• keya
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : keya6782@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-07
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 139142
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11 คน
keya
keya นำความหลากหลายทางชีวิต...มาเล่าสู่กันฟังด้วย"ใจชื่นบาน"...ในสวน"อักษร"ของฉัน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/keya
วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550
Posted by keya , ผู้อ่าน : 1435 , 17:02:19 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

การเดิน(หลง)ทางวันอาทิตย์
         ช่วงเช้าแรกของวันหยุดวันที่สองที่รอคอยมานานร่วมเดือน สำหรับวันหยุดแรกอาจไม่นับเป็นวันหยุดเพราะต้องใช้เวลาปฎิสัมพันธ์กับคนอื่น(ไปงานรับปริญญา)จนไม่มีความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง แม้ว่าจะลงเอยด้วยการไปเที่ยวสวนสัตว์เขาดินกับคนที่รู้จักมานานเกือบ 10 ปีก็ตาม
        ความสุขช่วงเวลาสั้นๆ ถูกบั่นทอนด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ได้ยินเสียงวิทยุจากแท็กซี่คันที่อาศัยหลบร้อน รายงานสภาพอากาศว่า "ณ เวลานี้ สภาพอากาศใน กทม. อยู่ที่ 33 องศาเซลเซียส"?!?
         แต่เช้าวันหยุดที่สอง ไม่รู้หรอกว่าสภาพอากาศวันนี้วัดได้เท่าไหร่ รู้แต่ว่า...เสื้อผ้าที่ซักตากไปเมื่อเช้า อาจต้องการอุณหภูมิ 33 องศาเซลเซียสก็ได้
         ทว่าวันนี้แสงแดดกลับหม่นแสง ดูอ่อนแรงกว่าเมื่อวานโขทีเดียว
        วันนี้เสียอีกที่นึกอยากจะออกไปเดินเล่นนอกบ้าน แต่ต้องทดเวลาต้องเผื่อเวลาหลงทางด้วย
        ความคิดที่จะออกไปเดินเล่นนอกบ้านก็ผุดพรายขึ้นมาในหัว เพราะเบื่อที่จะจมตัวเองอยู่ในบ้านที่เงียบงัน
        ความคิดเริ่มถูกแปรรูปเป็นความจริง ...เมื่อนิ้วโป้งเริ่มเคลื่อนนิ้วสัมผัสเลข 1 8 4 จากโทรศัพท์มือถือ สอบถามเส้นทางเป้าหมายที่จะเดินทางตามประสาลูกค้าประจำของ ขสมก.แม้ว่าความจริงต้นทางจะเริ่มต้นที่ริมปลายทางถนนศรีนครินทร์ จ.สมุทรปราการ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากที่จะบอกจุดเริ่มต้นง่ายๆ ให้พนักงานปลายสายทำงานง่ายขึ้น
   "อยู่อนุสาวรีย์จะไปที่สวนสันติชัยปราการต้องนั่งสายอะไรคะ"
   "นั่งสาย 59 ,201, 503 ลงที่สนามหลวง แล้วต่อสาย 3 , 32 ,33 ,65 หน้ามหา'ลัยธรรมศาสตร์"เสียงผู้ชายปลายสายตอบกลับมา
   "ขอบคุณค่ะ"
        อย่างไรเสีย... วันนี้ก็จะไม่หลงทางแล้วแหละ(ปลอบใจตัวเอง)
        ฤกษ์งามยามดี... เวลาบ่าย 3 โมงตรง ออกเดินทางพร้อมด้วยสัมภาระน้ำดื่ม 1 ขวด พร้อมหนังสือที่อ่านค้างคามาหลายเดือนอีก 2 เล่ม ด้วยความตั้งใจจะละเลียดตัวอักษรที่เหลือให้หมด และยัดเพื่อน(กล้องถ่ายรูป)คู่ใจใส่กระเป๋า ออกเดินทางด้วยหัวใจพองโต แต่การเดินทางคนเดียวมันก็เหงาเหมือนกัน ความเหงาที่แลกมาด้วยความอิสระ แต่คลายเหงาด้วยการโทรศัพท์ไปชวนเพื่อนสนิทอย่างไม่หวังผล และไม่ได้ผลด้วย(ไม่รับโทรศัพท์)
   1 ชั่วโมงกับรถเมล์ 2 คัน อ่าน "ความสุขของกระทิ " ตอนตามหาพระจันทร์ ใกล้จบเหลืออีก 2 ตอน ก็มาถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ...ควักโพยที่เขียนตัวเลขรถประจำทางออกมาจากกระเป๋า เพิ่งมองเป้าหมายจากสะพานลอยทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้าบีทีเอส
        วันนี้แข็งใจไม่ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส เพราะไม่ได้รีบไปไหน!
        รถเมล์สายที่นั่งมา จอดฝั่งเดียวกับรถเมล์สายที่จะต่อไปสนามหลวง แต่ก็ยังงกๆ เงิ่นๆ ตามประสาเด็กบ้านนอก ต้องขึ้นมามองบนมุมสูงถึงจะจำได้ แต่วันนี้ก็ดีกว่าวันก่อนๆ ที่เดินไปเรื่อยๆ จนหลงอนุสาวรีย์มานับครั้งไม่ถ้วน
        รถปอ.สาย 503 จอดเทียบอยู่ที่เลนส์นอกสุดต้องเดินฝ่าฝูงรถเมล์ออกไปขึ้น เจอเก้าอี้ที่หันหน้าชนกัน โชคดีที่คนน้อยไม่ต้องทนมองคนแปลกหน้า ไม่เข้าใจเลยว่า คนออกแบบคิดอย่างไร ที่ทำเก้าอี้หันหน้าชนกัน หรืออยากให้เกิดบรรยากาศทักทายทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมทาง!!!
   "ความสุขของกระทิ" ตอนที่เหลือถูกละเอียดตัวอักษรอย่างรวดเร็ว... พี่สดับมีโอกาสกอดและสัมผัสลูกชายของตนเองอีกครั้ง หลังจากทิ้งลูกไว้ใต้ต้นโพธิ์เมื่อ 4 เดือนก่อน  ครูราตีที่อุ้มชู ฟูมฟักน้องทิวมาก็เสียใจที่แม่ตัวจริงกลับมา ช่างเป็นฉากที่กระชากอารมณ์เหลือเกิน แม้ว่าจะรู้ว่าเรื่องราวต้องลงเอยอย่างนี้ และรู้ว่า น้องทิว อาจเป็นลูกของพี่สดับ เพราะตอนมีน้องทิวปรากฎในเนื้ออักษร พี่สดับก็หายตัวไปอย่างน่าสงสัย แต่ก็ลงเอยด้วยดี!
        และแล้วก็มาถึงเป้าหมาย วันนี้ตั้งความหวังมาแล้ว ว่าจะไม่หลงทางเสียเวลาอย่างเด็ดขาด รถเมล์จอดฝั่งตรงข้ามสนามหลวง ต้องเดินไปขึ้นรถฝั่งธรรมศาสตร์ แต่ลืมนึกว่าเป็นฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมชาติ !
         ยืนรอรถเมล์หน้าธรรมศาสตร์ ฝั่งสนามหลวง เห็นรถเมล์สาย 33 วิ่งอยู่เลนส์นอก ไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามาเทียบป้ายสักที ระหว่างนั้นแอบยิง(ถ่ายรูป)ฝูงนกพิราบกินเมล็ดข้าวโพดไปประมาณ 4-5 รูป เด็กผู้ชายผิวขาวหน้าตาคล้ายหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ชักชวน ออดอ้อน ตื้อ ให้ซื้อเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงนกพิราบ แต่ก็ใจแข็งไม่ซื้อ ไม่ใช่ใจดำ แต่บนพื้นยังมีเมล็ดข้าวโพดตกเกลื่อน นกพิราบคงกินไม่ไหวแล้ว
    "พี่ช่วยซื้อเลี้ยงนกพิราบหน่อย" เด็กชายอายุประมาณ 6 ขวบ ทำเสียงอ้อนวอน
    "ไม่ซื้อ"
    "นะพี่ซื้อหน่อยนะ" เด็กชายคนเดิม ตื้อ
    "ไม่ซื้อ" แล้วก็เดินจากมา มีเสียงหญิงสาวหน้าคล้ายเด็กชาย ตะโกนด่าไล่หลัง
    "กูบอกให้มึงอ้อนๆ หน่อย" สรุปรวมใจความว่า หญิงสาวคนนั้นกำลังสอนให้รู้จักวิธีการขายนั่นเอง
      รอแล้ว รอเล่า รถเมล์สายที่อยู่ในโพยก็ไม่มีทีท่าจะมาสักคัน ด้วยความทรงจำเก่าๆ เคยนั่งรถผ่านสวนสันติชัยปราการ น่าจะอยู่ๆ แถวธรรมศาสตร์ จึงข้ามฝั่งเดินไปเรื่อยๆ สองข้างฟุตบาท ริมวัดมหาธาตุ มีเซียนพระเอาพระมาปล่อยตลอดแนวยาวร่วม 100 เมตร ดูช่างแปลกตาไปอีกไป
       กำลังเข้าเดินทางเข้าสู่วังวนของการหลงทางอย่างไม่รู้ตัว!!!
       บรรยากาศเขตพระนครยามเย็นก็สวยไปอีกแบบ ยอดพระปรางค์ ยอดเจดีย์ ชูยอดโผล่พ้นขอบกำแพงวัดวัด ฝรั่ง 2 ผัวเมีย กำลังละเลียดเบียร์อยู่บนเก้าอี้หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง เขี่ยถั่วลิสงทอด 2-3 เม็ดลงฟุตบาต นกพิราบ 2 ตัวยื้อแย่งเม็ดถั่วที่กลิ้งอยู่บนพื้น ก่อนกลืนหายไปกระเพราะของนกตัวโชคดีเพียงตัวเดียวเท่านั้น
          เดินไปเรื่อยๆ เจอสิ่งแวดล้อมแปลกใหม่แต่ดั้งเดิมและเรียบง่าย ใกล้วัดใกล้วา คนมีศรัทธาเกลื่อนริมฟุตบาท พระเครื่อง เครื่องลางของขลัง ถูกจัดวางเรียงราย เรียกร้องให้คนศรัทธามาเช่าบูชา จตุคามรามเทพสารพัดรุ่น สงบเงียบอยู่ในรูปทรงของผงว่านบ้าง โลหะบ้าง แล้วแต่ความนิยม จะของเก๊ของจริงไม่กล้าตัดสิน เพราะไม่ใช่เซียนพระ ทำได้เพียงเพ็งมองไปในความศรัทธาที่ยังไม่ศรัทธา!!
           ยิ่งเดินลึกเข้าไปตลาดค้าขายพระก็ยิ่งคึกคัก โดยเฉพาะตรอกสนามพระ(น่าจะใช่) เคยได้ยินคนกล่าวไว้ว่า คนค้าขายพระไม่มีวันเจริญ แต่ทำไมจึงมีผู้คนมากมายหลงไหลกับอาชีพพ่อค้าพระนักหนา คงเป็นเพราะเรื่องต้นทุนกำไรที่มันผกผันไปตามศรัทธากระมั้ง
          เรื่องการขโมยพระเครื่องมาขายนี่ก็ได้ยินมาบ่อยครั้ง ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ประสีประสากับความศรัทธาพระเครื่องเท่าไหร่ มีเพียงหลวงพ่อองค์เล็กห้อยติดคอไว้ตั้งแต่จำความได้ แต่พ่อซิดูจะเหมือนมีพระเครื่องเก็บไปไว้เยอะ เพราะเมื่อพี่ชายเริ่มแตกเนื้อหนุ่มก็เริ่มรื้อค้น พระเครื่องของพ่อแอบไปให้คนอื่นเช่าบ่อยๆ แม้ว่าเรื่องจะเกิดนานมาแล้ว แต่พ่อก็มิวายบ่นเหมือนเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน จนแต่ตอนพี่ชายบวชพระเมื่ออายุใกล้ 30 เสียงบ่นของพ่อก็เล็ดลอดมาเป็นระยะเมื่อมีใครมาสอบถามว่า
           "มีพระดีๆ บ้างไหมลุง"
            "ไอ้...มันขโมยไปหายหมด พระดีๆ ทั้งนั้น" ประโยคซ้ำๆ ที่พ่อมันพูดบ่อยๆ เมื่อใครเอ่ยถามเรื่องพระเครื่องของพ่อ
          ไอ้เรื่องค้นสมบัติพ่อที่ซุกซ่อนอยู่ตามหลังตู้บ้าง หลังรูปถ่ายบ้าง ตอนนั้นมันกลายเป็นเรื่องสนุกและน่าตื่นตาตื่นใจมิใช่น้อย(มีส่วนร่วมด้วย)
           หอยแคลงขนาดประมาณ 3 นิ้ว มียางดำโบกปิดปาก นกทองเหลืองหันหน้าเอาปากชนกัน(สาริกาลิ้นทอง) ประคำหิน ตะกรุด พระเครื่อง สารพัดเครื่องรางของขลัง แต่ไม่รู้ว่าพี่ชายจะเอาไปให้เพื่อนเช่า นึกว่าช่วยกันรื้อค้นมาดูเล่นเฉยๆ
            เห็นพระเครื่องวางขายที่ไหน แอบนึกไปเรื่อยว่า จะมีพระเครื่องของพ่อบ้างไหมหนอ เพราะเพื่อนพี่ชายที่ช่วยเอาสมบัติพ่อมาให้คนอื่นเช่า ก็เคยมาปล่อยพระแถวๆ นี้
            เดินมาเรื่อยๆ รวมชั่วโมง วนมาเจอมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ด้านท่าพระจันทร์ เพิ่งจะรู้สึกตัวว่า ไม่ใช่อย่างที่คิดว่าสวนสันติชัยปราการน่าจะอยู่แถวๆ นี้ แต่เมื่อกี้ยังคิดว่าถูกทางอยู่เลย เพราะเห็นรถเมล์สาย 33 วิ่งผ่านนี่หว่า!
           ต้องเดินเลาะกำแพงข้างวัดมหาธาตุมาเรื่อยๆ เจอพระเครื่องขายกองใหญ่ขนาดประมาณฟุตคูณฟุต ให้เช่ากองละ 100 บาท น่าสงสัยเหมือนกันจะมีใครเช่ามั้ยเนี้ย
           ภาพแต่ชายชราในชุดสมณเพศ นั่งเจรจากับแม่ค้า(สาวใหญ่)ขายพระ ช่างเป็นภาพที่ขัดความรู้สึกเหลือเกิน ความเป็นพระควรปลูกศรัทธาจากคำสอนมิใช่สร้างศรัทธาจากของขลังมิใช่หรือ?
            จวน 6 โมงเย็นแล้วยังไม่ถึงจุดหมาย
            นิ้วโป้งเริ่มไล่เรียงตัวเลข 1 8 4 เป็นครั้งที่สอง หน้าป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะเริ่มไม่แน่ใจว่าต้องนั่งรถจากฝั่งสนามหลวงหรือฝั่งธรรมศาสตร์กันแน่
     "อยู่สนามหลวงจะไปสวนสันติชัยปราการมีสายอะไรผ่านบ้าง" เสียงปลายสายคุ้นๆ เหมือนเป็นคนเดียวกันที่คุยกันเมื่อตอนบ่าย
     "ขึ้นรถหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีสาย....." ได้ยินคำตอบแค่นี้ ก็พอใจแล้ว ส่วนจะเป็นสายอะไรไม่สนใจฟังแล้ว เพราะโพยสายรถเมลล์ยังอยู่ในกระเป๋ากางเกง
             รถสาย 33 วิ่งมาจอดเทียบป้าย แล้วอ้อมสนามหลวงมาเพียงป้ายรถเมล์เดียวก็ถึงเป้าหมายแล้ว!!!
       ได้แต่ปลอบใจตัวเอง ว่ามาถึงตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ถ่ายรูปที่มีฉากท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งจะเกิดขึ้นเฉพาะตอนใกล้เวลา 1 ทุ่มเท่านั้น อุณหภูมิสีจะเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำเงินเข้ม
        เป้าหมายของการมาสวนสันติชัยปราการครั้งนี้ ต้องการมาถ่ายรูปปราการ ป้อมพระสุเมธ  และมาชมนิทรรศเกี่ยวกับศิลปะ(จำไม่ได้แล้ว เพราะอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เดือนที่แล้ว จึงโน๊ตใส่ปฎิทินไว้แต่ไม่ได้ใส่รายละเอียดอะไรไว้ รู้แต่ว่ามีงานก็แล้วกัน)
       พอเข้างานจึงรู้ว่าเป็นงานมหกรรมหนังสือทางเลือกแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 4 บรรยากาศของงานก็ดี มีโปสการ์ดภาพถ่ายอินดี้มาขายเกลื่อนกราด สวยๆ ทั้งนั้น แต่ไม่รู้ว่าจะซื้อไปทำอะไร (รกบ้าน) มีหนังสือทางเลือกมากมายเปิดบูทขาย แต่ก็ไม่แวะเข้าไปดู (ใจร้าย) ที่ไม่เข้าไปดูเพราะกลัวอดใจไม่ไหว ต้องควักเงินซื้อ แต่ไม่มีตังค์ซื้อเลยไม่อยากเสนอหน้าไปดู
     เดินวนๆ ไปมา 2 - 3 รอบ มีคนชักชวนให้อ่านหนังสือของเขา(หนังสือทำมือ) 
     "ลองอ่านดูได้ค่ะ" เขาชวนแล้ว กลัวเสียน้ำใจก็เลยหยิบขึ้นมา ใช้สายตาไล่ๆ ตัวอักษรพอจับใจความได้ว่า เป็นงานเขียนแนวๆ จินตนาการแสนหวาน ความรู้สึกอ่อนไหวส่วนตัว ก็รีบวาง(ขี้เกียจทำความเข้าใจกับความรู้สึกคนอื่น)
     "ขอบคุณค่ะ" เจ้าของหนังสือ กล่าวพร้อมรอยยิ้มหวาน ก่อนปิดไฟฉายที่ช่วยส่องแสงสว่างขณะอ่านเพียงแค่เสี้ยววินาที
       ได้ยินมานานแล้ว หนังสือทำมือ เพิ่งจะมาเห็นตัวเป็นๆ แถมมีการพิมพ์ครั้งที่ 2 ที่ 3 ด้วย เทห์ชะมัด!
        ในใจก็อยากซื้อหนังสือทำมือสักเล่ม เดินไปหาไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่โดนใจ จนมาเจอหนังสือทำมือปกสีขาว ที่เขียนโดยนักเขียนหนุ่มรุ่นน้อง(สาว) เขาใช้ชื่อว่า "วรรณกรรมอำพราง" หนังสือทำมือเล่มแรกในชีวิต จัดทำโดย.. เวสารัช โทณผลิน ส่ง ..เพื่อนนักอ่านทั่วโลกที่สามารถอ่านภาษาไทยออก  หนังสือทำมือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต
        รูปแบบหน้าปกยังกะรายงานส่งอาจารย์สมัยเรียนมัธยม แต่ก็ช่างเถอะ แค่ชื่อก็โดนใจแล้ว  เตรียมควักเงินซื้อทันที โดยไม่เปิดอ่าน เจ้าของคะยั้นคะยอให้อ่านก่อนก็ได้ แต่ไม่เป็นไรเชื่อใจในถ้อยคำที่ใช้ตั้งชื่อ เป็นธรรมดามิใช่หรือที่คนเรามักตัดสินอะไรจากภายนอกที่ถูกใจทั้งนั้น
      "39 บาท ครับ"
      "ขายแค่ 39 บาทเองเหรอ แค่ค่ากระดาษก็ไม่คุ้มแล้วมั้ง " ตั้งใจบอกเขาจริงๆ
      "ขายเท่านี้แหละ ไม่รู้จะขายเท่าไหร่" เขาบอกด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ 
       อืม!!  หนังสือของเขาขายเล่มละ 39 บาท ไอ้ที่เคยๆ ซื้อหนังสือเล่มบางๆ ตามร้านหนังสือมันไม่เคยต่ำกว่า 100 บาทสักเล่ม คุยกันไปจนรู้ว่า เขาเป็นนักข่าวหนุ่มสายบันเทิง ของหนังสือพิมพ์แถวๆ นั้นนั่นเอง
         และเขาก็ชักชวนให้ซื้อของเพื่อนเขาด้วย แต่เล่มเล็กประมาณ 2 เท่าครึ่งของหนังสือเขาได้ ราคา 55 บาท จึงตกลงซื้อแล้วเขาลดให้ 5 บาท  จ่ายเงินไป 100 บาท ดูเหมือนเพื่อนอีกคนที่ทำหน้าที่ขายจะไม่มีตังค์ทอน ก็บอกเขาว่าเรามี 1 บาท แล้วก็เอาแบงค์ 20 เขามา เขาก็ไม่ท้วงติง กลับมาบ้านเพิ่งนึกออกว่า
      "คิดเงินผิดนี่หว่า" 
       แต่เรื่องเปิ่นๆ ของเด็กบ้านนอกยังไม่จบลงง่ายๆ หลังหนังดูหนังสั้นที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแง่มุมความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จบ ก็ได้เวลากลับบ้านตามที่ตั้งเป้าไว้ 
        จึงเดินออกมาจากสวนสันติชัยปราการ เดินไปเรื่อยๆ เผื่อจะเจอถนนข้าวสาร แล้วจะทะลุถนนข้าวสารออกไปรอรถปอ. 511 เดินไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่เจอถนนข้าวสารสักที 
         วนแล้ววนอีก(หลงอีกแล้วครับท่าน) เดินตามฝรั่งๆ นึกว่ามันจะไปเที่ยวถนนข้าวสาร แบบว่าปากก็มีแต่ไม่อยากถาม!!! 
        และแล้วก็เจอแมวเหมียวนอนขี้เกียจอยู่บนแผ่นซีดี รีบตรงเข้าไปยิง(ถ่ายรูป) โดยไม่บอกกล่าวเจ้าของร้าน เจ้าของแมว ที่ยืนอยู่ข้างๆ (กำลังหลงทางไม่มีอารมณ์คุย)
         จนมาคิดได้ว่า ควรเดินตามเส้นทางที่ตัวเองคิดดีกว่าตามคนอื่น  เจอป้ายบอกทางไปถนนเจ้าฟ้า ชื่อคุ้นๆ น่าจะออกไปสู่เส้นทางที่เรารู้จักสักที่แหละ
แล้วก็....จำได้แล้ว อนุสาวรีย์ที่ตั้งอยู่เชิงสะพานปิ่นเกล้า ที่จะไปสถานีขนส่งสายใต้(เส้นทางกลับบ้านเกิด) 
          คราวนี้ก็ลองไล่เส้นทางว่าต้องเดินอย่างไรให้ถูกทาง หมดเวลาจะมาหลงทางแล้ว....แม้ว่าบางครั้งการที่เราหลงทางอาจพบเส้นทางใหม่ๆ ที่เราไม่รู้จักเดินๆๆๆๆๆ มาเจอป้ายรถเมล์หน้าธนาคาร รถปอ. 511 (ปากน้ำ-สายใต้) ผ่านมาพอดี
                 หมดเวรหมดกรรมซะที ในการเดินร่วมทางระหว่าง"สองขา"ที่ยังร่วมเดินทางกับ"ความคิด"(คิดไปเองว่าน่าจะไปทางนั้นนะ) มันคงจะรู้ใจกันมานานและเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ จนเคยชิน แต่ "ขา" มันก็ไม่เคยบ่น ต่อว่าต่อขาน แต่กลับทนๆ พาความคิดไปถึงเป้าหมายทุกที แม้ว่าจะช้าบ้างเร็วบ้าง
      "ขา" คงคิดว่าสักวันมัน(สมอง)มันคงคิดได้
      "สมอง"  แอบสารภาพด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ กับ "ขา"  ว่า  ทุกๆ ครั้งที่ออกเดินทางไม่เคยมีความตั้งใจจะทำให้ "ขา"  พาชีวิตหลงทางเลยสักครั้ง(จริงๆ นะ เพราะรู้ว่า "ขา"ต้องเหน็ดเหนื่อย)
       การเดิน(หลง)ทางของวันอาทิตย์ก็สิ้นสุดเมื่อเวลา 3 ทุ่มเล็กน้อย 
        แต่การเดินทางของวันจันทร์ถึงศุกร์ บางทีก็วันเสาร์ด้วย มันแทบจะไม่มีโอกาสนำพาชีวิตหลงทางได้เลย เพราะชีวิตคุณใน "วันทำงาน" มันไม่ได้ปฎิสัมพันธ์กับตัวเองเท่านั้น และคนรอบข้างๆ คงไม่โอนอ่อนผ่อนผัน และคิดว่าการหลงทางของคุณเป็นสิ่งรื่นรมย์กับชีวิตของพวกเขานักหรอก!


----------------------


               

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เชลยเนชั่น วันที่ : 10/08/2007 เวลา : 17.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hostage

หลงทางเหรอคับ เอ...ยังไม่เบื่ออีกเหรอคับ...เห็นหลงตลอดเลย...หุหุ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
amejorken วันที่ : 27/05/2007 เวลา : 00.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maomao
*** " Don't wait to be loved, to love." "อย่ารอคอยให้มีคนรัก แล้วจึงมอบความรักแก่ผู้อื่น" By : Dj_sama  O(^_^O).. ==>มาทดสอบไอคิวกันที่http://freeweb4u.googlepages.com/iqtest

แวะมาทักครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ยิปซีทะเล วันที่ : 22/05/2007 เวลา : 21.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gypsysee
มะละกอใบน้อย แต่เสียวWa ...เอาเรื่องจริงมาเล่าแบบขำขำ

نبحخف8ططمبن
نمسنلتخى9ع-
مسمل رتل خف حص8 ح
لكفح
ىفرغىحثفغق0لاى985غ802
ززلبةنلا خهغلاغ
""
س7 س7

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
มีนา วันที่ : 06/04/2007 เวลา : 18.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mena
 ทุกก้าวย่างของชีวิตคือการเดินทาง ทุกเส้นทางบอกเรื่องราว

การเดินหลงทางบ้าง ก็จะได้พบอะไรแปลกใหม่ในชีวิต ได้มุมมองในห้วงเวลาหนึ่ง ซึ่งบางทีก็หาไม่ได้ง่ายๆ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 14/02/2007 เวลา : 17.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

สนุกดีครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

สหาย...

พบเพื่อนที่ดีแล้วลาจาก...

View All