*/
  • เก้าตะวัน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : gaotawan@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-01-07
  • จำนวนเรื่อง : 19
  • จำนวนผู้ชม : 46919
  • จำนวนผู้โหวต : 35
  • ส่ง msg :
  • โหวต 35 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม 2552
Posted by เก้าตะวัน , ผู้อ่าน : 2991 , 00:41:43 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ผมไปเดินขึ้นเขา Emei Shan (เขาง้อไบ๊) ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน โดยขับรถไปเองจากเมืองเฉิงตู แวะทานข้าวและเที่ยวที่ Le Shan ก่อนเดินทางต่อไปยัง Emei Shan รวมระยะทางไปกลับทั้งหมดประมาณ 300 กิโลเมตร

ผมได้รับคำเตือนจากเพื่อนชาวจีนว่า ในช่วงฤดูหนาวสภาพภูมิอากาศที่ Emei Shan จะหนาวเย็นและมีความชื้นสูงมาก ผมจึงเตรียมอุปกรณ์ hi-tech ต่าง ๆ ตั้งแต่ GPS, Handheld Weather Station,  ฯลฯ ไปจนถึง walking stick หรือแม้แต่เชือกและ first aid ต่าง ๆ พร้อมเครื่องแต่งตัวแบบปีนภูเขาหิมะสำหรับมืออาชีพสไตล์ฝรั่งครบชุดเพื่อความมั่นใจ

คนจีนหัวเราะ บอกว่า ทุกอย่างที่นั่นใช้เงินซื้อได้ แม้แต่เกี๊ยวหามถ้าขี้เกียจเดิน หากเกิดอุบัติเหตุก็จ้างคนช่วยได้ ถ้าไม่จ้างก็รอทางราชการมาช่วย ซึ่งมาแน่แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

เดินทางมาได้ประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึง Le Shan ซึ่งเป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่นัก มีอุตสาหกรรมที่สำคัญคือแว่นตาและเลนส์ อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเนื้อวัว

แวะทานข้าวกลางวันในร้านอาหารข้างถนนก่อนเข้าเที่ยวชมองค์พระใหญ่ ทั้งร้านไม่มีลูกค้ารายอื่นเลยนอกจากคณะของผม 4 คน อาหารอร่อยแบบง่าย ๆ สไตล์พื้นเมืองเสฉวน แต่วิธีเรียกลูกค้าเข้าร้านของร้านอาหารแถวนี้ดูน่ากลัว คือ เขาจะออกมายืนเกือบ ๆ ขวางถนนเพื่อเชิญ (บังคับ) ให้เราจอดรถหน้าร้าน หลังจากขับรถหลบไปหลบมาได้สักพักก็ถอดใจ จึงยอมจอดและเข้าไปใช้บริการ

ผมซื้อตั๋วเข้าไปเยี่ยมชมองค์พระใหญ่แบบเต็มราคาและเต็มใจ แต่เพื่อน ๆ คนจีนที่ไปด้วยกันกลับยื่นบัตรประจำตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เคาเตอร์ขายตั๋วเพื่อให้ได้ลดราคา ทั้ง ๆ ที่ทุกคนไม่ได้เป็นนักศึกษาแต่เป็นอาจารย์ ทั้งนี้ด้วยความหน้าเด็กและหน้าด้านจึงออกบัตรประจำตัวนักศึกษาให้กับตัวเองอย่างหน้าตาเฉยเพื่อเอาไว้ใช้เที่ยวอย่างเดียว

ที่แผงกั้นตรงทางเข้า เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วมองหน้ามองบัตรแล้วถามอีกหลายครั้ง ท้ายที่สุดก็ปล่อยให้เราเข้าไป

พระพุทธรูปองค์นี้ใช้เวลาสร้าง 90 ปีในสมัยราชวงศ์ถัง หลังจากกลุ่มตาลีบันทำลายพระพุทธรูปองค์ใหญ่ในอัฟกานิสถานเมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันองค์พระใหญ่ Le Shan ซึ่งมีความสูง 71 เมตร จึงได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างอยู่บนหน้าผาริมแม่น้ำและขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

คนจีนเรียกพระองค์นี้ว่า"เมไตรย์"

แม่น้ำเมื่อมองลงมาจากหน้าผา

ฐานปืนใหญ่ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงเพื่อป้องก้นการรุกรานของพวกมองโกล มองจากหน้าผาลงไปดูแล้วเหนื่อยแทนทั้งพวกมองโกลและชาวเมือง

บริเวณรอบ ๆ ทางเดินใน Le Shan จะพบสุสานเก่าแก่อายุนับร้อยปี สุสานเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยการเจาะภูเขาหินเข้าไป บรรจุโลงศพหินและรูปสลักหินต่าง ๆ มีนับร้อย ๆ แห่งกระจายอยู่ทั่วหุบเขา บางแห่งก็ปรากฏเรื่องราวอยู่ในตำนานพื้นบ้านของจีน

นอกจากนี้ก็ยังมีรูปสลักนูปต่ำตามหน้าผา ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปซึ่งมักจะโดนกระเทาะพระเศียรออกไปโดยมิจฉาชีพ ไม่ต่างอะไรจากที่เห็นในเมืองไทย

มีวิหารกระจายอยู่หลายแห่งในหุบเขา Le Shan ส่วนใหญ่เพื่อบูชาพระพุทธศากยมุนีโคดม (พระพุทธเจ้า) และพระอวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม) ที่น่าสนใจก็มีวิหารพระอรหันต์ 500 รูป ร่วมกันสร้างโดยพระในวัดเมื่อนานมาแล้ว

มีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเห็นเครื่อง GPS ห้อยคอผมอยู่ก็ขอเข้ามาดู พอเห็นว่าเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษก็ถามผมว่าซื้อมาจากที่ไหน ผมก็ตอบว่าซื้อมาจากอเมริกาแต่ made in China พวกเขาถามผมต่อว่าผมมาจากไหน ผมก็ตอบว่า Thailand พวกเขาก็ทำหน้างง ๆ บอกว่าไม่รู้จัก ผมก็เลยตอบเป็นภาษาจีนว่า ไท้กั๋ว พวกเขาก็หัวเราะยิ้มร่า ถามผมว่าตอนนี้นายกฯ ไทยทำงานที่ไหน ทักษิณอยู่ไหน สนามบินเปิดหรือยัง กะเทยไทยสวยกว่าผู้หญิงจริงหรือปล่า ทำไมคนไทยดุจัง ทะเลาะกันรุนแรง ชอบสีเหลืองหรือสีแดง ฯลฯ เป็นชุด ผมก็ตอบว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกเพราะเอาแต่เร่ร่อนอยู่นอกประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่เมืองไทยก็น่าเที่ยว ว่าง ๆ ก็ให้ไปกันบ้าง เขาบอกว่าเขาเคยอยากไปมากโดยเฉพาะกรุงเทพกับภูเก็ตแต่ตอนนี้ไม่กล้าไปแล้วเพราะกลัว

คนจีนให้ความสนใจเมืองไทยกันมาก ทีวีที่นี่ออกข่าวแทบจะทุกวัน นิตยสาร Beijing Review ยกให้เป็นข่าวเด่นแห่งปี 2008 เรื่องคนไทยทะเลาะกัน

หลังจากที่เดินอยู่ทั่วหุบเขา Le Shan ได้สัก 5 ชั่วโมง ก็ออกเดินทางต่อไปยังเชิงเขา Emei Shan โดยใช้เวลา 30 นาที เข้าพักที่โรงแรมของมหาวิทยาลัยคมนาคมแห่งเสฉวน คราวนี้ทุกคนแสดงบัตรอาจารย์ไม่ใช่บัตรนักศึกษาจึงได้พักฟรี รวมทั้งชายไทยอย่างผมซึ่งเขาอ้างว่าเป็นแขกผู้มีเกียรติของมหาวิทยาลัย ผมจึงได้รับอานิสงฆ์พักฟรีไปกับเขาด้วย โรงแรมเป็นระดับ 3 ดาว มีทุกอย่างที่จำเป็นพร้อม ทั้งเครื่องปรับอากาศ น้ำอุ่น ทีวีและผ้าห่มไฟฟ้า

อุณหภูมิที่เชิงเขา 3 องศาเซลเซียสและฝนตกตลอดเวลา

รุ่งขึ้นรีบขับรถขึ้นเขา Emei Shan ตั้งแต่เช้าตรู่ ไปจนถึงระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตร เพื่อนคนจีนบอกว่าต้องรีบไปไม่อย่างนั้นที่จอดรถอาจจะเต็มได้ ถนนเป็นน้ำแข็งตลอดทาง พอถึงที่จอดรถก็ต้องจอดรถทิ้งไว้ก่อนแล้วต่อรถบัสที่ทางการจัดไว้ให้ เพราะช่วงหน้าหนาวนี้อันตราย ทางราชการไม่อนุญาตให้ขับรถกันขึ้นไปเองมากกว่านี้

รถบัสก็ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไป สักพักก็จอดแล้วเอาโซ่ไปคล้องล้อยางเพื่อกันลื่น นักท่องเที่ยวในรถบัสมีแต่คนจีน ไม่มีชาวต่างชาติสักคนยกเว้นตัวผมเอง ผมหันไปเห็นผู้หญิงข้าง ๆ แต่งตัวแบบแฟชั่นด้วยรองเท้าส้นสูง นึกแล้วงง ๆ ว่าระหว่างเรากับเขาใครแต่งตัวไม่เหมาะกับภารกิจกันแน่ ถึงความสูงประมาณ 1,500 เมตรฝนก็กลายเป็นหิมะ พอถึงความสูงประมาณ 2,300 เมตรรถบัสก็จอดเพื่อให้เดินต่อกันไปเองอีก 1.5 กิโลเมตรจนถึงสถานีรถกระเช้า หากเดินต่อก็ใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมง ถ้ากระเช้าก็ 5 นาที

เห็นป้ายบอกทางตามทางเดินขึ้นเขาแล้วดีใจเพราะมีภาษาไทยด้วย แต่ตลอดทางก็ไม่เจอคนไทยเลยสักคน

อุณหภูมิ -14 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 100% เปิดขวดจะดื่มน้ำ ยังไม่ทันได้ดื่ม น้ำก็กลายเป็นน้ำแข็งไปทันที จมูกก็มีน้ำมูกไหลตลอดเวลา

ต้นไม้ต้นนี้อยู่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีต้นไม้อีกหลายร้อยต้นที่มีอายุถึงสมัยสุโขทัย

สถานีตำรวจที่ระดับความสูง 3,000 เมตร

พอเดินขึ้นมาถึงยอด Golden Submit ก็ตะลึงในความใหญ่โตของ "ปูเซียง" หรือพระสมัตภัทร ซึ่งเหมือนล่องลอยอยู่ในเมฆหมอกและหิมะ ผมไม่เห็นรัศมีรอบองค์พระหรือทะเลเมฆอย่างที่เขาบอกกันเพราะตอนนี้มีแต่หิมะและน้ำแข็ง แถมผมยังลื่นล้มอีกต่างหาก จึงต้องซื้อที่รองพื้นรองเท้าซึ่งทำจากหญ้าสานราคา 10 หยวน สวมคลุมกับรองเท้า Professional outdoor สำหรับภูเขาหิมะราคา 3,000 หยวน อันเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีเมื่อ 2,000 ปีก่อนกับปัจจุบันอย่างน่าขบขันในสายตาคนจีนท้องถิ่น

เพื่อนชาวจีนบอกว่าพระองค์นีสร้างขั้นมาใหม่ไม่นาน ส่วนของเดิมนั้นถูกทำลายลงในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม

วิหารบนยอด Golden Submit

 ผมบอกเพื่อนชาวจีนว่า ดีนะที่มนุษย์มีเสื้อผ้าใส่เพราะถ้าไม่อย่างนั้นด้วยสภาพอากาศอย่างนี้ก็คงจะทำให้เราตายได้ในเวลาไม่กี่นาที พูดขาดคำก็มีสาวจีนคนนึงซึ่งเดินอยู่ตรงหน้าพวกเรา อยู่ดี ๆ ก็ถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นจนเหลือแค่ชุดบาง ๆ ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบมากกว่าสิบองศา แล้วคนที่มาด้วยหลาย ๆ คนก็หยิบเอากล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่าย

สอบถามดูก็ได้ความว่าเธอเป็นว่าที่เจ้าสาวกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานเร็ว ๆ นี้ ก็เลยจ้าง studio มาถ่ายรูปบนยอดเขาแบบเซ็กส์ซี่ร่วมสมัยท่ามกลางหิมะ ด้วยค่าจ้าง 10,000 หยวน

ส่วนว่าที่เจ้าบ่าว ถามแล้วบอกว่าไม่ได้มาด้วย ไม่ได้ถามต่อว่าทำไม

ขากลับเดินลงอีก 3 ชั่วโมงท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง แวะพักทานก๋วยเตี๋ยวกับเต้าหู้ในเพิงอาหารข้างทาง แม่ค้าบ่นว่าขายไม่ค่อยดีเพราะนักท่องเที่ยวไม่นิยมเดินกันเหมือนเมื่อก่อน ส่วนใหญ่จะนั่งกระเช้า

เดินต่อกันไปอีกเรื่อย ๆ จนถึงท่ารถบัสเพื่อนั่งรถลงเขากลับไปยังลานจอดรถ

เพื่อนชาวจีนบ่นกันว่าไม่เห็นเจอลิงสักตัวระหว่างเดินขึ้นลงเขา เพราะ Emei Shan ขึ้นชื่อเรื่องลิงป่าชุกชุม ผมก็บอกว่า ถ้าผมเป็นลิงก็จะบอกให้มนุษย์แก้ผ้าให้หมด ให้เท่าเทียมกัน แล้วผมก็จะออกมาเล่นด้วยหรืออาจจะแลกอาหารกันท่ามกลางสภาพอากาศอย่างนี้

เราก็เลยตกลงกันว่าจะหาที่พักตรงหน้าทางเข้าศูนย์อนุรักษ์ลิงที่ความสูงประมาณ 1,300 เมตร เพื่อรุ่งเช้าจะได้เดินเข้าไปดูลิง ที่นั่นต้องได้เจอลิงแน่ ๆ

เพื่อน ๆ ชาวจีนพยายามจะโชว์ลิงให้ผมเห็นให้ได้ ถามผมว่าลิงไทยหน้าตาเป็นยังไง ผมก็บอกว่าอธิบายยากต้องขอเห็นลิงจีนก่อน

ที่พักเป็นโรงแรมดัดแปลงจากบ้านที่พักอาศัย สร้างและบริหารโดยชาวบ้านบริเวณนั้น มีทุกอย่างในห้องครบ ราคาคืนละ 140 หยวน ต่อรองแล้วเหลือ 100 หยวน

หลับสบายด้วยความเหนื่อย

รุ่งเช้าเดินเข้าไปในศูนย์อนุรักษ์ มีกระเช้าให้ขึ้นแต่ก็ไม่ขึ้นอีก เดินย้อนขึ้นเขาไปอีก 3 ชั่วโมงเพื่อตามหาลิง โชคดีที่ไม่มีหิมะ มีแต่ฝนที่ใกล้ ๆ จะเป็นน้ำแข็ง

ระหว่างทางผมลื่นล้มเข้าไปในดินเละ ๆ อีกแล้ว เปื้อนไปทั้งตัว ชาวบ้านตามทางเห็นแล้วคงสงสารก็เลยเข้ามาเดินเป็นเพื่อน ชวนไปดื่มน้ำชาที่บ้าน ไป ๆ มา ๆ ก็เลยซื้อชาชั้นดีที่ปลูกในภูเขาโดยชาวบ้านมาด้วย มีขบวนล่อแบกหินขึ้นภูเขา โดนแส้เฆี่ยนตีตลอดเวลาที่หยุดพักหายใจอย่างหอบเหนื่อย มีคนพื้นเมืองแบกของขึ้นหลังจนสูงท่วมหัว ขึ้นเขาสูงท่ามกลางสายฝนเย็นยะเยือก ผมมองดูอย่างตะลึง เพื่อนชาวจีนบอกให้ผมถ่ายรูป ผมไม่ถ่ายเพราะไม่ชอบ human zoo ถ้าซูมจากระยะไกลหรือขออนุญาตเขาก่อนก็จะถ่าย แต่พอเห็นเขาทำท่าหอบเหนื่อยอย่างกับจะขาดใจตายก็ไม่กล้าขอ กล้องใหญ่ก็ไม่ได้เอามาด้วยเพราะแบกขึ้นเขาสูงอย่างนี้คงไม่ดี มันหนัก

เพื่อนคนจีนบอกว่านีเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านแถบนี้ ชาวบ้านบอกว่าเด็ก ๆ ต้องเดินขึ้นเขาลงเขาท่ามกลางหิมะ น้ำแข็งหรือฝนไปโรงเรียนทุกวัน รัฐบาลไม่อยากให้ชาวบ้านทำการเกษตรกันอีกยกเว้นการปลูกชา เพราะต้องการรักษาผืนป่าไว้ บางทีก็เอาเงินมาแจกให้ใช้กันเฉย ๆ ก็มี ชาวบ้านก็ชอบ

ตามหาลิง

ระหว่างทาง ป้ายบอกว่ายาอายุวัฒนะเคยถูกค้นพบที่นี่โดนนักบวชลัทธิเต๋าแล้วก็มีสิงห์โตมาขโมยคาบไป จิ๋นซีฮ่องเต้ไม่เชื่อแต่ชาวบ้านแถวนี้เชื่อ

วิหารพระปูเซียง ชาวบ้านบอกว่าองค์นี้เป็นองค์แรกสร้างมาตั้งแต่สมัยโบราณ

วิหารพระศรีศากยมุนีโคดม แต่ป้ายบอกว่า "ถ้ำมังกรขาว" เพราะเชื่อกันว่าเคยมีมังกรขาวอาศัยอยู่แถว ๆ นี้

ชาวบ้านมีความเข้าใจในพระพุทธศาสนาต่างจากบ้านเรา คือเป็นแบบมหายาน บอกว่าพระทุกองค์มีหน้าที่ช่วยคน แต่ละองค์ก็ทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น พระปูเซียง (สมัตภัทร) มีหน้าที่ช่วยเหลือด้านหน้าที่การงาน โดยเฉพาะพวกข้าราชการจะกราบไหว้บูชากันมาก พระอวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม) จะช่วยเฉพาะเรื่องเจ็บป่วย พระมัญชุศรีจะช่วยเรื่องการศึกษา ช่วยให้ร่ำเรียนประสบความสำเร็จ ส่วนพระศรีศากยมุนีโคดม (พระพุทธเจ้า) ไม่มีหน้าที่เฉพาะ รู้แต่ว่าเป็นพระที่มีบารมีมากที่สุดอยู่เหนือพระทุกองค์ แต่ก็อยู่ไกลตัวอธิษฐานแล้วไปไม่ค่อยถึง ซึ่งชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลอะไร คนจีนจึงไหว้เฉย ๆ ไม่ค่อยได้ขอพรกัน

พบแล้ว "ลิงกัง"

คนขายของข้างทางเสนอให้ผมซื้อลำไม้ไผ่อันละ 2 หยวน บอกว่า walking stick แบบฝรั่งที่ผมถืออยู่นั้นใช้ไม่ได้ผลกับลิงที่นี่ ผมไม่เชื่อแต่ก็ช่วยซื้อไว้แล้วให้เพื่อนถือแทน

ปรากฏว่าลิงที่นี่ไม่มีมารยาท ความเกรงใจหรือความเกรงกลัวแต่อย่างใด เรียกว่าถ้าเผลอเป็นโดนปล้น ยกเว้นลำไม้ไผ่สีเขียวเท่านั้นที่ลิงกลัว คงเป็นเพราะว่าเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมลิงได้ใช้ลำไม้ไผ่นั้นในการฝึกลิงมาโดยตลอด

อาหารสำหรับลิงต้องเป็นอาหารจัดทำพิเศษ มีจำหน่ายฉพาะในศูนย์อนุรักษ์ลิงนี้เท่านั้น ทำเป็นซองกระดาษ ยื่นไปให้ลิง ๆ ก็รับไปฉีกซองออกเพื่อทานอาหารข้างใน เจ้าหน้าที่เหล่านี้บอกว่าพวกเขาไม่มีเงินเดือนแต่มีรายได้จากการจำหน่ายอาหารลิงเท่านั้น ลิงพวกนี้ฉลาด พวกมันจะไม่ยอมให้ถ่ายรูปถ้าเราไม่ยื่นอาหารให้มันก่อน

มีป้ายเขียนเตือนนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับลิง เช่น อย่าร้องเสียงดัง อย่าทำท่าตกใจ อย่าวิ่งหนี อย่าสัมผัสตัวลิง อย่าแหย่ลิง ฯลฯ ผมยกมือทำท่าบ๊ายบายกับลิง ปรากฏว่าลิงแยกเขี้ยวแล้วทำท่าจะกระโดดใส่ผมแทน ไม่เห็นเขาบอกไว้ว่าห้ามบ๊ายบาย

ทางเดินลัดเลาะไปตามไหล่เขา

สถานีตำรวจข้างทาง มีป้ายเขียนไว้อีกว่า "Digital communication center" ไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร

โรงแรมชาวบ้าน ที่พักราคาถูกตามรายทาง

กลับลงมาถึงเชิงเขา หน้าวัดเป๋ากั๋ว

วัดเป๋ากั๋ว

พิพิทธภัณฑ์ง้อไบ้ จัดแสดงเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับ Emei Shan ไว้มากมาย ทั้งในด้านธรณีวิทยา มนุษยวิทยา สัตววิทยา พฤกษศาสตร์ ฯลฯ รวมไปถึงกังฟูสายง้อไบ๊ ที่เป็นต้นกำเนิดของกีฬาวูซูก็มีจัดแสดงไว้ที่นี่

กลับถึงเฉิงตูตอนสองทุ่ม อากาศอุ่นขึ้นอยู่ที่ 4 องศาเซลเซียส ทาน Hot Pot สไตล์เสฉวนแล้วเข้านอน


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
siampatriot วันที่ : 05/03/2009 เวลา : 16.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

เสียดาย ไปคราวที่แล้ว ไม่มีเวลาเหลือสำหรับง๊อไบ๊..
ต้องต้องขอตามรอยซักรอบแล้วล่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ดินดำน้ำชุ่ม วันที่ : 10/01/2009 เวลา : 14.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/derreiser
เพื่อชาติ และเป็นคนดีของชาติ

นางแบบไม่หนาวหรือครับ นั่น ?

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
Dogstar วันที่ : 10/01/2009 เวลา : 14.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dogstar

ชอบมากค่ะ เห้นแล้วว่าหนาว หนาวทางเหนือชิดซ้ายไปเลย
ขอถามนิดนะคะ คุณซื้อเสื้อขนสัตว์ให้ลิงใส่หรือ?
ขนมันปุยดีจัง

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
hooknoi วันที่ : 10/01/2009 เวลา : 12.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hooknoi
บ้านนายนกฮูก

แค่ดูภาพก็หนาวแล้ว แต่หิมะขาวๆก็สวยดีนะครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
นานาจิตตัง วันที่ : 10/01/2009 เวลา : 11.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yorwor
บ้านหลังใหม่ฮะ --- >>>> http://www.oknation.net/blog/mouthshell

น่าค้นหามากมายครับ

ชอบภาพปูเซียง

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
sharft13 วันที่ : 10/01/2009 เวลา : 10.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sharft13

ไม่เจอแม่ชีบ้างหรือครับ แล้วมีเคล็ดลับกระบี่ง้อไบ๊ขายไหมครับ

ดูแล้วอยากไปบ้างครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
นายเฉินฉวน วันที่ : 10/01/2009 เวลา : 09.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rickypong22
    <<เมื่อมั่งมีมากมายมิตรหมายมอง....... เมื่อมั่งหมองมิตรมองเหมือนหมูหมา>> <<เมื่อหมดมิตรหมางเมินมุ่งมองมา เมือมอดม้วยแม่หมูหมาไม่มามอง>>

ชอบมากครับ อยากไปมั่งจัง

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ซันญ่า วันที่ : 10/01/2009 เวลา : 07.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2009/01/10/entry-1

สวัสดีค่ะ มาอ่านช้าๆ

ขอบคุณขอมูลที่สุด เลยค่ะ

อากาศ ช่างหน้า ชื่นใจ ในความเย็น จังเลย

ภาพก็ อบอุ่น และ มีศิลป ที่สวย งาม ในตัวเอง

..........ขอบคุณค่ะ

http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2009/01/10/entry-1



.

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Canary วันที่ : 09/01/2009 เวลา : 22.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ajhara

หิมะขาวโพลน น่าไปเทียวจังเลย

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
คนไทยตัวเล็ก วันที่ : 09/01/2009 เวลา : 22.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Ljfe
Jantana  

ยกนิ้วให้ในความพยายามมาก ขอบคุณทั้งข้อมูล และภาพสวยๆ เห็นแล้วอยากไปจัง แต่คงไปไม่ไหวแน่ ในสภาพอากาศแบบนี้ ความชื้นอากาศ 100% ต้องมีสุขภาพแข็งแรงมากๆ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ย่าดา วันที่ : 09/01/2009 เวลา : 19.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

คงไม่มีปัญญาไปเอง หนาวขนาดนี้ แถมเดินลำบากอีก
ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ+1โหวด

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
อิมกุดั่น วันที่ : 09/01/2009 เวลา : 18.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/im
คลิกชื่อ "  อิมกุดั่น " เลือก "สารภาพ" แล้วพบกันที่.. http://www.oknation.net/blog/canvas 

ดีจังที่ได้ไปแบบนี้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
SriNapa วันที่ : 09/01/2009 เวลา : 17.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SriNapa
สักวันความจริงมันต้องปรากฎ

บรรยากาศสวยงามมากคะ แต่ดูมันหนาวววววววววววว จังนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
tutu วันที่ : 09/01/2009 เวลา : 17.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tutu
...tutu...

เจ๋งเลยค่ะ ไม่ได้ไปเลย ดูรูปแล้วหนาวแทนเจ้าของบล๊อก +1 ขอบคุณมากค้า

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน