• แพทพิรี่
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pattamat@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-03-17
  • จำนวนเรื่อง : 148
  • จำนวนผู้ชม : 303298
  • ส่ง msg :
  • โหวต 81 คน
รักในหลวง หวงแผ่นดิน
ทัศนคติตัวเอง ทำลายตัวเราเอง @เพราะชีวิตไม่มียางลบ มีแต่เดินผ่านไปไม่ย่ำรอยเดิมเพื่อลืมเลือนความผิดพลาด@
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/khunpatt
วันพุธ ที่ 19 กันยายน 2561
Posted by แพทพิรี่ , ผู้อ่าน : 514 , 15:10:02 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน february26 , นายยั้งคิด โหวตเรื่องนี้

ตั้งแต่เติบโตมา ด้วยวัฐจักรของโลกใบเก่าและโลกใบใหม่ และด้วยวัยของผู้เขียน นำไปสู่การได้ก้าวข้ามสมัยและเกิดยุคที่แตกต่างกัน ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมค่อนข้างไวทางสังคม ส่งผลให้ผู้เขียนมีโอกาสผ่านวัฒธรรมการอ่าน 2 แบบ ... 

รูแแบบที่ 1 คือ ยุคสมัยที่เราๆ ยังคงอ่านหนังสือจากเล่มจริงๆเล็กบ้างใหญ่บ้าง หนาบ้าง บางขนาด 5 หน้าก็ยังมี และเมื่อถึงยุคต้องโอนอ่อนผ่อนตามก้าวข้ามโลกใบใหม่ แหล่งการอ่านก็เปลี่ยนไปสู่รูปแบบสื่อที่ 2

รูปแบบที่ 2 เข้าสู่ยุคการอ่านที่ปรับมาเป็นอ่านจากอินเตอร์เน็ต อ่านจากโทรศัพท์มือถือ อ่านจากไอแพด แล้วแต่อัธยาศัยและอุปกรณ์สื่อนำการอ่านจะอำนวย

แต่การอ่านคือการอ่าน มาจากนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ถูกฝึกฝนมาให้รักการอ่านหรือเปล่า ตรงนี้สำคัญกว่าค่ะ 

สังเกตุว่า บุคลิกในการพูดคุยกัน ก็ปรับเปลี่ยนไปด้วย เดิมจากการที่เราจะคุยกันได้ก็ต้องมีไปมาหาสู่กันก่อน ต้องได้ยินเสียงและสีหน้าไปพร้อมกัน ก็ปรับไปเป็นคุยโดยไม่ได้เห็นหน้าไม่ต้องมองตากัน ถ้าไม่ต้องการ ก็ยังคุยกันได้ง่ายๆเลย ไม่ต้องคอยระมัดระวังอารมณ์คู่สนทนา บ่อยครั้งที่ผู้เขียนพูดกับผู้คนสั้นๆ และห้วน สรุปไว ไม่เสียเวลา คำนึงถึงแต่ เป้าประสงค์ และคุยสื่อสารไม่มากนัก ตัดกระชับ สรุปว่าต้องการอะไร สามารถนำไปสู่การประสานงานหรือประสานความต้องการสำเร็จ ต้องทำอะไร เป็นอันว่าจบ และผ่านพ้นไปในแต่ละวัน แบบไม่ติดการครุ่นคำนึง คนึงนิจ จิตวกวน อะไรมากมาย ...พฤติกรรมการคุย เปลี่ยนไปเป็นการคุยแบบอิงหลักเศรษฐศาสตร์ ครุ่นคิดตลอดเวลา เสียเวลา คุ้มค่าใหม และคุยแพงไปหรือยังเนี่ย ...จบๆ วางหูเดี๋ยวนี้ กึกก้องในใจ !!!! นิสัยเอย..

ผู้เขียนไม่ซาบซึ้งการคุยอะไรกับใครมากมาย และยิ่งคู่สนทนาไม่มีคุณลักษณะพิเศษ หรือมีความรู้อะไรให้เรา "โออ็มจี" หรือ มีแนวอะไรให้ค้นหา เอาง่ายๆ แบบตรงๆ บ้านๆ ก็คือคุยไม่ฉลาดเฉลียว ไม่น่าสนใจ หมดเรื่องคุยเอาง่ายๆละค่ะ เพราะผู้เขียน คุยไม่เก่งแต่จับประเด็นเก่ง และครุ่นคิดตามได้ไวบ้าง งงบ้าง เพราะมักคิดตามทุกประโยค สงสัยตลอด ในอดีตโดนล้อว่าเป็น แม่หนูจำมัย?  หรือ แม่หนูทำไม ? นั่นคือ จะต้องมีคำถามตามมาว่า ทำไม ? เวลาไปอยู่ไกลๆบ้านเมืองเราก็ WHY ? และต้องอุทานในใจ OMG. (Oh my God) เมื่อเพิ่งเข้าใจเช่นนั้นเอง จนมันติดปากควบคู่ไปกับคำว่า ทำไมคะ ? ผู้เขียนมักจะมีนิสัยไม่มีความอายในความโง่เลยค่ะ !!

 แล้ววันหนึ่งก็พบเจอ คู่สนทนาที่ดีที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ 

...เธอมาโปรดโดยการแก้ไขความผิดพลาดของผู้เขียน ที่ไม่ประสาในโลกใบใหม่ แต่อยากรู้อยากเห็นตามนิสัยละค่ะ 

...เธอมากับการเริ่มต้นของปัญหาในงานของผู้เขียน ที่ขวนขวายหาความรู้ 

...เธอมากับคำอธิบายนุ่มนวลแบบผู้รู้ 

...เธอพูดเป็นจังหวะจะโคน น้ำเสียงไพเราะ สบายใจที่ได้ฟัง

...เธอมีสไตล์การพูดที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากชวนฟังแล้ว ชวนขำ ชวนถาม

หลายๆเรื่องที่เธอพูดมาเป็นแนวคิดที่มีคุณภาพ ทำให้คาดเดาว่า คุณคนนี้เขาเป็น PERFECTIONIST จริงๆเหรอ หรือแค่เรียนมาจนรู้พอจะพูดแนวๆ คุณภาพที่คุณถาม จ๋าได้ ตอบไว เรียนมา!!   

ทำให้รู้สึกทึ่งในความสามารถมาก เป็น DNA ที่ชอบใจ มันสมองใสกริบ ความกวนๆ ในสไตล์นักสู้ อยู่ที่คู่สนทนาท่านนี้ทั้งหมด !! OMG !!  น่าจะได้ฟัง ได้คุยกันเร็วกว่านี้ หลายๆปีด้วยซ้ำไป เคยเข้าเรียนสาย..ตอนอาจารย์ quiz ข้อสอบต้นๆ คาบเรียนมั้ยคะ ? ข้อสอบออกมา แล้วเราสอบตก..ฟิวยังไง ยังงั้นเลย

ทั้งชีวิต...เคยรู้สึกว่าไปหาสถานที่แห่งนึง ที่รู้ว่ามันอยู่แถวๆนี้แหละ แต่หาไม่เจอ ในที่สุดก็คลาดแคล้ว แล้วเจอคนที่ได้ไปพบสถานที่นั้นมา มองเขาด้วยความอิจฉา ไปมาด้วย!!! ฮึ !!   
เคยคิดเสมอ..มันมีคนๆนั้น ต้องอยู่ที่ไหนสักที่ ความรู้สึกมันบอกตลอดเวลา ว่าอยู่ไกล้ๆ นี่แหละ แต่ทำไมหาไม่เจอสักที..(วะ?)

เหมือนตอนที่เราอยากได้อะไรสักอย่าง รอจนเฉยๆ ไปแล้ว แล้วจู่ๆ สะดุดล้ม แล้วสิ่งที่ตามหามันก็มาปรากฏอยู่ปลายคาง ตอนปากแตก เลือดซิบๆ !! อยากจะบ้าตาย อารมณ์อยากได้มันไม่สมบูรณ์เสียแล้ว !! 

คุณจะบ่นใครนอกจากผีสาง เทวดาก็ว่าไป ..หลายๆเรื่องในโลกนี ไร้เหตุผลสิ้นดี 

ค่ะ... ได้เจอคู่สนทนาที่เป็นคนมีความรักที่ยิ่งใหญ่ และ ทุ่มเทชีวิต เพื่อครอบครัวด้วยการสร้าง "บ้าน" ผู้เขียนได้มีโอกาสพบคนสร้างบ้าน และ เป็นบ้านที่มี "ความรักความอบอุ่น" อันเป็นแรงจูงใจไฝ่สัมฤทธิ์ ด้าน การสร้างความปลอดภัยให้แก่ชีวิต และเป็นทุกชีวิตในความรับผิดชอบด้วยนะคะ    

กลับมาเรื่อง "เสน่ห์การสนทนา" ผู้เขียนเคยรู้สึกเบื่อตัวเองว่า เราน่าจะรู้มากไป เกินคู่สนทนาทุกครั้ง และ ดันรู้ไม่เหมือนคนอื่น ตัวเองขี้บ่นมองเห็นความไม่เอาไหนรอบกาย ความไม่รักษาคุณภาพ เคยแม้แต่แอบบ่นการไม่เข้าแถว เข้าคิวบริการ ความไม่มีระเบียบ เคยโดนคนไทยด้วยกันแดกดันให้กลับไปอยู่่เมืองนอกแทนการมายืนบ่นผู้คนรอบกายในบ้านเรา !!! (เจ็บปวดจริงๆ) แต่คราวนี้ คู่สนทนาเป็นคนที่มีภูมิความรู้และจิตใจเหนือกว่าผู้เขียนหลายเท่านัก .. เป็นเสน่ห์จับใจ คุยได้ไม่เบื่อ ถ้าไม่แบ่งปันกันจะน่าเสียดายที่ได้ยินความคิดดีๆ การโต้แย้งอันงดงามครั้งนี้เชียวละค่ะ 

บทสนทนาที่ประทับใจมากคือ จุดเริ่มต้น และ จุดจบ ของความสุข ในแต่ละวัน..คือ บ้านครับ  ผู้เขียนอึ้งไปอึดใจนึง แล้วก็ถามแผ่วๆ ว่า ทำใมจึงคิดเช่นนั้น ... 

บทสนทนาที่ทำให้ผู้เขียนสะท้านถึงอุปนิสัย บ้างาน คิดว่างานคือ ความสุขที่สุดของเรา ...ผู้เขียนเคยมีบ้านที่แสนน่ารัก แต่ในความน่ารักนั้นมีความเหงา ความโดดเดี่ยวอยู่ มีสุนัข 2 ตัว และสุนัขก็ขี้เหงาเหมือนเจ้าของบ้านแบบก๊อปปี้กันมาเลย

เมื่อตัวนึงตายไป อีกตัวก็ไปอาศัยคนข้างบ้านที่เขามีเวลาอยู่บ้านทั้งวัน เพราะ มันเหงา และผู้เขียนไม่ค่อยอยู่บ้านจึงไม่ได้เห็นหน้าหมาตัวเองสักเท่าไร ในแต่ละสัปดาห์ แต่มันคือ หมาของเรา หมามีนิสัยดีอยู่อย่างนึงคือ ทั้งชีวิต เขามีนายหรือคนในดวงใจเขาคนเดียว .. ผู้เขียนเคยคิดว่า ชาติใดๆ ขอไม่เกิดเป็นหมา เพราะกลัวความรักและซื่อสัตย์ที่ต้องมีให้เจ้านาย เจ้าของหัวใจแล้วโดนเขาทอดทิ้ง หมาก็เฝ้ารักรอคอย ไม่ว่าจะจากไปกี่ปี หมาก็จำนายได้เสมอ ..มันน่าสงสาร ทรมานกันเกินไปกับการเฝ้ารักไม่เสื่อมคลายแบบนั้น กลัวจริงๆค่ะ 

คู่สนทนาพยายามเตือนผู้เขียนว่า ผู้เขียนนั้น "อยู่บ้านน้อยไป"  "ละเลยบ้าน" ไม่ให้ความสำคัญกับความเป็น "บ้าน" แต่เธอไม่ได้อธิบายว่า ผลคือผู้เขียนดูเป็นคนยังไงในการละเลยบ้าน ขนาดนี้ (ในความคิดของตัวเอง) คิดว่าตัวเองก็อยากจะให้ความสำคัญนะ แต่ความสุขของตนเองวันนี้อยู่ที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน และอาคารสำนักงานที่มีผู้คนรายล้อม ... ที่บ้านมันว่างเปล่าและเงียบเหงาเกินไป ..จนให้ความสำคัญไม่ถูก นอกจากอยากมีเวลาทำความสะอาดและเก็บซากปรักหักพังทิ้งเสียบ้าง...ตรงนี้เราจึงมีความสุขที่ไม่เหมือนกันแล้ว ..ฝ่ายผู้เขียน บ้านคือ "ความเหงา" อีกคน "บ้านคือความสุข" แล้วความสุขจริงๆ ของผู้เขียนคืออะไร  

ลองถามความเห็นดูว่า คิดยังไงกับการที่ผู้เขียนไม่ได้ให้ความสำคัญกับ "การอยู่บ้าน" เธอตอบว่า ถ้านอกบ้านดูดี แต่ในบ้านไม่ได้เรื่อง เบื้องหลังของตัวเราก็ประมาณนั้นกระมัง (คงหมายถึง ไม่ได้เรื่อง) เพราะเหมือนเป็นบุคคลที่หลีกเลียงความเป็นตัวตนที่แท้จริง.. ตรงนี้ผู้เขียนว่าไม่ใช่ หูย ความเห็นเธอแรงส์ค่ะ 

ข้อโต้แย้งเกิดขึ้นในใจทันที แต่สำหรับผู้เขียน มองสถานะการณ์นี้ที่ " Life Security" ค่ะ! มันคือความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตของแต่ละคน ที่สื่อออกมาที่คำว่า "บ้าน" บ้านที่เราอยากอยู่ คือ บ้านที่อบอุ่น มีความปลอดภัย การที่ผู้เขียนไม่รู้สึกอยากอยู่บ้าน เข้าบ้านเร็วแล้วอยู่ในบ้านนานๆ นอกจากหลับปุ๋ย ตื่นมารีบออกไปทำงาน เพราะผู้เขียนรู้สึกหวาดกลัว กลัวในการที่จะเข้าไปใช้ชีวิตคนเดียวในบ้าน โดดเดี่ยว เหงาเดียวดายในบ้านหลังใหญ่ ที่มีต้นไม้รายรอบ สวนสวยก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย เช็ดขัดถูเสียเวลามากมาย เสียทรัพย์ในการบำรุงรักษา ไม่รู้สึกอบอุ่นนอกจากอ้างว้างและระแวงภัยตลอดเวลา ...ความหมายของคำว่าบ้าน ควรจะมีคนตั้งแต่ 2-3 ชีวิตขึ้นไป มีแสงสว่าง แต่บ้านผู้เขียนเปิดไฟทั้งหลังนี่ก็ 10 หลอดละค่ะ และการอยู่คนเดียว หลอดเดียวก็สว่างสำหรับตนเองแล้ว บ้านจึงยิ่งเหงาเข้าไปอีก ...ในสภาวะสลัว คนหัวใจอบอุ่น ก็คงคิดว่า..โรแมนติกดีนะ คนอ้างว้างก็จะบอกว่า บ้านผีสิง ชัดๆ นี่แค่ความรู้สึกด้านแสง ก็แตกต่างกันแล้วในมุมมองของตำว่า "บ้าน" จุดเริ่มต้นของความสุข กับ จุดจบของความสุข จะเป็นไปทิศทางไหน ? 

คำว่า Life Security ความรู้สึกปลอดภัยในชีวิต กับ ความสุขในบ้าน เกี่ยวข้องกันมากเชียวค่ะ ในความเห็นของผู้เขียน นี่คือที่มาของความสุขที่เกิดจาก "บ้าน" บางบ้านผู้คนแออัดมากมาย แต่ไม่สามารถเริ่มความสุขและจบที่ความสุข ที่นี่ได้ แต่มันเป็นที่ซุกหัวนอนโดยไม่มีใครมาไล่ ไม่ทนหนาว ทนเปียก ยังได้ไออุ่นจากหมอน จากผ้าห่มอยู่บ้าง เป็นความปลอดภัยเล็กๆ แต่ไม่ถึงกับสุขมากมาย แค่พอสุขที่ได้พักผ่อน และสำหรับบ้างคนการได้พักผ่อนบ้าง ก็สุขที่สุดแล้ว ... นี่ก็ทำให้คิดได้ว่า ความสุขของคนเราไม่เท่ากันจริงๆ 

เมื่อมองผ่านคำพูดของคู่สนทนา ทำให้มองเห็นว่า คู่สนทนาไม่ใช่คนชอบอยู่นอกบ้าน แต่จะชอบอยู่กับหมู่คณะของตนเอง นั่นคือครอบครัว เสียมากกว่า มี Life Security สูง โดยความพยายามสร้างผ่านคำว่า "บ้าน" มีครอบครัวที่อบอุ่น เพราะบ้านเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด ในการรวบรวมทุกชีวิตไว้ด้วยกันตลอดวเลา ให้ดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ทอดทิ้งกัน ณ. ที่แห่งนั้น จึงต้องมีคนเฝ้าดูแลให้ความปลอดภัยที่บ้าน ให้สะอาดสะอ้าน บ้านจึงเป็น life security ของคู่สนทนา การทำงานหนัก ก็เพื่อนำไปสร้างบ้านให้คงอยู่ร่วมกัน ยิ่งยึดแน่น ยิ่งก่อเกิด Life security. บ้านจึงไม่ใช่แค่ที่พักผ่อน แม้เหนื่อยงานมากมาย แต่มันคือ กำลังใจ เริ่มต้นผลักดันให้มีพลังออกไปทำงานหนักเพื่อสร้าง Life security หล่อเลี้ยงทุกชีวิต เหนื่อยแต่ไหนเป็นตายอย่างไร ก็ไม่เคยคิด มุ่งหน้าหาความสุขในการก่อสร้าง "บ้าน" ให้ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข ในทุกๆวันของการดิ้นรนต่อสู้เพื่อดำรงคงอยู่ในแบบมี Life Security คือ ตื่นมาก็มองความสุขรอบๆตัวที่มีอยู่ในบ้าน ก่อเกิดพลัง แล้วออกเดินทางไปสร้างเงินตราเหนื่อยยากหนักหนาเพียงใดก็ตาม และในแต่ละวันก็มาจบและเจอความสุขอีกครั้งก่อนหลับตาเอนหลัง อย่างมีความสุข ณ. ที่แห่งนั้น คือ บ้าน  

แล้วคนที่ละเลยบ้านเล่า แท้จริงแล้วระดับความสุข ก็ไม่ต่างกันค่ะ เพียงแต่ Life security ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ด้วยต้องพึ่งพาตนเอง ไม่มีหมู่คณะให้อุ่นใจ ถ้าไม่มีตนเอง ก็เท่ากับไม่มี Security ใดๆ ความปลอดภัยต้องหาเอาเอง ดังนั้นด้วยตัวคนเดียว บ้านจึงไม่ใช่ Life security แท้จริงของคนๆ นั้น ถ้าต้องใช้เวลาในชีวิตทั้งหาเลี้ยงชีพ ดำรงคงไว้ซึ่งสถานะการมีรายได้ และยังคงต้องมานั่งฟูมฟักบ้านให้น่าอยู่ ก็คงยิ่งทำลายพลังวังชาให้อ่อนล้ายิ่งขึ้นไปอีก ความรู้สึกปลอดภัยจึงกลายเป็นความมีปฏิสัมพันธ์กับหมู่คณะ กับเพื่อนฝูง และกิจกรรมที่ทำอยู่ในงานแล้วรู้สึกปลอดภัยมากกว่า บ้านจึงเป็นแค่ที่พักผ่อนกาย แต่ไม่ใช่ที่ที่ทำให้เกิดความสุข เป็นเพียงที่พักพิงกาย ส่วนทางใจไปล่องลอยอยู่ภายนอกเสียเป็นส่วนใหญ่ ..เมื่อใจไม่อยู่ในบ้าน การเอาใจใส่จึงขาดหายไป ...

ทำอย่างไร ให้บ้านเป็นที่เริ่มต้นของความสุขและจบลงด้วยความสุขแท้จริง ...

สร้างครอบครัวที่รักและไว้วางใจขึ้นมาค่ะ หาเขาคนนั้นให้เจอ แล้วแพ็คไว้รวมกันในบ้านของเรา ... ดูแลรับผิดชอบกันให้ดีที่สุด แล้ว จุดเริ่มต้นของพลังในชีวิต จะเกิดขึ้นในแต่ละวันจากที่ "บ้าน" และ จบอย่างมีความสุขอีกครั้ง ที่ "บ้าน"  

และที่ขาดไม่ได้คือ บ้านนี้ต้องมีรักด้วยค่ะ ความรักจะหล่อหลอมความยากในการสร้างความปลอดภัยให้กลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นด้วย     

บ้านนี้.... จึงต้องมีรักค่ะ 

จบการสนทนา แต่เพียงเท่านี้ ...... เขียนเสร็จ ผู้เขียนก็น้ำตาไหลแล้วค่ะ ... คนดี คือ คนที่ทำผิดแล้วสำนึกผิด ผิดไปแล้วจริงๆ

ขอขอบคุณภาพสวยจาก DIY PINTEREST  

 

https://youtu.be/Nz5tYBsLxlE





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
แพทพิรี่ วันที่ : 21/09/2018 เวลา : 19.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khunpatt
Khun Patt  ^ - ^  

ครูขา ... เจอแล้วค่ะ แต่ต้องตามมาด้วยบท.. ความรักไม่ใช่การครอบครองค่ะครู ..

คุณครูน่ารักจังเลย

ความคิดเห็นที่ 4 แพทพิรี่ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูทิพย์ วันที่ : 21/09/2018 เวลา : 14.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Tip2
Every minute is precious if every minute I have you. ทุกนาทีจะมีค่า หากทุกเวลาฉันมีเธอ 

สวัสดีค่ะ...แวะมาทักทายและอ่านไดอารี่นะคะ
ทำอย่างไร ให้บ้านเป็นที่เริ่มต้นของความสุขและจบลงด้วยความสุขแท้จริง ...สร้างครอบครัวที่รักและไว้วางใจขึ้นมาค่ะ หาเขาคนนั้นให้เจอ แล้วแพ็คไว้รวมกันในบ้านของเรา ... ดูแลรับผิดชอบกันให้ดีที่สุด เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ
อ้อ! "เขาคนนั้น" หาเจอแล้วใช่ไหมคะ
...............................
ควันหลง "สถานทูตฝรั่งเศส" เปิดทำเนียบฯ ให้ชมความงามด้านสถาปัตยกรรมโบราณ
http://oknation.nationtv.tv/blog/Tip2/2018/09/19/entry-1

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ครูทิพย์ วันที่ : 21/09/2018 เวลา : 14.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Tip2
Every minute is precious if every minute I have you. ทุกนาทีจะมีค่า หากทุกเวลาฉันมีเธอ 

สวัสดีค่ะ...แวะมาทักทายและอ่านไดอารี่นะคะ
ทำอย่างไร ให้บ้านเป็นที่เริ่มต้นของความสุขและจบลงด้วยความสุขแท้จริง ...สร้างครอบครัวที่รักและไว้วางใจขึ้นมาค่ะ หาเขาคนนั้นให้เจอ แล้วแพ็คไว้รวมกันในบ้านของเรา ... ดูแลรับผิดชอบกันให้ดีที่สุด เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ
อ้อ! "เขาคนนั้น" หาเจอแล้วใช่ไหมคะ
...............................
ควันหลง "สถานทูตฝรั่งเศส" เปิดทำเนียบฯ ให้ชมความงามด้านสถาปัตยกรรมโบราณ
http://oknation.nationtv.tv/blog/Tip2/2018/09/19/entry-1

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แพทพิรี่ วันที่ : 20/09/2018 เวลา : 11.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khunpatt
Khun Patt  ^ - ^  

@febuary นำภาพสวยๆ มากจาก Pinterest ค่ะ ลองเข้าไปดูนะคะ ได้ไอเดียการตกแต่งบ้านสวยๆ มากมายเลยค่ะ ใครที่รักการ DIY จะได้ไอเดียดีคๆ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 แพทพิรี่ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 20/09/2018 เวลา : 11.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

มุนนั่งเล่น สวยงามมากครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน