที่สุด เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ไม่ต้องการอากาศหนาวมากนัก

.....การปลูกกะหล่ำปลีเป็นผักสวนครัวจะเพาะกล้าลงกระถางหรือลังต่างๆ ก็ได้โดยหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในแปลงให้กระจาย และหว่านดินผสมปุ๋ยคอกกลบหน้าบางๆ เสร็จแล้วใช้ฟางข้าวหรือหญ้าคาแห้งคลุมปิดบนแปลงอีกทีหนึ่ง รดน้ำให้ชุ่ม ในช่วงระยะเมล็ดเริ่มงอกควรรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ อย่าให้ขาดน้ำ เพราะจะทะให้เมล็ดไม่งอกเ มื่อกล้าอายุได้ 3-4 สัปดาห์ จึงย้ายไปปลูกในแปลงปลูก แปลงที่จะปลูกขุดดินให้ลึก 30 เซฯติเมตร ตากดิน 7 แดด เมื่อดินแห้งดีแล้วเก็บวัชพืชออกให้หมด ย่อยดินให้ร่วนซุย ผสมปุ๋ยคอกคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทั้งนี้เพื่อปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน  เตรียมหลุมสำหรับปลูกต้นกล้าระยะห่างระหว่างต้น 40-75 เซนติเมตร ระหว่างแถว 60-70 เซนติเมตร หลังจากแยกต้นกล้าแล้วในวันรุ่งขึ้นควรทำร่มบังแดดให้ 3-4 วัน โดยใช้กาบกล้วยเสียบ หรือใบไม้ต่างๆ .....กะหล่ำปลีเป็นพืชที่กินอาหารเปลือง จึงควรใส่ปุ๋ยเพิ่มเติม โดยพิจารณาจากการเจริญเติบโตของกะหล่ำปลี กล่าวคือ ปลูกได้ 15 วัน ให้ใส่ปุ๋ยจำพวกไนโตรเจน ซึ่งจะช่วยให้ใบงาม ปลูกได้ 30 วันใส่ปุ๋ย 12-8-8 ต้นละ 2 ช้อนชา หรือใส่ปุ๋ยคอกแทน ต้นละ 1 กำมือ ทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ยต้องกลบดินและวันรุ่งขึ้นจึงรดน้ำ

.....อายุของการเก็บเกี่ยวกะหล่ำปลีนั้นขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่เลือกปลูก  ถ้าเป็นกะหล่ำปลีธรรมดาที่เป็นที่นิยมปลูกในบ้านเรานั้น สามารถเก็บรับประทานได้ประมาณ 50-60 วันหลังการปลูก ถ้าเป็นพืชหนักอายุการเก็บเกี่ยวนานถึง 120 วัน โดยเลือกเก็บหัวแน่น ใช้มีดตัดให้มีใบนอกที่หุ้มหัวติดมาด้วย  เพื่อที่จะเป็นตัวกันกระแทกไม่ให้หัวกะหล่ำปลีช้ำ ...เคล็ดลับในการตัดกะหล่ำปลีคือ เวลาจะรับประทานตัดเอาเฉพาะตรงหัวกลมออกมา เพราะต้นตอที่เหลือจะแตกแขนงมีหัวใหม่ให้เก็บกินได้อีก.

.....กะหล่ำดอก เป็นผักที่ได้รับความนิยมอย่างมากชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีรสชาติอร่อย กรอบหวาน มีดอกสีเหลืองน่ารัยประทาน ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง ทั้งผัดทั้งแกง วางบนจานเป็นเครื่องเยงสเต็ก การรับประทานกะหล่ำดอกนั้น ทำให้ได้รับวิตามินซีสูงมาก ช่วยป้องกันการเกิดโรคไข้หวัด นอกจากนี้การจิจัยของมหาวิทยาลัยเท็กซัสยังพบว่า  วิตามินซีจะช่วยเพิ่มปริมาณสุขภาพของเสเปิร์ม ดังนั้นผู้ที่มีลูกยากเนื่องจากตัวสเปิร์มน้อย หรือตัวสเปิร์มอ่อนแอ การหันมารับประทานกะหล่ำดอกเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยท่านได้

.....เดิมนั้นกะหล่ำดอกต้องปลูกในฤดูหนาว ยิ่งหนาวมากยิ่งให้ผลผลิตคุณภาพดีปัจจุบันมีการค้นคว้าได้กะหล่ำดอกพันธุ์ใหม่ ปลูกได้ทั้งฤดูแล้งและฤดูฝนขอให้เป็นที่ที่อากาศช่วงกลางคืนเย็นพอสมควรเท่านั้น พันธุ์ของกะหล่ำดอกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ พันธุ์เบา เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 60-75 วัน พันธุ์กลาง มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 80-90 วัน และพันธุ์หนัก ที่มีอายุการเก็บเกี่ยว 90-150 วัน

.....กะหล่ำดอกเป็นผักที่มีทรงพุ่มใหญ่  การปลูกแต่ละต้นจึงต้องใช้ระยะที่ห่างพอสมควร ดังนั้นจึงเพาะกล้าก่อนย้ายลงในแปลงปลูกจริง  เพื่อที่ได้ประหยัดเมล็ดพันธุ์ประหยัดปุ๋ย และมีเวลาในการดูแลในช่วงที่อยู่ในระยะต้นกล้า แปลงเพาะมีขนาด 5-10 เซนติเมตร ใช้เมล็ดพันธุ์ 100-150 กรัม หลังจากที่กล้ามีอายุได้ประมาณ 25-30 วัน หรือต้นสูงประมาณ 1 คืบ ก็ถอนย้ายปลูกลงแปลงได้ การถอนต้นกล้าที่จะปลูกต้องถอนไว้ในตอนเช้าก่อนแดดจัด แล้วนำใส่เข่ง เอาผ้าชุบน้ำคลุมไว้ในที่ร่ม หรือหากมีแรงงานมากก็ถอนแล้วนำไปปลูกในตอนเย็น  กล้าที่ถอนแล้วต้องนำไปปลูกให้หมดภายในวันนั้น  ไม่ควรเก็บค้างคืน วิธีปลูกใช้นิ้วขุดดินตรงจุดปักต้นกล้าลงไป กดดินที่โคนต้นให้พออยู่แต่อย่าให้แน่นเกินไป  ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 60 เซนติเมตร  หลังจากปลูกเสร็จแล้วเอาฟางคลุมบางๆ เพื่อให้ต้นกล้าตั้งตัวได้เร้วขึ้น และเพื่อเป็นการเก็บรักษาความชื้นในดิน รดน้ำให้ชุ่ม ในระยะตั้งตัวไม่ควรให้น้ำมากนัก เพื่อป้องกันโรคเน่าและเชื้อรา ช่วงที่เกิดดอกจะขาดน้ำไม่ได้ และเป็นช่วงที่ต้องการน้ำมากขึ้น เพื่อการเจริญเติบโตของดอกอย่างสม่ำเสมอและได้ดอกที่สมบูรณ์

.....ปุ๋ยที่แนะนำให้ใช้กับกะหล่ำดอกคือ ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 15-15-15 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งคือ ใส่รองก้นหลุมก่อนปลูกและครั้งที่สองใส่เมื่อดอกกะหล่ำมีอายุ 30-40 วันหลังย้ายปลูกในแปลงปลูกแล้ว .....เมื่อดอกมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7.5 เซนติเมตร หรือดอกจวนได้ขนาดให้รวบปลายใบผูกเชือกไว้หลวมๆคลุมดอกไว้ดอกจะขาวน่ารับประทาน โดยเมื่อตัดให้มีใบติดมาด้วย 2-3 ใบ เพื่อที่จะเก็บไว้ได้นาน สำหรับพันธุ์ใหม่นั้นจะมีลักษณะใบคลุมดอกโดยธรรมชาติไม่จำเป็นต้องช่วยผูกใบเพื่อคลุมดอก

 คะน้า ....เป็นผักที่คนไทยนิยมบริโภคกันอย่างกว้างขวางหาซื้อง่าย และหาซื้อได้บริโภคได้ตลอดทั้งปีอีกทั้งยังมีราคาไม่แพงมากนัก  ในการปลูกเป็นพืชผักสวนครัวก็ไม่ยุ่งยากเนื่องจากคะน้าขึ้นได้ดีในดินทุกประเภทนอกจากนี้การรับประทานคะน้า 1 ถ้วยก็จะได้รับแคลเซี่ยมพอกับการดื่มนมเลยทีเดียว ทั้งยังเป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินซีอีกด้วย

.....พันธุ์คะน้าที่นิยมปลูกในบ้านเราคือ พันธุ์คะน้าจีน ซึ่งนิยมปลูกกัน 3 ประเภทคือ คะน้าใบกลม ลักษณะลำต้นอวบใหญ่ ก้านเล็ก ใบกลมหนา ...คะน้าใบแหลม ลักษณะใบแคบกว่าคะน้าใบกลม และปลายใบแหลม และ คะน้ายอดหรือคะน้าก้าน มีลักษณะลำต้นอวบใหญ่เช่นกัน แต่ใบแหลมและก้านใหญ่ จำนวนใบต่อต้นน้อยกว่าคะน้าใบแหลม ดังนั้นการเลือกปลูกคะน้าพันธุ์ใดขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้บริโภคว่านิยมบริโภคคะน้าละกษณะใด

.....เมื่อเลือกพันธุ์คะน้าที่จะปลูกได้แล้ว  ก็มาถึงขั้นตอนการเตรียมดินสำหรับปลูก เริ่มจากขุดดินลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร สาเหตุที่ที่ไม่ต้องขุดลึกมากเนื่องจากระบบรากของคะน้าไม่ลึกนัก  ขุดพลิกดินตากแดดไว้ 7-10 วัน แล้วย่อยพรวนเป็นก้อนเล็กๆ การปลูกคะน้าใชวิธีหว่านเมล็ดลงในแปลงได้เลย โดยวิธีการหว่านเมล็ดแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ การหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วทั้งแปลง และวิธีการโรยเมล็ดแบบเรียงแถว ซึ่งการเลือกปลูกวิธีใดขึ้นอยู่กลับความสะดวก และความถนัด

.....การใส่ปุ๋ยนั้นเนื่องจากคะน้าเป็นผักกินใบ จึงควรใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงเช่น ปุ๋ย 20-11-11 หรือ 12-8-8 การใส่ปุ๋ยให้ใส่ประมาณ 2-3 ครั้งคือ ครั้งแรกเป็นการใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม ครั้งที่สองและครั้งที่สามเป็นการใส่เมื่อคะน้ามีอายุประมาณ 20 วัน และ 30 วัน ...การพรวนดินและกำจัดวัชพืชนั้นควรทำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคะน้ายังเป็นต้นอ่อนๆนั้นนับว่ามีความจำเป็นอย่างมาก  การรดน้ำต้องทำทั้งเช้าและเย็น เนื่องจากคะน้าต้องการน้ำอย่างเพียงพอ และสม่ำเสมอจึงจะเจริญได้ดี เพราะถ้าขาดน้ำแล้วคะน้าจะชงักการเจริญเติบโต

.....ในการปลูกคะน้าแต่ละครั้งจะเก็บคะน้าบริโภคได้ 3 ครั้ง โดยในครั้งแรกจะเก็บได้เมื่อปลูกไปได้ 20 วัน หรือต้นสูงประมาณ 10 เซนติเมตร ซึ่งเป็นการถอนแยกครั้งแรก เพื่อเอาต้นกล้าที่ไม่สมบูรณ์ออก และให้เหลือระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 10 เซนติเมตร ครั้งที่สองเมื่อคะน้าอายุได้ 30 วัน นับเป็นการถอนแยกครั้งที่สอง และในครั้งที่ สามเป็นการตัดต้นคะน้าเมื่ออายุได้ 15-55 วัน

ขึ้นฉ่าย ...เป็นผักที่ใช้รับประทานส่วนใบและก้าน โดยรับประทานทั้งในลักษณะผักสดและนำไปเป็นผักชูรสอาหารอีกมากมายหลายประเภท เนื่องจากมีกลิ่นหอมซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของขึ้นฉ่าย ทำให้หลายคนติดใจในผักประเภทนี้ รวมทั้งสรรพคุณพิเศษในทางยาของขึ้นฉ่ายคือช่วยลดความดันโลหิต เนื่องจากทำให้หลอดเลือดขยายตัวช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และโรคหัวใจขาดเลือด รวมทั้งช่วยเพิ่มภูมคุ้มกันโรคด้วย นอกจากนี้ขึ้นฉ่ายยังเป็นผักที่เหมาะคนที่มีปัญหาในเรื่องโรคไต  เนื่องจากเป็นผักที่มีโซเดี่ยมน้อยมาก และการรับประทานขึ้นฉ่านสดๆ ทำให้ได้รับวิตามินซีมากกว่าการรับประทานขึ้นฉ่ายที่นำไปปรุงเป็นอาหารแล้ว เนื่องจากวิตามินซีจะสูญเสียไปกับความร้อนที่ใช้ในการปรุงอาหาร แต่ขึ้นฉ่ายผัดยังคงคุณค่าสรรพคุณทางยาอยู่

.....ขึ้นฉ่ายชอบขึ้นในดินร่วนเบา หรือดินทราย นับเป็นพืชที่มีอายุสั้นพอๆกับผักกาดหอม ยิ่งถ้าได้ดินดีก็จะเจริญงอกงามอย่างรวดเร็ว ขึ้นฉ่ายที่นิยมปลูกในบ้านเรามี 2 ชนิดคือ พันธุ์จีน ลักษณะก้านใบขนาดเล็ก ใบ 1 ใบ มีใบย่อย 3-7 ใบ ลำต้นสั้น และพันธุ์ฝรั่ง ซึ่งกาบใบจะอ้วนหนา ก้านใบยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร รูปร่างและลักษณะใกล้เคียงกับพันธุ์จีน ...วิธีปลูกใช้หว่านเมล็ดลงบนแปลงปลูก หรือใช้เพราะในแปลงเพาะก่อน โดยผสมเมล็ดพันธุ์กับทรายในอัตรส่วน 1 ต่อ 10 แล้วหว่านในแปลงปลูก หลังจากนั้นต้องคลุมด้วยหญ้าหรือฟางแห้ง หมั่นรดน้ำเช้าเย็นประมาณ 40-45 วัน เมื่อต้นกล้าแตกใบงอกขึ้นมาแข็งแรงดี จึงค่อยแยกต้นปลูกเป็นกอๆ กอละ 2-36 ต้น กะระยะห่างกันประมาณ 10 เซนติเมตร หรือถอนต้นกล้าย้ายลงในแปลงปลูกที่เตรียมไว้ กะให้มีระยะห่างประมาณ 25x50 เซนติเมตร ฤดูที่เหมาะสมในการปลูกขึ้นฉ่ายคือ ปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว

.....รดน้ำทั้งเช้าและเย็นให้ชึ่มอยู่เสมอ อย่าให้ถึงกับแฉะเกินไป ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ช่วยบ้าง ทุกๆครั้งที่มีการพรวนดิน ...การเก็บเกี่ยวเมื่อมีใบสีเขียวให้เห็นพอสมควรก็เริ่มเก็บได้ หรือประมาณ 90 วันหลังจากการย้ายกล้ามาปลูก  ซึ่งวิธีการเก็บจะใช้วิธีการถอนออกมาทั้งราก แต่ก่อนที่จะถอนควรรดน้ำให้ดินไม่แข็งเพื่อที่จะถอนได้ง่ายขึ้น

 ตะไคร้ ...จัดเป็นผักที่นำไปปรุงรสอาหารได้หลากชนิด และยังเป็นพืชสมุนไพรที่มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว มีสรรพคุณช่วยให้ท้องอืดและแน่นท้อง ปัจจุบันมีผู้นิยมนำตะไคร้มาต้มกับน้ำ โดยใส่ใบเตยหอมเพื่อเพิ่มกลิ่น  ดื่มร้อนๆเป็นชาสมุนไพรที่มีรสชาติอร่อยและมีคุณประโยชน์มาก สำหรับคุณผู้หญิงต้องการลดไขมันให้เติมก้านของส้มปล่อยลงไปต้มด้วย ก็จะเป็นชาสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการช่วยลดไขมันตามส่วนต่างๆของร่างกายที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายเหมือนกัยซื้อยาลดความอ้วนทั้งหลายมารับประทาน

.....ตะไคร้จัดเป็นพืชที่มีอายุนาน มีระบบรากฝอยยึดจับผิวดินแน่น เติบโตได้ดีมีทรงพุ่มสูงถึง 1 เมตร แต่การปลูกตะไคร้ไว้ในบ้านจะต้องมีการจัดแต่งใบ เนื่องจากถ้าปล่อยตามธรรมชาติจะค่อนข้างเกะกะกินพื้นที่อยู่มาก ตามที่เคยมีคำกล่าวถึงตะไคร้ว่า " ต้นเท่าครกใบปรกดิน " ...พันธุ์ที่ใช้ปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกต่อๆกันมา  ดังนั้นเมื่อคิดจะเริ่มปลูกตะไคร้ก็หาซื้อได้จากตลาดสด ซึ่งมักจะมีต้นแก่ไว้ขายเพื่อนำไปปลูกด้วย หรือจะหาซื้อตะไคร้ที่มีขายสำหรับไว้บริโภคก็ใช้ปลูกได้เช่นกัน .....การเตรียมดินสำหรับการปลูกตะไคร้ ต้องขุดดินลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน โรยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุม แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ย่อยดินให้เล็กลง พรวนดินให้ดินร่วนและโปร่ง  นำต้นตะไคร้มาตัดให้ยาวประมาณ 2 องคุลี หรือตะไคร้ที่ตัดใบเรียบร้อยแล้วนำไปปักลงในดินลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร หลุมละประมาณ 4 ต้น ระยะปลูกของตะไคร้มีระยะห่างระหว่างต้น 35 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว 70 เซนติเมตร

.....หลังจากปลูกแล้วพอต้นตะไคร้ตั้งตัวได้ประมาณ 1 เดือนให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 โรยข้างๆต้นกลบพรวนดิน ส่วนการรดน้ำในระยะแรกให้รดน้ำช่วงเช้าและเย็นพอตะไคร้ตั้งตัวได้ดีแล้วก็รดแต่เพียงตอนเย็นก็พอ ..สำหรับการกำจัดวัชพืชนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากวัชพืชจะเป็นตัวแย่งอาหาร ดังนั้นควรมีการกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอด้วย

.....เมื่อตะไคร้เจริญเติบโตได้ขนาดใหญ่ตามต้องการแล้ว  มีข้อควรจำว่าเวลาตัดตะไคร้ไปรับประทานนั้น ไม่ควรเห็นว่าตะไคร้เป็นพืชที่ขึ้นง่ายแล้วใช้วิธีดึงถอนโดยไม่คำนึงถึงต้นที่ฝังอยู่ในกอ และความสวยงามของสวนครัว ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ ควรใช้มีดตัดโคนต้นตะไคร้ให้เสมอระดับดิน เลือกตัดต้นที่เบียดกันออกให้เหลือต้นที่มีระยะห่างสม่ำเสมอกัน  ทำให้ได้ทั้งความสวยงามของกอตะไคร้ที่เหลืออยู่ และยังมีกอตะไคร้ให้ตัดออกไปรับประทานได้นานอีกทีเดียว ..... อ่านต่อบล็อคที่ 2 นะครับ ( แตงกวา ) ขอบคุณครับเพื่อนบล็อค ok





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
คนหัวฟู วันที่ : 14/02/2012 เวลา : 17.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhuafuu

เป็นอีกคนครับ ที่จะกลับไปพึ่งตนเอง .................

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เสี่ยวป้อ วันที่ : 05/10/2007 เวลา : 00.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/seaugpor
  "เสวนา กับ เสี่ยวป้อ มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางอันหลังมากกว่า 555"

อยากอ่านต่ออีกอ่าคับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Yai_Nid วันที่ : 04/10/2007 เวลา : 23.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/YaiNid
เที่ยว Melbourne..ที่นี่  Love U..OK?..รักนะ..ได้มั้ยล่ะhttp://www.oknation.net/blog/konlangkow

มึที่ปลูกผักสวนครัวบ้างก็ดี ไม่ต้องเสี่ยงกินสารพิษ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ดินดำน้ำชุ่ม วันที่ : 03/10/2007 เวลา : 11.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/derreiser
เพื่อชาติ และเป็นคนดีของชาติ

มาเยี่ยมขอบคุณครับ อยากปลูกเหมือนกันครับ แต่ที่ไม่พอครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
khongpu วันที่ : 03/10/2007 เวลา : 09.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khongpu
ค้างพลู

ดำรงชีวิตอยู่ด้วยสติในทุกขณะจิต คือ ชีวิตที่พอเพียง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

Think You Want It

ครอบครัวผม..อยู่ด้วยกันแค่ 3-4 คน พ่อ,แม่,ลูก บ้านยังไม่เป็นระเบียบ..เมียก็จะยังงั้น,ลูกก็ยังงี้..เฮ้อ..เหนื่อยใจ

View All
<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]