*/
  • เขียดขาคำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ratchacc@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2010-04-29
  • จำนวนเรื่อง : 163
  • จำนวนผู้ชม : 617083
  • จำนวนผู้โหวต : 128
  • ส่ง msg :
  • โหวต 128 คน
วันศุกร์ ที่ 22 มิถุนายน 2555
Posted by เขียดขาคำ , ผู้อ่าน : 8614 , 18:53:06 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

แลหลัง 80 ปี 2475 กบฏ/ปฏิวัติ/รัฐประหาร
ความสำเร็จ และความผิดพลาดอย่างมหันต์
.
.
.



"ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดย สิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร"

( พระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ )



ทีแรกว่าจะไปหานิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม เล่มนี้มาอ่าน
เพราะทราบมาว่า ฉบับเดือน มิ.ย.นี้ มีเรื่องราว เกี่ยวกับ
การย้อนอดีต 80 ปี 2475 อยู่หลายเรื่อง
แต่พอเดินไปที่แผงหนังสือใกล้ๆที่ทำงาน กลับไม่พบเล่มนี้

ใครมีโอกาสได้อ่าน ก็เอามาแบ่งปันบ้างนะครับ

จึงลองค้นหาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องดู ก็ไปพบ 2 เรื่องที่น่าสนใจ
ขอคัดลอกมาบันทึกไว้ที่นี่เพื่อทบทวนเรื่องราวในอดีตอีกสักครั้ง



นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ชี้ข้อจำกัด "คณะราษฎร" ไม่กระจายอำนาจ-ฐานหนุนแคบ

นครินทร์ แจงความล้มเหลวคณะราษฎร ฐานสนับสนุนแคบ-ไม่กระจายอำนาจ อย่างไรก็ตาม ระบุว่าความล้มลุกคลุกคลานของประชาธิปไตย 80 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ความผิดของคณะราษฎรทั้งหมด ชี้การขยายตัวของระบบราชการ ปัญหาใหญ่การเมืองไทย


ภาพโดย เสกสรร โรจนเมธากุล

 

(21 มิ.ย.55) นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ รองศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยาย "ว่าด้วยประวัติศาสตร์ 80 ปีประชาธิปไตย" ในการสัมมนาเรื่อง จาก 100 ปี ร.ศ.130 ถึง 80 ปีประชาธิปไตย จัดโดยภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับนิตยสารศิลปวัฒนธรรมและสถาบันนโยบายศึกษา ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ โดยกล่าวว่า 80 ปีของประชาธิปไตยมีทั้งด้านที่สำเร็จและล้มเหลว ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายในและภายนอก แต่ก่อนกล่าวประเมินว่าอะไรคือความสำเร็จของ 24 มิ.ย.2475 ต้องเข้าใจแนวคิดสามเรื่องก่อน นั่นคือ 1.คำว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 2.แนวคิดเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และ 3.ชาติในทางการเมือง

1.สมบูรณาญาสิทธิราชย์ หมายถึงระบอบการปกครองที่พระเจ้าอยู่หัวดำรงสถานะประมุขของรัฐควบคู่กับการ เป็นประมุขฝ่ายบริหาร คือนายกรัฐมนตรี ความจริงคำว่า นายกรัฐมนตรี ถูกบัญญัติขึ้นหลัง 10 ธ.ค.2475 รัชกาลที่5 เรียกตัวเองว่าเป็น Prime Minister

การเป็นประมุขฝ่ายบริหารสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นระบบการเมืองแบบใหม่ ก่อนสมัย ร.5 ขุนนางหรือเสนาบดีของไทยไม่เคยมีการประชุมกันเลย จนในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยประชุมทุกวันอังคาร

เพราะฉะนั้น สมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงเป็นการปกครองที่สำคัญ เพราะทำให้ระบบการเมืองเปลี่ยนไปจากเดิม อำนาจที่เคยกระจายอยู่ที่ขุนนาง รวมมาอยู่ที่ศูนย์กลาง คือพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทราบเรื่องราวของทุกกระทรวง ดังนั้น สิ่งที่พระองค์ตระหนักแต่เดิมคือ อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยมีพระราชดำริชัดเจนตั้งแต่ถามไปที่พระยากัลยาณไมตรี ในปี 2469 และมอบหมายให้เรย์มอนต์ บี สตีเวนส์ กับพระยาศรีวิสารวาจา เขียนร่างรัฐธรรมนูญขึ้น โดยขณะนั้นใช้คำว่าเป็นการเปลี่ยนเค้าโครงการปกครองในปี 2474

ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 คือการเคลื่อนย้ายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นประมุขของรัฐเพียงอย่าง เดียว นับจากปี 2475 จนวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยเสด็จประชุมในเสนาบดีสภาหรือในคณะรัฐมนตรี เลย นั่นแปลว่าอำนาจของการเป็นประมุขฝ่ายบริหารหรือบริหารราชการแผ่นดินได้ยกให้ กับนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ความจริงรัชกาลที่ 7 ทรงเคยดำริแล้วว่าจะตั้งอัครมหาเสนาบดีไปนั่งในที่ประชุมเสนาบดีสภาแทน พระองค์ แต่ไม่เคยสำเร็จเลยเพราะมีแรงต้าน กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ถามว่าเมื่อท่านเป็นองค์รัฎฐาธิปัตย์ หากตั้งนายกฯ แล้วใครจะปลด ก็ต้องพระองค์ปลดเอง จึงเป็นปัญหาวัวพันหลัก ดังนั้น ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คือการเคลื่อนย้ายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ เพียงอย่างเดียว แม้ว่าพระองค์จะมีพระบารมีมาก มีโครงการพระราชดำริ แต่พระองค์ไม่เคยเสด็จประทับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเลย

2.สิทธิสภาพนอกอาณาเขต คือระบบที่มหาอำนาจบีบบังคับให้สยามมีอำนาจเก็บภาษีศุลกากรจำกัดที่ร้อยละ 3 และมีอำนาจทางการศาลจำกัดเพราะไม่สามารถพิจารณาคดีคนในบังคับต่างชาติได้ ซึ่งกระทบกระเทือนโครงสร้างทางสังคมอย่างมาก โดยคนบังคับต่างชาติไม่ได้แปลว่าฝรั่งเท่านั้น แต่รวมถึงคนจีนด้วย โดยคนจีนที่มีการศึกษามีเงินจำนวนหนึ่ง ไปซื้อใบหรือบัตรประชาชนว่าตัวเองเป็นคนบังคับต่างชาติด้วย ปัญหาเรื่องคนจีนน่าปวดหัวมาก มีคดีความที่ซับซ้อน คนที่ประกอบอาชีพทางกฎหมายเท่านั้นที่จะรู้ว่า สยามไม่มีเอกราชสมบูรณ์ เพราะเราจัดการคนพวกนี้ไม่ได้ ยังไม่รวมถึงนักหนังสือพิมพ์ที่วิจารณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้านาย ขุนนางอย่างเสียๆ หายๆ ที่อยู่ในร่มธงของบังคับต่างชาติ ร.6 ทำได้เพียงเขียนหนังสือตอบโต้

สิทธิสภาพนอกอาณาเขตเป็นเรื่องที่กัดกร่อนและกระทบกระเทือนคนที่ศึกษา ด้านกฎหมาย การทหารและข้าราชการอย่างยิ่ง นี่คือสาเหตุที่ทำให้ความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศชาติเป็นเอกราชสมบูรณ์ คือเจตนารมณ์หนึ่งของการเปลี่ยนแปลง 2475 โดยเอกราชในที่นี้คือเขตอำนาจของรัฐในการเก็บภาษีและควบคุมคนในบังคับต่าง ชาติ

3.ความเป็นชาติในทางการเมือง นั่นคือประชากรของรัฐต้องเป็นพวกเดียวกัน ไม่ว่าจะมีถิ่นกำเนิด ภาษา ชาติพันธุ์อย่างไรก็ตาม จินตนภาพของคณะราษฎรคือ ทำให้ประเทศเป็นประเทศใหม่ที่เรียกว่า ไทย และทุกคนมีความเป็นไทยเหมือนกัน นี่คือความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เพราะเราเห็นร่องรอยของการปลี่ยนแปลงเป็นระบอบใหม่ในทันทีทันใด การแก้กฎหมาย และการทำให้ประเทศเป็นไทย

ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสามเรื่อง คือเหตุผลที่ทำให้อยากเรียก 24 มิ.ย.ว่าไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือการรัฐประหาร แต่เป็น "การปฏิวัติสยาม" เพราะตอนนั้นชื่อสยาม เมื่อปฏิวัติแล้วจึงเป็นไทย

ในด้านของความล้มเหลว แม้มีคำวิจารณ์ว่า หลังการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่ประเด็นนั้น แต่เป็นข้อจำกัด ได้แก่

ข้อจำกัดข้อที่หนึ่ง คือ ฐานของคณะราษฎรเป็นฐานที่จำกัด มีฐานกำลังจำกัด ขอให้ดูสมาชิกสภาราษฎรแต่งตั้ง 70 คน ส่วนหนึ่งเป็นข้าราชการในระบอบเก่า ส่วนหนึ่งเป็นคณะราษฎร โดยมีผู้แทนที่ไม่ใช่ข้าราชการระบอบเก่าและคณะราษฎรอยู่เพียงสามคน นั่นคือ มังกร สามเสน มานิต วสุวัต และซุ่นใช้ ฮุนตระกูล ถามว่าทำไมคณะราษฎรไม่เชิญคนนอกมามากกว่านี้ หากคิดว่าตัวเองมีฐานสนับสนุน ทำไมไม่มีพ่อค้าคนกลาง ไม่มีเจ้านายจากเชียงใหม่ ปัตตานี หรืออีสาน แสดงว่าฐานของคณะราษฎรแคบมาก ซึ่งทำให้คณะราษฎรอยู่ด้วยความง่อนแง่น อยู่ด้วยความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และไม่ไว้ใจคนอื่นด้วย

หม่อมเจ้าวรรณไวทยกรตั้งคำถามว่าทำไมจึงตัดสิทธิ์เจ้านายตั้งแต่ต้นมีฐาน ทางความคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งที่คนที่ห้ามเล่นการเมืองคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ทำไมเจ้านายเล่นการเมืองไม่ได้ นั่นเพราะคณะราษฎรอยู่ด้วยความไม่ปลอดภัย ปัญหานี้ปรากฏตั้งแต่การเขียนรัฐธรรมนูญโดยมีบทเฉพาะกาลที่ไม่อนุญาตให้จัด ตั้งพรรคการเมือง ซึ่งนักรัฐศาสตร์วิจารณ์ว่าเป็นประชาธิปไตยที่มีลักษณะจำกัด หวงอำนาจเพราะไม่ให้สิทธิพลเมืองตั้งพรรคการเมือง โดยระบบรัฐสภาไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีสมาชิกสองประเภท คือเลือกตั้งและแต่งตั้ง รวมทั้งให้ข้าราชการนายทหารสามารถควบตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย เป็นประชาธิปไตยที่มีข้อสงวนไว้ในกลุ่มของตัวเอง ดังนั้น เรื่องใหญ่คือ ไม่มีการพัฒนาระบบเลือกตั้ง ระบบการเลือกตั้งของไทยเป็นการเลือกตั้งอย่างง่ายบริหารโดยระบบราชการ

ข้อจำกัดต่อมา คือ การปกครองแบบประชาธิปไตยจะหยั่งลึกได้ ในต่างประเทศนั้นอยู่ที่ท้องถิ่น ประชาชนต้องรู้สึกเป็นพลเมือง ต้องประชุมเอง บริหารจัดการเอง ในฐานะนักรัฐศาสตร์แล้ว คำว่า "โดยประชาชน" สำคัญที่สุด เพราะหมายถึงประชาชนต้องทำเอง แต่การจัดตั้งเทศบาลหลังการเปลี่ยนแปลง 2475 มีจำนวนจำกัดมาก หากได้เจออ.ปรีดี ก็อยากถาม อ.ปรีดี ว่า ทำไมจึงไม่ตั้งเทศบาลให้คลุมทั้งประเทศ คนที่ศึกษาการปฏิวัติฝรั่งเศสย่อมรู้ว่านักปฏิวัติฝรั่งเศสตั้ง commune ตั้งเทศบาลทั้งประเทศ แม้จะลุ่มๆ ดอนๆ แต่ก็เป็นฐานของประชาธิปไตยที่พัฒนาขึ้นมาจากระดับรากหญ้า แต่ประเทศไทย มีเทศบาลที่จำกัดมาก ในปี 2500 มีเทศบาลเพียง 120 แห่ง และเพิ่งมีการปกครองกระจายสู่พลเมืองหลังรัฐธรรมนูญ 2540 ปัจจุบัน เรามีเทศบาล 7,500 แห่ง

นอกจากนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า น่าฉงนที่ อ.ปรีดี ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ฉบับ2489) โดยให้เหตุผลว่าต้องการประชาธิปไตยสมบูรณ์ ทั้งที่รัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค.2475 ก็แก้ไขได้ และเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้มายาวนานที่สุดในการเมืองไทย และน่าจะยาวนานกว่า 2550 ซึ่งตนเองเป็นกรรมการยกร่างด้วย

การเปลี่ยนแปลง 2475 ไม่ใช่ว่าเป็นการเปลี่ยนเป็นระบบเผด็จการอย่างที่มีการวิจารณ์ แน่นอนที่สุด เรามีความล้มลุกคลุกคลานของระบอบประชาธิปไตย 80 ปี แต่จะดีหรือที่เราจะยกทั้งหมดเป็นความผิดพลาดของคณะราษฎร คณะราษฎรไม่มีความรับผิดชอบต่อการเกิดสงครามญี่ปุ่น สงครามเย็น สงครามเวียดนาม หรือการตัดสินใจใช้อาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์นั้นพ้นจากความรับผิดชอบของคณะ ราษฎรไปแล้ว

รวมทั้งการขยายตัวของระบบราชการซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประชาธิปไตยไทย จำนวนประชากรไทยหรือสยามเดิม จากปี 2475 ถึงปัจจุบัน ขยายตัว 10 เท่า ขณะที่ข้าราชการขยายตัว 30 เท่า ด้วยเหตุที่ราชการไทยขยายตัวไปมาก จึงเกิดการสร้างวัฒนธรรมแบบข้าราชการ ซึ่งไม่ส่งเสริมความเป็นพลเมือง รวมถึงอุดมการณ์หรือคุณค่าเชิงระบบของประชาธิปไตยด้วย อย่างไรก็ตาม มองว่าการล้มลุกคลุกคลานแบบไม่ซ้ำรอยเดิม ไม่มีวัฏจักรในการเมืองไทย พัฒนาการและเปลี่ยนรูปร่างตามพลังเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละช่วงเวลา โดยพลังบางช่วงเป็นพลังของระบบข้าราชการ ซึ่งขยายตัวมากในยุคของจอมพลถนอม กิตติขจร จากแสนคนเพิ่มเป็นล้านเศษ ในช่วง 10 ปี ซึ่งทำให้เรากลายเป็นรัฐราชการ

สำหรับอุดมการณ์ประชาธิปไตยนั้นไม่แน่ใจว่าเมืองไทยจะลงรากขนาดไหน ส่วนใหญ่มักอยู่ในกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ แต่ที่จะสร้างความมั่นคงให้ประเทศได้ต้องอยู่ในเชิงปฏิบัติ ยกตัวอย่างเทศบาลโคโลญ ที่คำขวัญของประธานาธิบดีคอนราด อาเดนาวร์กล่าวว่า ไม่มีรัฐ ถ้าไม่มีเมือง เพราะฉะนั้น ความเป็นเมืองคือการปฏิบัติของความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งทำให้ประชาธิปไตยจะยั่งยืนยิ่งกว่าในนามธรรมหรืออุดมคติที่รังแต่จะ สร้างปัญหา

ทั้งนี้ ทิ้งท้ายว่า 80 ปีประชาธิปไตย อยากให้เข้าใจว่าถ้าจะสืบทอดเจตนารมณ์ของประชาธิปไตยต้องมองให้รอบด้าน ประกอบกัน เพราะแต่ละคนมักจะเล่าเรื่องที่ตัวเองมองเห็น


“ชัยอนันต์” ชี้ 80ปี 2475 ไม่สร้างประชาธิปไตย แค่เปลี่ยนบุคคลผู้มีอำนาจ ปชช.ถูกอ้างชื่อ

วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เวลา 18:17:03 น.





เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. สถาบันนโยบายศึกษา โดยการสนับสนุนของมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ และนิตยสารศิลปวัฒนธรรม จัดการสัมมนา “จาก 100 ปี ร.ศ.130 ถึง 80 ปี ประชาธิปไตย” ที่ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้อง 304 อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์

นายชัยอนันต์ สมุทวณิช กล่าวถึงเหตุการณ์ รศ. 130 และ เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ว่า เหตุการณ์ ร.ศ.130 และพ.ศ. 2475 ทำได้ยากลำบาก เพราะ ทั้ง 2 เหตุการณ์เกิดกะทันหัน เหตุการณ์ ร.ศ.130 ยังไม่เกิดกบฏจริงๆ และยังไม่ปรากฏว่า ผู้คบคิดจะอาศัยกำลังทหารที่ไหน และเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างไร

ส่วน 2475 รู้แต่ว่ามี นักเรียนนอก เคยประชุมปรึกษาหารือ แต่เหตุการณ์เกิดอย่างฉับพลัน สำเร็จง่ายดาย ไม่เสียเลือดเนื้อ การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เกิดรวดเร็ว ถือว่า เป็นการปฏิวัติ ที่ปราศจากการเคลื่อนไหว คือ ปกติ ต้องเคลื่อนไหว ถ้าไม่สำเร็จก็ลงใต้ดินเคลื่อนไหวอีกครั้ง 

การปฏิวัติที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเกิดปัญหามากมายและไม่ค่อยมีคนเขียนบันทึกเรื่องราวพวกเราในที่นี้ก็ไม่ใช่คนร่วมสมัยที่จะพูดถึง130 กับ 2475 จึงทำให้ต่างคนต่างมีมุมมองต่างกันไป เหมือนการเขียนของนักวิชาการหลายคน 
ซึ่งโดยปกติ จะมีการสรรเสริญ 2 คณะผู้ก่อการนี้ ส่วนใครวิจารณ์ 2 คณะนี้ ก็อาจจะถูกมองว่า เป็นพวกนิยมเจ้า แต่เพื่อความยุติธรรม เราควรมองให้ลึกซึ้งว่า การเปลี่ยนแปลง กรณีทั้ง 2 ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อย่างแท้จริงในสาระสำคัญหรือไม่ เรียกว่าการปฏิวัติได้หรือไม่

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นคำกลางๆ แต่อีกคำคือ รัฐประหาร ฟังดูไม่ดี แต่ก็อาจจะใช้ได้บ้าง คือใช้กำลัง โค่นล้มทางการเมือง

ขอเปรียบเทียบ 2 เหตุการณ์ การเกิดกระแสความคิดประชาธิปไตยที่มีในไทย ไม่ได้ก่อรูปความคิดประชาธิปไตย แบบที่เรารู้จัก แต่ความคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยเกิดขึ้นจากความต้องการให้มีกติการัฐธรรมนูญ มาจำกัดอำนาจกษัตริยมากกว่า คือ ต้องการให้มี สภาผู้แทนราษฎร เพราะไม่พึงพอใจระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งมีข้อวิจารณ์มากขึ้น ในปลายสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการวิจารณ์ระบอบการปกครองซึ่งอยู่ในคนกลุ่มน้อย 

ท่าทีสมัยพระปกเกล้าฯไม่ปิดกั้นหรือเซนเซอร์ความคิดเห็นแต่จัดทำหนังสือพิมพ์ ที่เป็นปากเสียงให้รัฐบาลมากกว่า 
มีการอธิบายเหตุผลรัฐบาลในการดำเนินเรื่องต่างๆ 

ความไม่พอใจระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เกิดจากความไม่พอใจเจ้านาย ขุนนาง บางคน เพราะเหล่านี้เป็นอภิสิทธิ์ชน นอกจากนั้น ก็เป็นเพราะความคิดตะวันตกจากผู้จบการศึกษาต่างประเทศ แต่ที่สำคัญ คือ การเติบโตระบบราชการ จากการปฏิรูปของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้คนจำนวนหนึ่งเห็นว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ล้าหลัง ไม่สามารถท้าทายความเปลี่ยนแปลง 

นายทหารที่เรียนต่างประเทศก็เห็นว่าการตัดสินใจตกอยู่กับผู้อาวุโสไม่คำนึงความรู้ความสามารถ 

บ้างก็ว่าพวกนี้จะเป็นสาธารณรัฐ แล้วเชิญเจ้านายองค์หนึ่งขึ้นเป็นประธานาธิบดี 

สำหรับปัจจัยนำมาสู่ความคิดในการเปลี่ยนแปลงการปกครองมี5ปัจจัย ประกอบด้วย

1. กองทัพ มีข้อจำกัด ในเรื่องตำแหน่ง เชื้อพระวงศ์มีข้อได้เปรียบ ทำให้ข้าราชการกองทัพเกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม
 
2. สมัยก่อน กษัตริย์ ถือเป็นสมมุติเทพ มีระยะห่างจาก ขุนนาง และประชาชนค่อนข้างมาก ทำให้ประชาชนรู้สึกเกรงกลัว และรู้สึกมีความแตกต่างกัน เกิดความเกรงกลัวพระราชอำนาจ แต่พระมงกุฎเกล้าฯ ใกล้ชิดขุนนาง เป็นพิเศษ ทำให้ขุนนางคลายความเกรงกลัว ฉะนั้น เมื่อขุนนางใกล้ชิดมาก ขุนนางก็เห็นว่าพระองค์เป็นคนธรรมดาเหมือนพวกเขา 
 
3.  การเปิดเสรีทางความคิด โดย รัชกาลที่ 6 ท่านก็ทรงโต้ตอบด้วยหนังสือพิมพ์ โต้ตอบเสรี มีวิพากษ์วิจารณ์คอร์รัปชั่น และเห็นภัยของระบอบการปกครองเดิม
 
4.  ความไม่พอใจของทหารบางพวก จากกรณีการจัดตั้งกองเสือป่า ทั้งที่จริง กองเสือป่าทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมปกป้องประเทศ เพราะทหารมีจำกัด แต่กองเสือป่าก็มีวิวาทกับทหารมหาดเล็ก กระทั่งฝ่ายทหารถูกลงโทษโบย ทำให้ทหารรู้สึกเสียเกียรติเสียศักดิ์ศรี
 
5.  ความคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งจำกัดอำนาจกษัตริย์ ซึ่งในส่วนผู้ปกครอง แม้จะรู้ว่ามีความคิดจากตะวันตกในการ เรียกร้องรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงปกครอง จึงมีเพียงการปรับปรุงระบบบริหาร และไม่คาดหวังว่า ข้อเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญจะส่งผลสะเทือนจนเกิดความเคลื่อนไหวทางสังคม 

มีหลักฐานว่าพระมหากษัตริย์และอภิรัฐมนตรีขุนนางชั้นสูง เคยถกกัน ว่าเราควรมีรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่มีความลังเล และความเห็นค่อนไปว่า ประชาชนไม่พร้อม แต่ที่สำคัญ คือ เห็นว่าถ้าให้มีรัฐธรรมนูญ มีสภา กลุ่มที่จะมีอิทธิพล มีอำนาจ เพราะมีจัดตั้งดีมีเงินมาก คือ กลุ่มคนจีน ซึ่งในขณะนั้น คนจีน เป็นชนกลุ่มน้อย ไม่กลมกลืนเข้ากับสังคมไทย และ ยังมีความภักดีต่อแผ่นดินแม่

กล่าวได้ว่า ความคิดเรื่องการเมืองที่ทำให้คนสนใจการเมืองมาก เพราะ ข่าวการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในจีน ในสมัยซุนยัดเซน เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ด้วยความลังเล และไม่เชื่อว่าประชาธิปไตยจะพร้อมสำหรับสยาม แม้มีผู้เสนอการเปลี่ยนแปลง แต่ผู้ปกครองก็ไปปรับปรุงระบบบริหารราชการส่วนกลาง ภูมิภาค แก้กฎหมายให้ทันสมัย ฉะนั้น ทำให้เกิดการพัฒนาระบบกฎหมายและการบริหารมากกว่าพัฒนาการเมือง 

เมื่อ2475 รัฐไทยมีลักษณะนิติรัฐเต็มรูป ทั้งกฎหมายและโครงสร้างการปกครอง แต่คณะราษฎรก็เห็นภัยของการมีพรรคการเมือง ฉะนั้น จะพบว่าแม้มี รัฐธรรมนูญ มีรัฐสภา แต่ก็ยังไม่เปิดโอกาสให้มีพรรคการเมือง กระทั่งปี 2495 จึงเปิดให้มีพรรคการเมือง และ ควบคุม โดยการมี พ.ร.บ.พรรคการเมือง ซึ่ง พัฒนามาจาก พ.ร.บ.อั้งยี่ คือ มีควบคุมพรรค แทนที่จะเปิดโอกาสให้เกิดตามเสรีภาพทางการเมือง

แม้คณะราษฎร จะได้อำนาจทางการเมือง แต่ต้องใช้เวลาหลายปีในการจัดโครงสร้างอำนาจ มาตรการที่สำคัญคือ อาศัยผู้มีตำแหน่งสำคัญทางราชการเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง 

กฎหมายสำคัญที่คณะราษฎรออกมาแก้ไขคือการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งขณะนั้น สำคัญ เพราะเปิดโอกาสให้อำนาจการเมืองดำเนินไปได้ มีออกระเบียบการมอบอำนาจ จาก รัฐมนตรี ไปสู่ ปลัดกระทรวง หรือ อธิบดี เป็นต้น

สำหรับความแตกต่างของคณะราษฎร กับกลุ่มร.ศ.130 นั้น จะเห็นว่าคณะราษฎร มีฐานเศรษฐกิจสังคมกว้าง ทหาร พลเรือน พ่อค้า มีทหารหลายรุ่น ทั้งหนุ่มอาวุโส เป็นแนวร่วมพันธมิตร ไม่เห็นด้วยระบอบเก่า มากกว่าการเห็นด้วยกับประชาธิปไตย 

มีจุดร่วมคือทุกคนไม่พอใจสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่ความเชื่อมั่นและการยึดถือประชาธิปไตยก็ยังเป็นที่กังขา จึงทำให้ นายปรีดี พนมยงค์ เป็นเสียงข้างน้อย เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ทำให้การช่วยเหลือนายปรีดี เมื่อถูกกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์ จึงเป็นการช่วยเพราะความสัมพันธ์สนิทสนมกัน มากกว่าที่จะเป็นความช่วยเหลือเพราะมีอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกัน ฉะนั้น แนวร่วมพันธมิตร ซึ่งไม่เห็นด้วยระบอบเก่า จึงเป็นกลุ่มปฏิกริริยา เป็นฝ่ายค้าน มากกว่าที่จะเป็นฝ่ายรุก หรือเป็นปึกแผ่น 

ด้วยเหตุนี้ หลัง 2475 ไม่นาน จึงเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย เช่น จอมพล ป. เขียน จม. ไปถึง นายปรีดี เมื่อ จอมพล ป. หมดอำนาจ ส่วนปรีดีก็ไปอยู่จีน  โดยบอกว่า ขณะนั้น ท่าน เข้าใจผิด อ่อนไหว รู้เท่าไม่ถึงการณ์

สำหรับความไม่ไว้ใจกันในหมู่คณะราษฎร เกิดเพราะการเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จเร็วเกินไป คณะราษฎรรวมตัวอย่างหลวมๆ ไม่มีประสบการณ์ร่วมกันมาก่อน ทำให้แตกแยกง่าย กลุ่มเปราะบาง

ส่วนเหตุการณ์ 2475 เป็น ประชาธิปไตยจริงหรือไม่ เป็นประชาธิปไตย 80 ปี หรือไม่ มีอะไรเป็นตัวบ่งบอก นายชัยอนันต์เห็นว่า สิ่งที่เกิดคือเปลี่ยนบุคคลมีอำนาจ ซึ่งไม่ใช่ประชาชน เพราะประชาชนถูกอ้างชื่อเท่านั้น 

แต่ผู้มีบทบาทคือ ข้าราชการ กองทัพ เกิดการปรับปรุงกฎหมาย ฉะนั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนยังไม่เกิด อาจมีการเลือกตั้ง แต่กระบวนการทางการเมือง ก็ไม่เปิดให้ประชาชนมีบทบาท 

สรุป ประชาชนยังเหมือนเดิม อาจะได้รับสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ส่วนประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คือ ทำให้รายจ่ายรัฐ จากเดิมสำหรับเกษตร การศึกษา มีน้อยมาก รายจ่ายก็เริ่มขยายตัวมากกว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธฺราชย์  ที่แต่เดิมรายจ่ายมักอยู่ที่กองทัพ นั่นคือ คุณูปการที่เห็น พูดง่ายๆ คือ ผู้มีอำนาจใหม่เป็นผู้ให้ ส่วนประชาชนเป็นผู้รับ 

ในแง่ความคิด อุดมการณ์ นายชัยอนันต์ระบุว่า ไม่เห็นบุคคลในคณะราษฎรพยายามผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมการปกครองเท่าไหร่  ในพรรคการเมือง ผู้นำคณะราษฎรไม่ใช่ผู้นำพรรค แต่อยู่นอกพรรค ผู้มีอำนาจกับพรรค มักคนละกลุ่ม กระทั่งปี 2500 พรรคสหประชาไทย เป็นพรรคที่ รวบรวม ส.ส. สนับสนุนผู้นำทหารและราชการ 

สรุปเหตุการณ์ 2475 เป็นการเปิดโอกาสให้ ข้าราชการ มีความก้าวหน้ามากขึ้น มีอำนาจทางการเมือง เราจึงไม่อาจพูด ว่า ประชาธิปไตยมีมา 80 ปี แม้คณะราษฎร มีคุณูปการ แต่ไม่ควรมองว่า ไม่มีข้อบกพร่อง เพียงเพราะเปลี่ยนแปลงระบอบ หรือเชิดชูว่าเป็นผู้นำประชาธิปไตยมาไทย แต่คณะราษฎรเป็นผู้เริ่มต้นป้องกันมิให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ย้อนกลับคืนมา ฉะนั้น 2475 ไม่ใช่มุ่งประชาธิปไตย แต่เป็นการดำเนินการมุ่งป้องกันมิให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับคืนมาอีก 

หลัง2475งานเขียนทั้งหลายล้วนเชิดชูคณะราษฎร แม้กบฏบวรเดชจะมีข้อเรียกร้องสะท้อนให้เห็นปัญหา แต่กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องกลุ่มนิยมเจ้า ทั้งที่กบฏบวรเดชเป็นปฏิกิริยาของทหารหัวเมืองที่มีต่อทหารในเมืองซึ่งมีอำนาจและทอดทิ้งทหารหัวเมือง 
 
"สิ่งเหล่านี้ขอฝากเป็นข้อคิดให้วิจารณ์ต่อไปเพราะส่วนใหญ่เป็นการตีความเนื่องจากหลักฐานและบันทึกมีน้อยมาก"นายชัยอนันต์กล่าวปิดท้าย



ก็เห็นด้วยกับอาจารย์ทั้งสองท่านล่ะครับ
โดยเฉพาะการสรุปตอนท้ายของอาจารย์ชัยอนันต์ที่ว่า...

"เหตุการณ์ 2475 เป็นการเปิดโอกาสให้ ข้าราชการ มีความก้าวหน้ามากขึ้น มีอำนาจทางการเมือง เราจึงไม่อาจพูด ว่า ประชาธิปไตยมีมา 80 ปี แม้คณะราษฎร มีคุณูปการ แต่ไม่ควรมองว่า ไม่มีข้อบกพร่อง เพียงเพราะเปลี่ยนแปลงระบอบ หรือเชิดชูว่าเป็นผู้นำประชาธิปไตยมาไทย แต่คณะราษฎรเป็นผู้เริ่มต้นป้องกันมิให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ย้อนกลับคืนมา ฉะนั้น 2475 ไม่ใช่มุ่งประชาธิปไตย แต่เป็นการดำเนินการมุ่งป้องกันมิให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับคืนมาอีก"


ขอบคุณ นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม
ขอบคุณ อาจารย์ทั้งสองท่าน
ขอบคุณ เว็บไซท์ประชาไท และมติชน ออนไลน์


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ChaiManU วันที่ : 24/06/2012 เวลา : 00.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

เกิดอะไรขึ้นกับ Thai PBS

http://www.oknation.net/blog/lokkatad2010/2012/06/23/entry-1

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ChaiManU วันที่ : 23/06/2012 เวลา : 00.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

รอดูอยู่เหมือนกันครับ

แปลกใจ ทำไมถึงต้องเลื่อนออกไปซะไกล

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 22/06/2012 เวลา : 22.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

ไทยพีบีเอส เลื่อนออกอากาศไปเป็น ๓ ก.ค.
เซ็งเป็ด !

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 22/06/2012 เวลา : 21.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

การเปลี่ยนแปลงการปกครองของ..คณะราษฎร..ได้รับการเชิดชูอย่างสูงเด่นเสมอมาว่าคือการปฏิวัติ อันยิ่งใหญ่นำประเทศไทยเข้าสู่ความเป็น..ประชาธิปไตย..ยังมีความจริงอีกด้านที่ควรรับรู้และนำมาใคร่ครวญว่า..แท้จริงแล้วเหตุการณ์ครั้งนั้นคือการ..สถาปนาประชาธิปไตยอันยิ่งใหญ่จริงหรือ?

๑.การยึดอำนาจครั้งนั้นเป็นการกระทำของ..ทหารส่วนน้อย..ที่ใช้ความชาญฉลาดนำทหารออกมาจากท่ีตั้งบางหน่วยยังงงเสียด้วยซ้ำมีเพียงหน่วยท่ีจัดตั้งไว้ที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็งจึงทำให้ควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้..มีคำถามว่า..ถ้าวันนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้ทหารที่จงรักภักดีต่อสู้..ผลจะเป็นเช่นไร..นองเลือดบาดเจ็บล้มตายกันเป็นเบือแน่นอน..การสดุดีแต่คณะราษฎรว่าทำการปฎิวัติโดยไม่เสียเลือดเนื้อโดยไม่..ถวายพระเกียรติ

แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าเป็นส่วนหนึ่งที่นำความสงบเรียบร้อยไม่มีการสูญเสียในการเปลี่ยนแปลงนี้มี..ความยุติธรรมกับพระองค์ท่านหรือ?

๒.การยึดอำนาจในครั้งนั้น ประกอบด้วยกลุ่มบุคคล ๓ กลุ่มหลักคือ๑. นายทหารอาวุโสอันประกอบไปด้วย ๔ ทหารเสือคือ พระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิ์อัคเนย์ พระประศาสตร์พิทยายุทธ ซึ่งเป็นผู้คุมกำลังจริง ๒.ทหารหนุ่มนำโดยหลวงพิบูนสงคราม(จอมพล ป.) ๓.กลุ่มพลเรือนก้าวหน้านำโดยหลวงประดิษฐ์(นายปรีดี พนมยงค์)..ท้ายที่สุดทั้ง ๓ กลุ่มก็แตกแยกชิงอำนาจเข่นฆ่าจนล้มหายตายจากกันอย่างอเนจอนาจ..นี่แหละครับนักปฏิวัติประชาธิปไตย

๓.ความจริงทั้ง ๓ กลุ่มแตกแยกกันมาตั้งแต่ต้นเพราะเป็นการรวมกันหลวมๆ ต่างก็มีความคิดและอุดมการณ์ของตัวเองในระดับที่แตกต่างกัน จอมพล ป.เมื่อเป็นนายกฯกุมอำนาจเต็มที่ก็เล่นงานพระยาทรงในข้อหากบฏในปี ๒๔๘๒ ประหารชีวิตไป ๑๘ คนพระยาทรงต้องหนีไปอยู่เขมร

๔.ต่อมาจอมพล ป.ก็ขัดแย้งกับนายปรีดีในทิศทางของสงครามโลก จอมพล ป.เลือกข้างญี่ปุ่นและอักษะ นายปรีดีเลือกสัมพันธมิตร ตั้งเสรีไทย ท้ายที่สุดญี่ปุ่นและอักษะแพ้สงครามจอมพล ป.หมดอำนาจ นายปรีดี และพลพรรคซึ่งมีความคิดก้าวหน้าขึ้นครองอำนาจแทน แต่ท้ายทที่สุดก็ถูกจอมพลผินลูกน้องจอมพล ป.ยึดอำนาจ

๕.เกิดกบฎวังหลวง และกบฎแมนฮัตตัน ทหารเรือและพลพรรคเสรีไทยที่หนุนนายปรีดี ก่อการแต่ถูกกวาดล้างอย่างรุนแรง นายปรีดีหนีออกนอกประเทศและไม่กลับมาเลยแต่บัดนั้น จอมพล ป. ครองอำนาจอย่างยาวนานด้วยอำนาจเผด็จการนับ ๑๐ ปีจนถูกจอมพลสฤษฎ์ ลูกน้องปฏิวัติหนีออกนอกประเทศไปญี่ปุ่น ไม่ได้หมายความว่าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่มีความหมาย แต่ความหมายที่เชิดชูจนเกินจริง เหยีบซ้ำสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ดูเหมือนว่าไม่เป็นธรรม เพราะนักปฏิวัติท่ีทำการในนาม นักประชาธิปไตย ท้ายที่สุดในบั่นปลายก็คือการแย่งชิงอำนาจกันด้วยอาวุธและการเข่นฆ่า. ไม่ว่าข้ออ้างนั้นจะสวยหรูเพียงใด?

http://www.tnews.co.th/html/read_headnews.php?hilight_id=2998

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ChaiManU วันที่ : 22/06/2012 เวลา : 20.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

การแอบอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของไอ้กลุ่มคนที่เราได้เห็นพฤติกรรมกันอยู่ในทุกวันนี้ แท้ที่จริงหาได้เป็นเช่นนั้น ประชาธิปไตยบ้านเรายังไม่เต็มใบ ... จริง แต่สิ่งที่พวกมันกำลังทำการณ์กันอยู่นั้น มันไม่ใช่

เป็นเพียงการร้องหาประชาธิปไตยที่ต้องได้ทุกอย่างตามใจกู เท่านั้น

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน