*/
  • รุ่ง..คชฤทธิ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-10
  • จำนวนเรื่อง : 27
  • จำนวนผู้ชม : 21936
  • จำนวนผู้โหวต : 27
  • ส่ง msg :
  • โหวต 27 คน
วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม 2551
Posted by รุ่ง..คชฤทธิ์ , ผู้อ่าน : 714 , 08:05:07 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


                         เป็นเรื่องสั้น เรื่องหนึ่งที่อยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้น "คนใต้ฝุ่น"   

ใช้ผ้าหมาดน้ำไล่เช็ดฝุ่นผงบนพื้นโต๊ะเก้าอี้ วนเวียนอยู่อย่างนั้น... 

แป๊ะเส็งออกอาการเบื่อหน่าย เมื่อเหลืออดเข้างึมงำกับตนเอง บางครั้งก็บ่นด่าระบายแบ่งให้ลูกเมียอยู่เป็นประจำ

“เมื่อไหร่มันจะหมดเสียทีวะ ไอ้ฝุ่นระยำ ไม่ต้องทำมาหากินกันล่ะ”

             หลายเดือนมานี้ขี้ฝุ่นและขี้ฝอยลอยฟุ้งตลบท่วมทั่วทุกซอกเมือง บางขณะคล้ายจะโปร่งจางพอได้เห็นรูปรอยสิ่งปลูกสร้างได้รางๆ แต่เพียงไม่กี่วันถัดมา ฝุ่นกลับฟุ้งกระจายลอยคว้างแทนที่อากาศว่าง บางส่วนหล่นลงเปรอะเปื้อนสินค้าสิ่งของภายในร้านโชห่วย ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ริมถนนสายหลักตรงปากทางเข้าสู่เมืองใหญ่  ด้านหน้าของร้านต่อกันสาดยื่นออก ขายอาหารตามสั่งเครื่องดื่มนานาชนิด เช่น น้ำชา กาแฟ เหล้า เบียร์  และนับตั้งแต่เกิดปรากฎการณ์ขี้ฝุ่น ร้านค้าของแป๊ะเส็งดูเงียบเหงาผิดปกติ ลูกค้าที่เคยมานั่งกินนั่งดื่มทยอยหายหน้าหายตาไปทีละคนสองคน

ตำรวจห้าหกนายกำลังเดินออกมาจากเมือง แวะเข้าร้าน  เครื่องแบบของพวกเขาเปรอะเปื้อนฝุ่นผง ยิ่งเพิ่มความอยากรู้ให้แก่แป๊ะเส็งมากยิ่งขึ้น

แป๊ะเส็งเอ่ยถามกับตำรวจนายหนึ่งถึงสาเหตุของฝุ่นหลังจากเสิร์ฟเบียร์วางลงตรงหน้า

                “ทำมาหากินของแกไปเฮอะ อย่าไปยุ่งกับเขาเล้ย” ตำรวจนายหนึ่งเสียงเข้ม

“เอ่อ ครับผม”

แป๊ะเส็งรับคำด้วยใบหน้าสลด    โค้งจนตัวลีบ

                “นายบอกว่า ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ไหวว่ะ พวกนี้ชักจะเหิมเกริมหนักข้อขึ้นทุกวัน มันเล่นตามนายใหญ่ไปทุกที่”    เสียงนายตำรวจเปรยกับพวก

                “จะทำอะไรต้องระวังหน่อยนะ สื่อมวลชนเต็มไปหมด”

                แป๊ะเส็งพยายามเงี่ยหูฟัง แต่เสียงพูดคุยเริ่มเบาลงเมื่อตำรวจนายนั้นเหลือบเห็นแป๊ะเส็งยืนเมียงมองอยู่ใกล้ๆ

                หลังจากกลุ่มตำรวจออกจากร้านกลับเข้าเมืองไปแล้ว นายทหารหลายสิบคนเดินออกมาจากเมืองขี้ฝุ่นเป็นกลุ่มที่สอง  แล้วแวะมายังร้านของแป๊ะเส็งเหมือนกัน พวกเขาสั่งเครื่องดื่มและอาหาร แป๊ะเส็งรวบรวมความกล้าเอ่ยถามทหารนายหนึ่งที่กำลังพูดคุยกับเพื่อนๆ นายทหารตอบแกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ฝุ่นมันเกิดขึ้นได้ทั้งนั้นไม่ว่าที่ไหน  แป๊ะเส็งรู้สึกผิดหวังอีกครั้งทำได้แค่การพยายามฟังการสนทนาที่จับใจความได้บ้างไม่ได้บ้าง

“มันจะลุกลามใหญ่โตหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“อย่าให้ลามปามมาถึงพวกเราก็แล้วกัน”

            “แต่ผมกลัวว่ามันจะกลายเป็นโรคระบาดเสียก่อนนะสิ”

หลังจากเช็คบิลเสร็จแล้ว กลุ่มทหารก็พากันแยกย้าย บางนายเดินหายเข้าไปในเมืองขี้ฝุ่น บางนายเดินออกจากตัวเมืองไป ทิ้งคำพูดให้แป๊ะเส็งนำมาขบคิด 

อย่าให้ลามปามมาถึงเรา ก็แล้วกัน!?

 

เวลาผ่านไปไม่นานนัก นักศึกษากลุ่มหนึ่งเดินออกจากเมืองและกำลังจะผ่านร้านของแป๊ะเส็ง  แกรีบออกไปหน้าร้าน   พลางร้องถามพวกเขา

“พวกลื้อรู้หรือเปล่า ใครทำให้เกิดขี้ฝุ่นขึ้นในเมืองโน่น”

“เอ ไม่รู้สิ” นักศึกษาหนุ่มตอบ แล้วหันไปถามเพื่อนๆ “พวกฉันไม่ค่อยแน่ใจนะอาแป๊ะ” เขาหันกลับมาตอบแล้วเดินตรงไปยังห้างค้าปลีกใหญ่ที่เพิ่งมาเปิดอยู่ใกล้ๆ

มันเกิดอะไรขึ้น และใครเป็นคนทำกันแน่วะ 

แป๊ะเส็งรู้สึกขัดใจกับคำตอบของนักศึกษาที่ไม่สามารถให้คำตอบได้

เสียงโต้เถียงดังเอ็ดอึงจากชายสามคนที่นั่งล้อมวงดื่มเบียร์อยู่ภายในร้าน แป๊ะเส็งและลูกค้าในร้านต่างหันมองไปทางเดียวกัน

“ของ ของเขา จะทำไงก็ได้”

“เอ้า ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ก็ต้องเสียภาษีซี”

“อะ อะไร ก็สรรพากรเขาก็บอกอยู่ว่าไม่ต้องเสีย”

“โอ๊ย มันซับซ้อน เขามีวิธีของเขา”

“โธ่เอ๊ย    เห็นมะ   คนเรา มันก็พูดกันไป แล้วนี่ ไอ้เชตรกับไอ้ชาติ     น้องพี่มันเลิกยาบ้าได้เพราะใคร หา--ฉันถามหน่อย แม่ผ่าตัดมดลูกแทบไม่ต้องเสียเงินเพราะใคร ลำพังขับมอไซค์รับจ้างฉันไม่มีปัญญาหาเงินมารักษาได้หรอก พี่ทำงานออฟฟิศจะไปเดือดร้อนอะไร     ประกันโน่นประกันนี่” หนึ่งในสามคนเม้มปาก เม้มฟัน โต้ตอบด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ

“อันนั้นเป็นความดีของเขาพี่ก็ไม่ได้เถียง แต่จะมาอ้างว่าเป็นคนพัฒนาสร้างบ้านแปลงเมืองแล้วจะทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควร มันก็ไม่ถูก เพราะนี่มันงานอาสาเขามาทำ ที่จริงประโยชน์ที่เขาให้พวกเรา มันก็ไม่ต่างอะไรกับเศษเนื้อข้างเขียงที่กระเด็นมาให้กินหรอก” 

“แล้วไม่เอาเขา จะเอาใคร ฉันถามพี่หน่อย ไปฟังเขาบ้างซี้ ที่สวนจตุจักรน่ะ”

“แล้วเอ็งทำไมไม่ไปกับพี่มั่ง ที่สวนลุมน่ะ”

“ฉันไม่ไปหรอก คนพวกนั้นไม่เคยให้อะไรฉัน แม้แต่เศษเนื้อที่พี่ว่ามา ยิ่งฝ่ายค้านน่ะตัวดี ตอนมีอำนาจพี่ก็เห็น”

“อ้าว เฮอะ   มันไปเกี่ยวอะไรกับฝ่ายค้านวะ   ไม่ได้พูดถึงฝ่ายค้านสักหน่อย และพี่ก็ไม่ได้บอกว่าฝ่ายค้านดีนี่    จะลากเขามาเกี่ยวทำไมว้า”

“เอาเถอะ กินเหล้ากันเถอะ พอ พอ” ชายคนที่สามรีบตัดบทห้าม

“พอ ฉันไม่กิน หมดอารมณ์”         คนที่ใส่เสื้อ

วินมอเตอร์ไซค์ฮึดฮัดลุกออกไปจากโต๊ะ

  แป๊ะเส็งรู้สึกโล่งอกที่ทั้งสองไม่ถึงกับลงมือลงไม้ทำร้ายกัน แต่อดกังขากับการโต้เถียงของพวกเขาไม่ได้ แกรู้ได้ทันทีว่าเป็นนักการเมืองใหญ่คนที่แกชื่นชอบนั่นเอง ที่ตกเป็นเป้า พอตกค่ำแกเฝ้าอยู่หน้าจอโทรทัศน์เพื่อรอชมข่าว แต่กลับต้องผิดหวังตามเคย เพราะผู้รายงานข่าวเพียงแต่บอกว่า มีการชุมนุมที่ไหน แต่ไม่ได้บอกถึงสาเหตุของการชุมนุมที่แน่ชัด แกถอนหายใจด้วยความรู้สึกแปลกแยก... ห้าปีมาแล้วที่บ้านเมืองถูกพัฒนาแบบพลิกฝ่ามือ ไม่มีนักการเมืองคนไหนโดดเด่น และทำงานได้เหมือนกับท่านผู้นำคนนี้  แป๊ะเส็งรำพึงกับตัวเอง

 

การถกเถียงขยายเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ   และเริ่มแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างชัดเจน คนขับรถแท็กซี่บางคนโต้เถียงกับผู้โดยสาร จนบางครั้งถึงกับไล่ผู้โดยสารลงจากรถ นักศึกษาบางคนกับอาจารย์  ชาวบ้านบางคนกับคนทำงานออฟฟิศ แม่ค้าบางคนกับลูกค้า ครูบางคนกับเจ้าหน้าที่ อ... และไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไปกับเขาด้วย นักวิชาการบางคนกับนักการเมืองออกมาโต้ตอบกันอย่างเผ็ดร้อนผ่านสื่อต่างๆ  หนังสือพิมพ์โทรทัศน์ เริ่มเสนอข่าวการชุมนุมประท้วงที่กำลังขยายกลายเป็นการชุมนุมขับไล่ผู้บริหารสูงสุดของประเทศ เพราะพวกเขาเชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำให้เกิดฝุ่น แป๊ะเส็งสั่งห้ามลูกเมียไม่ให้พูดคุยถึงเรื่องที่กำลังถกเถียงของชาวบ้านโดยเด็ดขาด เพราะเกรงว่าจะเป็นเหมือนกับคู่อื่นๆ แกพยายามไม่ออกความเห็นเมื่อลูกค้าพูดคุยด้วย ถึงแม้จะไม่เห็นด้วยกับบางเรื่องก็ตาม แต่กระนั้นก็ยังไม่วายโดนเพื่อนที่เป็นครูต่อว่าให้ขบคิด และอึดอัด

             วันหนึ่งเพื่อนครูชวนให้เข้าเมืองเพื่อไปร่วมชุมนุมขับไล่ผู้ที่เขาเชื่อว่า ทำให้เกิดขี้ฝุ่นขึ้น

“ดียังไงวะ โน่น ถ้าเขาดีจริง เขาไม่ปล่อยให้ไอ้ห้างค้าปลีกมาตั้งอยู่ข้างร้านแกหรอก”

“แต่อย่างอื่นอีก็ทำดีไว้เยอะนา         ไม่เอาน่า

อั๊วไม่ไปด้วยหรอก อั๊วไม่แน่ใจว่าอีจะทำอย่างที่ลื้อว่า อั๊วขอเป็นกลางก็แล้วกัน”

“เป็นกลาง   โธ่เอ้ย แกนะมันนิ่งดูดายต่างหากไอ้แป๊ะ มีที่ไหนเป็นกลาง ระหว่างขี้กับข้าวแกกินอะไร”

“อะ! จะบ้าเรอะ อั๊วต้องกินข้าวซี”

“อ้าว แล้วขี้ผสมข้าวแกกินไหม”

“ไอ้บ้า!   หึหึ” แป๊ะเส็งด่าโพล่งออกไป ขำกับการเปรียบเปรย แต่คำเสียดเย้ยของเพื่อนดูจริงจังเหลือเกิน ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดให้เกิดเรื่องหมางใจ ทั้งที่อยากจะถกเถียงอยู่หลายประเด็น

ทุกเย็นเพื่อนครูคนนี้กับพวกจะเข้าเมืองไปร่วมฟังการชุมนุม พร้อมกับผ้าสีเหลืองที่มีข้อความว่า “กู้ชาติ” คาดไว้ที่หัว แกไม่อยากเชื่อกับคำกล่าวหาของเพื่อนครูและคนอื่นๆ อีกหลายคนที่บอกว่า นักการเมือง ที่เป็นฮีโร่ในดวงใจของแกเป็นต้นเหตุทำให้เกิดฝุ่นขึ้นในครั้งนี้

รถอีแต๋นบรรทุกชาวไร่ชาวนามาหลายสิบคัน กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง กลุ่มสามล้อแท็กซี่ชักขบวนเป็นแถวยาวเหยียดมุ่งหน้าเข้าสู่เมือง หลายคนมีผ้าสีขาวที่มีข้อความว่า “สู้สู้” คาดไว้ที่หัว บางคนแวะซื้ออาหารที่ร้านของแป๊ะเส็ง และบอกแกว่าจะไปให้กำลังใจท่านผู้นำ และเพื่อยืนหยัดรวมพลังกันต่อสู้ให้สังคมรู้ว่า ผู้ชุมนุมประท้วงขับไล่ท่านผู้นำนั่นต่างหากที่ทำให้เกิดฝุ่นขึ้น

                แป๊ะเส็งเฝ้าสังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความประหลาดใจ ยิ่งผู้คนตื่นตัวและออกไปชุมนุมมากขึ้นเท่าไร ดูเหมือนละอองฝุ่นจะยิ่งฟุ้งกระจายมากเป็นทวีคูณ และยังลุกลามเข้าในเขตเมืองของต่างจังหวัดหลายจังหวัด ข่าวการปะทะกันระหว่างผู้ที่ร้องเชียร์ และผู้ที่ตะโกนขับไล่จนถึงกับเลือดตกยางออกเริ่มมีให้เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์  แป๊ะเส็งยิ่งรู้สึกสลดหดหู่กับข่าวที่ว่า ตำรวจอยู่เบื้องหลังในการปะทะกันครั้งนั้น และเพียงไม่กี่วัน ข่าวลอบวางระเบิดหมายสังหารท่านผู้นำก็ปะทุขึ้นกลบข่าวประชาชนโดนทำร้ายเสีย จนทำให้แกกับผู้คนอื่นๆ ยิ่งสับสนมากขึ้น และอยู่ในอาการอกสั่นขวัญผวากันทั้งเมือง

ท่ามกลางละอองฝุ่นที่คละคลุ้งหนาแน่นจนมืดครึ้ม ผู้เฒ่าซึ่งเป็นที่นับถือของคนในหมู่บ้านและเป็นที่รู้จักของผู้คนแทบทั้งเมือง    แวะมาเยี่ยมเยือนแป๊ะเส็งด้วยใบหน้าและแววตาบ่งบอกถึงความห่วงใย ผู้เฒ่าพร่ำบอกถึงพิษภัยที่มากับฝุ่นซึ่งอาจกลายเป็นโรคระบาด อาการของมันจะเหมือนกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตหลายๆ ครั้ง แต่มันจะรุนแรงกว่าหลายเท่านัก เพราะฝุ่นได้กระจัดกระจายไปทั่วทุกหัวระแหง ครั้นแป๊ะเส็งถามถึงต้นเหตุที่ตนเคลือบแคลงใจอยู่ผู้เฒ่ากลับนิ่งเงียบและได้แต่บอกว่า ให้ใช้สติปัญญาพิจารณาด้วยตัวเอง แล้วจากไปเพื่อเยี่ยมเยือนผู้อื่นต่อ  ทิ้งปริศนาไว้ให้แป๊ะเส็งต้องขบคิด...

แป๊ะเส็งนึกถึงเหตุการณ์อันหฤโหดในสนามใหญ่กลางเมืองและมหาวิทยาลัยริมแม่น้ำแล้วรู้สึกขนพองสยองเกล้า นักศึกษาหญิงถูกกระทำอย่างป่าเถื่อน ร่างกายถูกรุมทึ้งมีบาดแผลเหวอะหวะทั่วทั้งร่าง บางศพไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าติดกาย นักศึกษาชายถูกเชือกมัดคอลากครูดไปบนถนน บางศพถูกแขวนโตงเตงกับกิ่งมะขามข้างสนามกลางเมืองนั่น บางคนถูกลิ่มเสียบปักคาอกตายอย่างน่าอนาถเลือดทะลักส่งกลิ่นคาวคุ้ง... 

แป๊ะเส็งนึกถึงคำพูดของตำรวจที่แวะมาในร้าน กับเรื่องที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการปะทะกันของผู้ประท้วง และคำพูดของนายทหารที่ว่า “อย่าให้ลามปามมาถึงพวกเราก็แล้วกัน” อีกทั้งการถกเถียงระหว่างคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างกับพี่ชายที่ทำงานออฟฟิศ เพื่อนครูที่หมางเมินกันไปเพราะแกปฏิเสธที่จะเข้าร่วมชุมนุมขับไล่ท่านผู้นำด้วย กลุ่มคนอีกหลายกลุ่มหลายอาชีพที่มีความคิดขัดแย้งจนเป็นเหตุให้ถึงกับทะเลาะกัน จนบางคนเข้าไปรวมกลุ่มกับผู้ชุมนุมประท้วงขับไล่ บ้างไปเข้ากลุ่มกับผู้สนับสนุน หากเหตุการณ์เหล่านี้คือการส่อแววว่าจะเกิดโรคระบาดเหมือนที่ผู้เฒ่ากลัว     ความวิบัติก็คงจะเกิดขึ้นในไม่ช้า...แป๊ะเส็งรู้สึกหวาดกลัวเมื่อคิดย้อนถึงเหตุการณ์ในอดีต

“เจ้าประคู๊น” แกพูดพลางยกสองมือขึ้นประนม “ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงทั้งสองกลุ่มเลิกชุมนุมเสียทีเถอะ หรือขอให้ท่านผู้นำออกจากเมืองมาสักพักก่อนก็ได้ จะได้พิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้เป็นต้นเหตุทำให้เกิดขี้ฝุ่นก่อนที่มันจะกลายเป็นโรคระบาดไปเสียก่อน”

หลายวันต่อมา...อากาศวันนี้กลับโปร่งใส ฝุ่นในเมืองเริ่มจางบางตาจนสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งได้ชัดเจน แป็ะเส็งเปิดร้านทำการค้าขายด้วยความปลอดโปร่ง สูดลมหายใจยาว ผ่อนคลาย ระบายยิ้มอย่างมีความหวัง หรือคำขอของข้าจะเป็นจริง เออให้มันจบๆ เรื่องกันเสียทีเถอะ จะได้ทำมาหากินกันเสียที 

แป๊ะเส็งเห็นเงาร่างหนึ่งตะคุ่มๆ กำลังเดินออกมาจากเมืองขี้ฝุ่นและใกล้เข้ามาทุกขณะ เขาเป็นชายร่างใหญ่เลยวัยกลางคน ยิ่งมองยิ่งคุ้นตานัก แต่ใบหน้านั้นดูเขียวคล้ำผมเผ้าฟูกระเซิงเปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นละออง เสื้อผ้าก็ขาดวิ่น สารรูปของเขาดูย่ำแย่และเหมือนจะเปื้อนฝุ่นมากกว่าคนอื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้า แต่เมื่อใกล้เข้ามาแป๊ะเส็งถึงกับผงะ ร่างของแกสะท้านไหว ‘ยึกหยึย หนอนนับสิบตัวกำลังไต่ยั้วเยี้ยออกมาทางรูจมูกของชายผู้นั้น

อาเจียนพรวดออกจากปากแป๊ะเส็งทันที   

“เกิดอะไรขึ้นข้างในนั่น!? หรือเกิดโรคระบาดแล้ว” แป๊ะเส็งแข็งใจร้องถามทั้งที่อยู่ในอาการขนลุกขนพอง

“คนพวกนั้นมันขี้อิจฉา” ชายผู้นั้นร้องบอก “พวกมันไม่เล่นตามกติกาเอาข้อมูลที่มีพื้นฐานของความโกหกเที่ยวใส่ความกันทุกเรื่อง แล้วนี่ พวกมันยังขับไล่ผมออกมา นี่ แล้วมันวางระเบิดจะฆ่าผมอีก พวกมันนั่นแหละ ที่ทำให้ฝุ่นกระจายฟุ้งเต็มบ้านเต็มเมือง นี่ ผมไม่ผิดนะ พวกมันจะฆ่าผม ช่วยผมด้วย”  

“โอ๊ะ! ท่าน ท่านนั่นเอง”

แป๊ะเส็งร้องเสียงดังด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าร่างนั้นเป็นใคร พอสักประเดี๋ยวก็นึกดีใจ คิดว่าบางทีขี้ฝุ่นอาจจะหมดไปเสียที แต่ก่อนที่แกจะเอ่ยปากพูดต่อ ท่านผู้นำรัฐนาวากลับหยุดหันรีหันขวาง แววตาบ่งถึงอาการสับสนและปวดร้าว เขายืนละล้าละลังเหมือนกำลังตัดสินใจด้วยความยากลำบาก  สูดลมหายใจอย่างแรง   ไหล่ที่ห่องุ้มเมื่อครู่กลับตั้งตรง   ใบหน้า เชิด แล้วเขาก็หันขวับเดินดุ่มๆ กลับเข้าเมืองไปโดยไม่เหลียวกลับมามองแป๊ะเส็งอีกเลย ทิ้งให้แปะเส็งยืนงงงันอยู่กับที่ ปากเผยอค้าง ก้อนเสียงไม่อาจหลุดพ้นลำคอออกมาได้ แกมองตามร่างนั้นหายลับเข้าไปในเมืองขี้ฝุ่น

        

ฉับพลัน! ฝุ่นที่จางบางตากลับพวยพุ่งขึ้นแผ่ปกคลุม  ทั่วทั้งเมืองตกอยู่ในความมืดหม่นมัว  มีเสียงร้องของฝูงชน “สู้ สู้” และ “ออกไป ออกไป” ดังกระหึ่มทุกสารทิศ

 

พิมพ์ครั้งแรก   สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์  วันศุกร์ที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ ๒๕๔๙

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ku_khuan วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 14.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khuan
<<"วันนึงชั้นก็ตื่นขึ้นมา!...แล้วพบว่า....ตัวเองเป็นแค่ถ่านไฟฉายก้อนนึง">>

สนุกดี
เพลินดี

....

ถ้าฟุ้งฝุ่นจางลง
ความจริงคงปรากฏชัดขึ้นค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน