*/
  • เขียดขาคำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ratchacc@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2010-04-29
  • จำนวนเรื่อง : 159
  • จำนวนผู้ชม : 587121
  • จำนวนผู้โหวต : 128
  • ส่ง msg :
  • โหวต 128 คน
วันพุธ ที่ 11 เมษายน 2555
Posted by เขียดขาคำ , ผู้อ่าน : 15305 , 17:57:42 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน beverysmart115 , Maira และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

เมื่ออัตตาพ่อค้า มาเจอ อัตตาในผ้าเหลื้อง
รักร้าวลึก ทักษิณ-โพธิรักษ์ กับรักชื่นหวานฉ่ำ ทักษิณ-ธัมมชโย
สู่บทสรุป ครอบงำชาติ และศาสนจักร
.
.
.
.
.
ขอยืม บทความของ พระมหานรินทร์ นรินฺโท

แห่ง วัดไทย ลาสเวกัส


รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา อีกครั้ง

เพื่อย้อนอดีตกลับไปดูว่า

สัมพันธ์ "รักร้าวลึก" ของทักษิณ กับโพธิรักษ์

มีที่มาอย่างไร ?

และ

สัมพันธ์ "รักชื่นหวานฉ่ำ"

ระหว่าง ทักษิณ กับ ธัมมชโย เกิดขึ้น ได้อย่างไร ? ดังนี้...



ทักษิณ VS ธัมมชโย

อัตตาในคราบพ่อค้า พบกับ อัตตาในผ้าเหลือง

 

     เป็นข่าวเกรียวกราวทั่วโลก กับ การไปวัดพระธรรมกาย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวยกย่องวัดพระธรรมกายในความยิ่งใหญ่ของเคหสถาน อันสำเร็จจากการ "บอกบุญโดยไม่จำกัดวิธีการและจำนวน" ทั้งซื้อ เซ้ง เช่า และผ่อนบุญเป็นงวดๆ จน "พระธัมมชโย" เจ้าอาวาสวัดนี้ได้รับฉายา "พุทธพานิช" เป็นองค์แรกของพระสงฆ์ไทย

      พระธัมมชโย หรือหลวงพี่ไชยบูลย์นั้น ยังมีคดีติดตัวอยู่บานเบอะ ทั้งเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน การรับบริจาค การใช้เงินวัด และที่สำคัญก็คือ คดีทางพระธรรมวินัย ที่วัดพระธรรมกายตีความเสียใหม่ว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" ต่างจากข้อความดั้งเดิมในพระที่ระบุว่า "พระนิพพานเป็นอนัตตา" เรื่องนี้ถามให้ตายก็คงหาคนรู้ยาก เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนระดับนักปราชญ์ทะเลาะกัน แต่เป็นเรื่องสำคัญเหมือนหัวใจของพระพุทธศาสนา ต้องแพทย์ระดับรักษาโรคหัวใจเท่านั้นจึงจะวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องว่า สิ่งไหนผิดหรือถูก

      คดีที่พระธัมมชโยถูกฟ้องเกี่ยวกับพระธรรมวินัยนั้น เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2542 เป็นเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กำลังเตรียมตัวขึ้นศาลรัฐธรรมนูญในข้อหา "ซุกหุ้น" ก่อนการกล่าวอมตะวาจาว่า "บกพร่องโดยสุจริต" คราวนั้นนั่นเอง

      เรื่องพระธรรมวินัยในประเด็น "พระนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา" นี้ มีพระมหาเถระนักปราชญ์ไทยเพียงหนึ่งเดียวในปัจจุบัน คือ พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ป.ธ.9) วัดญาณเวศกวัน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นองค์แรกที่ออกมาชี้ทางสว่างให้แก่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยว่า "กรณีธรรมกายนั้นถึงขั้นขุดรากถอนโคนพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย" หนังสือที่ท่านเขียนชี้แจงนั้นชื่อ กรณีธรรมกาย

       และ พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ รูปนี้เช่นกัน ที่เคยออกหนังสือชื่อ "กรณีสันติอโศก" เมื่อปี พ.ศ.2532 ส่งผลให้พระโพธิรักษ์และคณะสันติอโศกต้องโศกศัลย์ ถูกศาลฎีกาตัดสินให้ "ผิด" ต้องยอมรับสภาพเป็น "นักบวชเถื่อน" ในประเทศไทยมาจวบปัจจุบันวันนี้

       กรณีสันติอโศกนั้น "เล่นง่าย" เพราะ "ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหัวแม่ตีนใคร" แต่กับกรณีธรรมกายนั้น "ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นเขา" ทั้งนี้เพราะ..

     1. พระธัมมชโยนั้นเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจาก "หลวงพ่อสด จันทสโร" เจ้าของวิชชาธรรมกาย ทั้งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์นั้นยังดำรงตำแหน่ง "กรรมการมหาเถรสมาคม" โดยตำแหน่ง คือเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลคณะสงฆ์ไทยโดยไม่ต้องเลือกหรือแต่งตั้ง จะเป็นไปกว่าจะมรณภาพโน่นแหละ นอกนั้น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ยังเป็น "เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ" คุมอำนาจการบริหารและการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในพื้นที่ 16 จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่านพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และ นครสวรรค์ ที่สำคัญ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ยังดำรงตำแหน่ง "แม่กองบาลีสนามหลวง" ซึ่งคุมการศึกษาในภาคภาษาบาลีอันเป็นภาษาดั้งเดิมในพระไตรปิฎกที่คณะสงฆ์ไทยใช้มาแต่สมัยเริ่มแรกอีกด้วย

      2. ธัมมชโยมีเส้นสายใยโยงถึงคณะกรรมการมหาเถรสมาคมหลายรูป รวมทั้งเจ้าคณะผู้ปกครองของคณะสงฆ์ไทยในระดับล่างอีกด้วย โดยได้นิมนต์พระมหาเถระเหล่านั้นไป "ฉัน" และ "รับซอง" ที่วัดพระธรรมกายอย่างต่อเนื่องนานหลายปี อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 ซึ่งเกิดกรณีสันติอโศกขึ้นมา อันเป็นกรณีศึกษาสำคัญให้วัดพระธรรมกายปรับเปลี่ยนนโยบาย "หันหน้าเข้าหาคณะสงฆ์ไทย" โดยการนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่ไปเยี่ยมวัด พร้อมทั้งจัดการศึกษาภาษาบาลีสนองงานคณะสงฆ์ เพื่อตบตาให้เห็นว่า "เป็นเด็กดี" ก่อนจะใช้เท้าขยี้พระไตรปิฎกในอีกหลายปีต่อมา โดยที่พระผู้ใหญ่เหล่านั้นได้แต่มองตาปริบๆ เพราะความง่วงที่เพิ่งไปฉันกลับมาจากวัดพระธรรมกายจนเต็มทั้งย่ามทั้งพุง

 กรณีธรรมกายกับกรณีสันติอโศกนั้น "คล้ายกัน" แต่ "ต่างกันในวิธีการสร้างตัวเอง" 

       ที่ว่า "คล้ายกัน" นั้นคือว่า โพธิรักษ์กับธัมมชโยนั้น บวชเมื่อแก่แล้ว ไม่ร่ำไม่เรียนตามหลักสูตรของคณะสงฆ์ไทย แต่คิดว่า "ตัวกูแน่" เพราะจบปริญญามา จึงขนเอาตำราพระไตรปิฎกมากางอ่าน แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ไปตามความรู้ความเข้าใจของตนเอง (วิธีเช่นนี้มีหลายคนที่จบปริญญาทางโลกก็เคยทำและกำลังทำอยู่) คนโง่ได้ฟังก็อัศจรรย์ใจว่าเป็น "อัจฉริยภาพ" แต่นักปราชญ์ได้ยินก็นึกว่าคนบ้าพูด ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นเจ้าสำนักใหญ่เสียเอง ผลของการ "ไม่เรียน แต่อวดตรัสรู้" ของเจ้าสำนักใหญ่ทั้งสองก็ออกมาเป็นภูเขาไฟระเบิดสร้างความเสื่อมเสียให้แก่คณะสงฆ์ไทยอย่าง "ประวัติศาสตร์ต้องจารึก" ดังที่ทราบ

      ประเด็นหลักที่ทั้งสองออกมาอวดอุตริมนุสธรรม "เพราะอ้างว่ารู้ได้ด้วยญาณ" ก็คือ โพธิรักษ์นั้นอวดว่า "ตนเองได้บรรลุธรรมแล้ว อย่างน้อยก็โสดาบัน" ส่วนธัมมชโยนั้นระบุว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา อันเป็นความรู้จากการบรรลุธรรมในสายวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ"

     ที่ว่า "ต่างกัน" นั้นคือ สันติอโศกนั้น โพธิรักษ์มีบุคลิกลักษณะเป็นคนโผงผาง เปรียบนักมวยก็เป็นมวยไฟรท์เตอร์ ทะลุดุดัน นิยมเทศน์ด่าคณะสงฆ์แล้วยกก้นตนเองไปในตัว เรียกว่าไม่มีน้ำหวานให้กันซักหยด แถมโพธิรักษ์ยังใช้วิธี "แบ่งแยกแล้วปกครอง" คือแยกตัวเองออกไปตั้งสำนักใหม่ คืนใบสุทธิ ประกาศอิสรภาพจากคณะสงฆ์ไทย ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ "ไม่มีครูบาอาจารย์หรือกัลยาณมิตรผู้มีอำนาจในมหาเถรสมาคม" ดังนั้น เมื่อเกิดเรื่องขึ้น คณะสงฆ์ไทยอันประกอบด้วย มหานิกายและธรรมยุติ จึงสนธิ (แปลว่าบวก) กำลังกันเข้ารุมสะกรัมสันติอโศกจนสะบักสะบอมตรอมใจโดยไม่ต้องรอลงอาญา

       ขณะที่ธัมมชโยนั้น บุคลิกลักษณะเป็นคนสุภาพ โยมจ๊ะโยมจ๋า อ้อนญาติโยมได้เด็ดกว่า "ไชยา มิตรชัย" อ้อนแม่ยกลิเกเสียอีก ที่สำคัญก็คือ พี่แกใช้ยุทธวิธี "กล่อมแล้วกลืน" ส่งคนเข้าประกบพระเถระในสายการปกครอง พร้อมกับสร้างสำนักวัดพระธรรมกายให้ "ใหญ่สุด" ก่อนจะประกาศว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" ในเวลาต่อมา ถ้าไม่มี "พระพรหมคุณาภรณ์" เป็นก้างขวางคอ ป่านนี้รับรองว่า "ทฤษฎีของธัมมชโย" ติดหราอยู่ใน "พระไตรปิฎกฉบับวัดพระธรรมกาย" ไปแล้ว !

       แต่ไม่ว่า "บุคคลิก" ของทั้งสองจะต่างกันอย่างไร สุดท้ายไม้สำคัญที่ทั้งสองเจ้าสำนักนำมาใช้ต่อต้าน "พระพรหมคุณาภรณ์" ก็คือ ด่าและโกหก !

     โพธิรักษ์นั้น ก่อนพระพรหมคุณาภรณ์ท่านจะออกหนังสือ "กรณีสันติอโศก" ก็ทำตัวเป็น "ศิษย์น้อง" ของพระคุณท่าน เขียนจดหมายไปกราบเรียน ฝากเนื้อฝากตัว ขอคำปรึกษาหารือ เรียนพระพรหมคุณาภรณ์ว่า "ท่านภันเต" ซึ่งเป็นการยกย่องอย่างสูง ก็คนอย่างโพธิรักษ์นั้นเคยยกยอใครที่ไหนนอกจากตนเอง ครั้นพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ออกหนังสือ "กรณีสันติอโศก" ให้อ่าน โพธิรักษ์ก็อาจหาญทำการลบหลู่คุณท่านว่า "หนังสือใครก็เขียนได้ แต่สร้างคนดีได้หรือเปล่าล่ะ" เห็นไหมว่า การเข้าไปอ่อนน้อมแต่ก่อนมานั้น หาใช่นิสัยใจจริงของโพธิรักษ์ไม่ หากแต่แท้ที่จริงแล้วก็คือ การประจบประแจงนักปราชญ์ โดยหวังว่า วันหนึ่งข้างหน้า ถ้ามีความผิดพลาดเกี่ยวกับการสอนพระธรรมวินัยของตนเอง นักปราชญ์ คือพระพรหมคุณาภรณ์ จะทำใจอ่อน ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง อย่างมากก็คงแค่ "มองตาปริบๆ" เหมือนสมเด็จวัดปากน้ำและพระผู้ใหญ่หลายรูปมองธัมมชโยอยู่ในเวลานี้

      แต่โพธิรักษ์คาดผิด เพราะพระพรหมคุณาภรณ์นั้นท่าน "เถรตรง" มิได้เห็นแก่อามิสสินจ้างลาภยศสรรเสริญและคำเยินยอใดๆ เห็นแก่ก็แต่สิ่งเดียวคือ "พระธรรมวินัยที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง" ท่านจึงต้องวินิจฉัยให้สังคมทราบว่า ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ถ้าอยากเป็นคนถูกก็ง่ายๆ แค่สอนให้ถูก ปฏิบัติให้ตรง ก็เท่านั้น นั่นคือความซื่อสัตย์ซื่อตรง มิใช่ใช้วิธีการประจบเพื่อจะทำเรื่องผิดให้ถูกดังที่โพธิรักษ์กำลังทำอยู่

นั่นก็พฤติกรรมของ โพธิรักษ์ !

      ส่วน "ธัมมชโย" นั้นขี้อาย ไม่นิยมออกนอกหน้า (เว้นแต่เวลารับโยม) จึงให้ลูกศิษย์ลูกหาออกมาเป็น "มวยแทน" ทั้งเขียนด่าและหาเหตุเลสอ้างว่า "พระพรหมคุณาภรณ์คือกระบวนการของคริสต์ศาสนาเข้าบ่อนทำลายคณะสงฆ์ไทย" เรียกว่า เป็นการใช้ข้อหา "บ่อนทำลายพระธรรมวินัย" ยอกย้อนกลับไปให้พระพรหมคุณาภรณ์ได้รับระดับเดียวกันกับที่นักการเมืองกำลังฟ้องกันนัวเนียอยู่ทุกวันนี้แหละ แยบยลมิใช่เบาเลย สมแล้วที่หมุนเงินเก่งเป็นหมื่นล้านสร้างพระเจดีย์ได้ยิ่งใหญ่ระดับโลก จนทักษิณเอ่ยปากชมเปาะ

      แต่คนระดับมีปัญญาและคุณธรรม เมื่อมองดูพฤติกรรมของทั้งสองเจ้าสำนักเหล่านี้แล้ว ก็รู้สึกสมเพชสังเวชใจ ในขณะที่พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ท่านออกหนังสือชี้แจงแสดงเหตุผลกลไก อ้างทั้งพระไตรปิฎกและอรรถกถา ติดชื่อเสียงเรียงนาม อย่างชัดเจน วิธีการอันประเสริฐซึ่งควรจะได้รับการตอบสนองจากทั้งสอง คือ โพธิรักษ์และธัมมชโย ก็คือ "เขียนหนังสือขึ้นมาตอบโต้แก้ข้อกล่าวหา โดยอย่าลืมใส่ชื่อของตนเองไว้ที่หน้าซองหรือท้ายเล่ม ส่งให้ศาลสงฆ์ไปอ่านเพื่อตัดสินว่า ใครผิดใครถูก" นั่นจึงจะถูกต้อง

แต่ทั้งสองมิได้ใช้วิธีนี้ อันเป็นวิธีของนักการศึกษาและปัญญาชน เขากระทำกัน

        ทว่า ทั้งสองกลับใช้วิธีการ "ลอบกัด" ให้คนเขียนด่าท่าน ขุดค้นประวัติส่วนตัว ใส่ร้ายป้ายสี ที่มีว่าไม่มี ที่ไม่มีว่ามี แถมยังใช้ "นามแฝง" ในหนังสือเหล่านั้นอีก จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบว่า "นายด๊อกเตอร์เบญจ์ บาระกุล เป็นใคร และไปซุกหัวอยู่ไหน" ??

  หมาลอบกัด ยังนับว่า ประเสริฐกว่าการใช้วิธีการเช่นนี้ มิต้องนับว่าจะมีฐานะพิเศษพิโสเป็นเจ้าสำนักใหญ่โตระดับโลกดังที่ทักษิณเยินยอต่อหน้าหรือไม่ !

        ใครที่ใช้วิธีการเช่นนี้ ขอชี้ว่า ถ้าไม่เป็น "ตุ๊ด" ก็ต้องเป็น "กระเทย" เท่านั้น !


 

วัดขุมกำลังระหว่างสันติอโศกกับธรรมกาย

ฝ่ายสันติอโศก

หัวหน้าฝ่ายสมณะ : นายรักษ์ รักพงษ์ อายุ 72 (เกิดเดือนมิถุนายน 2477) เคยเป็นผู้จัดรายการทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม เป็นนักแต่งเพลง

เคยบวชพระ : 7 พฤศจิกายน 2513  ได้ฉายา (นามสกุลของพระ) กลฺยาโณ

หัวหน้าฝ่ายฆราวาส : พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

มูลนิธิ : กองทัพธรรมมูลนิธิ โรงเรียนผู้นำ กาญจนบุรี

ทรัพย์สิน : มหาศาล ทั้งพุทธสถานและสาขา รวมทั้งเงินในมูลนิธิ

บุคคลากร : คณะญาติธรรม

หนังสือ : แสงสูญ สารอโศก ดอกหญ้า

สำนักงานใหญ่ : สันติอโศก 65/1 ถนนสุขาภิบาล 1 แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ
                      (ก่อตั้ง 7 สิงหาคม 2519)

หลักการเผยแพร่ลัทธิ : บุญนิยม

ต้องคดีทางสงฆ์ : พ.ศ.2532 คดี "บ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ประพฤติผิดจากพระธรรมวินัย และทำพระธรรมวินัยให้วิปริต"  ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้โพธิรักษ์สิ้นสุดสถานภาพพระภิกษุในพระพุทธศาสนา จึงเปลี่ยนสีจีวรและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สมณะ

สถานภาพปัจจุบัน : นักบวชนอกคณะสงฆ์ไทย คดีนี้ศาลอาญาตัดสินเด็ดขาด ให้พระรักษ์พ้นจากสมณะเพศ ตามคำสั่งของมหาเถรสมาคม วันที่ 16 มิถุนายน 2532

 

ฝ่ายธรรมกาย

หัวหน้าฝ่ายสมณะ :  พระไชยบูลย์ สุทธิผล อายุ 62 ปี (เกิด 22 เมษายน 2487) จบการศึกษามัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

บวชพระ : 2512 ณ วัดปากน้ำ มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายา ธมฺมชโย สมณศักดิ์ที่ พระราชภาวนาวิสุทธิ์

หัวหน้าฝ่ายฆราวาส : นายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮาส์ นายผ่อง เล่งอี้ รักษาการสมาชิกวุฒิสภา นายวีระศักดิ์  ฮาดดา หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิธรรมกาย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

มูลนิธิ : มูลนิธิธรรมกาย

ทรัพย์สิน : มหาศาล ทั้งวัดในประเทศไทยและต่างประเทศ มีดาวเทียมเป็นช่องของตนเอง

บุคคลากร : คณะกัลยาณมิตร

หนังสือ : กัลยาณมิตร อยู่ในบุญ ตะวันธรรม

สำนักงานใหญ่ : วัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
                       (ก่อตั้ง 20 กุมภาพันธ์ 2513)

หลักการเผยแพร่ลัทธิ : บุญนิยม

ต้องคดีทางสงฆ์ : เข้าสู่กระบวนการนิคหกรรมของศาลสงฆ์ มีพระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เจ้าคณะภาค 1 วัดพิชยญาติการาม เป็นหัวหน้าผู้พิจารณาคดี ในปี พ.ศ.2542

สถานภาพปัจจุบัน :  จำเลยในคดี "สร้างสัทธรรมปฏิรูป หรือพระธรรมวินัยเทียม" คดียังไม่สิ้นสุด

ต้องคดีทางโลก : 1 ) เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ 2 ) เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 3 ) ผู้ใช้แจ้งให้เจ้าพนักงาน ผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความที่เป็นเท็จ ในเอกสารหรือหนังสือของทางราชการ ปัจจุบันนี้คดียังไม่สิ้นสุด

     ตามประวัติของเจ้าสำนักสองท่านที่นำเสนอนี้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งคู่ต่างเป็นคน "มีแผล" ด้วยกัน ต่างกันก็แต่เพียงว่า "โพธิรักษ์" นั้นเป็น "แผลตาย" รักษายังไงก็ไม่หาย เพราะคณะสงฆ์ไทยได้ประกาศขับไล่ออกนอกวัดไปแล้ว จึงไม่มีทางอื่นนอกจากผ่าตัดทางการเมืองเรื่อง "แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ให้มีคณะสงฆ์ไทยคณะใหม่ได้" เท่านั้น ส่วน "ธัมมชโย" นั้นเป็นแผลเป็น แม้บาดแผลจะใหญ่และเรื้อรังปานใด ก็ยังไม่รุนแรงเท่ากับโพธิรักษ์ ทั้งนี้เพราะอยู่ใกล้ชิดหมอ คือกรรมการมหาเถรสมาคมหลายรูป ทั้งยังใกล้โรงพยาบาลด้วยการส่งคนไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นทั้ง ส.ส. และ ส.ว. แถมยังมีทุนรักษาแผลอีกไม่อั้น เชื่อมั่นว่า ถ้าทักษิณรับปากช่วย บาดแผลของธัมมชโยก็คงหาย


 

ความเกี่ยวพันในทางการเมือง

      ผู้คนทั่วไปคงเข้าใจเพียงว่า วัดพระธรรมกายและสำนักสันติอโศกนั้น เป็นเพียงวัดหรือพุทธสถาน มีงานบุญเป็นหลักเหมือนกับวัดทั่วๆ ไป แต่แท้ที่จริงแล้ว สองสำนักนี้มีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในทางการเมืองอย่างชัดเจน เพื่อนำเอาอำนาจทางการเมืองนั้นมาเป็นเครื่องมือค้ำจุนสถานภาพของตัวเอง หรือเอาไว้คอยปกป้องตนเอง จากการกระทำผิดทางพระธรรมวินัยหรืออื่นใดในทางโลก เพราะการสร้างอาณาจักรพุทธของตนเองนั้น หมิ่นเหม่ต่อการต้องคดีทั้งทางโลกและทางธรรม

      สำนักสันติอโศกนั้น ประกาศชัดเจนว่า "เป็นผู้สนับสนุนในการตั้งพรรคพลังธรรม ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2531" ทั้งชื่อพรรคว่า "พลังธรรม" นั้น โพธิรักษ์ก็ประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า "ตนเองเป็นผู้คิด" ซึ่งพรรคนี้ ภายหลัง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ผ่องถ่ายตำแหน่งหัวหน้าพรรคให้แก่อภิมหาเศรษฐีที่ชื่อ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

      ส่วนธรรมกายนั้นยังไม่มีพรรคการเมืองเป็นของตนเอง แต่ก็มีข่าวว่า ศิษย์เอกของสำนักนี้มีตำแหน่งในทางการเมืองอันสำคัญยิ่งยวด คือ นายผ่อง เล่งอี้ เป็นสมาชิกวุฒิสภา ทั้งยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการศาสนาและวัฒนธรรม อันคุมนโยบายสำคัญเกี่ยวกับศาสนาในประเทศไทยอีกด้วย อีกคนหนึ่งคือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าพ่อวงการรถยนต์ไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลทักษิณหลายสมัย

 

ความเกี่ยวพันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี

  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่วงการเมืองอย่างเต็มตัวเพราะการเชื้อเชิญของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ให้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในปี พ.ศ.2538 ก่อนจะรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคนี้ในเวลาต่อมา และเมื่อเห็นว่าไปไม่ไหว จึงตัดสินใจลาออกมาตั้งพรรคไทยรักไทยเป็นของตัวเอง ในปี พ.ศ.2541 ก่อนจะบรรลุจุดสุดยอดในทางการเมือง คว้าเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาครองในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544

        และว่ากันว่า ขณะตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมานั้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ยังเป็นตัวหนุนช่วยเหลือทักษิณอย่างแข็งขัน

       พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งมี "พ่อท่านโพธิรักษ์" อยู่เบื้องหลัง ได้ตัดสินใจ "แตกหัก" กับทักษิณ ในกรณีพิพาทเรื่อง "เบียร์ช้าง" ที่รัฐบาลจะให้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ สุดท้าย สันติอโศกใช้ข้อหา "บกพร่องทางจริยธรรมกรณีขายหุ้น 73,000 ล้าน" นำหน้า นำพลพรรคสมณะและญาติธรรมเข้าร่วมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 บีบให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องยอมประกาศ "ยุบสภา" แถมด้วยการ "ขอพักทำหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" ในวันที่ 4 เมษายน 2549 ที่ผ่านมา

      ความเป็นจริงแล้ว ในการประท้วงการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของเบียร์ช้างนั้น แต่แรกเราก็จะเห็นภาพของการประสานมือระหว่าง "สันติอโศก" กับ "ธรรมกาย" โดยธรรมกายได้ระดมพระภิกษุสามเณรและกัลยาณมิตรไปร่วมกับสมณะและญาติธรรมของสันติอโศกที่หน้าตลาดหุ้นด้วย ทั้งนี้ วัดพระธรรมกายมีนโยบาย "เทเหล้า-เผาบุหรี่" เมื่อมีการชูประเด็น "ต่อต้านเบียร์" จึงเข้าร่วมอย่างเต็มตัว แต่ด้วยมิได้ระแวงว่าจะถูกสันติอโศกนำเอาเรื่องนี้ไปต่อรองผลประโยชน์ในทางการเมือง (หรืออาจจะต่อรองด้วยกัน แต่เมื่อเห็นว่าถ้าใช้วิธีนี้คงจะบี้ทักษิณยาก) ธรรมกายจึงออกลายค่อยๆ คลายสัมพันธ์สันติอโศก สุดท้ายก็โดดเดี่ยวสันติอโศกให้เข้าต่อสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างเต็มตัว จนทักษิณกับจำลองไม่เผาผีกันแน่แล้วในชาตินี้

      การจัดโต๊ะชุมนุมเพื่อ "เจริญพุทธมนต์ ความสวัสดีแก่ปวงชนชาวไทย" ที่ท้องสนามหลวง ในตอนเย็น วันที่ 25 มีนาคม 2549 ที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่ามีการจัดระเบียบเรียบร้อยของโต๊ะเก้าอี้ไว้ดีมาก จนกระทั่ง นายเปลว สีเงิน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ได้ระบุออกมาว่า "เป็นฝีมือการจัดของคณะกัลยาณมิตร วัดพระธรรมกาย"

      นั่นคือหลักฐานที่บ่งชัดว่า "บัดนี้ หลวงพี่ธัมมชโยย้ายหน้าตักมาแทงข้างทักษิณอย่างเต็มตัวแล้ว" ซึ่งก็หมายถึงว่า ธัมมชโยตัดเยื่อไม่เหลือใยในโพธิรักษ์อย่างเด็ดขาดแล้วด้วย

       แต่นั่นยังไม่ถึงเวลาที่ "เจ้าบ่าว" คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางไปหา "เจ้าสาว" คือธัมมชโย ถึงวัดพระธรรมกาย แต่ในใจของทักษิณแล้ว จะกระวนกระวายทุรนทุรายอย่างไรก็ไม่รู้ล่ะ

      สถานภาพระหว่าง โพธิรักษ์-ทักษิณ-ธัมมชโย ถ้าเปรียบเทียบกับเรื่องในครอบครัวแล้ว ก็อาจจะมองได้ดังนี้

      โพธิรักษ์นั้นเคยแต่งงานอยู่กินกับทักษิณมาเนิ่นนาน แต่วันนี้ทั้งสองประกาศ "หย่าขาด" กันเด็ดขาดแล้ว สมบัติที่เคยมี ไม่ว่าจะเป็นถ้วยรามชามไหไปยันสากกระเบือ อะไรๆ ก็แบ่งกันไปหมดแล้ว ไม่มีไมตรีจิตในฐานะคนเคยรักกันอีกต่อไป สถานภาพที่เหลืออยู่ในปัจจุบันก็คือ "คู่แค้น" เท่านั้น (สถานภาพนี้รวมทั้งหลวงตามหาบัว แห่งวัดป่าบ้านตาด ก็ตกหัวอกเดียวกันกับโพธิรักษ์ด้วย)

     ส่วนธัมมชโยนั้น เป็น "คู่รัก" คนใหม่ของทักษิณ แม้ว่าจะเคยหลงทางไปนิดๆ กับกรณี "เบียร์ช้าง" แต่ก็ชั่งเถอะนั่นมันอดีต เรื่องปัจจุบันสำคัญกว่า ความเอื้ออาทรที่ธัมมชโยมีให้ทักษิณนั้นดูจะอบอุ่น คือนอกจากจะ "ไม่ขับไม่ไล่" แล้ว ยัง "ส่งเสริม" เก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้แน่นหนาเป็นตราช้างอย่างไม่ลับ คือว่าออกนอกหน้า กระดี้กระด้าอยากได้ทักษิณมาเป็นคู่รักเสียเต็มประดา ธรรมกายจึงยินยอมเปิดสภาธรรมกายสากลจัดประชุม "รวมใจทุกศาสนา พัฒนาท้องถิ่นไทย ถวายองค์ราชา ครองราชย์ 60 ปี" บังหน้า เพื่อหาที่ยืนให้ทักษิณได้พูดหาเสียงในวงล้อมของกัลยาณมิตร เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 ที่ผ่านมา งานนี้แหละที่ว่ากันว่า คือ "งานแต่งระหว่างทักษิณกับธัมมชโย" อย่างเป็นทางการ ! โดยมีแขกเหรื่อร่วมเป็นสักขีพยานจากทั่วประเทศรวมแล้วร่วม 100,000 คน !


 

 โพธิรักษ์นั้น บวชได้ไม่กี่วันก็ร้อนวิชา นอกจากจะไม่ศึกษาร่ำเรียนแล้ว ยังอุตริขึ้นธรรมาสน์เทศน์ เมื่อพระอุปัชฌาย์อาจารย์ตักเตือนก็ทนไม่ได้ ถึงกับขอ "ลาออก" แล้วไปบวชใหม่ บวชแล้วก็ไม่อยู่ถือนิสัยหรือศึกษาร่ำเรียนอะไร ออกไปตั้งสำนักอยู่เอง เทศน์ชี้บ๊งชี้เบ๊ จนได้คนโง่กลุ่มใหญ่ๆ ไปเป็นบริวาร ก็ดำรงวิถีชีวิตแบบเดียวกัน คือ ไม่เรียน แต่จะสอน

นับเป็นอัตตาในรูปแบบหนึ่ง

      ธัมมชโยนั้น ก็ฉันเดียวกัน คือไม่เรียน แต่ตั้งตัวเองเป็นใหญ่ อาศัยที่ว่าได้จุดขายดี เป็นวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อสด จึงปั่นหุ้นได้นับหมื่นล้าน แล้วก็ออกลายขายวิชชาว่าด้วย "พระนิพพานเป็นอัตตา"

นี่ก็เป็นอัตตาในอีกรูปแบบหนึ่ง !

     รวมไปถึง "อัตตา" อันเป็นอุปนิสัยของคนทั้งสองที่ "เถียงไม่ได้" หรือ "เอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่" อันตรงกับนิสัย "เผด็จการ" ของผู้นำไทยในวันนี้ วันที่ดาวดังทั้งสองโคจรมาเจอกัน ณ ลานวัดพระธรรมกาย

 

     เราลองไปดู "อัตตา" ของ "ทักษิณ" เปรียบเทียบกับท่าน "ธัมมชโย" บ้างเป็นไร ว่าไฉไลระดับไหน ?

 

ธัมมชโย

       เพราะเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ตรัสบอกเรื่องทางอภิปรัชญาไว้อย่างละเอียด เพียงแต่บอกเป็นนัยให้ทราบเท่านั้น ความเห็นความเข้าใจในเรื่องทางอภิปรัชญานี้จึงมีความหลากหลายมาก สรุปยุติลงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยาก ถ้าใครยืนกรานความเห็นในความเห็นหนึ่งว่าถูกต้องเด็ดขาด และปฏิเสธความเห็นอื่นทั้งหมดว่าผิด เป็นสัทธรรมปฏิรูป ทำลายพระพุทธศาสนา ต้องขจัดให้หมดไป พระพุทธศาสนาคงจะเต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้งและความแตกแยกระส่ำระสาย..

เอกสารวัดพระธรรมกาย
เรื่องพระนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา พ.ศ.2542

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

     ท่านตุลาการที่เคารพเอง ก็ได้เคยถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยสัจวาจาทำนองเดียวกันว่า จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ผมและท่านตุลาการจึงมีพันธกิจเดียวกันครับ แต่ผมจะมีโอกาสได้ใช้ความตั้งใจจริง ความมุ่งมั่น อุดมการณ์ ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ เวลาและความคิด ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต่อไป ตามที่ได้ตั้งปณิธานไว้ และตามที่พี่น้องประชาชนมอบความไว้วางใจหรือไม่นั้น

  มาถึงบัดนี้ก็สุดแล้วแต่ดุลพินิจที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่า จะเชื่อคำยืนยันด้วยเกียรติยศของผมว่า ผมไม่มีเจตนาปกปิด เป็นเพียงความบกพร่องที่สุจริต และอยู่ที่ดุลพินิจของท่านตุลาการ ที่จะให้โอกาสนายกรัฐมนตรีคนนี้ทำงานเพื่อชาติ ประชาชน พระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่รักยิ่งต่อไปหรือไม่ เพียงใดครับ ขอขอบคุณครับ...

คำแถลงแก้ข้อกล่าวหา "ซุกหุ้น" ต่อศาลรัฐธรรมนูญ
18 มิถุนายน 2544


 

       การไปวัดพระธรรมกาย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในครั้งนี้ จึงเป็นที่กล่าวขวัญอย่างมากมาย โดยเฉพาะสายตาของ "ราชบัณฑิต" ที่ชื่อ "เสฐียรพงษ์ วรรณปก" อดีตสามเณรนาคหลวง ผู้เรียนจบ ป.ธ.9 เป็นสามเณรองค์ในรัชกาลที่ 9 ท่านกล่าวไว้ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม 2549  ในชื่อคอลัมน์  "รำลึกถึงมหาแสง มนวิทูร" ไว้อย่างสะเด็ดว่า "คนดีเป็นที่ปรากฏในสังคมในด้านความรู้ความประพฤติ ใครๆ ก็อยากจะนับญาติด้วย เป็นธรรมดา เพราะทั้งคนถูกยกย่องและคนที่ยกย่องมีแนวโน้มอุปนิสัยใกล้เคียงกัน ย่อมยกย่องกัน นี่เป็นธรรมดาระพุทธองค์ตรัสว่า คนที่มีธาตุเหมือน ก็ย่อมไหลไปหากัน เป็นธรรมดา พ่อค้าขายหุ้นก็ย่อมไหลไปหาพ่อค้าขายบุญประมาณนั้น นี่ก็เป็นของธรรมดา.."
 

      ธัมมชโยนั้นเป็นพระร่ำรวยเงินทองล้นวัด สร้างอะไรก็ใหญ่โต เหมาะเจาะกับความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ร่ำรวยและชอบเมกะโปรเจ็ค แต่การไปวัดพระธรรมกายของทักษิณในครั้งนี้ จะมีผลต่อรูปคดีที่ธัมมชโยกำลังถูกเดินเนินอยู่หรือไม่ ? ไม่มีใครตอบแทนได้ นอกจากคุณทักษิณเอง

       ทักษิณนั้นท่องคาถาประจำใจอยู่สองอย่าง คือ คะแนนเสียงและทุน 

     เมื่อพระธัมมชโยมีทั้งคะแนนเสียงเป็นสาวกนับแสนๆ ทั้งทรัพย์สินเป็นที่ดินวัดนับพันๆ ไร่ มีสาขาทั้งในและต่างประเทศอีกนับน้อย มีดาวเทียมส่งสัญญาณเป็นการส่วนตัว มีมหาวิทยาลัยเป็นของตนเอง การก่อสร้างมูลค่ามหาศาลนับหมื่นนับแสนล้าน อันเป็นทุนที่ใหญ่สุดเท่าที่วัดไทยเคยมีมาในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา 2549 ปี ธัมมชโยจึงมีทั้ง "ทุน" และ "บุญ" อันสามารถแปรเปลี่ยนเป็น "คะแนนเสียง" ให้พรรคไทยรักไทยได้

     วันนี้สองผู้ยิ่งใหญ่ในทางธรรมและทางโลก คือ ธัมมชโย กับ ทักษิณ ชินวัตร ก็โคจรมาพบกันแล้ว อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เป็นอะไรที่การันตีได้ว่า ถ้าทักษิณยังได้รับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป คดีธรรมกายก็จะจบเร็วและแฮปปี้เอ็นดิ้ง และวัดพระธรรมกายก็จะเป็นอมตะอย่างแท้จริง สมกับคำว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" ก็อยู่ที่ว่าคณะกัลยาณมิตรจะทุ่มจิตทุ่มใจช่วยเหลือพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้ง 15 ตุลา 2549 นี้หรือเปล่า เท่านั้นเอง

     เพียงแต่ท่านธัมมชโยมิต้องนึกดอกว่า ก่อนหน้าจะมาเป็น "ทักษิณ" ในวันนี้ เคยมีใครเป็นบันไดให้เขามาบ้าง นับจาก หลวงตามหาบัว โพธิรักษ์ จำลอง ศรีเมือง สนธิ ลิ้มทองกุล ประเวศ วะสี อานันท์ ปันยารชุน เสนาะ เทียนทอง ฯลฯ เพราะถ้าไล่ประวัติของทักษิณบนเส้นทางการเมืองผ่านพี่เลี้ยงดังกล่าวนามมาแล้ว ก็เกรงแต่ว่าธัมมชโยจะคิดหนัก ก่อนจะแลกหนัก แต่ก็ธรรมดาว่า เมื่อไม่มีทางอื่นให้เลือก และมีทางนี้ที่ดีกว่า เหตุไฉนธัมมชโยจะปล่อยให้โอกาสทองผ่านมือไปเสียเล่า ก็เขาเป็นนักเก็งกำไรมือทองระดับท็อบไฟว์อยู่แล้วนี่ ก็ทักษิณเอ่ยปากชมแล้วมิใช่หรือ ว่า "สร้างวัดได้สุดยอด" 

 ไม่แน่นะ อัตตาเจออัตตา อัดกันไปอัดกันมา อาจจะกลายเป็น "อนัตตา" ก็เป็นได้

ขออย่างเดียว อย่าให้เป็น "ฝกตกขี้หมูไหล ฯลฯ" ก็แล้วกัน !

เอ้า ! เหล่ากัลยาณมิตร เทคะแนน ! 

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
23 กรกฎาคม 2549
9
:30 P.M. Pacific Time.


The Vision of Phramaha Narin 73.html
.

.
.
.
.

อีกบทความ เป็นของท่าน ปี้ส่าง

บันทึกเรื่องราว ในอดีตเอาไว้ ดังนี้...



สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อุปเสณมหาเถร ป.ธ.9) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

ข่าวดังอันดับหนึ่งของประเทศไทยในปี 2006 ต้องยกให้ข่าว "ปลดสมเด็จเกี่ยว" เป็นข่าวเกรียวกราวที่สุดแห่งปี ถึงแม้ข่าวนี้จะดังแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยก็ตาม แต่สำหรับเงื่อนงำนั้นท่านว่ามีเยอะมากจนนักสืบยังสืบกันไม่เสร็จมาจนป่านนี้

      สมเด็จเกี่ยวนั้นเป็นชื่อจริงเสียงจริงของพระมหาเถระผู้มีนามจารึกในสุพรรณบัตร (แผ่นทองคำซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้จารึกราชทินนาม เพื่อทรงประกาศสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ) ว่า "สมเด็จพระพุฒาจารย์" ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ซึ่งมีภูเขาทองต้องแสงพระอาทิตย์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์นั่นแหละ โดยแต่เดิมนั้นท่านมีนามว่า พระมหาเกี่ยว อุปเสโณ บ้านเดิมอยู่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมถิ่นของหลวงพ่อพุทธทาส บวชเรียนจบบาลีประโยค ป.ธ.9 ซึ่งสูงสุดในสายนี้ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณในราชทินนามว่า "พระเมธีสุทธิพงษ์" ในปี พ.ศ.2501 แล้วเลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ จากชั้นสามัญ ขึ้นเป็นชั้นราช ชั้นเทพ ชั้นธรรม ชั้นรองสมเด็จ จนกระทั่งได้เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ในปี พ.ศ.2533

      ปัจจุบัน สมเด็จพระพุฒาจารย์นั้นนับว่ามีอาวุโสทางสมณศักดิ์สูงสุดกว่าบรรดาพระสมเด็จในมหาเถรสมาคมทุกรูป ซึ่งไปพ้องต้องกันกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทย พ.ศ.2535 มาตราที่ 10 ที่ว่า "ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช"  แล้วหลังจากนั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็ได้ลงนามแต่งตั้งให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2547 ซึ่งถูกต่อต้านจากคณะพระวัดป่ามีพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี เป็นประธาน ได้กล่าวโทษสมเด็จพระพุฒาจารย์ว่า "ทำการช่วงชิงสิทธิอันเป็นของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมีไถยเจตนา คือมีจิตคิดขโมยเป็นสมุฏฐาน" รวมความว่า คณะพระป่า 5,000 รูป ประกาศปรับอาบัติ "ปาราชิก" ต่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ แต่สมเด็จพระพุฒาจารย์บำเพ็ญตบะเป็นพระเตมีย์ใบ้ไม่รับไม่ตอบ ใครอยากว่าไงว่าไป "เป็นเรื่องประชาธิปไตย" ว่างั้น ส่วนอาตมานั้น "โน คอมเมนต์" คือไม่มีความเห็น ล่วงเลยมาจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่มีพระสงฆ์องค์ไหนกล้านิมนต์สมเด็จพระพุฒาจารย์ขึ้นศาลสงฆ์

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล

 

    เมื่อโดนประท้วงหนักเข้า วันที่ 17 กรกฎาคม 2547 รัฐบาลทักษิณจึงตัดสินใจ "ออกพระราชกำหนด" แก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ว่านี้เสียใหม่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น มีข้อความว่า "ให้กรรมการมหาเถรสมาคมมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้" อีกสามวันต่อมา มหาเถรสมาคมมีสมเด็จพระพุฒาจารย์เป็นประธานการประชุม ก็รับลูกเหมือนนัดหมายรัฐบาลไว้แล้ว รีบออกมติมหาเถรสมาคม "แต่งตั้งตัวเอง-ให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ต่อไป จนกว่าสมเด็จพระสังฆราชจะทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์สามารถปฏิบัติพระภารกิจได้

      เท่านั้นยังไม่พอ เรื่องพระเรื่องเจ้าเรื่องนี้ยังไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะคำสั่งครั้งแรกนั้นมาจากรองนายกรัฐมนตรี ทีแรกหลวงตาบัวก็กระแนะกระแหนนายวิษณุว่าเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด โดยกีดกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้เป็นศิษย์รักไว้ในฐานะพยาน แต่นานไปเมื่อไม่เห็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แสดงทีท่าว่าเห็นด้วยตน หนำซ้ำยังควงคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ศรีภริยา ไปทำบุญที่วัดสระเกศอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ส่วนวัดป่าบ้านตาดที่เคยเข้าออกเป็นอาจิณสมัยทัวร์นกขมิ้นนั้น ทักษิณศิษย์รักดูท่าว่าจะลืมเส้นทาง "สายปลาแดก" เส้นนั้นเสียแล้ว

     และแล้วฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดผึง หลวงตามหาบัวเปิดตัวเป็น "บัวพันธุ์ใหม่" หรือบัวพันธุ์ที่ห้า แบบว่าเพิ่งได้ดวงตาเห็นธรรม เปิดอกเปิดใจทั้งน้ำตาว่า "คิดผิด เห็นว่าเป็นคนมีเงิน คงไม่ละโมบโลภมาก ที่ไหนได้ ฯลฯ" แปลว่า เสียงอรรถเสียงธรรมหรือสายตาระดับปรมาจารย์กรรมฐานของหลวงตาบัวที่อาจหาญออกออกมาการันตี "ทักษิณ ชินวัตร" ว่าเป็นคนดีที่สุดในโลกเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้นั้น กลายเป็นเพียงเสียงน้ำหมากขากเสลดและสายตาพร่าลายของหลวงตาแก่ๆ องค์หนึ่งเท่านั้น แบบว่าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ราคาตกยิ่งกว่าหุ้นชินคอร์ปในยุคทักษิณอินลอนดอนเสียอีก  ทีนี้หลวงตาก็เลยไม่มีน้ำใจไมตรีให้แก่ศิษย์รักทักษิณอีกต่อไป ขึ้นธรรมาสน์เทศนาแต่ละกัณฑ์ล้วนมีแต่ "ท้ากสิน ออกไป๊ๆๆ" สงสัยจะติดคารมนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ไปเปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่วัดป่าบ้านตาดให้หลวงตาบัวรับชมสดๆ นอกนั้นยังมีกลุ่มพลังธรรมของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตพี่ชายที่แสนดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เชิญ "พ่อท่าน" โพธิรักษ์ แห่งสำนักสันติอโศก ผู้แอนอกยอมรับว่า "เคยโง่-สนับสนุนทักษิณมาก่อน" อีกคนหนึ่ง นำญาติธรรมเดินขบวนเข้าสู่ทุ่งพระสุเมรุเพื่อ ขับไล่ทักษิณ !

     3 หนุ่ม 3 มุม สามก๊กสามเหล่า รวมตัวกันเข้าเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้สโลแกนเดียวกันว่า "ท้ากสิน ออกไป๊" เมื่อสามเสียงประสานกันตั้งแต่วัดป่าบ้านตาดยันสนามหลวง ส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องประกาศ "ยุบสภา" ในตอนค่ำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 แต่ยังรักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนพ้นพิธีเฉลิมฉลองครองราชย์ 60 ปี ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเดือนมิถุนายน ซึ่งช่วงนั้นประเทศไทยอยู่ในระหว่างการ "สมานฉันท์" อย่างแท้จริง

    แต่ครั้นพ้นงานฉลองครองราชย์ไปได้ไม่กี่เพลา เพลิงไฟที่สุมไว้ใต้ภูเขาทองก็ร้อนระอุขึ้นอีก แสดงว่าเป็นการสมานฉันท์เพียงชั่วคราวเท่านั้น ทักษิณเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งซึ่งกำหนดขึ้นในวันที่ 22 เดือนตุลาคม 2549 ขณะที่กลุ่มต่างๆ ซึ่งเรียกร้องให้ทักษิณออกไปนั้น ได้ปรับยุทธวิธีในการรบ จับมือกันเป็นการเฉพาะกิจในนาม "พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย" เพื่อไล่ทักษิณอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทักษิณก็ไม่แคร์ ใครอยากจะคล้องแขนใครถ้าไม่ปวดแขนเองก็ปล่อยเขาไป ขอเพียง 16 ล้านเสียงอย่าลืมผมเหมือนในเพลง "ไม่ลืม" ของสุรพล สมบัติเจริญ เท่านั้น ในเมื่อต่างคนต่างเดินสวนทางกัน โดยไม่มีใครหลีกทางให้กัน ประเทศไทยจึงตกอยู่ภายใต้ความวิกฤตที่สุดในโลก ดังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสกับคณะผู้พิพากษา

   และแล้ววันสุดท้ายในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มาถึง แต่จะถึงโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวก็ไม่มีใครรู้ วันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในหลายประเทศ จุดหมายสุดท้ายก่อนจะกลับไทยก็คือ มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ทว่า ในเวลา 18.00 น. วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549  คณะนายทหารอันมี พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้า ได้เคลื่อนขบวนรถถังเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ประกาศยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณผ่านทีวีทุกช่อง ส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องเคว้งคว้างเดินทางไปพักที่ประเทศอังกฤษ ก่อนจะบินไปๆ มาๆ ระหว่างอังกฤษ-จีน-สิงคโปร จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังมิมีทีท่าว่าจะได้กลับประเทศไทย

 

The last scene of Taksin Chinnawattara

 

    เมื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณได้แล้วนั้น ภารกิจสำคัญของคณะปฏิรูปก็คือ "ล้างบางระบอบทักษิณ" ไม่ว่าอะไรที่เป็นผลงานการประพันธ์ของทักษิณ หรือแม้แต่เกี่ยวข้องเป็นญาติใยกับทักษิณ ถือว่าเป็นของแสลงสำหรับประเทศไทยยุคเศรษฐกิจพอเพียง และหนึ่งในนั้นบังเอิญว่ามี "คำสั่งแต่งตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" รวมอยู่ด้วยสิ นี่แหละท่านผู้อ่านที่รัก ที่ผู้เขียนพาท่านนั่งรถเมล์อ้อมเมืองนั้น หาใช่มีเจตนาจะผลาญเวลาของท่านเล่นก็หาไม่ แต่ว่าเงื่อนงำมันอยู่ไกล จะเขียนสั้นๆ แบบคาถามหาเสน่ห์มุบมิบพึมพัมเพียง "พัวะเดียว"  ก็กลัวจะไม่ได้ผล

     วันที่ 3 ตุลาคม 2549 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 93 พระชันษา ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก หนังสือพิมพ์ "ผู้จัดการ" ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เสนอบทความพิเศษในคอลัมน์ "หมายเหตุผู้จัดการ" เรียกร้องให้คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (สมเด็จพระพุฒาจารย์) พิจารณาลาออกเอง ถวายอำนาจคืนแด่สมเด็จพระญาณสังวรเสีย โดยตั้งฉายาให้แก่สมเด็จพระพุฒาจารย์ว่า "สังฆราชแห่งวังจันทร์ส่องหล้า" ซึ่งใช้คำว่า "วัง" มานำหน้าบ้านพักของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอคัดข้อความส่วนหนึ่งมาเสนอดังนี้

 

"..เมื่อเป็นเช่นนี้ คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชจึงสมควรจะได้พิจารณาว่า ถึงเวลาอันพึงยุติการปฏิบัติหน้าที่แทนแล้วหรือไม่ เพราะเมื่อทรงปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วก็ต้องถือว่าภารกิจของคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเป็นอันสิ้นสุดลง
       
       พิจารณากันเสียเองจะดีกว่าที่จะให้ใครมาเรียกร้องหรือท้วงติง เพราะจะเป็นการไม่งาม อนึ่งเล่า การพิจารณาความจริงเสียเองจะดำรงรักษาความเป็นที่เคารพศรัทธาเอาไว้ได้ดีกว่า ทั้งจะเป็นสิริมงคลแก่วงการคณะสงฆ์ไทย ตลอดจนชาวพุทธทั้งมวลด้วย
       
       ใน 4-5 ปีมานี้  มีคนคิดการใหญ่ หวังยึดครองเอาพระพุทธศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง วางแผนคิดการจะตั้งสังฆราชของตนเองแทนที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา
       
       แล้วสมคบกันยึดอำนาจของพระสังฆราชาอย่างหน้าด้านๆ จำกัดและข่มเหงย่ำยีพระองค์ท่านอย่างอุบาทว์ชาติชั่ว แม้จะทรงพระกรณียกิจใด หรือแม้สื่อมวลชนจะถ่ายทอดพระกรณียกิจ ก็ต้องขออนุญาตจากผู้ถืออำนาจเถื่อน
       
       เราขอฟ้องต่อพี่น้องชาวพุทธทั้งประเทศ ให้ได้รู้ทั่วกันว่า การกระทำที่อุบาทว์ชาติชั่วเช่นนี้ กระทบกระเทือนน้ำพระราชหฤทัยสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าถึงเพียงไหน
       
       บัดนี้เงาอสูรร้ายผ่านพ้นไปแล้ว ฟ้าเบิกอรุณอันแจ่มใสแล้ว
นิยายเรื่องสังฆราชวังจันทร์ส่องหล้าต้องถึงบทสุดท้ายแล้ว จึงเป็นเรื่องที่พุทธบริษัททั้งปวงจะต้องร่วมกันทำความถูกต้องดีงามให้เกิดขึ้น เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของราชอาณาจักรและพุทธบริษัททั้งหลาย .."

 
      อืม !  เล่นแรงนะ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการนี่ พระเจ้าพระสงฆ์ก็จิกหัวด่าไม่เว้น มิน่าช่วงหลังแนวร่วมจึงน้อยลงไปทุกที เพราะเล่นไม่เก็บอารมณ์นี่เอง

      ต่อมาในวันที่ 22 ตุลาคม 2549 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้กล่าวอีกว่า "รัฐบาลจะต้องยกเลิกการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และเสนอร่างแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ด้วยการคืนอำนาจในการสถาปนาให้กลับเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์"

     และต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม 2549 นายไพศาล พืชมงคล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เจ้าของนามปากกา "สิริอัญญา" และ "เรืองวิทยาคม" ได้นำสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวน 33 คน เข้ายื่นร่างแก้ไขพระราชกำหนดต่อนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขอแก้ไขพระราชกำหนดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับทักษิณ เพื่อเปิดทางให้มีการถวายคืนพระราชอำนาจแด่สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งก็ไม่มีใครทักท้วงอะไร เพราะเป็นเพียงการยื่นร่างกฎหมาย จะผ่านหรือไม่ผ่านก็ต้องผ่านการพิจารณาของสภาก่อน

      แต่แล้วในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 ตื่นเช้ามาก็พบว่า หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้พาดหัวข่าวตัวโตว่า "ปลดสมเด็จเกี่ยว" โดยเล่าว่า มีพระบัญชาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ส่งตรงถึงพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และให้สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร ป.ธ.9) วัดชนะสงคราม มาดำรงตำแหน่งแทน โดยพระบัญชาที่ว่านี้จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ คือ 7 พ.ย. เป็นวาระจร !

       พอข่าวนี้ออกไปไม่กี่นาที นอกจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับดังกล่าวจะหายเกลี้ยงจากแผงไปเหมือนอันตรธาน คือขายดิบขายดียิ่งกว่าศรีธนญชัยเอาขนมยายไปเทน้ำเทท่าแล้ว กระแสแห่งความพอใจและไม่พอใจต่อพระบัญชาดังกล่าวก็ลามไปทั่วประเทศ รวมทั้งชาวไทยทั่วโลกด้วย คณะพระนิสิตมหาจุฬาฯ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ นำโดยพระมหาโชว์ ทัศนีโย ได้เดินขบวนถือโทรโข่งมายังหน้าทำเนียบรัฐบาล ประกาศคัดค้านพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชฉบับดังกล่าว ทั้งๆ ที่มิได้เกี่ยวกับข่าวปลดตัวเองเลย แสดงว่ามีมือปืนรับจ้างในวงการสงฆ์เข้าแล้ว


    ลมเหนือลมใต้ลมตะวันออกลมตะวันตกพัดสวนทิศทางกันหวือหวา หลายชั่วโมงต่อมาเมื่อทิศทางลมเริ่มชัดเจนขึ้น เป็นการส่งสัญญาณว่า "สมเด็จเกี่ยวเริ่มกุมสภาพได้แล้ว" จึงเริ่มมีกระบวนการ "ออกตัว" หรือ "โยนกลอง" จากผู้เกี่ยวข้องในทำเนียบรัฐบาล โดยคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  ได้ออกมาปฏิเสธ  "เดี้ยนไม่รู้" พระบัญชาฉบับดังกล่าว โบ้ยปากให้ไปถามแหล่งข่าวเอาเองว่าได้ข่าวมาจากไหน

  เมื่อได้รับการชี้แนะเช่นนั้น สายตาทุกคู่จึงจ้องไปยัง "วัดบวรนิเวศวิหาร-บางลำพู" อันเป็นสถานที่ระบุว่าพระบัญชาออกมาจากที่นั่น เมื่อนั้นวัดบวรก็เหมือนถูกเพลิงไหม้ ร้อนอกร้อนใจกันไปทั้งบาง พระเทพปริยัติวิมล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ก็ออกมาปฏิเสธข่าวว่าคณะสงฆ์วัดบวรไม่มีใครรู้เรื่อง ต่อจากนั้น มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ออกแถลงการณ์ออกตัวต่อกรณีดังกล่าว มันลามปามไปทั้งระบบ กระทบทั้งธรรมยุติและมหานิกาย ในขณะที่สมเด็จพระพุฒาจารย์นั้น ยังคงเก็บตัวเงียบอยู่ภายในตำหนักสมเด็จวัดสระเกศ มีเพียงพระพรหมสุธีหรือเจ้าคุณเสนาะ ศิษย์ก้นกุฏิ ออกมาให้สัมภาษณ์พอหอมปากหอมคอ แสดงว่าสมเด็จเกี่ยวท่านงัดกลยุทธ์ "ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว" ออกมาใช้ในเวลาวิกฤตของชีวิต ซึ่งต้องลุ้นใจระทึกว่า อุบายดังกล่าวจะใช้ได้ผลหรือไม่ !  เสียดายแต่ว่า ไม่มีใครเห็นสมเด็จเกี่ยวในวันนั้นเลย...

     จากวัดบวรปี่กลองและนักข่าวก็ข้ามไปยังวัดชนะสงคราม สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ซึ่งถูกระบุว่าได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน พอพบหน้านักข่าวก็รีบปฏิเสธ "เผือกร้อน" ชิ้นนี้ว่า "อาตมาไม่ทราบ" ทั้งๆ ที่ลูกศิษย์นั้นลุ้นกันระทึกว่า "สาธุ ขอให้เป็นจริงเถิด" ก็ตาม ส่งผลให้กระแสข่าวที่ตอนแรกนั้น "ยอมรับว่ามีพระบัญชาจริง" ลดอันดับลงเรื่อยเป็นรายชั่วโมง ถึงเช้าวันที่ 7 พ.ย. ก็กลายเป็นเพียงลมพัดกิ่งไม้แห้ง "ไม่มีใครรู้เห็น-เป็นเพียงข่าวลือ" ซึ่งปิดข่าวโดยท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์  ได้ออกมาปฏิเสธว่า "ไม่มีวาระซ่อนเร้นดังกล่าวแต่อย่างใด" แต่ใครจะเชื่อ ??

 ภิมหาคลื่นยักษ์ "สึนามิ" เมื่อปลายปี 47 นั้นก็เหมือนกรณีนี้ คือเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันไม่ทันตั้งตัว ถาโถมโครมเดียวตายเป็นแสนๆ แล้วสลายกลายเป็นเพียงฟองฝอยค้นหารากเหง้าก็ไม่เจอ นอกจากร่างไร้วิญญาณเกลื่อนหาดทรายเท่านั้น กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน กระแสข่าวที่หนังสือพิมพ์ "ไทยรัฐ" ยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ของไทยนั้นนำขึ้นปกหน้า ซึ่งมีสถานะระดับพายุ "ไต้ฝุ่น" และสำนักข่าวทุกสำนักต่างรับลูกรับกระแสกันอย่างพร้อมเพรียงนั้น มิน่าเชื่อว่า  เพียงชั่วข้ามคืนมันจะสลายกลายเป็นเพียง "ลมพัดลมเพ" ที่มีคนนิรนามพยายามสร้างเรื่องขึ้นมา

      แต่โบราณว่า ไม่มีฝอยหรือสุนัขจะทิ้งมูล โดยเฉพาะมูลนี้เป็นมูลใหญ่ ถ้าเล่นกันจริงจังก็กลัวว่าคนในผ้าเหลืองหลายรูปต้องติดคุกติดตะราง มันก็จะไม่ดีไม่งามไปอีก หัวหน้ารัฐบาลคือพลเอกสุรยุทธ์นั้นก็เป็นพุทธ มีภารกิจเฉพาะหน้าที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ไหนจะต้องตามเช็คบิลล์ทักษิณ ไหนจะต้องทำงานแข่งกับผลงานของทักษิณ ถ้าเป็นไปได้คงไม่มีใครอยากเปิดศึกหลายทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องพระเรื่องเจ้า ดูอย่างทักษิณ ชินวัตร ที่ว่าอหังการณ์สิ กลายเป็นสัมภเวสีอยู่ทุกวันนี้น่ะมิใช่เพราะเล่นกับพระกับเจ้าดอกหรือ มหาเถรสมาคมและสมเด็จเกี่ยวหรือ ช่วงนี้ก็อยากได้คะแนนนิยมมิใช่น้อย ข่าวนี้ถ้าเป็นแต่ข่าวโคมลอยแล้วขายได้ก็ปล่อยให้นักข่าวเขาขายเถอะ ขอเพียงอย่าให้เป็นจริงเป็นใช้ได้ ดังนั้น ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สมเด็จพระพุฒาจารย์ เมื่อได้รับรายงานเรื่องนี้ (ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกแล้ว) ก็ประกาศในที่ประชุมมหาเถรสมาคมว่า "กระผมไม่ติดใจ"

เป็นการไม่ติดใจที่ใจระทึกทั้งวันเลยทีเดียว !

     นั่นคือปรีชาญาณ แปลง่ายๆ ว่า ความเยี่ยมยุทธ์ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) วัดสระเกศ ซึ่งเป็นลีลาที่เซียนได้เห็นก็ยังต้องยอมซูฮกว่า พระเดชพระคุณกอร์ปด้วยสติปัญญาสามารถ ที่จะนำพาสังฆมณฑลไทยในยุคพอเพียงนี้ ไปได้อย่างไม่มีใครจะทัดเทียม ปี้ส่างเองได้เห็นลีลาของพระคุณท่านแล้วก็ยังเลื่อมใส

     ผลของปรีชาญาณดังกล่าว ในเวลาต่อมาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวน 14 คน ได้พากันขอถอนชื่อออกจากร่างกฎหมายดังกล่าว ส่งผลให้ร่างกฎหมายของนายไพศาล พืชมงคล ต้องตกไป ไม่มีการนำมาพิจารณาในสมัชชานิติบัญญัติแห่งชาติ แปลให้ชัดก็คือว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ยังคงดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจของสมเด็จพระสังฆราชอย่างสมบูรณ์เพียงรูปเดียว ต่อไป และต่อไป...

      ถ้าไม่ใช่เกมที่คลาสสิกระดับด๊อกเตอร์ยังต้องนั่งส่องกล้องดูแล้ว ปี้ส่างคงไม่กล้าฟันธงลงไปว่า นี่คือสุดยอดข่าวดังแห่งปี 49 อย่างแท้จริง !

 และด้วยความยิ่งยงในฐานันดรศักดิ์ดังกล่าว ทำให้พระสงฆ์ไทยต่างมั่นอกมั่นใจว่า พระเครื่องที่ควรจะกราบไหว้บูชาเพื่อความเป็นศิริมงคลดลบันดาลยศถาบรรดาศักดิ์ ตั้งแต่ชั้นพระครูไปจนถึงเจ้าคุณให้แก่ตนเองได้นั้น พระเครื่องสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) วัดสระเกศ กลายเป็นพระเครื่องยอดนิยมที่มีพระสงฆ์ไทยใช้บูชากันมากที่สุด เพราะเหรียญหลวงปู่ทวดรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ที่ว่าเป็นสุดยอดนิยมราคาเรือนแสนนั้น ยังสู้พระเครื่องสมเด็จเกี่ยวไม่ได้ แม้แต่สมเด็จวัดระฆังก็ยังชิดซ้าย ใครไม่เชื่อก็ลองถามสรรพคุณจากท่านเจ้าคุณเสนาะดูได้ เพราะท่านได้ชั้นรองสมเด็จเพราะห้อยพระสมเด็จวัดสระเกศ มิได้ห้อยหลวงปู่ทวดวัดช้างไห้แต่อย่างใดเลย จริงจริ๊ง !

 

รูปหล่อบูชาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ
รุ่นยอดนิยม หายากมากๆ ใครอยากเลื่อนสมศักดิ์ต้องรีบหามาบูชาด่วน

 


 

 

พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือธัมมชโย เจ้าสำนักวัดพระธรรมกาย

 

    อัยการสูงสุดถอนฟ้องธัมมชโย เป็นข่าวใหญ่โตสุดท้ายก่อนอวสานรัฐบาลทักษิณ ถูกจัดเรตติ้งเป็นข่าวดังอันดับ 2 ของประเทศไทยในปี 49 ความดังที่ว่านี้มีหลายสาเหตุ ทั้งจากเหตุที่ท่านธัมมชโยเป็นเจ้าอาวาสวัดที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศไทย มีทรัพย์สินมากที่สุดถึงหลายหมื่นล้าน กิ่งก้านสาขาก็มากมายทั้งในและต่างประเทศ มีการออกนิตยสาร สื่อสาร เว๊บไซต์ แม้กระทั่งมีดาวเทียมเป็นของตนเอง พระธัมมชโยไม่ต้องอาศัยใครช่วยโฆษณาก็สามารถออกอากาศได้ตามใจปรารถนา ศาสนิกหรือก็ล้นวัด ขนาดว่าที่ดินนับพันๆ ไร่ที่ซื้อไว้นั้น เชื่อไหมว่าจัดงานใหญ่เข้าจริงๆ ปรากฏว่า "ไม่พอจอดรถ" ถ้าไม่มีชนักติดหลังเรื่องสร้างสัทธรรมปฏิรูปเมื่อปี 2542 แล้วละก็ ธัมมชโยคงลอยไกลไปจนถึงระดับสันตะปาปาแห่งนครรัฐวาติกันนั่นทีเดียว แต่โบราณว่า ถ้าบุญญาวาสนาไม่ถึงก็อย่าเขย่งเท้าเดินเลย ปวดเสียเปล่า ประเดี๋ยวเขาก็รู้ว่าหมู่หรือจ่า ดังนั้น เรื่องนี้ต้องขยาย...

      กล่าวกันตามที่เห็นและเป็นไป  ปี้ส่างมิได้มีอคติกับท่านธัมมชโยเป็นการเฉพาะ ผลงานการสร้างวัดก็ดี สำนักเรียนก็ดี หนังสือหนังหาก็ดี ที่วัดพระธรรมกายทำออกมานั้น ยอมรับว่า "ดูดี" กว่าผลงานของวัดในประเทศไทยหลายหมื่นวัด อาจจะรวมทั้งวัดบวรนิเวศวิหาร วัดมหาธาตุ วัดสระเกศ พวกนี้ด้วย แต่ที่ต้องออกมาตราหน้าอย่างรุนแรงก็เพราะพฤติกรรมของคณะวัดพระธรรมกาย ต่อกรณีที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน นครปฐม ท่านได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีที่วัดพระธรรมกายได้ออกเอกสารระบุว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" นั่นแหละ

     ในฐานะที่พระธัมมชโยเป็นถึงพระราชาคณะเจ้าอาวาสมีพระมากที่สุดในประเทศไทย ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่า "เป็นนักปราชญ์" ในทางพระศาสนาด้วยผู้หนึ่ง ซึ่งคุณสมบัติดังว่ามานี้ เมื่อมีหนังสือท้วงติงจากพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ซึ่งท่านได้เขียนอย่างสุภาพ ยกหลักฐานต่างๆ ทั้งในพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา เป็นต้น มาเทียบเคียงเพื่อให้สาธุชนได้ใช้ตรวจสอบลัทธิธรรมกาย ตอนนั้น เราคาดหวังว่าจะได้เห็น "การชี้แจงอย่างสุภาพเหมาะสมกับภูมินักปราชญ์เจ้าสำนักใหญ่ระดับโลกของพระธัมมชโย"

 แต่เปล่าเลย ธัมมชโยนอกจากจะมุดหัวอยู่แต่ในกุฏิ ไม่ยอมชี้แจงแถลงไขในเรื่องที่ตัวเองกระทำลงไปแล้ว ยังให้สมุนบริวารออกเอกสารโจมตีพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์อย่างข้างๆ คูๆ ใช้นามแฝงว่า "ชมรมสามเหล่าทัพ" บ้าง ว่า "ดร.เบญจ์ บาระกุล" บ้าง ส่วนตัวเองนั้นก็ใส่แว่นตาดำนั่งรถเข็นไปขึ้นศาล อ้างว่าป่วย ! แสดงความอ่อนแอให้คนเห็นในท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติเกี่ยวกับตัวเองและสำนักเรียน ไม่มีความองอาจ ขาดความเป็นนักปราชญ์หรือผู้ดี ไม่มีการกระทำอย่างลูกผู้ชาย นี่แหละคือตัวจริงเสียงจริงของธัมมชโย ซึ่งต้องกับโบราณภาษิตที่ว่า "สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ" แต่สถานการณ์สำหรับธัมมชโยนั้นกลับกลายเป็นสร้าง "โมฆบุรุษ" ไปอย่างที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก

 

พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ป.ธ.9)
วัดญาณเวศกวัน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
บุคคลที่พระธัมมชโยและเหล่ากัลยาณมิตรต้องคิดถึงไปจนวันตาย

 

      หลังจากตะลอนขึ้นศาลสงฆ์และศาลอาญามาตั้งแต่ปี 2542 นั้น ธัมมชโยก็ให้เหล่ากัลยาณมิตรวัดพระธรรมกายออกมาส่งเสียง "ขอความเป็นธรรม" เป็นระยะๆ อ้างว่าทำคุณงามความดีเพื่อประเทศชาติศาสนามามากมาย ควรจะนิรโทษกรรมท่านธัมมชโยเสีย แต่กระพรวนบนคอแมวนั้น นอกจากจะหาหนูใจกล้านำไปผูกได้ยากแล้ว หนูตัวที่จะนำกระพรวนออกก็ยิ่งหาได้ยากกว่า ดังนั้นคดีดัง "ธรรมกาย" เมื่อเข้าสู่ศาลอาญาแล้ว ตามหลักก็จำเป็นต้องดำเนินการไปจนสิ้นสุดกระบวนการ ซึ่งประมาณว่า คดีนี้จะสิ้นสุดในประมาณปลายปี 2549 แต่จะออกลูกผีหรือลูกคนก็ไม่มีใครทายใจศาลอาญาได้

    การที่คดีอาญาของพระธัมมชโยจะเดินไปสุดทางนั้น แปลได้ 2 ความหมาย คือ 1.ถ้ารอด ก็เท่ากับว่าธัมมชโยเสมอตัว แต่ที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลมานานถึง 7 ปีนั้น ก็นับว่าเป็นเคราะห์กรรมมหันต์ และ 2. ถ้าศาลพิพากษาว่าธัมมชโยผิด ก็หมายถึงว่าต้องติดคุก ซึ่งพระที่ต้องคดีอาญาถึงติดคุกนั้นตามกฎหมายไม่สามารถจะเอาเข้าคุกทั้งผ้าเหลืองได้ ต้องเปลื้องผ้าเหลืองออกเสียก่อน หมายถึงว่า พระธัมมชโยต้องสึกสถานเดียว !

    แต่ปัญหามันมิได้มีเพียงเท่านั้น เพราะท่านธัมมชโยนั้นเป็นถึงระดับปรมาจารย์ เป็นผู้ก่อตั้งวัดจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก วัดพระธรรมกายตั้งแต่เกิดจนโตขึ้นมาได้ทุกวันนี้นั้นก็เพราะท่านธัมมชโย การจับพระธัมมชโยสึกจึงเป็นการทำลายวัดพระธรรมกายจนถึงรากถึงโคน เพราะถ้าไม่มีพระธัมมชโย รับรองว่ากัลยาณมิตรคุมกันไม่ติดแน่ แต่ในฐานะที่วัดพระธรรมกายนั้นใหญ่โตรโหฐาน มีสาวกนับแสน การจะจับเจ้าสำนักสึกจึงมิใช่เรื่องง่าย รับรองว่าจลาจลแน่ แต่เหนือนิติศาสตร์ก็ยังมีรัฐศาสตร์ ซึ่งตรงนี้อัยการสูงสุดได้นำมาทำเป็นลูกกุญแจดอกที่สอง สำรองไว้ไขความสำหรับการไว้ชีวิตพระธัมมชโยและคณะวัดพระธรรมกายในครั้งนี้

      ความเก่งกาจระดับซูเปอร์เซียนของทีมกฎหมายวัดพระธรรมกายนั้น ต้องขอยกนิ้วให้ว่า "ยอดเยี่ยมระดับโลก" ขอโฆษณาไว้ ณ ที่นี้เลยว่า ถ้าใครไหนต้องคดีอะไร ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ก็ขอให้ไปติดต่อท่านธัมมชโยเพื่อขอให้ทีมทนายมาช่วยว่าความให้ เพราะไม่น่าเชื่อว่า เรื่องใหญ่ระดับประเทศนั้น ทนายความทีมนี้สามารถปลดชนวนระเบิดปรมาณูลูกใหญ่ ขนาดสามารถทำลายอาณาจักรธรรมกายหลายหมื่นล้าน ให้หมดฤทธิ์ลงได้อย่างง่าย โดยใช้กุญแจดอกที่ชื่อว่า "สมานฉันท์" ผ่านมือนักปลดชนวนคดีทางการเมืองชื่อก้องโลก "ทักษิณ ชินวัตร"

    ทีมกฎหมายวัดพระธรรมกาย ใช้ตรรกวิทยาที่ว่า ในเมื่อไม่มีหนูตัวไหนเป็นใจอยากไปปลดกระพรวนบนคอแมวออก ก็เห็นจำเป็นต้องใช้หนูตัวเดิมที่เอากระพรวนผูกคอแมวไว้นั่นแหละ ซึ่งในการฟ้องร้องต่อศาลอาญานั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดจึงถูกกำหนดให้เป็นหนูตัวที่ต้องไปดึงเอากระพรวนบนคอแมวคือศาลอาญาออกมา เพราะผู้ผูกย่อมรู้ทางแก้ และสมการนี้แหละที่ทำให้วงการนักกฎหมายไทยต้องตะลึงเป็นคำรบสอง รองมาจากคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งผ่านมาด้วยวาทะว่า "บกพร่องโดยสุจริต" นั่นเอง

ลำดับเหตุการณ์ระทึกใจในการ "ปลดชะนวนระเบิดวัดพระธรรมกาย" นั้นมีดังนี้

1. วันที่ 18 กรกฎาคม 2549 กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดจัดงาน “รวมใจทุกศาสนา พัฒนาท้องถิ่นไทย ถวายองค์ราชา ครองราชย์ 60 ปี” ที่วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี มีการเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หัวหนาพรรคไทยรักไทย ไปเป็นองค์ปาฐก

2. วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2549 ศาลอาญารัชดา โดยนายสุนพ กีรติยุติ ผู้พิพากษาอาวุโส และองค์คณะ ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำสั่งอนุญาตให้ "ถอนฟ้อง" คดีที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ พระไชยบูลย์ ธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และลูกน้องคนสนิท ตกเป็นจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ เงินบริจาควัดมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท

โดยศาลอ้างเหตุผลว่า

1. เพราะว่าจำเลยได้คืนทรัพย์สนที่ฉ้อโกงมาจากวัดพระธรรมกาย จำนวน 1,000 ล้านบาท คืนให้แก่วัดหมดแล้ว

2. ถ้าหากดำเนินคดีนี้ให้สิ้นสุด อาจจะเกิดความแตกแยกระหว่างพุทธศาสนิกชน

       ที่สังคมตั้งคำถามก็คือว่า การที่อัยการออกหน้าดึงเรื่องกลับมาจากศาลในครั้งนี้ ถ้าไม่มีคนที่ชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร" ส่งสัญญาณให้แล้ว ลำพังอัยการจะกล้าหาญกระทำการเองหรือ หรือถ้าคิดจะทำ ทำไมไม่ทำตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ปล่อยให้คดีค้างคาศาลมานานถึง 7 ปีได้อย่างไร และทำไม พอทักษิณกลับจากวัดพระธรรมกายได้เพียง 35 วัน ศาลก็ออกนั่งบัลลังก์สั่งถอนคดีตามคำขอของอัยการ ?????

    ปิดท้ายรายการด้วย นายถวิล สมัครรัฐกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ออกมาประกาศว่า "เมื่อศาลสั่งจำหน่ายคดีอาญาแล้ว คดีทางสงฆ์ก็ถือว่าสิ้นสุดไปด้วย" แปลว่า สำเร็จ พระธัมมชโยพ้นบ่วงกรรมแล้ว บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นยองใย โดยไม่ต้องผ่านศาลไหนให้ตัดสินทั้งสิ้น ใช้ระบบ "ลอบบี้" หรือวิ่งเต้นมันจนวินาทีสุดท้ายนี่แหละ ตำราจีบของแม๊กอินทอชเขาว่า "ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก" และมันก็เป็นทฤษฎีที่ยังเวิร์คอยู่ ใครไม่เชื่อก็ดูเอาเองเถิด

    เรื่องนี้ในแวดวงพุทธศาสนิกชนคนไทยที่สนใจเรื่องหวยเรื่องเบอร์มากกว่าเรื่องพระธรรมวินัย ก็คงไม่มีใครคิดว่า "มันสลักสำคัญอะไร" เรื่องหลวงพี่น้ำฝนศิษย์หลวงพ่อพูลวัดไผ่ล้อม โดนห้ามให้หวยนั้นยังใหญ่กว่าเสียอีก เรื่องสำคัญระดับ "นักปราชญ์ทะเลาะกัน" นี้ จึงมีเพียงนักปราชญ์ไม่กี่คนเท่านั้นที่สนใจให้ความสำคัญ เชื่อไหมว่าถ้าปี้ส่างไม่นำเรื่องนี้มาฉายซ้ำ หลายคนดูเหมือนจะลืมเลือนไปแล้ว ที่ต้องบันทึกร่วมไว้ในหน้าเดียวกันก็คือว่า ผลงานการหลุดคดีนี้ของพระธัมมชโยนั้น นักปราชญ์ทางศาสนาเขาจัดให้เป็นผลงาน "โบว์ดำ" ชิ้นสุดท้ายของรัฐบาลทักษิณก่อนจะสิ้นอำนาจด้วย

 

ทักษิณ อิน ลอนดอน


Special news2549.html


ไม่มี บุรุษที่ชื่อทักษิณ ก็ไม่มี ธัมมชโย ที่ยิ่งใหญ่ ในวันนี้


ไม่มี ธัมมชโย ผู้ยิ่งใหญ่ ก็ไม่มี ทักษิณ ผู้ยิ่งยง ในวันนี้เช่นกัน



.
.
.
.
.
เขาและเธอ ช่างมีความละม้าย คล้ายคลึงกัน

มากมาย อย่างน่าอัศจรรย์ ยิ่งนัก

เพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ และจดจำ

จึงขอบันทึกเรื่องราวของเขาและเธอไว้

ในรูปแบบของตารางเปรียบเทียบ ดังนี้...





ความชั่วมันเยอะจนล้นจอ
กรุณาคลิ๊กที่ภาพ หรือคลิ๊กที่นี่ เพื่อดูภาพขยาย




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ยามครับ วันที่ : 09/05/2012 เวลา : 12.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

อดคิดไม่ได้ว่า ถึงกาลเสือมแล้วพุทธศาสนา ไม่ว่าพระพุทธทำนายว่า น้ำเต้าจะจมน้ำ นั้นเป็นจริงหรือไม่จริงก็ตาม แต่ที่เห็นกับตาก็คือ

ปราชญ์และบัณฑิตกลับไร้น้ำหนักในการท้วงติงสิ่งผิด -- คือ ท้องไปแล้วไม่เกิดผลแต่อย่างใด

สิ่งที่ผิดก็กลับกลายเป็นถูกไปเสียอย่างนั้น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
Invisible-Ink วันที่ : 14/04/2012 เวลา : 08.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/victor

สุดยอดครับ
ขอบคุณมากครับ + 1

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
losoboy วันที่ : 13/04/2012 เวลา : 23.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/losoboy
เข้มแข็งในหน้าที่ ทำดีเพื่อสังคม


งานข้อมูลชั้นเลิศ งานนี้ก่วาจะมารวมกันได้ขนาดนี้ต้องใช้เวลานาน แต่อ่านแล้วคุ้ม (อ่าน2วันก่วาจะจบ) แข่งกันทำดี ดีก่วา

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
พญาสุขุม วันที่ : 13/04/2012 เวลา : 11.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sangrak


ข้อมูล สุดยอดจริงจริง นับถือ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
Groovy_Sannie วันที่ : 13/04/2012 เวลา : 09.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SANN

เป็นเรื่องนรกจกเปรตมากที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา
ยังไงขอบคุณสำหรับรายละเอียดครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 13/04/2012 เวลา : 08.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/netmom
เฒ่า..เล่าเรื่อง

แสดงว่า อะไรที่จะเป็นฐานอำนาจได้ มัน เอาทุกอย่าง
ไม่เว้นแม้แต่ศาสนา

ผมไม่อยากให้นักการเมืองรุ่นใหม่ดูเป็นตัวอย่างเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
beverysmart115 วันที่ : 12/04/2012 เวลา : 22.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/beverysmart115

สวัสดีค่ะคุณเขียดขาคำ....ขอบคุณมากจริงๆค่ะสำหรับนิทานเรื่องนี้ มันยาวมากๆเลยค่ะนั่งอ่านจนจบเลย ไม่น่าเชื่อว่านะคะแม้แต่วงการพระวงการธรรมของประเทศเราก็หนีไม่พ้นเรื่องเลวร้าย และพวกนักการเมืองก็เข้าไปวุ่นวายกับทุกๆเรื่องได้เหมือนกัน ขอบคุณมากค่ะสำหรับเรื่องราวดีๆอย่างนี้อยากให้ทุกคนเข้ามาอ่านและต้องอ่านให้จบด้วยนะคะถึงแม้มันจะยาวมากแต่ว่าได้ความรู้มากมายเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
แมงปอล้อลม วันที่ : 12/04/2012 เวลา : 21.35 น.

ขอบคุณคุณเขียดขาคำ ทำให้ได้ทราบเรื่องราวที่ไม่คิดเลยว่าเมืองพุทธอย่างไทยจะโสมมได้ขนาดนี้ การเมือง พระสงค์องคเจ้ามัวเมาตัณหาหน้ามืด

คนเหล่านี้ไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรม ที่น่าเศร้าใจคือมีเป็นจำนวนมากและเกาะกลุ่มกันติดหนึบเสียยิ่งกว่าหมากฝรั่งใต้พื้นรองเท้าเสียอีก

ในหมู่บ้านของแมงปอ เมื่อก่อนนิมนต์พระจากวันใกล้บ้านมาทำบุญตามเทศกาล แต่ต่อมาภายหลังมีกรรมการหมู่บ้านคนหนึ่งเป็นสาวกแห่งวัดจานบินจัดแจงให้มีการเปลี่ยนพระที่นิมนต์มาเป็นจากวัดจานบินแทน หลังจากนั้นแมงปอจึงมีอันต้องย้ายที่ทำบุญไปที่วัดแทน รับไม่ได้จริงๆจ่ายเงินซื้อนิพาน รู้สึกรังเกียจขยะแขยงจนบอกไม่ถูก

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
คนขายปุ๋ย วันที่ : 11/04/2012 เวลา : 23.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kpm

เป็นข้อมูลที่เยี่ยมยอดเลยครับ พรุ่งนี้จะกลับมาอ่านให้จบ...
ตอนนี้ง่วงแระ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Maira วันที่ : 11/04/2012 เวลา : 21.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Illusions

-ขอบคุณมากค่ะสำหรับเรื่องราวดีๆ ..อ่านแล้วเห็นภาพเลยค่ะ .. อาศัยผ้าเหลืองก้าวขึ้นมาสู่การเมือง และยังอาศัยผ้าเหลืองสำหรับ "ทำลาย" ชาติศาสนาและสถาบัน ..เพื่อที่จะ สร้าง "รัฐไทยใหม่" ตามที่พวกเขาตั้งธงไว้ ..

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
rosawan วันที่ : 11/04/2012 เวลา : 20.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rosawan
AT  THE  END  OF  THE  STORM  THERE'S  A  GOLDEN  SKY.

เรื่องยาว แต่อ่านแล้วเพลินมาก
ได้ความรู้เพิ่มขึ้นและเสริมข้อมูลที่รับรู้มาอย่างละนิดละหน่อยได้ดีเลย
อยากให้ทุกคนได้อ่านจนจบ
ขอบคุณคุณเขียดขาคำนะคะ


อยากทราบค่ะว่าปี้ส่างนี่คือใคร

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน