*/
  • รุ่ง..คชฤทธิ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-10
  • จำนวนเรื่อง : 27
  • จำนวนผู้ชม : 21934
  • จำนวนผู้โหวต : 27
  • ส่ง msg :
  • โหวต 27 คน
วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน 2551
Posted by รุ่ง..คชฤทธิ์ , ผู้อ่าน : 1555 , 13:34:39 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                                                          ถ้อยแถลง 

หลังจากที่ได้งานวรรณกรรมเรื่องสั้นของนักเขียนชั้นคูร และนักเขียนรุ่นพี่หลายๆ ท่าน และหลายๆ เรื่อง หลายๆ เล่มล้วนมีคุณค่ามากมาย และหลายเล่มได้หายไปจากแผงหนังสือ บล็อก มาลัยวรรณกรรมจึงอยากนำงานที่มีคุณค่า ของแต่ละท่านมาโพสไว้ ณ ที่นี้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ ต่อผู้ที่สนใจ และเพื่อเชิดชูผลงานเหล่านั้นให้เป็นที่รู้จักแก่บุคคลซึ่งอาจไม่เคยรู้จัก และสนใจงานเขียนเหล่านี้มาก่อน 

และผมขอยกคำนำของสำนักพิมพ์กล้วยไม้ ที่เขียนไว้ในหนังสือรวมเรื่องสั้น  “เหมือนผีเสื้อบินมาจากท้องทุ่ง” โดย นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ มาไว้ ณ ที่นี้เพื่อประกอบ จุดมุงหมายและเจตนาของบล็อก มาลัยวรรณกรรม ให้ชัดเจนและครอบคุมมากขึ้น ดังนี้

 *นักเขียนเรื่องสั้นของไทยเรา นับตั้งแต่ในอดีดจวบจนถึงปัจจุบันนี้นั้น มีอยู่มากมายหลายคนด้วยกัน ซึ่งสายธารของเรื่องสั้นไทยเรา จะว่าไปแล้วก็ยังหลั่งไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เคยเหือดแห้งไปจากบรรณพิภพเลยแม้แต่น้อย

การกำเนดของเรื่องสั้นในประเทศของเรา ถ้าจะบออกว่ามีการเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ก็คงจะไม่ผิดไปจากความจริงเท่าไหร่นัก เพราะงานเขียนประเภทนี้ ปรากฎเป็นตัวตน และสามารถจะเรียกว่าเป็น “เรื่องสั้น” ได้อย่างเป็นปากก็อยู่ในช่วงนี้เอง

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตแล้ว เรื่องสั้นไทยเรามีการพัฒนามาโดยตลอด จริงอยู่แม้การประพันธ์เรื่องสั้นจะได้รับอิทธิพลมากตะวันตก แต่นั่นก็เป็นการไหลบ่าทางศิลปวัฒนธรรมที่ค่อนข้างจะเป็นสากล และความเป็นสากลก็ไม่มีอะไรมาจำกัดหรือขวางกั้น ไม่ว่าเป็นชนชาติไหน ก็ล้วนแล้วแต่มีงานศิลปะการประพันธ์ที่ว่าเรื่องสั้นกันแทบทั้งสิ้น 

นักเขียนในยุคอดีตได้บุกเกหนทางให้กับนักเขียนรุ่นหลังเอาไว้อย่างมากมายนับเป็นบุญคุณอันสูงล้นสำหรับนักเขียนยุคก่อๆ และนักเขียนรุ่นหลังๆ ก็ควรจะคำนึงถึงท่านเลห่านั้นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการคารวะและให้เกียรติยกย่อง

ทำไมต้องกล่าวอย่างนั้นด้วยเล่า...ทั้งๆ ที่นักเขียนรุ่นบุกเบิกทั้งหลายก็ล้มหายตายจากไปจนหมดสิ้นแล้ว 

มีคนมักกล่าวว่าศิลปะไม่มีวันตายแม้ว่าผู้สร้างงานศิลปะจะตายไปแล้วก็ตาม 

ถ้าหากจะพิจารณาถึงคำกล่าวนั้นแล้ว ก็พอจะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ท่านนักเขียนเรื่องสั้นยุคบุกเบิกของไทยเราในอดีต หาได้ตายไปจากโลกนี้ไม่ ด้วยว่าผลงานของท่านนักเขียนเหล่านั้น ยังมีชีวิตอยู่ตราบนทุกวันนี้นั่นเอง 

คุณประโยนช์ของนักเขียนรุ่นเก่าก่อนที่สร้างเอาไว้ มีมากมายมหาศาล และถ้าปราศจากการบุกเบิกถางเส้นทางจากคนรุ่นเก่าแล้ว แน่นอนที่สุด...ย่อมจะไม่มีเส้นทางให้ก้าวเดินอย่างราบรื่นเช่นทุกวันนี้ได้ 

ในยุคปัจจุบัน เรื่องสั้นไทยเรามีการพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก็เป็นไปตามสภาพของสังคม และความคิดของผู้คนโดยเฉพาะความคิดของนักเขียน ผู้ซึ่งบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมก็มีการแปรเปลี่ยนไปตามวันเวลาด้วยเช่นกัน 

                                                                                       ๒ มิถุนายน ๒๕๕๑

                                                                                                  รุ่ง คชฤทธิ์

                                                                           

                                            ปฐมฤกษ์ 

 

รวมเรื่องสั้น     “เหมือนผีเสื้อบินมาจากท้องทุ่ง” โดย นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ 

ท่ามกลางสายธารของนักเขียนเรื่องสั้นไทยในยุคปัจจบันนี้ (พ.ศ.๒๕๓๙ ปีที่พิมพ์) ชื่อของนิรันศักดิ์ บุญจันทร์ ก็เป็นนักเขียนอีกคนหนึ่ง ที่แหวกว่ายอยู่กลางสายธารนี้ ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น เพราะการทำงานของเขา ล้วนแล้วแต่เกี่ยวพันกับเรื่องสั้นมาโดยตลอด ทั้งในฐานะของบรรณาธิการคัดสรรเรื่องสั้นให้กับนิตยสารหลายฉบับฯ และเป็นนักเขียนเรื่องสั้น 

หรือแม้กระทั่งเป็นคอลัมนิสต์ เขาก็ยังเขียนออกมาในรูแบบของเรื่องสั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก 

ศิลปะการประพันธเรื่องสั้นนั้น มีการเปรียบเปรยว่าเปมือนการจุมพิ ตที่ต้องใช้เวลาอย่างเร็วพลัน แต่ในห้วงเวลาของการจุมพิตอันรวดเร็วนั้น ต้องให้ประทับใจไปนานแสนนาน ด้วเหตุนี้เอง การเขียนเรื่องสั้น นอกจากจะต้องอาศัยชั้นเชิงทางการเขียนและภาษาแล้ว หัวใจสำคํญยิ่งของเรื่องสั้นที่จะขาดไม่ได้ก็คือเนื้อหาสาระของเรื่องสั้นนี่เอง...ที่เปรียบได้ดั่งรอยจุมพิตทีตราตรึงใจ ขณะเดียวกันการผลมผสานระหว่างเทคนิคการเขียน ภาษา และเนื้อหาให้เหมาะสมหรือลงตัว ก็ยังเป็นมนต์เสน่ที่ทำให้รอยจุมพิตดังกว่าตราตึงซึ้งใจอยู่เหนือกาลเวลาอีกด้วย 

เหมือนผีเสื้อบินมาจากท้องทุ่ง เล่มนี้อีกรอยจุมพิตหนึ่งของนิรันศักดิ์ บุญจันทร์ ท่านผู้อ่านลองดูซิว่า จุมพิตของเขาจะซาบซึ้งถึงดวงหฤหัยหรือไม่ 

                                                                                                                                     สำนักพิมพ์กล้วยไม้

ร่มสีสวยของอากัง

ขณะที่อากังนั่งมองสายฝนพรำอยู่ที่หน้าร้าน เขารู้สึกเหมือนจะได้ยินเสียงของเตี่ยล่องลอยมากับสายลมฝนอีกครั้ง 

“ถ้าลื้อมีโอกาสยืนอยู่นที่สูง ก็อย่าลืมก้มลงมองลงที่ต่ำๆ หรือถ้าลื้อร่ำารวยขึ้นมา ลื้อก็จงอย่างลืมความยากจนนะอากัง”

เตี่ยของอากังเคยบอกอย่างนั้นหลายต่อหลายครั้ง เมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่จนแม้ทุกวันนี้คำพูดของเตี่ยก็มักจะลอยล่องมาย้ำเตือนอยู่เสมอ โดยเฉพาะในวันที่เขารู้สึกเหงาใจและรำลึกถึงเตื่ยกับแม่อย่างเช่นบ่ายของวันนี้

ฝนพรำเม็ดมาร่วมชั่วโมงแล้ว แต่เมื่อแหงนดูบนท้องฟ้าซึ่งเป็นสีคล้ำดำครึ้ม สายฝนก็ทำท่าจะถะถั่งพรั่งพรูมากยิ่งขึ้นตามลำดับ 

อากังลุกจากเก้าอี้หวายแล้วเดินไปยังหลังร้านพื่อสั่งให้คนงานช่วยกันหาผ้าใบมาคลุมถุงปูนที่อยู่ในโกดังหลังร้าน เพราะเกรงว่าสายฝนจะสาดซัดจนทำให้ปูนเสีย แม้ว่าโกดังนั้นจะมุงหลังคา อย่างดิบดีแล้วก็ตาม จากนั้นเขาก็เดินกลับมานั่งที่บนเก้าอี้หวายตามเดิมอีกครั้ง พร้อมกับนั่งมองสายฝนและปล่อยให้ความคิดหวนกลับไปเมือครั้งที่เขายังอยู่ในวัยเด็กที่ล่วงเลยมา 

อากังไม่มีวันที่จะหลงลืมภาพแห่งความหลังครั้งเก่าได้เลย คล้ายกับมันเป็นบาดแผลหรือริ้วรอยที่ไม่สามารถจะลบเลือนออกได้ เขายังจำภาพเหล่านั้นได้ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของชำเล็กๆ ที่เขากับเตี่ยและแม่ ต้องนอนอย่างอุดอู้อยู่ในห้องเล็กๆ ด้านหลังของร้าน ความขยันหมั่นเพียรจนตัวเป็เกลียวของเตี่ยกับแม่ การอดออมของครอบครัว หรือแม้ความยากจนที่ครอบครัวต้องเผชิญครั้งแล้วครั้งเล่า ภาพต่างๆ ที่เคยพบพานมา ทุกวันนี้อากังก็ยังจดจำได้อย่างแม่นมั่น 

ยิ่งวันใดที่ฝนตก อากังมักจะแอบปาดน้ำตาอย่างอดไม่ได้ เมื่อนึกถึงตัวเองซึ่งวิ่งฝ่าสายผนจากโรงเรียนวัดเพื่อกลับบ้านในตอนเย็นหลังเลิกเรียนแล้วโดยที่ร่างต้องเปียกปอนและหนาวจนตัวสั่นงันงกเพราะไม่มีร่มจะใช้ 

“เตี่ย...ซื้อร่มให้สักคันหนึ่งสิ”

อากังเคยร้องขอจากเตี่ย 

“ตอนนี้อย่าเพิ่งซื้อเลยนะ...เตี่ยยังไม่มีเงินหรอก เอาไอ้นี่ใช้ไปก่อนก็แล้วกัน ถ้าเตี่ยมีเงินแล้วจะซื้อให้นะ”

เตี่ยบอกและถอนหายใจจนเขาได้ยินอย่างชัดเจน 

จากนั้นเตี่ยก็จัดแจงหากระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ ยัดใส่กระเป๋าหนังสือไว้ให้เขาทุกเช้าก่อนจะออกจากบ้านไปโรางเรียน เพื่อให้เขาเอาไว้คลุมหัวเวลาเจอฝนตก 

นับตั้งแต่นั้นมา อากังก็ไม่เคยรบเร้าให้เตี่ยซื้อร่มให้อีกเลย เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่เตี่ยบอกนั้นนอกจากจะเป็นความจริงแล้ว ยังมีความหมายต่อครอบครัวอีกด้วย แม้จะเป็นเพียงแร่มคันเดียวก็ตาม 

อากังยังจำได้ถึงภาพเหล่านั้น...จนกระทั่งถึงวันนี้ ขณะที่เขานั่งมองสายฝนอยู่ที่หน้าร้านและหวนรำลำถึงอีกครั้งหนึ่ง 

อากังต้องใช้ความมานะบากบั่น ใช้ความขยันขันแข็ง และต้องเก็บหอมรอมรินานเกือบ ๒๐ ปีเลยทีเดียว กว่าที่เขาจะมีโอกาสได้ยืนอยู่บนที่สูง และร่ำรวยมีเงินมีทองขึ้นมาได้ 

ทุกวันนี้อากังเป็นเจ้าของร้นขายเครื่องวัสดุก่อสร้างนานาชนิดที่ใหญ่โต มีตึกสามคูหา ขนาดสามชั้นเปิดเป็นกิจการของตัวเอง มีรถเก๋งส่วนตัว และยังมีรถบรรทุกสำหรับส่งของให้กับลูกค้าอีกสี่ห้าคัน นอกจากนี้แล้ว เขาก็ยังดูแลคนงานที่มีอยู่ร่วมสิบกว่าคนด้วยกัน ในอาณาบริเวณที่อยู่ด้านหลังตึกนั้น จะมีทั้งลานจอดรถ โกดังเก็บสินค้า มีบ้านพักคนงานและยังมีวัสดุก่อสร้างต่างๆ กองอยู่อย่างพะเนินเทินทึกอีกด้วย 

เนื่องจากตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของอากังต้องทำงานหนักและผ่านความทุกข์เข็ญมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กนั่นเอง แม้ว่าทุกวันนี้เขาจะมีกินมีใช้อย่างเหลือเฟือแต่เขาก็ไม่เคยที่จะลืมความหลังเลยแม้แต่น้อยนิด    ตรงกันข้าม...อากังกลับยึดถือเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตด้วยซ้ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านขายของชำเล็กๆ เตื่ยกับแม่ผู้บังเกิดเกล้ารวมทั้งวัยเด็กของเขา ซึ่งเกือบทุกสิ่งยังตราตรึงอยู่ในห้วงแห่งความทรงจำอย่างมิเสื่อมคลาย 

เดี๋ยวนี้อากังยังทำงานหนักเหมือนเดิม โดยมีเมียกับลูกชายอีกคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยดูแลกิจการร้านค้า ซึ่งตัวเขาเองจะหาความสุขมาทดแทนความทุกข์ที่เคยได้รับเมื่ออยู่ในวัยเด็ก ก็เพียงครั้งคราวเท่านั้นเอง 

วิถีชีวิตบางอย่างของอากังแม้จะฝันแปรไปตามวันเวลาและฐานะความเป็นอยู่ที่รุ่งเรื่องมากขึ้นก็ตาม แต่อากังก็ไม่ลืมคำพูดของเตี่ยที่ว่า... 

“ถ้าลื้อมีโอกาสยืนอยู่ที่สูง ก็อย่าลืมก้มมองลงที่ต่ำๆ หรือถ้าลื้อร่ำรวยขึ้นมา ลื้อก็จงอย่าลืมความยากจนนะอากัง”

สายฝนยงไม่มีทีท่าว่าจะขาดเม็ด แต่กลับกระหน่ำหนักกว่าเดม จนอากังต้องขยับเก้าอี้หวายเขามานั่งอยู่ในร้าน เพราะทุกครั้งที่มีสายลมกรรโชก กันสาดที่มีอยู่หน้าร้านจะป้องกันได้ก็เพียงน้อยนิดเท่านั้น 

บนท้องถนนสายที่ทอดผ่านหน้าร้าน มีเม็ดฝนเริงระบำจนเจิ่งนอง ส่วนหมู่ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ขึ้นอยู่ริมถนนฝั่งตรงกันข้ามกับร้านของเขา มองดูแล้วก็เหมือนมันซ่อนอยู่หลังม่านฝนที่หม่นพราว บางครั้งกิ่งก้านก็ไหวลู่ แต่บางทีก็สะบัดใบที่เพียกชุ่มไปมาอย่างเริ่งร่า 

จนกระทั่งสายฝนหล่นแรงและเริ่มสาดซัดเข้ามาบริเวณหน้าร้านเป็นครั้งคราวนั่นแหละ อากังจึงสั่งให้คนงานปลดผ้าใบที่หน้าร้านลง 

                เมื่อเห็นว่าผ้าใบที่ติดตั้งเอาไว้บนกันสาด ทำหน้าที่อย่างได้ผลดีแล้ว อากังก็ยกเก้าอี้หวายออกมาที่เดิม เพื่อจะได้นั่งดูสายฝนและรำลึกถึงสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง 

                แต่ขณะที่อากังกำลังจะทรุดตัวนั่งนั่งลงบนเก้าอี้ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กนักเรียนสองคน กำลังวิ่งฝ่าสายฝนเข้ามาหลบอยู่ใต้กันสาดที่หัวมุมร้านของเขา ซึ่งเด็กชายทั้งสองคนนั้นทั่วทั้งร่างเปียกโชก ส่วนกระเป๋าหนังสือก็เปียกปอนพอๆ กัน 

                อากังนึกถึงตัวเองในวัยเด็กขึ้นมาอย่างทันทีทันใด และอดไม่ได้ที่จะเดินไปดูเด็กสองคนนั้น เมื่อเดินไปมองดูเด็กชายทั้งสองอย่างใกล้ชิดแล้ว ขาก็ยิ่งนึกถึงตัวเองขึ้นมาอย่างท่วมท้น เพราะเด็กชายทั้งสองยืนหนาวสั่นจนริมฝีปากแทบจะดำคล้ำเลยทีเดียว และครั้นอากังมองเห็นเสื้อกางเกงเก่าซอมซ่อแล้ว เขาก็รู้ทันทีว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป 

                “นี่หนู...เข้าไปหลบในร้านเฮียกอ่นเถอะ” เขาบอกพร้อมยิ้มให้

                อากังพาเด็กทังสองเข้าไปหลบฝนในร้าน จากนั้นก็หาขนมมาให้ ซึ่งเรกๆ เด็กสองคนนี้นก็ไม่กล้าจะรับหรอก  จนเขาหาถุงพลาสติกมาใส่แล้วยัดเข้าไปในกระเป๋าหนังสือนั่นล่ะ เด็กทั้งคู่จึงกล่าวขอบคุณ 

                “หนูอย่าเพิ่งไปตอนนี้นะ...ให้ฝนซาอีกนิดแล้วค่อยกลับบ้านดีกว่า ถ้าเดินลุยฝนไปแบบนี้ดีไม่ดีจะเป็นไข้เอา”

                ว่าแล้วอากังก็เดินเข้าไปที่หลังร้าน ก่อนจะกลับออกมาพร้อมด้วยร่มใหม่เอี่ยมสองคัน 

                “นี่ร่ม... เฮียให้หนูเอาไว้ใช้แล้วไม่ต้องเอามาคืนให้เฮียหรอกนะ...รับไปสิ”

                อากังยื่นร่มสองคันให้กับเด็ก เมื่อเด็กทั้งสองกล่าวขอบคุณพร้อมรับร่มไปแล้ว เขาก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข 

                ครั้นฝนเริ่มซาเม็ดบ้างแล้วเด็กชายสองคนจึงเดินออกจากร้านของเขาเพื่อกลับบ้าน 

                “เดินถนนระวังรถรากันหน่อยนะหนู...” อากังบอกด้วยความเป็นห่วง

                เขายืนอยู่ที่หน้าร้าน ทอดสายตามองเด็กชายสองคนขณะกำลังเดินถือร่ม เพื่อกลับบ้าน ซึ่งร่มที่กางกว้างนั้น สีของมันช่างสวยงามเหสือเกิน และมันเป็นร่มสีสวยที่อากังอยากได้ยิ่งนักเมื่อครั้งที่เขายังอยู่ในวัยเด็ก 

               

อากังนึกถึงเตี่ยและแม่ พลางยืนมองเด็กทั้งสองคนจนพร่าเลือนก่อนจะหายลับไปในม่านน้ำตาของเขาเอง... 

 

 

 

เป็นอย่างไรบ้างครับ เรื่องสั้นของ คุณนิรันศักดิ์ น่าจะประทับใจใครหลายๆ คนสำหรับผมแล้ว รู้สึกประทับใจมาก และยิ่งเห็นการทำงานของท่านในถานะที่เป็นบก.แห่งจุดประกายวรรณกรรมด้วยแล้ว ทำให้ผมยิ่งนึกถึงอากังมากยิ่งขึ้น

 

              นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ เกิดที่ จ.แพร่ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2498 จบปริญญาตรีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงปี 2523 เริ่มเขียนหนังสือและทำหนังสือตั้งแต่ช่วงงที่ยังเป็นนักศึกษาเคยผ่านงานนิตยสารและหนังสือพิมพ์มาหลายฉบับ เช่น การะเกด, วีดีโอ แอนด์ ทีวี, สู่อนาคต,เจนเนอเรชั่น ในอดีตเคยเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสารฟ้าเมืองทอง, เป็นบรรณาธิการคัดสรรเรื่องสั้นนิตยสารสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์, นิตยสารดอกเบี้ยการเมืองรายสัปดาห์, นิตยสารแนวหน้าสุดสัปดาห์ นอกจากนี้ยังเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์บางแห่งด้วย ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการฝ่ายจุดประกายวรรณกรรมหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นคอลัมนิสต์ประจำนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ และเขียนหนังสือเป็นอาชีพ ผลงานของผู้เขียน เช่น หยดหมึกห้ามิติ,ตัวละครหลังโรง,เปลวไฟที่เย็นเยือก,คืนแห่งความพินาศ,การเดินทางครั้งสุดท้าย,ความฝันของเด็กชายนิด และอีกหลายๆ เรื่อง ดังผมจะนำมาเสนอต่อไปนะครับ

หมายเหตุ

ต้องขอโทษคุณนิรันศักดิ์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ที่ไม่ได้บอกกล่าว และ ขออนุญาต ที่นำเรื่อง มาโพส

 

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                             

 

 

 

 

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ku_khuan วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 14.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khuan
<<"วันนึงชั้นก็ตื่นขึ้นมา!...แล้วพบว่า....ตัวเองเป็นแค่ถ่านไฟฉายก้อนนึง">>

สงสัยต้องหา มาอ่านบ้างแล้วมังคะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
จันทร์รำไร วันที่ : 03/06/2008 เวลา : 12.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/amnatpanpong

ชอบงานของนิรันศักดิ์ทุกเล่มครับ อ่านแต่ครั้งเริ่มหัดอ่าน ตอนนี้ก็ยังอ่านนะครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
แก้มหอม วันที่ : 03/06/2008 เวลา : 06.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gamhom

สั้น ๆ ง่ายและงดงาม

นั่นคือคำจำกัดความที่ผมคิดว่าเข้ากับเรื่องสั้นเรื่องนี้นะครับ

อย่างที่พี่บอก การอ่านเรื่องสั้นแล้วทำให้เกิดการคิดต่อระหว่างบรรทัด เมืองไทยน่าจะมีคนอย่างอากังเยอะๆ

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
รุ่ง..คชฤทธิ์ วันที่ : 02/06/2008 เวลา : 17.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/katcharit
รุ่ง คชฤทธิ์

ผมว่าถ้าอากังแกคงเดินทางย้อนเวลาได้
แก่คงจะนำร่มใปให้กับเด็กชายกัง

แต่ความเป็นจริงแกทำไม่ได้ แกจึงให้กับเด็กที่ด้อยโอกาสแทนแก

หากคนรวยๆ ทุกคนคิดเหมือนอากัง
เมืองไทยของเรา หรือโลกของเรา
คงไม่มีการแย่งชิง และเข่นฆ่ากันเหมือนทุกวันนี้หรอกครับ

อยากให้เมืองไทยเรามีคนอย่างอากังเยอะจัง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Supawan วันที่ : 02/06/2008 เวลา : 15.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ...

ขอบคุณ .. สำหรับบทความ

มึความสุขมากๆนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สเลเต วันที่ : 02/06/2008 เวลา : 13.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mahahong


เรื่องราวน่ารัก
แต่อ่านแล้ว
ทำไมน้ำตาคลอ
ก็ไม่รู้..สินะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน