*/
  • katiya
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-04-21
  • จำนวนเรื่อง : 196
  • จำนวนผู้ชม : 312495
  • จำนวนผู้โหวต : 44
  • ส่ง msg :
  • โหวต 44 คน
เยาวชนของประชาชาติ

ยาซีน หัวใจของอัลกุรอาน

View All
<< มกราคม 2009 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 2 มกราคม 2552
Posted by katiya , ผู้อ่าน : 1558 , 18:07:00 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


โครงการการพัฒนากลไกเพื่อดูแลเด็กที่เรียนฟัรฎูอีน เด็กที่อยู่ในภาวะเสี่ยงในชุมชนและสถานศึกษา

 

สถานที่จัดกิจกรรม

มัสยิดดุน-นูร ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ระยะเวลาการดำเนินงาน                 3       เดือน           ระหว่างเดือน 15 พฤศจิกายน 51-  17 มกราคม 52

 

 เมื่อแนวโน้มของโครงการสร้างประชากรมีโรคเรื้อรังมากขึ้น  เป็นต้นเหตุของความต้องการการบริการสุขภาพมากขึ้น  และอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในการให้บริการในภาครัฐด้านการให้บริการความสูญเปล่าและสิ้นเปลือง  การใช้ทรัพยากรด้านการแพทย์ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงขึ้น  ประกอบกับวิถีการดำเนินชีวิตในปัจจุบันที่เร่งรีบเคร่งเครียด  ทำให้เกิดการปล่อยปละละเลยในเรื่องสุขภาพและการดูแลตนเอง ครอบครัวตลอดจนสังคม ในยุคปัจจุบัน

              โครงการ อสม.น้อย เป็นโครงการหนึ่งที่ได้เล็งเห็นความสำคัญด้านสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะการที่เราได้ฝึกเยาวชนให้รู้จัก รักษ์สุขภาพ รู้จักการดูแลตนเอง ผู้อื่นและสังคม ซึ่งเป็นการสร้างคุณธรรมในจิตใจให้กับเด็ก รวมทั้งเป็นการสร้างเสริมการมีมนุษยสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนด้วยกันเองและเผื่อแผ่ไปถึงผู้ใหญ่จนถึงผู้สูงอายุ

               สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เยาวชนในสังคม ชุมชน มีความรัก ความกตัญญู ความสามัคคีและที่สำคัญคือมีคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาสังคมเสื่อมที่ต้นเหตุ

                1.เด็กที่เรียนฟัรฎูอีน เยาวชนในชุมชนรู้จักการดูแลสุขภาพตนเองและการบริการด้านสุขภาพแก่ชุมชน

                2.เด็กนักเรียนฟัรฏูอีน  เยาวชน  อาสาสมัครศูนย์ฟื้นฟูและบุคคลากรในชุมชนสามารถทำงานร่วมกันได้และมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข

                3.ศูนย์ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ในชุมชนมัสยิด ดูน-นูร ช้างเผือก เชียงใหม่ เป็นศูนย์ที่บริการด้านคุณภาพชีวิตและเป็นศูนย์รวมทำกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชน

                  4.ชุมชนเข้มแข็งและมีสุขภาพที่ดีขึ้น

                1.เด็กที่เรียนฟัรฎูอีน เยาวชนในชุมชนรู้จักการดูแลสุขภาพตนเองและการบริการด้านสุขภาพแก่ชุมชน

                2.เด็กนักเรียนฟัรฏูอีน  เยาวชน  อาสาสมัครศูนย์ฟื้นฟูและบุคคลากรในชุมชนสามารถทำงานร่วมกันได้และมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข

                3.ศูนย์ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ในชุมชนมัสยิด ดูน-นูร ช้างเผือก เชียงใหม่ เป็นศูนย์ที่บริการด้านคุณภาพชีวิตและเป็นศูนย์รวมทำกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชน

                  4.ชุมชนเข้มแข็งและมีสุขภาพที่ดีขึ้น

 

วัตถุประสงค์ของโครงการ

 

              1.เพื่อฝึกอบรมเด็กที่เรียนฟัรฎูอีน(ศาสนา)และเยาวชนในชุมชน ให้รู้จักการดูแลตนเอง ครอบครัวและชุมชนทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

              2.เพื่อให้เด็กที่เรียนเฟัรฎูอีนและเยาวชนในชุมชนมีกิจกรรมร่วมกันและทำงานด้วยกันได้อย่างปกติ

              3.เพื่อให้ศูนย์ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตในชุมชนมัสยิด เป็นศูนย์บริการที่มีคุณภาพที่ไม่หวังผลประโยชน์แต่จะเป็นศูนย์ที่ให้ประโยชน์แก่ชุมชน

              4.เพื่อให้ศูนย์ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตเป็นศูนย์ในการทำกิกรรมและเกิดการเรียนรู้ร่วมกันของเยาวชนในชุมชน

                 5.เพื่อให้บุคลากรในชุมชนมีสุขภาพที่ดี

ผลที่คาดว่าจะได้รับ / ความต่อเนื่องยั่งยืนของโครงการ

                1.เด็กที่เรียนฟัรฎูอีน เยาวชนในชุมชนรู้จักการดูแลสุขภาพตนเองและการบริการด้านสุขภาพแก่ชุมชน

                2.เด็กนักเรียนฟัรฏูอีน  เยาวชน  อาสาสมัครศูนย์ฟื้นฟูและบุคคลากรในชุมชนสามารถทำงานร่วมกันได้และมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข

                3.ศูนย์ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ในชุมชนมัสยิด ดูน-นูร ช้างเผือก เชียงใหม่ เป็นศูนย์ที่บริการด้านคุณภาพชีวิตและเป็นศูนย์รวมทำกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชน

                  4.ชุมชนเข้มแข็งและมีสุขภาพที่ดีขึ้น

 

หัวหน้าโครงการ  นายสรกิจ     หะซัน    อีหม่ามมัสยิดดูน-นูร  ช้างเผือก เชียงใหม่

Find more videos like this on GotoMuslim.com


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
คุณนายจำเป็น.. วันที่ : 02/01/2009 เวลา : 19.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ClubOffit
มิตรแท้นั้น..จะดีทั้งต่อหน้า และลับหลังเรา ..จะคอยส่งเสริมและมีแต่สิ่งที่ดีๆ ให้แก่กัน..นี่คือมิตรแท้..

สวัสดีปีใหม่ค่ะ ขอให้มีความสุขสดชื่นสมหวัง คิดสิ่งใด สมใจมั่น
โชคดีมีชัยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
shukur วันที่ : 02/01/2009 เวลา : 18.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shukur

สุขสันต์ฮิจเราะห์และปีใหม่จากใจผู้เขียน
อ. อับดุชชะกูรฺ บิน ชาฟิอีย์ ดินอะ (อับดุลสุโก ดินอะ)
Shukur2003@yahoo.co.uk
http://www.oknation.net/blog/shukur
อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยทักษิณ
ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ อ.จะนะ
จ.สงขลา


ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสดามุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
เป็นที่ทราบกันดีว่าคนไทย มีการแบ่งช่วงเวลาและนับศักราช โดยใช้พื้นฐานจากความเชื่อตามแนวพุทธศาสนา ที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ และเบื้องหลังด้านรูปแบบการปกครอง อันได้แก่
1. พ.ศ. หรือ พุทธศักราช เป็นการนับศักราชแบบตะวันออก ที่นับถือพระพุทธศาสนา โดยเริ่มนับตั้งแต่ปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน เป็น พ.ศ. 1
2. จ.ศ. หรือ จุลศักราช หรือ ศักราชน้อย เป็นศักราชที่ไทยใช้กันก่อนใช้รัตนโกสินทร์ ซึ่งเริ่มภายหลังพุทธศักราช 1181 ปี มาภายหลังก็ค่อย ๆ ลดความนิยมลงไป
3. ร.ศ. หรือ รัตนโกสินทร์ศก เริ่มใช้ตั้งแต่ปีที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ร.1 สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใน พ.ศ. 2325
สำหรับ การแบ่งช่วงเวลาสากลที่นิยมใช้ทั่วโลกนั้น จะแบ่งค.ศ. หรือ คริสต์ศักราช เป็นการนับตามแบบตะวันตก หรือประเทศที่นับถือ ศาสนาคริสต์ โดยเริ่มนับจากปีประสูติของพระเยซูคริสต์ และในปีปัจจุบันคือ ค.ศ. 2009
ในขณะที่ ฮ.ศ. หรือ ฮิจเราะห์ศักราชนั้น นิยมใช้ในประเทศแถบตะวันออกกลาง ที่นับถือศาสนาอิสลามและชุมชนมุสลิมรวมทั้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนับตั้งแต่ปีที่ศาสดามุฮัมมัดอพยพ จากเมืองมักกะห์ไปเมืองมะดินะห์ประเทศซาอุดิอารเบีย นับเป็นปี ฮ.ศ. 1 ซึ่งตรงกับ ค.ศ. 610 หรือ ราว พ.ศ. 1153
สำหรับในปีนี้ กล่าวคือ 1 มกราคม พ.ศ. 2552ซึ่งเป็นปีใหม่สากล กับ ปี ฮิจเราะห์ศักราชอิสลามใหม่ หรือ 1 เดือน มุฮัรรอม ฮ.ศ. 1430 มีความห่างแค่ สามวัน (ตรงกับวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม 2551) ซึ่งมิใช่ง่ายที่จะมีช่วงวันดีที่วันปีใหม่ทั้งสองจะบรรจบในช่วงเดียวกัน
ปี ค.ศ.และปีพ.ศ. นั้นคิดตามการหมุนเวียนของดวงอาทิตย์ ในขณะที่ปี ฮ.ศ. ตามดวงจันทร์ ซึ่งในคัมภีร์อัลกุรอานมีการกล่าวถึงดวงอาทิตย์ 33 ครั้ง มีการกล่าวถึงดวงจันทร์ 27 ครั้ง รวมกันได้ 60 ครั้ง คิดเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 30 ครั้ง

ในอัลกุรอาน มีการกล่าวถึงคำว่า ชะฮรุ (Shahr) ที่แปลว่า เดือน 12 ครั้ง ซึ่งก็รวมทั้งที่เราได้อ่านกันบ่อยในเดือนรอมฏอน นั้นคือซูเราะห์ อัลกอดร์ ซึ่งมีอยู่ตอนหนึ่ง ความว่า (ลัยลาตุลกอดร์ มีความประเสริฐกว่า 1,000 เดือน)12 เดือน เท่ากับ 1 ปี ในทุก ๆ ชนชาติ และอริยธรรมใหญ่ๆ ในโลกนี้ จะคิดรอบ 1 ปี ด้วยระยะเวลา 12 เดือนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย ฯลฯ (โปรดดู
http://www.hilalthailand.com/oursky/modules/news/article.php?storyid=19)

ความเป็นจริงฮิจเราะห์เป็นคำภาษาอาหรับ ตามรากศัพท์แปลว่า การตัดขาด หรือ การเคลื่อนย้าย แต่เมื่อพิจารณาความหมายในทางวิชาการแล้วจะหมายถึง : การละทิ้งสิ่งที่พระเจ้าทรงห้าม หรือการโยกย้ายจากสถานที่ที่น่าสพรึงกลัวไปยังสถานที่ที่ปลอดภัย หรือการอพยพจากสถานที่อันไม่สามารถแสดงตนเป้นมุสลิมไปสู่อาณาจักรอิสลาม
สำหรับหลักการที่เกี่ยวข้องกับการฮิจเราะห์สามารถทำความเข้าใจได้ดังนี้ (โปรดดู วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ .การฮิจเราะห์ในประชาไทออนไลน 8/9/2548 )
1.ในยุคแรกของอิสลาม การฮิจเราะห์ถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามทุกคน จากเมืองมักกะห์ ไปยังเมืองมาดีนะห์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ใประเทศซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้เพื่อสร้างประชาคมมุสลิมที่นครมาดีนะห์เป้นมหานครแห่งสันติสุข เนื่องจากประชากรมุสลิมที่นั่นมีน้อย ยกเว้นคนอ่อนแอที่ขาดปัจจัย เช่น คนชรา เด็ก สตรีหรือทาส เป็นต้น
2.ภายหลังการบุกเบิกนครมักกะห์ในปีที่ 8 หลังการฮิจเราะห์ (ของศาสดามูฮัมหมัด) บทบัญญัติเกี่ยวกับการฮิจเราะห์ ก็เปลี่ยนไป เนื่องจากสถานการณ์ในมักกะห์เปลี่ยนไป กล่าวคือการปฏิบัติศาสนากิจใดๆ สามารถทำได้โดยอิสระเสรี การฮิจเราะห์จึงไม่จำเป็นอีกต่อไป
ดังวัจนะของศาดามูฮัมหมัด ที่บันทึกไว้โดยอิหม่ามบูคอรีย์และมุสลิมความ ว่า “ไม่มีการฮิจเราะห์อีกแล้ว หลังการบุกเบิกมักกะห์ แต่การณ์ทั้งหลายขึ้นอยู่กับการเจตนาและการต่อสู้” (บันทึกไว้โดยอิหม่ามบูคอรีย์และมุสลิม)
3.โดยนัยยะนี้ อิหม่ามชาฟีอีย์ จึงระบุในตำรา “อัลอุม” ของท่านว่า “วัตรปฏิบัติแห่งบรมศาสดา บ่งชี้ว่า ข้อกำหนดให้ฮิจเราะห์สำหรับผู้ที่สามารถทำได้นั้น เป็นข้อบังคับเหนือผู้ที่ไม่สามารถดำรงตนเป็นมุสลิมอยู่ได้ในแผ่นดินที่ผู้นั้นอยู่อาศัย (ส่วนผู้ที่สามารถดำรงตนเป็นมุสลิมได้อย่างเสรีก็ไม่จำเป้นต้องฮิจเราะห์)
เห็นได้จากที่บรมศาสดาอนุญาตให้ลุงของท่าน คือ อับบาส และคนอื่นๆ อีกหลายคน คงอยู่ในมักกะห์ต่อไป เพราะคนเหล่านี้เข้มแข็งพอที่จะรักษาความเป็นมุสลิมของเขาไว้ได้
ฮาฟิซ อิบนุ หะญัร กล่าวไว้ในตำรา “ฟัตหุล บารี” เล่มที่ 7 หน้า 229 ว่า “โดยนัยนี้ผู้ที่สามารถเคารพสักการะบูชาอัลเลาะห์ได้ ในแผ่นดินใดก็ตามที่เขาอยู่ เขาไม่จำเป็นต้องฮิจเราะห์ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็จำเป็น”

ในวารดิถีขึ้นปีใหม่ 2552 และ ฮ.ศ.1430 นี้ หวังว่าทุกคนคงจะไม่ลืมทบทวนเรื่องราวในอดีต ปี 2551 /ฮ.ศ. 142 9โดยเฉพาะเหตุการณ์ร้ายในจังหวัดชายแดนใต้ และความแตกสามัคคีของคนในชาติไม่ว่าภาคไหน แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย หรือข่าวร้ายล่าสุดซึ่งฝูงบินรบของอิสราเอลกระหน่ำโจมตีดินแดน ฉนวน กาซา ของปาเลสไตน์ (อาหรับจะอ่านว่า "ฟิลิสตีน) ในปลายปี 2551 (ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 300 คน) เป็นผลให้คนเหล่านี้ต้องฉลองปีใหม่ด้วยความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และ ถือว่าเป็นวันนองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดของวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง ที่ยืดเยื้อยาวนานกว่าหลายทศวรรษ และจะส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งและสันติภาพของโลกตลอดปีใหม่ 2552 อย่างแน่นอน
ดังนั้นขอให้เหตุร้ายต่างๆจงอพยพจากเราและพี่น้องร่วมโลกไป และทดแทนด้วยความสุขและสมานฉันท์ คนที่เป็นคนผิดก็จงกลับใจเป็นคนดีสมกับเป้าหมายของการฮิจเราะห์
มุสลิมเองก็ควรยึดหลักการอยู่ร่วมอย่างสันติตามคำสั่งของพระเจ้า แนวทางศาสดามุฮัมมัดและอัครสาวกของท่าน ดังที่อัลลอฮได้ตรัสไว้ความว่า อัลลอฮมิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่ไม่ได้ต่อต้านเจ้าในเรื่องศาสนา และพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะทำความดี แก่พวกเขาและให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮทรงรักผู้มีความยุติธรรม? (ซูเราะฮอัลมุนตะฮินนะฮ: 8)

ท่านศาสดาได้เป็นแบบอย่างของการทำความดีต่อชนต่างศาสนิก ดั่งรายงานจากอบูอุบัยด์ ในหนังสือ al-Amwal หน้า 613 (quoted in al-Qardhawi,1994 : 2/275 ว่า ท่านนบีเคยบริจาคทานแก่ญาติผู้ตายชาวยิวในขณะที่ท่านเดินผ่าน อีกสายรายงานหนึ่ง โดยมุฮัมหมัด บิน อัลหะซัน กล่าวไว้ในหนังสือ Sart al- Sair เล่ม 1หน้า 144 quoted in al Qardhawi 1994 ,2/274) ว่า ท่านศาสดาเคยบริจาคทานแก่คนยากจนชาวมุชริกีนมักะฮ (ผู้บูชาเทวรูป)
ในสมัยอุมัรอิบนุค๊อฎฏ๊อบ กาหลิบ (คอลีฟะฮ) ที่ 2 ผู้ทรงธรรม เคยนำเงินจากองทุนบัยตุลมาล (คลังของรัฐ) ให้แก่ผู้ขัดสน อนาถา ชาวคัมภีร์ (คริสต์และยิว) โดยท่านได้ยกโองการความว่า ?แท้จริงซะกาตนั้นเป็นกรรมสิทธฺของผู้ยากจน และอนาถา?และท่านกล่าวเสริมว่า นี่คือผู้ยากจน อนาถา ชาวคัมภีร์ (โปรดดูหนังสือ Figh al- Zakah : Qardhawi,1993 2/705-706 )และเมื่อท่านอุมัร (ร่อฎียัลลอฮุอันฮ) ไปเยี่ยมราษฎรที่เมืองชาม (ซีเรียปัจจุบัน) ณ ที่นั่นท่าพบชาวคริสต์เผ่ามุจซูมีน ซึ่งประสบความลำบาก ดังนั้น ท่านจึงใช้เจ้าหน้าที่กองคลัง บัยตุลมาล นำเงินกองทุนดังกล่าวจ่ายให้กับพวกเขา (al-Qardhawi,1994: 2/675)

ในสมัยอับดุลลอฮ อิบนุอุมัร (ตาบีอีน) ได้กำชับลูกของท่าน ให้บริจาคเนื้อกุรบานแก่เพื่อนชาวยิว (al-Qardhawi,1994: 676) อิหม่ามอิบนุฮัซมิ ปราชญ์นามอุโฆษได้กล่าวไว้ในหนังสือ al-Mahalli เล่ม 5 หน้า 117 (Quoted in al-Qardhaui,1994:676 ?บรรดาศอหาบะฮ (สหายศาสดา) หลายต่อหลายท่านเคย เดินตามหลังศพสตรีชาวยิว? เป็นการแสดงความเสียใจแก่ญาติผู้เสียชีวิต ในขณะเดียวกันบรรดาตาบิอีน (สหายศอหาบะฮ) หลายท่านเช่นกันเคยจ่ายซะกาตฟิตร์(ทานบังคับ) ให้แก่นักบวชชาวคริสต์เพราะเขาเหล่านั้น เช่น อักรอมะฮ อิบนุซีรีน และอัซซุฮรีย์ มีทัศนะว่า การจ่ายซะกาตแก่นักบวชชาวคริสต์เป็นสิทธิที่ทำได้ (al-Qardhawi,1994: 676)

ท่านอิหม่ามละฮาบุดดีน อัรก๊อรรอฟีย์ ปราชญผู้ยิ่งใหญ่อีกท่าหนึ่งของโลกอิสลาม ได้อธิบายความหมายของคำว่า al-Bir การทำความดี อย่างน่าสนใจไว้ในหนังสือ al-Furuk เล่ม 3 หน้า 15 ( quoted in al - Qurdhawi,1994: 677) การทำความดี หมายถึง การช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอ การบริจาคทานแก่ผู้ยากจน การให้อาหารแก่ผู้ที่โหยหิว ,การให้เครื่องนุ่งห่มแก่ผู้ขัดสน ,การพูดจาไพเราะอ่อนโยน,การให้ความเมตตา ,การปรึกษาหารือซึ่งกันและกันเพื่อขจัดความแตกต่างและขัดแย้ง,การขอพรให้ผู้คนได้รับทางนำอันถูกต้องและประสบโชค ,การตักเตือนผู้ที่กระทำความผิด ไม่ว่าเกี่ยวกับการทำมาหากินหรือเกี่ยวกับศาสนา,การรักษาความลับของผู้อื่นและอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นความดี

นี่คือหลักการของศาสนาอิสลาม และแนวปฏิบัติของท่านศาสดากับบรรดากัลญาณชนมุสลิมในยุค 300 ปีแรกของอิสลามซึ่งถือเป็นยุคที่ดีที่สุดและศาสดาได้ทรงรับรองเอาไว้ว่า ประชาชาติที่ดีที่สุด นั้นคือประชาชาติซึ่งมีชีวิตอยู่ในศตวรรษของฉัน แล้วบรรดาผู้ที่ต่อจากเขาเหล่านั้นและต่อจากเขาเหล่านั้นอีก (บันทึกโดย al- Bukhariใน Kitab Fadhail al-Sahabah ,Ba Fadhail Ashab al-Nabi หมายเลขหะดีษ 3650, n.d. : 3/71)และหากมุสลิมสามารถเป็นแบบอย่างต่อผู้อื่นได้ก่อนผู้เขียนมีทัศนะว่าฮิจเราะห์ศักราชใหม่จะเป็นปีของการสร้างสมานฉันท์และสันติสุขได้อย่างแน่นอน
...ขอย้ำว่ามุสลิมที่ดีต้องเริ่มก่อนดังที่ศาสดาได้เริ่มก่อนในสังคมที่เต็มด้วยความป่าเถื่อนและไร้อารยธรรมก่อนที่ท่านจะฮิจเราะห์(อพยพ)สู่เมืองมะดีนะห์

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
chanakarn วันที่ : 02/01/2009 เวลา : 18.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chanakarn

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรงน่ะค่ะ

*********************************
ขอเชิญชมภาพมาลัยกรที่หนูซ้อมเพื่อไปแข่งที่กรุงเทพห่นอยน่ะค่ะhttp://www.oknation.net/blog/chanakarn/gallery/29268

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
masraart วันที่ : 02/01/2009 เวลา : 18.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/masraart

เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนกันมากน่ะครับ สำหรับคณะทำงานขอให้เอกอัลลอฮฺ ทรงประทานพรที่ดี แข็งแรงสมบูรณ์ อินซาอัลลอฮฺ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน