• บัญชาเกียรติ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : bunchakku@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-21
  • จำนวนเรื่อง : 2
  • จำนวนผู้ชม : 51898
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน
ที่มาที่ไป Come&Go
ที่มา ที่ไป ของความรู้ ความคิด พฤติกรรม แนวทาง และข้อเสนอแนะ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kbuncha
วันพุธ ที่ 27 มกราคม 2553
Posted by บัญชาเกียรติ , ผู้อ่าน : 41019 , 11:59:31 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เรื่องย่อสินไซ ฉบับสมบูรณ์

 บัญชา เกียรติจรุงพันธ์     เรียบเรียง: ไม่สงวนลิขสิทธิ์   (20 มกราคม 2553)

            สินไซ เป็นวรรณกรรมที่นักปราชญ์ได้นำเอาแก่นธรรมะคืออภิธรรมขั้นสูง คือแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานไปสู่การตัดกิเลสจนพบอริยสัจสี่อันเป็นโลกุตรธรรม ซ่อนไว้ใจกลางเรื่อง จากนั้นจึงล้อมไว้ด้วย ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม คำสอนแก่ทั้งผู้นำและประชาชนทั่วไป แล้วเคลือบชั้นนอกไว้ด้วยความสนุกผจญภัย รัก-โลภ-โกรธ-หลง-ชิงรักหักสวาท มีเล่ห์เหลี่ยมชิงไหวชิงพริบ ผสมกลมกลืนได้อย่างลงตัว จึงทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับการตอบรับจากสังคมในยุคสมัย จนกระทั่งยอมรับนำเอาแนวปฏิบัติบางประการมาเป็นขนบธรรมเนียมของตน  และเพื่อให้เผยแพร่ให้แก่ประชาชนทั่วไปที่แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือ ให้สามารถรับรู้เรื่องราวได้ จึงได้แปรรูปวรรณกรรมออกมาด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การร้องหมอลำ เทศน์แหล่ หนังประโมทัย (หนังตะลุงอีสาน) ภาพจิตรกรรม และอื่นๆ โดยเฉพาะการทำเป็นฮูบแต้ม (ภาพจิตรกรรมฝาผนัง) ที่เจตนาแต้มไว้ภายนอกสิม (โบสถ์) ยิ่งแสดงถึงเจตนาของความศรัทธาที่อยากจะให้ผู้เลื่อมใสศรัทธา โดยเฉพาะสตรีที่เข้าไปภายในสิมไม่ได้ และส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือจะได้เข้าใจเรื่องราวผ่านทัศนศิลป์เหล่านั้น   ในปัจจุบันมีนักวิชาการหรือผู้สนใจได้พยายามศึกษาหลายแง่มุม ทั้งที่มาของเรื่อง สำนวนภาษา เรื่องราว วัฒนธรรมประเพณี และแนวแห่งศิลปะแขนงต่างๆที่บูรณาการอยู่ในเรื่องสินไซ อันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เราจะได้ทราบรากเหง้าของตนเองว่าบรรพบุรุษมีแนวความเชื่ออย่างไร จึงสามารถนำพาลูกหลานดำเนินวิถีชีวิตมาได้อย่างสันติสุข  ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เรื่องสินไซ ได้ซ่อนแก่นของเรื่องบางอย่างไว้อย่างแนบเนียนลึกซึ้ง การตีความโดยเฉพาะนัยทางธรรมะอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปได้ ดังนั้นการอธิบายความจึงขึ้นอยู่กับเหตุผลที่นำมาสนับสนุนตามภูมิจิต-ภูมิธรรมของแต่ละคน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเคารพในความคิดของปัจเจกชน   ผู้เขียนขอนำเสนอแง่มุมหนึ่งคือแก่นพระอภิธรรมหรือนัยทางพุทธธรรมที่วางเป็นโครงเรื่องสินไซไว้พิจารณาสำหรับผู้ที่อยากจะแกะรอยตามหาแก่นของธรรมในเรื่องนี้ 

                สินไซ จากการศึกษาสืบค้น พบว่าน่าจะเป็นวรรณกรรมที่ได้เค้าโครงหรือนำแนวคิดมาจาก ปัญญาสชาดก (แปลตรงตัวว่าชาดก 50 เรื่อง ตัวอย่างวรรณกรรมที่มาจากปัญญาสชาดก เช่น สุธน-มโนรา,  รถเสนหรือหรือนางสิบสองหรือพระรถเมรี, สังข์ทอง, เสือโคคำฉันท์หรือหลวิชัย-คาวี, สมุทโฆษคำฉันท์, สิริวิบูลกิต,ท้าวปาจิต-นางอรพิม))  ในปัญญาสชาดกฉบับของลาวนั้นเรียกว่า พระเจ้าห้าสิบชาติ  ในลำดับที่ 29 ชื่อเรื่องว่า ท้าวพยากุดสะราดชาดก อันเป็นเรื่องหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคสมัยนั้น ดังในบทไหว้ครูในสังข์ศิลป์ชัย (จินดา  ดวงใจ,  2544: 3 )  ที่ว่า

                เมื่อนั้น  ปางคำคุ้ม คนิงธรรมทงมาก                            เห็นฮุ่งญาณยอดแก้ว เทียวไซ้ ชาติพะองค์ฯ...

                บัดนี้       จักปูนแต่งตั้ง ไขชาติ แปลธรรม ก่อนแล้ว   เป็นที่      ยูแยงฝูง พ่ำเพ็ง  พาซ้อย

ควรที่      อัศจรรย์ล้ำ  โลกา กงโลก    เฮานี้                  มีใน    ห้าสิบชาติแท้   เทียวใช้  ส่งเวร  เจ้าเฮย

ถอดความได้ว่า 

                “ท้าวปางคำ ระลึกพิจารณาถึงธรรมะที่มีคุณมาก  อันเป็นเรื่องของพระโพธิสัตว์ที่ทรงบำเพ็ญบารี... 

              บัดนี้..ข้าพเจ้าจักเขียนอธิบายเรื่องราวพระอภิธรรม (ธรรมะอันเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ หรือเรียกว่าวิมุติมรรค) โดยการแปรรูปให้เป็นลักษณะของเรื่องราวการเกิดที่ขึ้นเป็นชาติต่างๆของพระโพธิสัตว์              เป็นสิ่งที่ช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลายได้พบแสงสว่าง 

                เป็นการอธิบายเรื่องที่มหัศจรรย์ลึกซึ้งเกี่ยวกับวัฏฏะสงสารที่เรากำลังเวียนว่ายอยู่ขณะนี้

                ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งในวรรณกรรมชุด “พระเจ้าห้าสิบชาติ” อันแสดงการเวียนว่ายตายเกิดมาก่อน

 

                จากบทนี้ แสดงเจตจำนงว่า ผู้ประพันธ์ได้เข้าใจเรื่องราวว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรมเพื่อไปสู่การบรรลุมรรคผลนิพพาน  เป็นข้อเขียนคล้ายกับคำนำและบอกจุดประสงค์ปลายทาง ซึ่งผู้ประพันธ์เองก็ตั้งใจเรียบเรียงขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านทั้งสามระดับได้รับประโยชน์ตามสมควรแก่ภูมิจิตภูมิธรรมของแต่ละคน ได้แก่ บางคนก็อาจจะได้เพียงเปลือกของเรื่อง เช่น ได้รับความสนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจไปกับเรื่องราวการผจญภัย เล่ห์เหลี่ยมคดโกงและความรัก ระดับที่สองบางคนก็อาจจะเจอกระพี้คือได้ข้อคิดในการไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตของตนหรือปรับใช้กับแนวทางการปกครอง หรือใช้ในวิถีชีวิตด้วยศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม และระดับที่สามบางคนก็อาจจะพบแก่นคือธรรม อันเป็นนัยแห่งธรรมะที่จะอธิบายในลำดับต่อไป

 

เรื่องย่อเรื่องสินไซ (จากฉบับท้าวปางคำ เขียน)

 

เกริ่นนำไหว้ครู

                เริ่มเรื่องด้วยการไหว้ครู และนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  กล่าวว่าเมื่อเดือนสามปีฉลู ท้าวปางคำได้ตระหนักถึงเรื่องของพระโพธิสัตว์ที่เป็นแนวทางสั่งสอนธรรมะแก่สรรพสัตว์ จึงเรียบเรียงแปลงพระธรรมให้คนทั้งหลายได้เก็บเกี่ยวผลได้อย่างอิสระตามภูมิปัญญาของตน ขอให้เหล่าเทพทั้งหลายช่วยเกื้อหนุนให้สำเร็จ บัดนี้จะเรียบเรียงเรื่องราวที่ปรากฏในปัญญาสชาดก (พระโพธิสัตว์ ๕๐ชาติ) เรื่องนั้น

 เนื้อเรื่องโดยย่อ  

                ณ เมืองใหญ่อันเจริญรุ่งเรื่องชื่อ เป็งจาน มีพระราชาชื่อท้าวกุดสะราด มีน้องสาวชื่อนางสุมนทาที่พระองค์รักและหวงมาก  มเหสีชื่อนางจันทา  กล่าวถึงท้าวเวสสุวรรณเป็นเป็นจอมยักษ์ ได้อาญาสิทธิ์ให้ยักษ์ชื่อท้าวกุมภัณฑ์เป็นผู้ปกครองผี ยักษ์ และมารทั้งหลายในโลก มีฤทธิ์เดชครบถ้วนทั้งศาสตร์และศิลป์ เป็นโสด ให้ปกครองเมืองอโนราช  คิดอยากมีภรรยา ท้าวเวสสุวรรณจึงบอกว่าเนื้อคู่ชื่อนางสุมนทา แต่ขอให้ตัดใจเสียเพราะเป็นคนละเผ่าพันธุ์ แต่ท้าวกุมภัณฑ์กลับขี่ยานจักรแก้วไปหา ซ่อนตัวอยู่ในอุทยาน  ฝ่ายท้าวกุดสะราด ฝันว่ามีคนมาฟันแขนขวาขาดพร้อมทั้งผ่าอกจึงสะดุ้งตื่นมา โหรทำนายว่าจะมีคนต่างแดนมาแย่งญาติไป เมื่อพ้นเคราะห์แล้วจึงจะประสบโชคดี

                นางสุมนทาพร้อมบริวารอออกประพาสสวน ท้าวกุมภัณฑ์จึงอุ้มเอานางเหาะขึ้นพากลับไปเมือง อโนราชจนนางยอมเป็นมเหสีด้วยความสมัครใจมีธิดาด้วยกันคือนางสีดาจัน  เมื่อเติบโตขึ้น พญานาควรุณแห่งนาคพิภพมาขอไปเป็นมเหสี

 

                กล่าวถึงท้าวกุดสะราด ผ่านไปสามเดือนยังคิดถึงน้องสาว จึงออกบวชและติดตามหาผ่านไปเจ็ดปี เดินทางถึงเมืองจำปา มีเจ้าเมืองชื่อกามะทา ที่นี่ได้ทราบข่าวน้องสาวว่าถูกยักษ์กุมภันฑ์ลักพาตัวไป เช้าวันหนึ่งไปบิณฑบาตหน้าบ้านเศรษฐีชื่อนันทะ มีลูกสาว 7 คน รู้สึกชอบจึงกลับเมืองเป็งจานลาสิกขาบทออกมาแล้วมาสู่ขอนางทั้งเจ็ดไปเป็นมเหสี  ต่อมามเหสีทั้ง 8 คนของท้าวกุดสะราดได้อธิษฐานขอลูก โอรสของพระอินทร์ได้อาสาลงมา สู่ครรภ์นางจันทาหนึ่งองค์ และอีกสององค์พร้อมกันลงมาสู่ครรภ์นางลุนซึ่งเป็นน้องคนสาวคนสุดท้ายของนางทั้งเจ็ด โหรจึงทำนายว่าผู้มีบุญมาเกิดในครรภ์ของนางจันทากับนางลุนส่วนอีกหกนางจะเป็นคนไม่ดีมาเกิด ทำให้นางทั้งหกไม่สบายใจ ต่อมามีหญิงร้อยเล่ห์เข้ามาหาและตีสนิทจนนางปทุมมาผู้พี่คนโตของนางทั้งเจ็ดไว้ใจ หญิงนั้นทำยาเสน่ห์ให้ท้าวกุดสะราดหลงใหลนางทั้งหกพร้อมทั้งให้สินบนโหรให้กลับคำทำนายใหม่  พอครบกำหนดนางทั้งแปดก็คลอดลูกออกมา ลูกของนางลุนนั้นคนแรกคลอดแกมาเป็นหอยสังข์ คนที่สองเป็นมนุษย์ถือดาบและศรศิลป์ออกมาด้วย ส่วนนางจันทาได้ลูกออกมาเป็นครึ่งล่างเป็นราชสีห์ส่วนหัวเป็นช้าง รวมเรียกว่าคชสีห์  

                “เมื่อนั้น สังข์ทองท้าว อนุชา เสด็จออก                        ตกก่อนกิ้ง เหนือผ้า แผ่นคำ

                            หื่นหื่นพ้อม เสียงกล่าว แถมวอน                    เห็นโฉมสี หลากคาม ควรง้อ

                 เมื่อนั้น ตนประเสริฐเจ้า เจียรจากเสด็จตาม ทรงศิลป์ศร ดาบเลยลงม้ม

                ถัดนั้น   เอกาเจ้า จันทานางนาด                                เลยเล่าม้มแก่นเหง้า ฝูงเชื้อ ซ่อยระวัง

                เลยเล่า  เห็นอ่อนน้อย เป็นฮูบราชสีห์                           งวงงาประจิต ดั่งคำ คือแต้ม”

 

                ท้าวกุดสะราดเห็นว่า มีความผิดตามคำโหรจึงเนรเทศลูกออกนอกเมือง นางจันทา นางลุนพร้อมลูกสามคนรวมกันเป็นห้าคนจึงเดินทางออกจากเมืองไป เดินทางไปตามป่าได้ราวหนึ่งเดือนไปพบกับปราสาทอยู่กลางป่าซึ่งพระอินทร์มาสร้างไว้ให้พักอาศัย ทั้งหมดจึงอาศัยในปราสาทนี้ โดยพระอินทร์เขียนชื่อไว้ว่า ลูกของนางจันทาชื่อ สีหราชหรือสีโห  ส่วนลูกของนางลุนนั้นคนแรกชื่อสังข์ คนที่สองชื่อ สินไซ (ศิลป์ชัย) ดังข้อความที่ว่า

                “ อินทร์ใส่ซื่อน้อย ในเลข ลานคำ                              ชื่อว่า สังข์สินไซ โลกลือ ฤทธีกล้า 

อันว่า     บุตตาเจ้า จันทานางพี่                                                   ชื่อว่าสีหราชท้าว ไทน้อม ขับขาน”  

                ทั้งสามองค์เจริญเติบโตขึ้นด้วยความรักสามัคคีกัน     วันหนึ่งสินไซได้ขอธนูศิลป์หรือศร  กับดาบหรือตาว จากแม่ของตน เมื่อนางจันทามอบให้แล้วสินไซก็แสดงการใช้ดาบและศรได้อย่างคล่องแคล่ว     สินไซ ยิงธนูไปตกถึงหน้าพญาครุฑในนครสิมพลี พญาครุฑจึงนำไพรพลทั้งหลายมาถวายเครื่องบรรณาการพร้อมให้การอารักขา จากนั้นสินไซยิงธนูไปตกที่หน้าของพญานาค พญานาคก็นำไพร่พลมาถวายเครื่องบรรณนาการและเฝ้าอารักขา  โดยครุฑอารักขากลางวัน ส่วนนาคอารักขากลางคืน ทั้งสามเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มที่มีฤทธิ์มาก  ฝ่ายท้าวกุดสะราด สั่งให้ลูกชายที่เกิดจากนางทั้งหก ออกเดินทางไปเรียนวิชาต่างๆเพื่อที่จะเป็นวิชาติดตัวใช้สำหรับติดตามนางสุมนทา โอรสทั้งหกก็ออกเดินทางไปในป่าจนกระทั่งไปพบกับสีโหสังข์สินไซ เมื่อสอบถามก็รู้ว่าเป็นพี่ จึงหลอกว่าท้าวกุดสะราดคิดถึงอยู่ตลอดมาจึงให้ออกมาตามหาและถามข่าวว่ายังอยู่ดีสบายหรือไม่ บัดนี้จะกลับไปกราบทูลให้ทราบ และเพื่อเป็นการยืนยันว่าอยู่ดีมีวิชามากจึงขอให้เรียกให้สัตว์น้อยใหญ่ในป่าติดตามไปในอีกหนึ่งวันข้างหน้า จากนั้นทั้งหกองค์จึงกลับไปทูลพระบิดาว่าเรียนวิชาจบแล้ว ถ้าไม่เชื่อจะใช้มนต์เรียกสัตว์ให้ดู วันต่อมาก็มีสัตว์มีพิษในป่าเข้าไปในเมืองเต็มไปหมดแต่ไม่ทำอันตรายใคร ท้าวกุดสะราดก็ดีใจว่าลูกมีความสามารถแล้วจึงสั่งให้ออกติดตามนางสุมนทาแล้วพากลับมาบ้านเมือง ทั้งหกองค์ก็เดินทางไปพบพี่ๆในป่าแล้วบอกว่าท้าวกุดสะราดเชื่อแล้ว และให้ออกเดินทางไปตามหาน้าสุมนทาด้วยกัน ถ้าทำสำเร็จจะยกบ้านเมืองให้ปกครองครึ่งหนึ่ง  สีโหสังข์สินไซมีความกตัญญูคิดตอบแทนบิดาจึงรับปากจะไปด้วย แต่นางจันทากับนางลุนไม่เชื่อพยายามห้ามปรามแต่ก็ขัดไม่ได้ในที่สุดก็สั่งสอนว่าให้ระวังเพราะในป่ามีอันตรายมาก ศรศิลป์พระขรรค์ต้องกระชับในมือตลอดเวลา เมื่อได้พบน้าสุมนทาก็อย่าไว้ใจมากนักเพราะอาจติดนิสัยยักษ์มาบ้าง สินไซจงดูแลอย่าทอดทิ้งกัน และสุดท้ายอย่าไว้ใจท้าวทั้งหกนี้ จากนั้นจึงอำลาแม่แล้วออกเดินทาง จนกระทั่งได้พบกับด่านต่างๆดังนี้

 

                ด่านแรกคือด่านงูซวง คืองูใหญ่ มีความยาวเท่ากับเชือกล่ามวัวร้อยตัว มีตาสีแดง พ่นพิษออกมาเป็นไฟ ท้าวทั้งหกกลัวขอกลับ แต่สินไซฟันงูขาดเป็นท่อน แล้วเดินทางต่อไป จนกระทั่งถึงแม่น้ำสายที่หนึ่งใหญ่ กว้างหนึ่งโยชน์ ท้าวทั้งหกชวนกลับและบอกว่าพ่อคงไม่เอาโทษอะไร แต่สังข์ออกเดินทางไปก่อน สินไซออกตามไปโดยให้สีโหอยู่เฝ้าน้องทั้งหก  สังข์แปลงกายเป็นเรือให้สินไซขี่ข้ามแม่น้ำไปได้จนถึงภูเขาและพบกับด่านที่สอง คือด่านยักษ์กันดารหรือด่านวรุณยักษ์ เป็นด่านที่อัตคัดลำบากไม่สะดวกสบายขาดแคลน เป็นยักษ์ดุร้ายจึงฟันคอยักษ์ขาดตายไป สินไซก็ตามรอยหอยสังข์ที่ล่วงหน้าไปก่อนจนพบแม่น้ำสายที่สอง กว้างสองโยชน์ สังข์แปลงกายเป็นเรือให้สินไซขี่ข้ามไปได้อีก ระหว่างทางสินไซระลึกถึงพระคุณแม่อยู่ตลอด จนกระทั่งพบด่านที่สามคือด่านช้างหลายแสนตัว มีพระยาฉัททันต์เป็นหัวหน้า มันโกรธตาแดงขู่ว่าจะฆ่าสินไซ สินไซใช้ศรยิงล้มลงระเนระนาด มันยอมบอกว่าเคยเห็นยักษ์อุ้มนางสุมนทาเหาะผ่านไป ขออโหสิกรรม และยอมให้ขี่คอพาไปส่งจนสุดแขตแดน สินไซสอนให้ช้างอย่าทำร้ายเบียดเบียนคนอื่น  จากนั้นก็เดินทางต่อไปจนพบแม่น้ำสายที่สาม กว้างสามโยชน์ สินไซก็ขี่สังข์จนพ้นข้ามไปได้และพบกับด่านที่สี่คือ ด่านยักษ์สี่ตนได้แก่ กันดานยักษ์ จิตตยักษ์ ไชยยักษ์ และวิไชยยักษ์ ได้สู้รบกันสินไซปราบยักษ์เสร็จแล้วเดินทางต่อไปตามรอยหอยสังข์ จนพบกับแม่น้ำสายที่สี่ที่กว้างสี่โยชน์   สังข์พาสินไซข้ามไปได้ แล้วรีบเร่งเดินไปถึงภูเขาใหญ่ดำทะมึนมีบ่อแก้ว บ่อเพชรเป็นน้ำเพชรไหลออกมามีสีสันแวววาวระยิบระยับ เห็นวิมานของพญาธร ถ้ำเพชร เห็นต้นนิโครธ เดินทางผ่านภูเขาเป็นหมื่นๆจนเข้าเขตยักษ์ขินีเป็นด่านที่ห้า คือด่านยักษ์ขินี เป็นหญิงอายุมากกว่าสินไซ พอเห็นสินไซก็เกิดกามราคะกำหนัดจึงเนรมิตศาลาที่พักอาหารการกินพร้อมบริบูรณ์รอรับแปลงกายเป็นหญิงสวยดั่งนางฟ้า เชิญชวนให้สินไซพักผ่อนบอกว่าเป็นธิดาเจ้าเมืองหลงมาอยู่ในป่าขอเป็นคู่ แม้เพียงได้หลับนอนด้วยก็ดี สินไซเดินหนีไปมันจึงวิ่งตามว่าถ้ามีเมียแล้วขอเป็นเมียน้อยก็ได้ ตอนแรกสินไซก็นึกเอ็นดูว่าน่ารักแต่พอพิจารณาดูเห็นแววตากระด้างก็รู้ว่าไม่ใช่คนจึงรีบเดินหนี มันเดินตามเจรจาต่อรองต่างๆไปจนสุดเขตแดน เขตแม่น้ำ เมื่อเห็นว่าไม่ทันมันจึงตะโกนด่าว่าอย่างหยาบคาย หากสินไซขาดสติคงแย่แน่นอน  เดินทางจนพบแม่น้ำสายที่ห้า กว้างห้าโยชน์มีฟองเป็นสีขาว รีบขึ้นขี่หอยสังข์ไประว่างนั้นคิดถึงแม่และป้า จนผ่านเข้าเขตด่านที่หกคือ ด่านนารีผลหรือมักลีผล  เป็นรมณียสถานที่หมู่พระสงฆ์หรือสมณะ ดาบส ฤๅษี วิทยาธร มาเที่ยวเล่น เป็นต้นไม้มีดอกสีส้มเป็นหญิงสาวสวยงาม ศีรษะติดกับขั้วร่างเปลือยหย่อนลงมาถึงพื้น สินไซเที่ยวชมไม่นานก็มีวิทยาธรมาแย่งไป เกิดการแย่งกันหลายกลุ่ม สินไซรบชนะวิทยาธรแล้ว ก็เดินทางต่อไปจนพบกับแม่น้ำสายที่หก กว้างหกโยชน์ จึงลงเรือสังข์ข้ามต่อไป จนขึ้นสู่ดินแดนยักษ์เป็นด่านที่เจ็ดชื่อด่านยักษ์อัสสมุขี อยู่ภูเขาชื่อเวละบาดหรือเวรระบาด นางยักษ์ผีเสื้อชื่ออัสสมุขีมีหน้าเหมือนสุนัข รีบมาอุ้มเอาสินไซวิ่งไป สินไซถามว่าจะพาอุ้มไปไหน นางก็ตอบว่าจะเอาไปทำผัว สินไซอ้อนวอนให้ปล่อยก็ไม่ปล่อยจึงใช้พระขรรค์ตัดคอยักษ์ตายไป  บนภูเขานี้มีต้นกาลพฤกษ์มีดอกเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ดั่งเครื่องทรงของเทพ สินไซจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ที่นี่มีบ่อแก้วบ่อเพชรเต็มไปด้วยเพชรนิงจินดา น้ำใสสะอาด สินไซพักหนึ่งราตรีแล้วเดินทางต่อไป จนพบด่านที่แปดคือด่านเทพกินรี ที่ผาจวงถ้ำแอ่น หมู่กินรีร่างเป็นคนมีปีกมีหางเหาะเหินได้เหมือนนก เป็นหมู่ธิดาของเทพ ที่นี่สินไซได้พบนางเจียงคำ (เจียงแปลว่า แรก ต้น หนึ่ง) จึงได้นางเป็นเมีย  “พระบาทท้าวฮักฮูปเจียงคำ  สองชมสองช่างออยอำอิ้ง  ดูดัง อันประสงค์ได้ โดยคะนิงลุลาภ แก้วแก่นไท้ซมซ้อนอิ่มเสนห์” สินไซลานางเดินทางต่อไป นางเกียงคำให้กินรีบริวารอยู่รับใช้ห้าร้อยนาง สินไซจึงสนุกสนานอยู่อีกเจ็ดวัน ทำให้สังข์ต้องรอนานถึงแปดวัน  เมื่อพบกันแล้วจึงปรึกษากันว่าให้สังข์ล่วงหน้าไปหาเบาะแสในเมืองอโนราชของยักษ์ก่อน ส่วนสินไซนอนรออยู่นอกเมือง สินไซนอนหลับไปฝันเห็นเรื่องราวต่างๆ  สังข์กลับมาบอกว่าทราบว่านางสุมนทาอยู่วังไหน ทั้งสองจึงเดินทางไปด้วยกันเข้าสู่เมืองอโนราชจนถึงด่านที่เก้าคือด่านยักษ์กุมภัณฑ์ เป็นด่านสุดท้ายของการผจญภัย ในเมืองนี้มีสงครามสองครั้ง

 

                ก่อนวันที่สินไซจะเข้ามา คืนก่อนนั้นยักษ์หลับฝันละเมอจนนางสุมนทาปลุกให้ตื่น และต้องออกไปหาอาหาร สั่งให้สุมนทาอยู่แต่ในปรางค์เท่านั้น สินไซแอบเข้าไปสู่ปราสาท ทำทีเป็นพูดเกี้ยวพาราสี สุมนทารู้ว่าเป็นเสียงเด็กจึงไต่ถามจนทราบ แต่ไม่เปิดประตู สินไซจึงพังประตูเข้าไป นางสุมนทาไม่ยอมกลับ บอกให้สินไซกลับไปบอกพ่อว่าตามหาไม่เจอ  สินไซเสียใจที่พ่อรักน้อง แต่สุมนทามารักสมียักษ์มากกว่า สุมนทาบอกว่าไม่อยากพลัดพราก ต้องกตัญญูต่อสามี  สุมนทาทราบว่าหลานมีวิชาเก่งกล้าจึงยอมแต่ขอให้สามีกลับมาก่อน สินไซไม่ยอม สุมนทาให้สินไซกลับก่อน  ตนจะให้สามีพาไปส่ง สินไซแผลงศรขึ้นฟ้าข่มอำนาจยักษ์ทั้งหลาย จนยักษ์กุมภัณฑ์หมดแรง ซมซานกลับมา สังข์บอกให้สินไซแอบหลบในกองไม้ ยักษ์มาถึงหมดแรงขึ้นปราสาทไม่ได้แต่ได้กลิ่นมนุษย์ สุมนทาบอกว่ากลิ่นของตนแล้วพากลับขึ้นไปกล่อมนอนซึ่งอีกเจ็ดวันจึงจะตื่น  สินไซชวนอากลับ สุมนทาทำอิดเอื้อนต่อรองไปเรื่อยๆ จนสินไซบังคับ นางก็ต่อรองพอลงจากปรางค์ก็บอกว่าลืมผ้าสไบ กลับขึ้นไปปลุกยักษ์ให้ตื่น สินไซไปพาออกมา  ครั้งที่สองมาถึงครัวบอกว่าลืมปิ่นปักผม  ครั้งที่สามถึงประตูเมืองบอกว่าลืมซ้องแซมผม สินไซไปตามกลับมาจนพาออกพ้นเมือง แล้วพาไปซ่อนในถ้ำ จากนั้นกลับไปเมืองอโนราชเพื่อปราบยักษ์ได้ยินเสียงกรนจึงเข้าไปตัดคอขาดกระเด็น จากนั้นก็ฟันร่างแยกออกเป็นสองท่อน แต่ร่างยักษ์กลับกลายเป็นเจ็ดร่าง พอฟันอีกกลับกลายเป็นสี่สิบเก้าร่าง เป็นเท่าทวีคูณเช่นนี้จนเป็นแสนเป็นล้านร่าง แต่ยิ่งรบยิ่งตาย ท้าวกุมภัณฑ์จึงขอพักรบชั่วคราว สินไซจึงยิงศรไปแจ้งให้สีโหทราบ สีโหจึงรีบเดินทางมาช่วยร่วมรบ ยักษ์กุมภัณฑ์นำทัพออกตามไปรบกับสินไซโดยมีกองทัพจำนวนมาก ยักษ์แปลงเป็นไก่มาอุ้มเอานางสุมนทาไปได้ สินไซยิงศรถูกไก่ตายหมดเหลือแต่ไก่กุมภัณฑ์อุ้มไปพร้อมกับให้ยักษ์หมื่นตนมาขวาง สีโหจึงร้องหรือเปล่งสีหนาทจนแก้วหูยักษ์แตกตาย ได้นางสุมนทาคืน  ก่อนกลับ นางสุมนทาขอร้องให้ตามไปรับนางสีดาจันธิดาของตน ที่อยู่กับวรุณนาคเมืองบาดาล  พระอินทร์จึงสร้างปราสาทชั่วคราวให้พัก  สีโหกลับไปเฝ้าท้าวทั้งหก ส่วนสังข์กับสินไซเดินทางไปเมืองพญานาคท้าพนันเล่นสกากัน สินไซชนะแต่พญานาคไม่ทำตามสัญญา รบกันสินไซยิงศรไปให้ครุฑมาช่วย นาคยอมแพ้ สินไซจึงสั่งสอนแนวทางปกครองบ้านเมือง (14 ประการ) แล้วพานางธิดาจันกลับขึ้นมาพบแม่สุมนทา แล้วมอบหมายให้ท้าว วันนุรา (แปลว่าหัวใจของเผ่าพันธุ์) ให้ครองเมืองอโนราช พร้อมกับสั่งสอนแนวทางปกครองให้แก่ท้าววันนุรา (15 ประการ) แล้วพากันเดินทางกลับไปถึงที่พักของสีโหกับท้าวทั้งหก  สังข์กับสีโหเดินทางไปพบแม่ที่ปราสาทกลางป่า ส่วนสินไซ สุมนทา สีดาจันเดินทางจะกลับเมืองเป็งจาลพร้อมท้าวทั้งหก พอมาถึงน้ำตก ท้าวทั้งหกผลักสินไซตกเหว นางสุมนทาไม่เชื่อจึงเอาสิ่งของสามอย่างคือปิ่นปักผม ซ้องประดับผมและผ้าสไบซ่อนไว้ที่หน้าผาพร้อมกับอธิษฐานว่าถ้าสินไซไม่ตายขอให้ได้ของสิ่งเหล่านี้กลับคืน  จากนั้นเดินทางกลับไปถึงเมือง ส่วนสินไซ พระอินทร์มาอุ้มขึ้นจากน้ำ รดด้วยน้ำเต้าแก้วแล้วพาไปส่งที่ปราสาทในป่า จึงได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้งทั้งสังข์ สีโห สินไซ และแม่จันทา นางลุน   ส่วนท้าวกุดสะราดดีใจมาก ต้อนรับคณะอย่างยิ่งใหญ่ ท้าวทั้งหกเล่าเรื่องราวการผจญภัยให้บิดาฟังพร้อมกับบอกว่าอย่าเชื่อนางสุมนทาเพราะอาจจะยังติดไอยักษ์อยู่  ส่วนนางสุมนทาก็เล่าเรื่องราวให้ฟังพร้อมกับบอกคำอธิษฐาน ท้าวกุดสะราดไม่ทราบจะเชื่อใคร  พระอินทร์ดลใจให้พวกเรือสำเภาเก็บของสามสิ่งไปให้ท้าวกุดสะราด เรื่องทั้งหมดจึงชัดเจนขึ้น  ท้าวกุดสะราดสั่งให้จับท้าวทั้งหก แม่ทั้งหก หมอโหร หมอเสน่ห์ ไปคุมขัง   จากนั้นจึงเสด็จเชิญนางจันทา นางลุนพร้อมโอรสกลับวัง มีการตัดพ้อต่อว่ากันจนเสียใจระทมใจจนสลบไปกันทั้งป่า สินไซจึงเชิญพระอินทร์นำน้ำเต้าแก้วมารดให้ฟื้น ในที่สุดสินไซก็ยอมรับที่จะครองเมืองเพื่อสร้างบารมีโพธิญาณ สินไซได้สั่งสอนให้สัตว์ทั้งหลายเลิกเบียดเบียนกัน แล้วทั้งหมดเดินทางกลับเข้าเมืองเฉลิมฉลอง ได้พระนามใหม่

                “ควรที่หา นามน้อย อินทา ตั้งแต่ง บานี้       ซื่อสังข์สินไซมหาจักร โลกลือทั้งค่าย  

 อันว่า     น้องท่านแท้   เทียมคาดคือเงา                       ซื่อว่าสังขาระจักร จ่านำชาวน้ำ   

อันว่า      พี่ท่านท้าว สีหราช กุมาร ก็ดี                           ซื่อว่า สีหะจักร จ่านำแนมเสื้อ”    

                สินไซครองเมืองไปขอนางเจียงคำมาเป็นมเหสีต่อมาได้นามว่านางศรีสุพรรณ   เมืองอุดรกุรุทวีป เมืองอมรโคยาน ต่างส่งราชธิดามาให้เป็นคู่ครองของสินไซ ประชาชนอยู่อย่างมีความสุข พืชภัณฑ์อาหารอุดมสมบูรณ์ สัตว์ที่เคยเป็นศัตรูกันก็เลิกเป็นศัตรู นาคไม่ข่มเหงครุฑ พังพอนไม่สู้กับงู งูไม่กินกบเขียด  แมวไม่กินหนู ทุกสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ต่างคนต่างอยู่ ประชาชนและสัตว์ต่างอยู่สงบมีศีลธรรม

                                ท้าววรุณนาคกลับเมืองนาคแล้ว คิดถึงสีดาจันมากจนป่วย ชาวเมืองจึงลงความเห็นให้มาขอนางสีดาจันคืนไปเป็นมเหสี สินไซอนุญาต สีดาจันกลับไปครองเมืองกับวรุณนาคอย่างมีความสุข

                เรื่องราวฉบับของท้าวปางคำจบลง โดยบอกว่าสินไซคือพระพุทธองค์ ท้าวทั้งหกคือเทวทัต สีโหคือพระโมคคัลลาน์ ยักษ์กุมภัณฑ์คือพญามารที่ขี่ช้างมารบกวนพระพุทธองค์นั่นเอง เรื่องราวจบลงเพียงเท่านี้  ดังว่า “อันว่าปางคำเจ้า ทรงยานเขียนฮูป  ยกแยงถ้วน ถวายไว้แว่นแยง แท้แล้ว ฯ  บัดนี้นาคสะดุ้ง  กิ้งก่อมใสสนิท เป็นปะริโยสาน พิบบอระบวนแล้ว ยุติไว้พญาคำนาคเครื่อง  แล้วท่อนี้ถวายไว้ที่ควร ก่อนแล้ว”

 

ต่อมามีร่องรอยการประพันธ์จากฉบับอื่นเพิ่มเติมดังนี้

                กล่าวถึงท้าวเวสสุวรรณ เวลาผ่านไปเจ็ดปี ไม่เห็นยักษ์กุมภันฑ์ไปส่งบรรณาการ จึงลงมาถามตรวจดูพบว่าวันนุราครองเมืองอยู่และเล่าเรื่องราวให้ฟัง ท้าวเวสสุวรรณจึงรดน้ำชุบชีวิตยักษ์กุมภัณฑ์คืนมาแล้วสั่งสอนให้เป็นคนดีมีศีลธรรม แต่ยักษ์ไม่เชื่อเหาะไปแปลงเป็นแมลงวันเขียวอุ้มเอานางสุมนทาและเอาสินไซไปขังไว้ในคอกเหล็กจะต้มกิน  สีโหและสังข์ทราบจึงตามไปช่วย สีโหแปลงเป็นยักษ์เข้าไปปะปนกับทหาร สังข์แปลงกายเป็นเขียดอีโม้ไปอยู่ในถังน้ำนางยักษ์ที่ตักไปจะต้มสินไซ และลงไปในกระทะ ขณะที่น้ำกำลังร้อนจึงทำให้กระทะคว่ำ หมู่ยักษ์กระโดดหนี สีโหได้โอกาส จึงยื่นดาบและศรให้สินไซในกรง สินไซใช้ตัดออกมาได้แล้วต่อสู้กับยักษ์เป็นสงครามใหญ่  (โครงเรื่องข้างบนนี้คล้ายเรื่องรามเกียรติ์ตอนศึกไมยราพ ตอนพระรามถูกอุ้มไปขังไว้ในดงตาล นางพิรากวนไปตักน้ำมาจะต้ม  หนุมานแปลงกายแฝงเข้าไปช่วย)  สินไซไม่อยากรบขอเจรจายุติศึกเพราะไม่ได้โกรธแค้นใคร ยักษ์ยิ่งโกรธยกภูเขาขว้างใส่ สินไซแผลงศรไป สังข์กระโดดกัดยักษ์ สีโหคำรามก้องเสียงดังไปถึงชั้นพรหม ยักษ์ยิ่งตายมากยิ่งเกิดใหม่มาก  พระอินทร์ต้องลงมาเรียกทั้งสองฝ่ายมาเจรจาโดยใช้หลักการแบบเจ้าโคตร คือ หนึ่งไม่ชี้ว่าฝ่ายใดผิดฝ่ายใดถูก   สอง ทุกชีวิตก็รักชีวิตตน ดังนั้นไม่ควรเบียดเบียนชีวิตอื่น ให้ระงับการจองเวร อย่าใช้ความเก่งกล้าสามารถไปก่อเวร และสาม ควรประนีประนอมสมานฉันท์ เพราะทุกฝ่ายล้วนเป็นญาติพี่น้องกัน ให้รักษาความเป็นญาติพี่น้องต่อไป รักษาประเพณีอันดีงามนี้ต่อไป  ทั้งสองฝ่ายตกลงตามนี้ จากนั้น ยักษ์กุมภัณฑ์ก็กลับเมืองพร้อมกับนำทรัพย์สินเงินทองมาสู่ขอนางสุมนทาตามประเพณี ท้าวกุดสะราดยกให้แล้วทั้งสองนครก็จะมีความสุขสงบต่อไป ก่อนแยกย้ายกันกลับเมืองสินไซได้ประทานโอวาทเรื่องทศพิธราชธรรมแก่นักปกครองทั้งหลาย     ต่อมาสีโห ขอลาไปอยู่ป่าตามธรรมชาติของตน  นางอุดรกุรุทวีปได้โอรสชื่อว่าสังขราชกุมาร ส่วนนางศรีสุพรรณได้ลูกสาวชื่อ สุรสา  ต่อมาทั้งคู่ได้อภิเษกสมรส ครองเมืองต่อจากสินไซ นครเป็งจาลจึงร่มเย็นเป็นสุขสืบไป

 

อ้างอิง

จินดา  ดวงใจ.  (2544).  สังข์ศิลป์ชัย.  ขอนแก่น:  คลังนานาธรรม.

ชอบ  ดีสวนโคก. (2550). วรรณกรรมพื้นบ้าน สินไซ. สำนักการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่น.

ทรัพย์  ประกอบสุข. (2527). วรรณคดีชาดก.  กรุงเทพฯ:  โอเดียนสโตร์.

นิยดา เหล่าสุนทร. (2538).  ปัญญาสชาดก: ประวัติและความสำคัญที่มีต่อวรรณกรรมร้อยกรองไทย. กรุงเทพฯ: แม่คำผาง.

นิยพรรณ  วรรณศิริ. (2550). มานุษยวิทยาสังคมและวัฒนธรรม.  กรุงเทพฯ:  เอ็กซเปอร์เน็ท.

บัญชา เกียรติจรุงพันธ์. (2553).  ความหมายทางพุทธธรรมในวรรณกรรมเรื่องสินไซ. ขอนแก่น:  ขอนแก่นการพิมพ์

ปาล อานันโท. (2536). หนทางสว่างใจ. กรุงเทพฯ: การพิมพ์พระนคร.

ศิริพร ณ ถลาง. (2552). ทฤษฎีคติชนวิทยา: วิธีวิทยาในการวิเคราะห์ตำนาน นิทานพื้นบ้าน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สังคม วรรณิสสร. (2526). แนวทางดับทุกข์.  กรุงเทพฯ: เคเคการพิมพ์.

สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2537). พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน. พิมพ์ครั้งที่ 15. มหามกุฎราชวิทยาลัยฯ.

โสวิทย์ บำรุงภักดิ์. (2552). ฮูบแต้ม แต้มใจเยาวชนคนขอนแก่น. ขอนแก่น: สำนักการศึกษาเทศบาลนครขอนแก่น.

 

                ต้องการอ่านละเอียด การวิเคราะห์ความหมายในทางธรรมะที่สอดแทรกอยู่ ติดตามอ่านใน  “ความหมายทางพุทธธรรมในวรรณกรรมเรื่องสินไซ”





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2010 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]