• kate
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-24
  • จำนวนเรื่อง : 324
  • จำนวนผู้ชม : 496833
  • ส่ง msg :
  • โหวต 167 คน
วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม 2551
Posted by kate , ผู้อ่าน : 3168 , 09:50:39 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                                      

"ความไม่เป็นที่ต้องการ" ที่เด็กต้องเผชิญอยู่ในระดับต่างกัน จำนวนหนึ่งอยู่ในระดับ "ไม่มีใครเลย" ใจขณะที่ส่วนใหญ่ "มีครอบครัวที่รักและเลี้ยงดู" แต่ชุมชนและสังคมรอบข้างยังปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเหินห่าง อันเนื่องมาจากความกลัว ความรังเกียจ ด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจเรื่องเอดส์ ตลอดจนไม่มีโอกาสรับรูปด้วยว่า เด็กที่มีเชื้อเอชไอวีสามารถที่จะมีชีวิตยืนยาวเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เขาใช้เวลาบนโลกนี้ร่วมกับผู้คนบนโลกมากมายและยาวนานเกินกว่าจะเป็นเพียงผู้แวะมาทักทาย

เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ หมายถึงเด็กติดเชื้อเอชไอวี และเด็กที่พ่อแม่หรือผู้ดูแลติดเชื้อเอชไอวี

1. ลูกที่เกิดจากแม่ตั้งครรภ์ที่มีเชื้อเอชไอวี ไม่ได้มีเชื้อเอชไอวีทุกคน

ลูกมีโอกาสรับเชื้อเอชไอวีจากแม่ใน 3 ระยะได้แก่

  1. ระยะก่อนคลอด เนื่องจากรกอาจมีความผิดปกติเช่นการติดเชื้อซิฟิลิสทำให้รกอักเสบเชื้อสามารถผ่านมาสู่ลูกได้

  2. ระยะคลอด เป็นระยะที่เสี่ยงสูง เนื่องจากมีการสัมผัสสารคัดหลั่งและเลือดของแม่โดยผ่านเข้าทางเยื่อบุหรือแผลของเด็กที่เกิดขึ้นระหว่างคลอด

  3. ระยะหลังคลอด เนื่องจากการดูดนมแม่ ในน้ำนมมีเชื้อเอชไอวีไม่มาก แต่มีความเสี่ยงในการรับเชื้อเนื่องจากปริมาณที่เด็กได้รับนมมีจำนวนมาก และเยื่อบุทางเดินอาหารไม่แข็งแรง

โดยทั่วไปทารกที่เกิดจากแม่ติดเชื้อจะมีโอกาสได้รับเชื้อประมาณร้อยละ 25-30 อัตราการติดเชื้อดังกล่าวสามารถลดลงเหลือร้อยละ 2-8 ถ้ามารดาได้รับยาต้านไวรัสในระยะใกล้คลอด และเด็กได้รับต่อ 1-6 สัปดาห์ร่วมกับการให้นมผสมแทนนมแม่ นอกจากนี้โอกาสการรับเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกยังลดลงได้อีกโดยการเลือกผ่าตัดทางหน้าท้องก่อนการเจ็บครรภ์คลอดและก่อนที่จะมีน้ำเดิน ดังนั้นเด็กที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่ในประเทศไทยขณะนี้ ส่วนใหญ่จะไม่ติดเชื้อ

2. การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี เป็นการรักษาที่สามารถช่วยให้เด็กที่มีเชื้อเอชไอวีมีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น

ยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ช่วยลดปริมาณเชื้อเอชไอวีในร่างกาย และทำให้ระดับภูมิคุ้มกันสูงขึ้น และส่งผลให้ต้านทานต่อโรคฉวยโอกาส ลดการเจ็บป่วย มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น ตามมาตรฐานเด็กควรเริ่มยาต้านไวรัส เมื่อระดับภูมิคุ้มกัน(ซีดี 4) น้อยกว่าร้อยละ 20 ผู้ดูแลควรมีความเข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับยาต้านไวรัสอย่างรอบด้าน ทั้งอาการข้างเคียง การกินยาตรงเวลา ต่อเนื่อง วางแผนการกินยา และสามารถดูแลการกินยาของเด็ก รวมทั้งการสื่อสารทำความเข้าใจกับเด็กเกี่ยวกับการกินยา
ดังนั้น เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีที่มีระดับภูมิคุ้มกัน(ซีดี 4) น้อยกว่าร้อยละ 20 ควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี โดยอยู่ในความดูแลของแพทย์ ปัจจุบันการให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี เป็นนโยบายของรัฐบาล เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวี และได้จัดให้มียาต้านไวรัสบริการในโรงพยาบาลต่าง ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว โดยเริ่มที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด

3. เด็กที่มีเชื้อเอชไอวีสามารถเรียนหนังสือ และ เติบโตมีชีวิตได้ตามปกติ

คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจะเสียชีวิตภายใน 2-3 ปี สุขภาพไม่แข็งแรง ความจริงเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีสามารถมีชีวิตยืนยาวและเติบโตได้ตามปกติ หากได้รับการดูแลรักษาที่ดี มีมาตรฐาน แต่การที่เด็กติดเชื้อเอชไอวีมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง เจ็บป่วยบ่อย เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาที่ได้มาตรฐาน และ ทัศนะความเชื่อที่ว่าเด็กที่มีเชื้อเอชไอวี จะมีชีวิตที่ไม่ยืนยาว ไม่คุ้มค่าการดูแลรักษา รวมทั้งการขาดความเข้าใจในความก้าวหน้าของการรักษาของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแล
โรคฉวยโอกาสของเด็กทุกโรครักษาหาย และ บางโรคสามารถป้องกันได้ รวมทั้งการรักษาด้วยยาต้านไวรัสสามารถช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเด็กสูงขึ้น และ มีสุขภาพที่แข็งแรง สามารถเรียนหนังสือและเติบโตมีชีวิตได้ตามปกติ

4. ไม่มีใครติดเชื้อเอชไอวีจากเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีจากการอยู่ร่วมกัน

การที่เชื้อเอชไอวีจะเข้าสู่ร่างกายได้จะต้องประกอบด้วยทั้ง 3 ปัจจัย ดังนี้

  1. มีแหล่งที่อยู่ของเชื้อเอชไอวีหรือได้สัมผัสเชื้อ ซึ่งเชื้อจะอยู่ในคน โดยเกาะอยู่กับเม็ดเลือดขาว และอยู่ในสารคัดหลั่งบางอย่างของร่างกายที่พบมากคือ เลือด น้ำอสุจิ และ น้ำในช่องคลอด ในน้ำลาย มีเชื้อเอชไอวีอยู่น้อยมาก หากติดต่อต้องมีปริมาณประมาณ 8 ลิตร ในน้ำนมมีเชื้ออยู่น้อยมากเช่นกัน แต่เด็กทารกดูดน้ำนมเป็นปริมาณมากจึงมีโอกาสติดต่อ ในเหงื่อ น้ำตา อุจจาระ ปัสสาวะ ไม่มีเชื้อเอชไอวี

  2. มีปริมาณและความรุนแรงของเชื้อมากพอ เชื้อไม่สามารถอยู่นอกร่างกายคน สภาพแวดล้อมและสภาพในร่างกายบางอย่างที่ไม่เหมาะสมมีผลทำให้เชื้ออยู่ไม่ได้ เช่น ในภาวะความร้อน ความเป็นกรด-ด่าง

  3. ต้องมีช่องทางเข้าของเชื้อ เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดโดยผ่านทางเยื่อบุอ่อนที่ปลายอวัยวะเพศชาย เยื่อบุอ่อนในช่องคลอด รู/ปลายท่อปัสสาวะ กรณีที่มีความเสี่ยงทางบาดแผล บาดแผลต้องเป็นแผลใหญ่และสด

ดังนั้นโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี จากการที่อยู่ร่วมกับเด็กที่มีเชื้อเอชไอวี ไม่ว่าจะในกรณีของการเรียนด้วยกัน การเล่นด้วยกัน การกินอาหารด้วยกัน หรือการใช้สิ่งของร่วมกันในโรงเรียน ไม่ได้มีปัจจัยครบ 3 ประการที่จะทำให้เกิดการรับเชื้อเอชไอวีได้เลย
ส่วนกรณีเด็กกัดกัน (เด็กติดเชื้อกัดเด็กไม่ติดเชื้อหรือเด็กไม่ติดเชื้อกัดเด็กติดเชื้อ) ซึ่งคนจำนวนมากวิตกกังวลว่าจะทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้นั้น หากพิจารณาโดยปัจจัย 3 ประการข้างต้น จะเห็นว่าโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีจากกรณีดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และจากการศึกษาในต่างประเทศไม่พบกรณีที่ติดเชื้อเอชไอวีจากการกัดหรือถูกกัดเลย

5. คุณจะไม่ติดวัณโรคจากการอยู่ร่วมกับเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีที่ป่วยเป็นวัณโรคที่กินยามานานกว่า 2 สัปดาห์

การติดต่อของเชื้อวัณโรคเกิดจากการสูดเอาเชื้อวัณโรคที่มีขนาดเล็กผ่านทางเดินหายใจเข้าสู่ปอด โดยเชื้อนั้นมาจากการไอของผู้ป่วยวัณโรคซึ่งยังไม่ได้รับการรักษา คนทั่วไปที่มีภูมิคุ้มกันปกติและเคยรับเชื้อวัณโรคส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อได้และจะไม่ป่วยเป็นวัณโรค มีเพียงร้อยละ10 ที่มีโอกาสป่วยโดยร้อยละ 5 จะป่วยภายใน 2 ปีแรกอีกร้อยละ 5 จะป่วยในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง

ผู้มีเชื้อเอชไอวีกับบุคคลทั่วไปที่ป่วยเป็นวัณโรค มีการรักษาไม่แตกต่างกันและผู้ป่วยวัณโรคที่กินยารักษานานติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ จะไม่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ การควบคุมวัณโรคที่มีประสิทธิภาพอยู่ที่การค้นหาและตรวจผู้ที่เคยรับเชื้อ ได้แก่ผู้ที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกับผู้ป่วยและการให้การรักษาผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจนครบ 6 เดือน การแยกผู้ป่วยที่อยู่ร่วมกันในบ้านไม่ให้ประโยชน์แต่ส่งผลกระทบทางจิตใจทำให้อาจไม่ได้รับความร่วมมือในการรักษาจนครบ

6. ไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุผลที่ต้องแยกเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีไปอยู่โรงเรียนเฉพาะ หรือ สถานที่ อาคาร ที่พักเฉพาะแยกจากเด็กทั่วไป

มีข้อสรุปที่ชัดเจนทั้งในระดับสากลและในประเทศไทยว่าการจัดตั้งโรงเรียน สถานสงเคราะห์ สำหรับเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีโดยเฉพาะ ไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหาเด็กที่มีเชื้อเอชไอวี เพราะไม่ว่าจะด้วยเหตุผลในเรื่องการติดต่อ ซึ่งก็มีข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ว่าการอยู่ร่วมกับเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีไม่ได้ทำให้เกิดการติดต่อกันได้ หรือเหตุผลด้านสุขภาพของเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีก็ไม่จำเป็นที่ต้องแบ่งแยกเป็นพิเศษใดๆในการดูแลรักษา เพราะโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีไม่ต่างจากเด็กทั่วไป เช่น ปอดอักเสบ ท้องเสีย ผิวหนังอักเสบ ในขณะเดียวกันการแยกเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ และการดำเนินชีวิตในสังคมของเด็ก เป็นการตีตราว่าเป็นเด็กติดเชื้อเอชไอวี เพราะสังคมจะรู้ทันทีว่าเด็กที่มาจากโรงเรียนนี้ สถานที่นี้ เป็นเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นในการที่จะแบ่งแยกเด็กที่มีเชื้อจากเด็กอื่น
การได้เติบโตภายใต้การดูแลของครอบครัวทำให้เด็กมีโอกาสที่จะได้รับการตอบสนองทางอารมณ์ความรู้สึก มีผู้ดูแลที่ชัดเจนที่เด็กสามารถยึดเป็นที่พึ่งได้ทั้งในทางกายและจิตใจซึ่งถือเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการเติบโตของเด็กทุกคน การแยกเด็กออกมาจากครอบครัวและชุมชนเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำหรือเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะกระทำ
การแจ้งให้โรงเรียนหรือบุคคลอื่น ๆ ทราบว่าเด็กติดเชื้อเอชไอวีเป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้เพราะเป็นการละเมิดสิทธิเด็กในด้านการรักษาความลับส่วนตัวของเด็ก การไม่แจ้งไม่เป็นความผิดทางกฎหมายแต่อย่างใด
ปัจจุบันสถานสงเคราะห์ของรัฐมีนโยบายและการดำเนินการให้เด็กที่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ ได้รับการเลี้ยงดูโดยครอบครัวอุปการะ มากกว่าที่จะให้เด็กเติบโตในสถานสงเคราะห์

   

7. การนำเด็กไปตรวจเลือดเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก

หากการตรวจเลือดนั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลประโยชน์ทางการรักษาของเด็กและผลประโยชน์นั้นอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง
เป้าหมายของการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีของเด็ก จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษาด้วยยาต้านไวรัส การป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสบางชนิดที่พบบ่อยในเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีและมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าร้อยละ 20 เช่น ปอดอักเสบจากเชื้อ พีซีพี เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง และ ฝีในสมอง แต่หากเป็นการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีของเด็กเพื่อแยกเด็ก หรือป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากเด็กจากการอยู่ร่วมกับเด็กนั้นไม่มีความจำเป็น และเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก เพราะไม่พบว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีในการอยู่ร่วมกัน

8. ไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องบอกให้เด็กรู้ถึงผลเลือดหรือการติดเชื้อของตัวเอง

"เมื่อเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีเติบโตเป็นวัยรุ่น ด้วยเหตุผลเพียงว่าเด็กจะได้ไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น" เพราะนอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิเด็กแล้ว ยังไม่ได้เป็นวิธีการที่จะลดการแพร่ระบาดของเอดส์ได้อย่างแท้จริง มีความจำเป็นที่ต้องให้การศึกษาเรื่องเพศกับเด็กทุกคนตามพัฒนาการของแต่ละช่วงวัย เพื่อให้เด็กมีความเข้าใจเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ การประเมินและวางแผนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเพศ และ สุขภาพทางเพศ รวมทั้ง โรคติดต่อทางเพศ ไม่ใช่ให้การศึกษาหรือระมัดระวังเฉพาะกับเด็กหรือผู้มีเชื้อเอชไอวี
ปัจจัยเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีของคนส่วนใหญ่ มาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันกับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี และแนวทางการดำเนินงานเพื่อลดการแพร่ระบาดของเอดส์ที่มีประสิทธิภาพคือ การให้การศึกษาเรื่องเอดส์และเพศศึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรม ของทุกคนที่ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือเฉพาะผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี รวมทั้งเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีที่เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น
แต่เมื่อเด็กเติบโตขึ้นอาจมีความสงสัย เริ่มมีคำถามว่าทำไมตัวเองต้องไปหาหมอ ต้องกินยา ป่วยเป็นอะไร การอธิบายหรือให้ข้อมูลกับเด็กเพื่อให้เด็กเข้าใจภาวะการเจ็บป่วยของตนเองหรือของพ่อแม่ เป็นสิทธิของเด็ก ซึ่งต้องมีวิธีการที่เหมาะสมและคำนึงถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่จะตามมาต่อเด็กและครอบครัวด้วย

9. ไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้การดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์เป็นพิเศษมากกว่าเด็กทั่วไป

เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ไม่ได้มีความต้องการพื้นฐานที่มากไปกว่าเด็กทั่วไป ความต้องการพื้นฐานนั้นได้แก่

  1. ความต้องการด้านกายภาพ เช่น อาหารที่มีคุณค่า ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า ยารักษาโรคและการบริการที่ได้มาตรฐาน อากาศ การได้รับการดูแล พักผ่อน การพัฒนาสมองและการเรียนรู้

  2. ความต้องการด้านอารมณ์ เช่น การได้รับความรัก ความเข้าใจ ใส่ใจ การเรียนรู้เท่าทันในการควบคุมและจัดการกับภาวะอารมณ์ที่ตึงเครียด การสื่อสารแสดงความรู้สึก

  3. ความต้องการด้านสังคม เช่น การได้รับการยอมรับจากสังคม กลุ่มเพื่อน ได้รับการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น มีโอกาสในการร่วมกิจกรรมทางสังคม มีส่วนร่วม สามารถแสดงความคิดเห็น ได้รับการศึกษาที่เหมาะสม

  4. ความต้องการด้านจิตวิญญาณ เช่น การมีที่พึ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ การมีความหวัง คุณค่าในชีวิต แรงบันดาลใจ การมีส่วนร่วมในประเพณีหรือพิธีกรรมทางศาสนา ที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดที่พึงทางใจ

แต่ทั้งนี้สิ่งที่เด็กได้รับผลกระทบจากเอดส์เผชิญอยู่นั้นเป็นภาวะที่ทำให้เด็กไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานที่ควรได้รับเหมือนเด็กทั่วไป ดังนั้นไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้การดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์เป็นพิเศษมากกว่าเด็กทั่วไป แต่มีความจำเป็นที่เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ต้องได้รับการดูแลที่เท่าเทียมกับเด็กทั่วไป

10. เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ มีศักยภาพในการเรียนรู้และรับรู้เหมือนเด็กทั่วไปและสามารถมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง

พัฒนาการด้านสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็ก เริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และมีความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้า ไปพร้อมๆ กับพัฒนาการในด้านอื่นๆ ของเด็ก และมีความเชื่อมโยงกัน อย่างแยกไม่ได้ จึงมีความจำเป็นที่ ต้องมีการจัดกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กไปพร้อมๆ กันในทุกๆ ด้าน โดยต้องคำนึงถึงความแตกต่างของเด็กแต่ละช่วงวัย เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสได้แสดงถึงศักยภาพเช่นเดียวกับเด็กอื่นๆ
เป็นความเคยชินที่ผู้ใหญ่มักจะมองว่าเด็กยังเล็กเกินกว่าที่จะรับรู้และเข้าใจได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาหรือความยุ่งยากในครอบครัว เช่น เอดส์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเด็กที่มักจะถูกกันออกมาจากการรับรู้หรือจัดการปัญหา แม้ว่าเรื่องนั้นจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกและชีวิตของเด็กโดยตรงก็ตาม
โดยความเป็นจริงเด็กไม่ได้เล็กจนไม่รับรู้ต่อความเป็นไปที่ไม่ปกติในครอบครัว การปิดบังโดยการไม่บอกข้อมูลที่เป็นจริง หรือการกีดกันเด็กจากการรับรู้ด้วยการดุ การตำหนิว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก อาจทำให้เด็กเกิดความรู้สึกสับสน กังวล และเก็บกดการแสดงออกทั้งๆที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ ทั้งๆที่มีความเปลี่ยนแปลงในชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการจากไปของพ่อหรือแม่ การย้ายที่อยู่ใหม่ หรือการถูกรังเกียจจากชุมชน
ดังนั้นการเปิดโอกาสให้เด็กได้รับรู้ความจริงอย่างง่ายตามระดับความเข้าใจ ใส่ใจในการแสดงความรู้สึก ความคิดเห็นของเด็ก ตลอดจนให้ความสำคัญในการที่เด็กจะได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจใดๆที่ส่งผลต่อชีวิตและอนาคตของเด็กจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญ

เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์มีสิทธิขั้นพื้นฐาน
ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป
 

เรียบเรียงโดย
มูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเอดส์ (AIDSNet)
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ (AIDS Access Foundation)
ศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ (Center for AIDS Rights)
องค์การหมอไร้พรมแดน-เบลเยี่ยม ประเทศไทย (MSF-Belgium)

                 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
Kibangkok วันที่ : 23/07/2008 เวลา : 00.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaithai
สีน้ำ(มือสมัครเล่น)และเรื่องราวชิวชิวที่ไร้สาระของผู้ชายหน้าแก่     .    ลุงกิ๊..


ฝากแบบเนอร์ด้วยจ้า

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ผู้หญิงตัวเล็ก วันที่ : 17/07/2008 เวลา : 13.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinn

อุ้ยย..แก้คำผิด *หวัดดี* ค่ะ (อีกรอบ)

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ผู้หญิงตัวเล็ก วันที่ : 17/07/2008 เวลา : 12.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinn

หวัดีค่ะ พี่เคท....

ไม่ได้มาหาพี่นานเรยย..

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
หมีปิศาจ วันที่ : 17/07/2008 เวลา : 09.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mee104
ขอบคุณสำหรับทุกความเห็น ช่วยแนะนำมือใหม่หัดเขียนด้วยครับ

เป็นความจริงที่ควรรู้จริงๆ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
auguzzy วันที่ : 16/07/2008 เวลา : 12.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/raterko
A man can be destroyed but not defeated.

โหดร้ายแบบไม่ได้สร้างขึ้นเอง

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
กัปตันแจ๊ค_จอมโจรจอมใจ วันที่ : 16/07/2008 เวลา : 10.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำหากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น

เมตตาธรรม

ค้ำจุนโลก

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 16/07/2008 เวลา : 10.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


เขาป่วยที่ร่างกายอยู่แล้ว

สังคมก็ไม่ควรทำให้เขา "ป่วยที่ใจ" อีกค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Kibangkok วันที่ : 16/07/2008 เวลา : 10.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaithai
สีน้ำ(มือสมัครเล่น)และเรื่องราวชิวชิวที่ไร้สาระของผู้ชายหน้าแก่     .    ลุงกิ๊..

ผมได้นำไปโพสแล้วนะครับที่
http://www.krisana.org/index.php?option=com_content&task=view&id=34&Itemid=1

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
kate วันที่ : 16/07/2008 เวลา : 09.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kate2007
I Know This is Love

http://www.oknation.net/blog/witita/2008/07/16/entry-1

ลิงค์รวมเรื่องราวของ ลอเรนโซ โปรเจกค์ ตามไปเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Kibangkok วันที่ : 16/07/2008 เวลา : 09.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaithai
สีน้ำ(มือสมัครเล่น)และเรื่องราวชิวชิวที่ไร้สาระของผู้ชายหน้าแก่     .    ลุงกิ๊..

ขอบพระคุณมากครับ สำหรับข้อมุล

ผมขออนุญาตินำไปโพสที่ www.krisana.org หน่อยนะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]