*/
  • katiya
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-04-21
  • จำนวนเรื่อง : 196
  • จำนวนผู้ชม : 308198
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
เยาวชนของประชาชาติ

ยาซีน หัวใจของอัลกุรอาน

View All
<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 22 เมษายน 2551
Posted by katiya , ผู้อ่าน : 643 , 22:40:21 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

  เยียวยาตัวเองโดยการให้อภัย
    - date Thu 28 Jun 2007 09:14:50 PM
    - editor บรรจง บินกาซัน
    - categories หลักการศาสนา
   


คุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของอัลลอฮฺก็คือพระองค์เป็นผู้ทรงให้อภัย ดังนั้น ในตอนที่พระองค์ทรงสร้างอาดัมมนุษย์คนแรก พระองค์จึงได้ประทานคุณสมบัติแห่งการให้อภัยส่วนหนึ่งมาเป็นธรรมชาติของอาดัม ด้วยเหตุนี้ มนุษยชาติผู้เป็นลูกหลานของอาดัมและเฮาวา(อีฟ)จึงมีธรรมชาติแห่งการให้อภัยติดตัวมา



 

 แต่เนื่องจากมนุษย์ไม่รู้เรื่องนี้เพราะถูกโมหะจริตบดบัง บรรดาศาสดาจึงถูกส่งมาบอกมนุษย์ให้รู้ว่าในตัวของเขามีคุณสมบัติแห่งการให้อภัยอยู่และเขาควรจะเอาคุณสมบัติแห่งการให้อภัยนี้มาใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง

            ดังนั้น หากใครมายั่วให้เราโกรธหรือทำให้เราโมโห ก็ให้ถือว่านั่นคือโอกาสที่เราจะได้ใช้คุณสมบัติแห่งการให้อภัย

            ลองคิดดูสิครับ ถ้าหากเรามีเงินอยู่ในกระเป๋า แต่ไม่มีสินค้าให้เราซื้อ เงินที่เรามีอยู่จะมีประโยชน์อะไรหากไม่ได้นำออกมาใช้

            การให้อภัยคนที่ทำให้เราโกรธหรือคนที่ทำผิดจึงไม่ได้ทำให้เราเสียอะไรเลย มีแต่จะทำให้เราเกิดความสุขเหมือนกับคนที่มีเงินและได้ใช้เงินจับจ่ายซื้อของ

การให้อภัยจึงเป็นลักษณะทางศีลธรรมประการหนึ่งซึ่งทุกศาสดาถูกสั่งให้นำมาปฏิบัติและสอนผู้คน

            "เจ้า(มุฮัมมัด)จงยึดถือไว้ซึ่งการให้อภัย และจงใช้ให้กระทำสิ่งที่ชอบ และจงผินหลังให้ผู้โฉดเขลาทั้งหลายเถิด" (กุรอาน 7:199)

            การให้อภัยนอกจากจะเป็นผลดีต่อจิตใจแล้ว ยังเป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกายด้วย 

ความจริงที่ได้จากการศึกษาวิจัย

            จากการศึกษาวิจัยเมื่อเร็วๆนี้ นักวิทยาศาสตร์อเมริกันได้พบว่าคนที่สามารถให้อภัยนั้นจะมีสุขภาพดีทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ  ดร.เฟดเดอริค ลัสคิน ผู้ได้รับปริญญาเอกทางด้านจิตวิทยาสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและคณะของเขาได้ศึกษาคนจำนวน 259 คนที่อาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก  โดยเชิญผู้เข้ารับการทดลองมาเข้าห้องศึกษาวิจัยนานหนึ่งชั่วโมงครึ่งเป็นจำนวน 6 ครั้งเพื่อฝึกผู้เข้ารับการทดลองในเรื่องการให้อภัยระหว่างการสนทนา

            ผู้ที่เข้ารับการทดลองได้กล่าวว่าพวกเขาเป็นทุกข์น้อยลงหลังจากที่ให้อภัยคนที่ล่วงเกินพวกเขา  การศึกษาวิจัยแสดงว่าคนที่ให้อภัยจะมีความรู้สึกที่ดีกว่า ไม่เพียงแค่ทางด้านอารมณ์เท่านั้น แต่ในทางร่างกายด้วย  ตัวอย่างเช่น หลังจากการทดสอบแล้วได้มีการพบว่า อาการทางด้านจิตใจและร่างกายต่างๆ เช่น อาการปวดหลังอันเนื่องมาจากความเครียด อาการนอนไม่หลับและปวดท้องได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในตัวบุคคลเหล่านี้

            ในหนังสือเรื่อง Forgive for Good (ให้อภัยเพื่อผลดี) ดร.เฟรดริค ลัสคิน ได้อธิบายถึงการให้อภัยว่าเป็นวิธีการบำบัดรักษาอย่างหนึ่งและเป็นความสุขซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้ว หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายว่าการให้อภัยจะช่วยเสริมสร้างภาวะจิตใจที่ดี เช่น มีความหวัง มีความอดทนและมีความเชื่อมั่นในตนเองได้โดยการลดความโกรธ ความทุกข์ทรมาน ความกดดันและความเครียด  ดร.ลัสคิน กล่าวว่าการเก็บความโกรธไว้เป็นสาเหตุให้มีผลทางร่างกายที่สามารถสังเกตได้ในตัวบุคคล เขากล่าวต่อไปว่า "การเก็บความโกรธไว้นานๆหรือไม่ยอมคลายความโกรธนั้นจะเป็นตัวตั้งเธอร์โมสตัทภายในร่างกายของคุณ เมื่อคุณโกรธง่ายตลอดเวลา คุณก็จะไม่ยอมรับสิ่งที่เป็นปกติ  ความโกรธจะทำให้สารประเภทอาดริเนลีนหลั่งออกมาเผาผลาญร่างกายและทำให้ความคิดไม่รอบคอบซึ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง"

            นอกจากนี้แล้ว ดร.ลัสคิน ยังกล่าวว่าเมื่อร่างกายปล่อยเอนไซม์บางอย่างออกมาระหว่างที่โกรธและเครียด  คลอเรสเตอรัลและระดับความดันของเลือดจะสูงขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกายในระยะยาว

ความสมดุลทางอารมณ์

            ในนิตยสาร Healing Currents มีบทความเรื่องหนึ่งชื่อ "การให้อภัย" ถูกตีพิมพ์ในฉบับเดือนกันยายน-ตุลาคม ค.ศ.1996 กล่าวว่าการโกรธใครคนหนึ่งหรือเรื่องหนึ่งจะทำให้เกิดผลเสียทางอารมณ์ขึ้นในตัวบุคคลและทำลายความสมดุลทางอารมณ์ของพวกเขาและแม้แต่สุขภาพทางด้านร่างกายของพวกเขาด้วยเช่นกัน  บทความชิ้นนั้นยังกล่าวด้วยว่าคนที่โกรธมารู้ตัวทีหลังว่าความโกรธเป็นสิ่งที่สร้างความไม่สบายใจให้แก่เขาและเขาอยากจะทำให้มันดีขึ้น  ดังนั้น พวกเขาจึงเริ่มให้อภัย  นอกจากนี้แล้ว บทความชิ้นนั้นยังได้กล่าวว่าถึงแม้พวกเขาจะอดทน แต่ผู้คนก็ไม่ต้องการเสียเวลาอันมีค่าของชีวิตไปในความโกรธและความหวาดกังวล และชอบที่จะให้อภัยตัวเองและคนอื่น

            ในงานศึกษาวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาคนจำนวน 1,500 คนพบว่าความเครียดและอาการโรคจิตมีน้อยมากในผู้ที่มีศาสนา  ดร.เฮอร์เบิร์ต เบนสัน ผู้ทำการศึกษาวิจัยชิ้นนี้อ้างถึงเรื่องการที่ศาสนาส่งเสริมการให้อภัยและได้กล่าวว่า "การให้อภัยมีปรัชญาของมันอยู่.....เมื่อคุณให้อภัย มันก็จะทำให้คุณผ่อนคลาย"

            ในบทความที่มีชื่อว่า Anger is Hostile to Your Heart (ความโกรธเป็นศัตรูต่อหัวใจของคุณ) ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร Harvard Gazette กล่าวว่าความโกรธเป็นอันตรายอย่างรุนแรงต่อหัวใจของคุณ  นาย อินชิโร คาวาชิ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางด้านการแพทย์และคณะทำงานของเขาได้สาธิตเรื่องนี้ด้วยการทดสอบต่างๆมากมายทางด้านวิทยาศาสตร์ จากผลของการศึกษา พวกเขาพบความจริงว่าคนแก่ที่ชอบหัวเสียอยู่บ่อยๆนั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนที่อารมณ์สงบถึงสามเท่า  นายคาวาชิกล่าวว่า "ความเสี่ยงถึงสามเท่านี้เกี่ยวข้องกับระดับความโกรธที่สูงจนระเบิดออกมาในรูปของการทำลายสิ่งของและต้องการที่จะทำร้ายบางคนในการต่อสู้"

            ผู้ศึกษาวิจัยเชื่อว่าการปล่อยฮอร์โมนความเครียด ความต้องการอ็อกซิเจนที่เพิ่มขึ้นโดยเซลล์กล้ามเนื้อของหัวใจและความเหนียวของเกล็ดเลือดที่เพิ่มขึ้นจนเป็นก้อนคือสิ่งที่อธิบายว่าความโกรธเพิ่มโอกาสทำให้หัวใจวายได้อย่างไร  ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนที่โกรธ  ชีพจรจะเต้นเร็วกว่าปกติและทำให้เกิดความดันเลือดในเส้นเลือดสูงขึ้นซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวายมากขึ้น

ความป่วยไข้ทางร่างกายที่มีสาเหตุมาจากโรคทางจิต

            นักศึกษาวิจัยหลายคนกล่าวว่าความโกรธและความเป็นศัตรูสามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างโปรตีนที่ทำให้เลือดร้อนผ่าว  วารสาร Psychosomatic Medicine ได้กล่าวว่าอารมณ์ฉุนเฉียวจะกระตุ้นให้มีการผลิตโปรตีนที่ร้อนผ่าวซึ่งจะมีผลทำให้เส้นเลือดแข็ง เป็นสาเหตุของโรคหัวใจและเป็นลม  ศาสตราจารย์ เอ็ดวาร์ด ซูอาเรส แห่งศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยดุคในนอร์ธ แคโรไลนา ได้กล่าวว่าคนที่โกรธและเครียดจะมีโปรตีนอินเตอร์ลูคิน 6 (หรือ IL-6) สูง  ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างไขมันสะสมในผนังเส้นเลือด  ดร.ซูอาเรส กล่าวว่า นอกจากปัจจัยต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ความอ้วนและคอเลสเตอรอลสูงจะเป็นที่มาของโรคหัวใจแล้ว สภาพทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความโกรธและความเป็นศัตรูก็ยังเป็นสาเหตุได้เช่นกัน

            ในอีกบทความหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า Anger Raise Risk of Heart Attack (ความโกรธทำให้เกิดความเสี่ยงต่อหัวใจวาย) ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The Times กล่าวว่าการมีอารมณ์ฉุนเฉียวโกรธง่ายอาจทำให้หัวใจวายได้และคนหนุ่มที่ตอบสนองความเครียดโดยความโกรธมีโอกาสที่จะเป็นโรคหัวใจก่อนเวลาอันควรถึงสามเท่าและมีโอกาสที่จะหัวใจวายก่อนวัยอันควรถึงห้าเท่า  นักวิทยาศาสตร์หลายคนที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอพกินส์ ในบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์ ได้พบว่าคนที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวง่ายมีความเสี่ยงต่อการหัวใจวายถึงแม้จะไม่มีประวัติครอบครัวว่าเป็นโรคหัวใจก็ตาม

จากการค้นคว้าที่มีอยู่ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าความโกรธเป็นสภาพของจิตใจที่ทำร้ายสุขภาพของมนุษย์อย่างรุนแรง  ในทางตรงกันข้าม การให้อภัยถึงแม้จะเป็นเรื่องยากที่คนจะปฏิบัติ แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีและเป็นศีลธรรมอันประเสริฐที่ทำลายผลเสียจากความโกรธและทำให้บุคคลมีชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ  แน่นอน การให้อภัยเป็นรูปแบบหนึ่งของพฤติกรรมที่จะทำให้คนอยู่อย่างมีความสุขและเป็นคุณธรรมอันดีที่ทุกคนควรจะนำมาปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่แท้จริงของการให้อภัยเหนืออื่นใดนั้นจะต้องเป็นไปเพื่อความพึงพระทัยของพระผู้เป็นเจ้า ลักษณะของศีลธรรมที่ถูกประทานมาในคัมภีร์กุรอานและผลดีที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นนี้เป็นแค่เพียงหนึ่งในแหล่งของความลี้ลับของความรู้ที่มีอยู่ในคัมภีร์กุรอานเท่านั้น

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ToeflThailand วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 13.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ToeflThailand
แวะมาทักทายกันหน่อยซิครับ :) 

ครับต้องรู้จักให้อภัยหรือปล่อยวางในบางกรณี
ผมเห็นด้วยครับ

==========================================
เรียนภาษาอังกฤษ, สอบ TOEFL , ศึกษาต่อต่างประเทศ คลิกที่นี้ !!! http://www.ToeflThailand.com

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
BITCH วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 06.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bitch

ถ้าทุกคนรู้จักให้อภัย

โลกนี้คงสวยงามมากกว่านี้นะคะ

ขอบคุณบทความดี ๆ ที่นำมาแบ่งปัน

สวัสดียามเช้านะจ๊ะ...

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Supawan วันที่ : 23/04/2008 เวลา : 06.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ..

ขอบคุณ .. สำหรับบทความที่แบ่งปัน

มีความสุขนะคะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chettapat วันที่ : 22/04/2008 เวลา : 23.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chettapat
เชษฐภัทร วิสัยจร

ยินดีที่ได้อ่านครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
idtha วันที่ : 22/04/2008 เวลา : 22.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/idtharaman

ยินดีที่ได้พบกัน อัลลอฮ์คุ้มครองค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
idtha วันที่ : 22/04/2008 เวลา : 22.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/idtharaman

ยินดีที่ได้พบกัน อัลลอฮ์คุ้มครองค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน