*/
  • เขียดขาคำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ratchacc@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2010-04-29
  • จำนวนเรื่อง : 163
  • จำนวนผู้ชม : 614827
  • จำนวนผู้โหวต : 128
  • ส่ง msg :
  • โหวต 128 คน
วันเสาร์ ที่ 7 กรกฎาคม 2555
Posted by เขียดขาคำ , ผู้อ่าน : 8757 , 15:54:51 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

คอมมิวนิสต์พิทักษ์สถาบัน การลงขันครั้งใหญ่ ศาล รธน.แค่ยกแรก ปลายทาง จบแต่เจ็บ
.
.
.



ช่วงเวลาของความสับสนอลหม่าน ในสังคมไทย มีหลายเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ และบันทึกไว้

หลังสงครามคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลง พร้อมกับการเข้ามอบตัวของนักรบในป่า ในนามกองทัพปลดแอกฯ

ตามนโยบาย 66/23 บทบาทในทางสังคมของพวกเขาก็เงียบเชียบ

เหมือนว่า พวกเขา ละทิ้งอุดมการณ์ไปหมดสิ้นแล้ว


มีข่าวบ้าง ก็ตอนที่ออกมาเรียกร้อง การช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐ อยู่เป็นครั้งคราว

แต่การปรากฏเป็นข่าว หนนี้ เป็นเรื่องที่น่าคิด น่าติดตาม อย่างมาก
.
.
.


ท่ามกลางกระแสเสื้อแดง ที่พุ่งแรง แซงทุกสี ทั้งในเมืองและในชนบท

เหตุใด พวกเขาจึงปรากฏกายออกมา พร้อมกับเครื่องแบบนักรบเต็มยศแบบนี้



"นักรบประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย เราจัดตั้งขึ้นในสถานการณ์ที่บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ
แต่ก่อนเป็นนักรบปลดแอกที่สู้รบอยู่ในป่าเขา หลังจากออกมาร่วมพัฒนาชาติไทยแล้ว เราก็ทำมาหากิน
กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป แต่ว่า ความคิดเรื่องอุดมการณ์ของเรายังอยู่

การออกมาครั้งนี้เพื่อให้กำลังใจตุลาการศาล รธน.ที่ทำหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธยของในหลวง

จริงๆแล้ว คุณธิดา ถาวรเศรษฐ์ เค้าไม่เคยอ้างว่า เค้าเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย
แต่เค้าตั้งทฤษฎีใหม่ของเขาขึ้นมา โดยอาศัยสีแดง สีแห่งการต่อสู้ เขาคิดว่า เป็นสีแดงแล้ว ก็คือเลือดนักต่อสู้ แต่ว่าทิศทางการต่อสู้ของเขานั้น ทำเพื่อประโยชน์ของใครยังไม่แน่ชัด

สถาบันหลักของชาติเราในทุกวันนี้ ก็คือ บริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ ๓ สถาบันหลักนี้
เป็นเสาค้ำหลัก ของประชาธิปไตย แต่อำนาจ บริหาร และนิติบัญญัตินั้น ถูกคนบางกลุ่มดึงไปใช้
เพื่อประโยชน์ของตนเอง และประโยชน์ของพวกพ้อง เหลือแต่ ศาล เท่านั้น ที่เป็นหลักให้แก่บ้านเมือง
แต่ศาลก็ยังถูกคนบางกลุ่ม บางพวก พยายามทำลายความน่าเชื่อถือ
โดยประกาศว่า ไม่ต้องรับฟังคำสั่งศาล
มีการปลุกระดมกันอย่างร้ายกาจที่สุด

เราตั้งปณิธานว่า ถึงเวลาแล้ว ที่ประชาชนทุกหมู่เหล่า ที่รักชาติบ้านเมือง
และมีความจงรักภักดี ต่อพระมหากษัตริย์ จะต้องลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเมือง

สมาชิกของเรา ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ถ้ารวบรวมกันได้ ก็เรือนแสน

คำว่าเสื้อแดงนั้น มันเป็นเพียง มายากลทางการเมือง แม้ว่าเขาจะตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงขึ้นเกือบทุกหมู่บ้าน
แต่ก็ไม่ใช่ว่า ชาวบ้านจะไปกับพวกเสื้อแดงทั้งหมด

ถ้าเสื้อแดงยังไม่หยุด พวกเราก็จะต่อสู้ไม่ลดละ เช่นกัน

โดยสัญชาตญาณ นักรบของพวกเรา พากเราได้ระมัดระวังอย่างสูงอยู่แล้ว

ถึงเวลาแล้ว ที่พี่น้องทุกหมู่เหล่า ทุกกลุ่มก้อน จะต้องแสดงพลังของตนเอง
ปกป้องสถาบัน ปกป้องบ้านเมืองของเรา
และพวกเราที่เป็นกองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาชน
ที่มีส่วนร่วม ในภารกิจอันนี้
"
(คำให้สัมภาษณ์ ของ ส.พิชิต กับ ไทยทีวีดี)



.
.
.
ดูเหมือน ส.พิชิต จะเข้าใจ สถานการณ์ของสังคมไทย ที่กำลังปรากฏอยู่ อย่างแจ่มชัด

เขาคือใคร ? และกองกำลังที่ว่านี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

ลองตามแกะรอยดู



คุณแคน สาริกา มนุษย์สองหน้า ผู้มากความรู้ มากประสบการณ์ เขียนไว้ใน คมชัดลึก ออนไลน์ ดังนี้...

ผู้กลับใจเข้ามอบตัว : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

เมื่อวันอังคารที่แล้ว ผมทวีตข้อความลงบนทวิตเตอร์ แจ้งว่า "ผรท.อีสานมาปักหลักชุมนุมประท้วงที่ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล" สักพักก็มีคนทวีตมาถามว่า ผรท.คืออะไรครับ ?

ผมก็เลยตอบไปทันที ผรท. ย่อมาจาก "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย" และอธิบายเพิ่มเติมว่า การบัญญัติคำเรียกขานชื่อ "ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กลับใจ" เสียใหม่นั้นมีขึ้นเมื่อ 1 ธันวาคม 2525

เนื่องจากวันดังกล่าว มีพิธีประกาศยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธของเขตงานภูสระดอกบัว กองทัพภาคที่ 2 จึงเห็นควรใช้ชื่องานวันสันติภาพ และเรียกผู้เข้ามอบตัวต่อทางการว่า ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย อันเป็นไปตามนโยบายการเมืองนำการทหาร หรือคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523

นับจากปี 2526 เป็นต้นมา หากมีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) เข้ามอบตัวต่อทางการเป็นกลุ่มหรือเป็นรายบุคคล ก็จะเรียกว่า ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ไม่มีคำว่า ผกค.กลับใจเข้ามอบตัวอีกต่อไป

หลายคนยังสงสัยว่า เหตุใด ผรท.จึงลุกขึ้นร้องขอความช่วยเหลือไม่จบไม่สิ้น ? และบางฝ่ายเข้าใจว่า การจ่ายเงินช่วยเหลือ ผรท.นั้น เป็นนโยบายหาเสียงของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการรัฐประหาร 2549

ข้อเท็จจริงคือ มีขบวนการเรียกร้องขอความช่วยเหลือมาก่อนหน้านั้น เพียงแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ หยิบแฟ้มเก่ามาปัดฝุ่นจัดการให้ ผรท.ได้รับเงินช่วยเหลือเท่านั้นเอง

เรื่องเดิมมีอยู่ว่า กลุ่มอดีตสหายเขตภูพานได้เข้ามอบตัวที่บ้านหนองผือ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ได้มีข้อตกลงกับกองทัพภาคที่ 2 เมื่อปี 2526 ดังนี้

1.ให้สิทธิทางการเมืองเหมือนประชาชนทั่วไป 2.จัดหาที่ดินที่เหมาะสมให้ ซึ่งให้ครอบครัวละ 15 ไร่ และให้ที่อยู่อาศัยครอบครัวละ 1 ไร่ 3.จัดสร้างบ้านให้ตามความจำเป็นของบุคคล

วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ "พันธสัญญา" ที่ว่านั้นก็ไม่ปรากฏเป็นจริง ผรท.อีสานกลุ่มนั้น จึงเรียกร้องผ่านศูนย์การุณยเทพ แต่ก็ยังไม่เป็นผลตามข้อตกลง

ปี 2539 ผรท.อีสานเหนือ-อีสานใต้ ผนึกกำลังเคลื่อนไหวทวงสัญญาเรื่องข้อตกลงต่างๆ ตามคำสั่ง 66/2523 โดยเรียกร้องผ่านกองทัพภาคที่ 2 แต่ก็ถูกโยนกลับไปที่รัฐบาลในอดีต

ต้นปี 2541 ผรท.อีสานใต้ ได้ตั้ง "กลุ่มแนวร่วมพันธมิตรประชาชนอีสาน" (กพอ.) ขึ้นสมัย ชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ รอบที่สอง และได้เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหานี้หลายครั้ง แต่ก็ไม่บังเกิดผล

ผ่านมาถึงยุคไทยรักไทย ผรท.อีสานได้ยื่นหนังสือเรียกร้องผ่านสำนักนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหา ผรท.อีสาน ราวต้นปี 2545

ที่น่าสนใจตรงที่ประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าวคือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เวลานั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ตอนหลังมีการเปลี่ยนตัวประธาน เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ย้ายไปเป็น ผบ.สส.)

หลังจากนั้นก็มีการประชุมกันเรื่อยมา จนได้ข้อสรุปตัวเลขผู้ที่เข้าข่ายรับการช่วยเหลือ 2,602 คน โดยรัฐบาลทักษิณจะมอบที่ดิน 5 ไร่ (ราคาไร่ละ 15,000 บาท) และจัดหาวัวให้คนละ 5 ตัว (ตัวละ 10,000 บาท)

แล้วเรื่องมันก็ติดขัดตรงที่คณะรัฐมนตรีท้วงติงว่า การช่วยเหลือทำไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ เนื่องจาก พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ฯ ยกเลิกไปแล้ว ฉะนั้นคำสั่งที่ 66/2523 ควรเลิกตามไปด้วย

เหมือนคนจนถูกหวย เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จึงนำเรื่องการช่วยเหลือ ผรท.ที่ตกค้างอยู่ในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มาดำเนินการไปตามที่ร้องขออย่างทันท่วงที โดยใช้งบประมาณ 70 ล้านบาท

ผู้ที่ไม่ทราบเรื่องเดิมมาก่อน ก็นึกว่า พล.อ.สุรยุทธ์ลุกขึ้นมาจัดการเอง เพื่อหาเสียงกับอดีตสหายอีสาน แต่ความจริงทั้งหมดก็ดังที่เล่ามาข้างต้นนี้

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ "พันธสัญญา" ระหว่างอดีตสหายกับกองทัพ เปรียบเหมือนหนี้ทางใจที่ยังชำระกันไม่หมด

รัฐบาลอภิสิทธิ์จ่ายเงินไปสองพันล้านบาท ช่วยเหลือ ผรท.หมื่นกว่าคนทั่วประเทศ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ อาจต้องจ่ายอีกหลายพันล้านบาท เพราะตัวเลข ผรท.พุ่งขึ้นเป็น 6-7 หมื่นคนแล้ว

นี่คือเงินภาษีที่รัฐบาลต้องให้แก่ "ผู้กลับใจเข้ามอบตัว" ตามพันธสัญญาที่แอบอิงผลประโยชน์ทางการเมือง

คุณแคน สาริกา ไขรหัส เรื่อง ผรท. กับความสัมพันธ์ที่มีต่อ บิ๊กแอ๊ด

แต่ยังไม่ได้ไขรหัส กองทัพปลดแอกฯ


ผู้ที่ไขรหัสกองทัพปลดแอกฯ ได้อย่างกระจ่างชัด คงเป็น ประชา บูรพาวิถี แห่ง กรุงเทพธุรกิจ
พร้อมบัญญัติศัพท์ใหม่ให้ว่า "ทปท.รอ."
.
.
.
ทปท.หลงกรุง
โดย : ประชา บูรพาวิถี


"กองทัพปลดแอกประชาชนไทย เกรียงไกรเกริกฟ้า พรรคปลุกมวลชนตื่นตัวมา
จับอาวุธลุกฮือประสานมือแกร่งไกร พรรคชี้นำสงครามปลดแอกประชาชาติไทย ก้าวตามพรรคไป ใจเชื่อมั่นอาจหาญ.."

 ท่อนแรกของเพลง "มาร์ชกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย" (ทปท.) ประพันธ์โดย จิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชนที่ผ่านสมรภูมิเขตป่าเขา ระหว่างปี 2519-2524 คงจำแม่น เพราะร้องปลุกใจกันจนติดปาก

 จู่ๆ เช้าวันหนึ่งก็ปรากฏภาพข่าวทางทีวีดาวเทียม ภาพชายวัย 60-70 ปี ในชุด "ทปท." ถือธงแดงผืนใหญ่ มีดาวแดงขลิบขอบเหลืองอยู่ตรงกลาง เดินกันขวักไขว่อยู่ด้านหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ

 สมัยที่หนุนขอนนอนไพร เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ปัญญาชนปฏิวัติเฝ้ารอวันที่กองทัพแดงจะยาตราทัพนำ "ธงแดงปักกลางนคร" แต่ฝันนั้นพลันสลายมลายไปสิ้น เมื่อสหายจีนรบสหายเวียดนาม สหายเขมรก็ฆ่าฟันกันเอง

  ภาพที่เห็นวันนี้ มันจึงกลายเป็น "ทหารป่าหลงกรุง" ในสายตาคนทั่วไป ขณะที่กลุ่มคนจำนวนไม่น้อยกลับชื่นชม และยกย่องให้เป็น "แดงแท้"

 เนื่องจาก "กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ประมาณ 300 คน จากภูซาง หนองบัวลำภู, ดงลาน ขอนแก่น และภูพาน มุกดาหาร เดินทางมาชุมนุมปักหลักพักค้างให้กำลังใจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

 เมื่อ 40 ปีก่อนโน้น พคท.สถาปนากองกำลังติดอาวุธนามย่อว่า "ทปท." ก็มีเป้าหมาย "โค่นล้มนายทุน ขุนศึก ศักดินา" 

 พ.ศ.ปัจจุบัน กองทัพปลดแอกฯ ประกาศปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และให้กำลังใจการทำหน้าที่ของคณะศาลรัฐธรรมนูญ ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบภายใต้พระปรมาภิไธย

 เหตุใด "ทปท.หลงกรุง" จึงเปลี่ยนแปลงแนวคิดอุดมการณ์แบบ 360 องศา?

 นักวิเคราะห์สถานการณ์บางคนมองว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ลูกชายสหายคำตัน หรือ พ.ท.พโยม จุลานนท์ อยู่เบื้องหลัง?

 ขอตอบได้ทันทีว่า "ไม่ใช่บิ๊กแอ้ด" และแกนนำกองทัพปลดแอกฯ ก็บอกว่างานนี้ไม่เกี่ยวกับลูกชายลุงคำตัน

 หากแต่เป็นการลงขันของ "แนวร่วมต้านระบอบทักษิณ" ที่สนับสนุนให้ "กลุ่มจัดตั้ง พคท.อีสาน" ก่อรูปขบวนกองทัพแดงขึ้นใหม่

 หัวเรี่ยวหัวแรงคือ "ส.พิชิต" หรือ ทองดี นามแสงโคตร ชาวบ้านหนองแวงโซ่ อ.ส่องดาว จ.สกลนคร ผู้ปฏิบัติงาน พคท.ได้เข้ามาขยายงานปลุกระดมมวลชนแถวชายขอบดงพระเจ้า ได้ส่ง "ส.พิชิต" ไปศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยเวียดนาม ตั้งแต่ปี 2507

 หลังจากจบโรงเรียนนายร้อยเวียดนาม ส.พิชิต ได้เดินทางไปศึกษาที่โรงเรียนการเมือง-การทหารคุนหมิง มณฑลยูนนาน ก่อนจะกลับมาทำงานในพื้นที่รอยต่อสกลนคร-อุดรธานี

 ในฐานะ "นักเรียนนอก" ส.พิชิตจึงมีสถานะทางจัดตั้งสูงคือ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการจังหวัด 555 (ดงสวน) และเลขาธิการคณะกรรมการจังหวัด 666 (ดงมูล) และคณะกรรมการภาคอีสานเหนือ

 ปี 2552  "ส.เกื้อ" หรือ ชะเลื่อน ชนะสงคราม สหายนำเขตดงลาน ขอนแก่น ได้นำพา "ส.พิชิต" ไปพบกับ "ปรีชา 505" นักธุรกิจแห่งสูงเนิน ซึ่งดำเนินโครงการเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในอาณาจักร 505 โภคภัณฑ์

 ระหว่างนั้น "ผู้สูงศักดิ์" สองคนที่มีชื่อเล่นอักษรย่อ "น" และ "จ" เดินทางไปแลกเปลี่ยนสถานการณ์บ้านเมืองกับ ส.พิชิต และมิตรสหายอดีตนักเรียนนายร้อยเวียดนามรุ่นเดียวกัน

 ทั้งผู้สูงศักดิ์และสหายเก่า เห็นพ้องต้องกันว่า "ทุนสามานย์" เป็นภัยอันตรายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ และที่สำคัญ "ลัทธิแดงสามานย์" จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

 จึงเป็นที่มาของ "ทปท.รอ." เพื่อภารกิจต้านทุนสามานย์ และพิทักษ์สถาบัน!

ชัดเจน แจ่มแจ้ง ...แต่ยังไม่ครบ
.
.
.
เนชั่น สุดสัปดาห์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ที่เป็นประโยชน์มาก ว่า...

แม้ในแถลงการณ์ กองทัพปลดแอกฯ จะมุ่งโจมตี สหายฝ่ายเสื้อแดง อย่างจาตุรนต์ ฉายแสง
และ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ แต่ลึกๆแล้ว ส.พิชิต มีความขัดแย้งกับ ส.เข้ม น.พ.เหวง โตจิราการ
มาตั้งแต่ปี 2524-2525 สมัยที่ พคท.เปิดการประชุมขยายวงรับฟังความคิดเห็นสมาชิคพรรคฯ
ก่อนสมัชชาพรรคฯ ครั้งที่ ๔
ส.เข้ม เป็นปัญญาชนที่เหลืออยู่คนสุดท้ายบนฐานที่มั่นภูพาน และมีความใกล้ชิดกับ ลุงสยาม
(ประจวบ เรืองรัตน์) เลขาธิการ คณะกรรมการภาคอีสานเหนือ
ในการอภิปรายวิเคราะห์สังคมไทย
ส.พิชิต ได้สรุปว่า สังคมไทยเป็น "ทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้น"

แต่ ส.เข้ม กับ ลุงสยาม เห็นว่า ยังเป็น "กึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา ที่มีปัจจัยทุนนิยมเพิ่มมากขึ้น"
นอกจากนี้ ส.พิชิต ได้เปิดการวิภาคการนำ ของคณะกรรมการกลาง พคท. ชุดที่ ๓ อย่างตรงไปตรงมา
ทำให้สหายนำ อีสานเหนือ ไม่พอใจ และมองว่าเป็น กบฏพรรค
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ส.พิชิต ถูกเรียกตัว ให้ขึ้นไปรับฟัง มติพรรค จากการประชุม สมัชชาฯ ๔ บนฐานที่มั่น ภูพาน
เขาเดินทางโดยรถยนต์ จากเขตดงมูล มาถึง อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ก็เปลี่ยนใจ ไม่ยอมขึ้นภูพาน เพราะเกรงว่า
จะไม่ปลอดภัย หลังจากนั้น มีข่าวว่า ศูนย์การนำ อีสานเหนือ สั่งปลด ส.พิชิต ออกจากทุกตำแหน่ง
จากวันนั้น ถึงวันนี้ ส.พิชิต จึงไม่ยอมรับการนำของสหาย ฝ่ายลุงธง เพราะมีชื่อ ส.เข้ม เป็นแกนนำ
คนสำคัญในปีกนี้
.
.
.
สหายเข้ม สหายปูน ...เอ็ง ! ตายแน่


จบเรื่องราว เล่าขาน ตำนาน ผรท. และกองทัพปลดแอกฯ

เรื่องราวใหญ่โตทีสุดในช่วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้น การใต่สวนของคณะตุลาการ ศาล รธน.



ผมมีโอกาสนั่งฟัง ตั้งแต่ต้น จนจบ ขอปรบมือให้เป็นพิเศษ สำหรับ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์

มันสมองของฝ่ายผู้ร้อง ที่อธิบายได้อย่าง ชัดเจน

ส่วนมันสมองของฝ่ายผู้ถูกร้อง อย่าง รศ.ดร.โภคิน พลกุล ไม่อยากปรบมือให้ แต่ก็ขอชื่นชม
ที่สามารถหักล้าง ได้อย่าง สมราคา

ว่ากันว่า มันสมองของ โภคิืนนี่่แหละ ที่ทำให้ทักษิณยิ่งใหญ่มาได้ถึงวันนี้
ตั้งแต่เมื่อคราว ปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว ที่โภคิน แอบเอาความลับไปบอกทักษิณ
จนเป็นที่มาของ การล้มทุนเก่า ให้ตายอย่างน่าสยดสยอง
พร้อมกับการร่ำรวยแบบก้าวกระโดดของ ทักษิณ และเครือข่าย
(รายละเอียดเรื่องนี้ ทีนิวส์ เรียบเรียงไว้ให้แล้ว ที่นี่)
กว่าฝ่ายทุนเก่า จะเลียแผล และกลับฟื้นคืนมาได้อย่างปัจจุบัน
ฝ่ายทักษิณ ก็ได้ขยายอาณาจักร ออกไป กว้างใหญ่ไพศาล จนยากที่จะทัดทานได้

.
.
.
ขอคัดเฉพาะส่วนที่เป็นคำพูดของ อาจารย์ สุรพล จากไทยโพส ดอท เน็ต มา ตามนี้...

กระทั่งเวลา 15.15 น. นายสุรพล นิติไกรพจน์ พยานฝ่ายผู้ร้อง ได้เข้าชี้แจงว่า การดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ น่าจะขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งความเห็นของตนอยู่บนพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งซึ่งเป็นพื้นฐานที่มีการ กล่าวถึงกันน้อย คือพื้นฐานที่ว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่ผ่านการลงมติของประชาชนทั้งหมด ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดเคยทำมาก่อน สถานะของรัฐธรรมนูญปี 2550 จึงเป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนเป็นครั้งแรก
    ทั้งนี้ หากจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือยกร่างใหม่ ไม่ควรกระทำโดยผู้ที่ถืออำนาจอธิปไตยแทนประชาชน ซึ่งการดำเนินการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจะกระทำได้โดยองค์กรที่มีอำนาจที่จะ เปลี่ยนแปลงได้เท่านั้น ในมาตรา 291 อนุญาตให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่ามาตรา 291 อนุญาตให้ผู้ถืออธิปไตยแทนประชาชน หรือ ส.ส. ส.ว. สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญได้ ไม่มีข้อความใดที่พูดถึงการแก้ไขจนเป็นเหตุให้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่สามารถ บังคับได้ดังที่ปรากฏอยู่ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอต่อรัฐสภาในวาระที่ 3 นี้
แก้ รธน.ต้องผ่านลงประชามติ
    “ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับมีกลไกป้องกันไม่ให้ถูกลบล้าง หรือยกเลิกไปโดยองค์กรใดๆ เว้นแต่องค์กรนั้นจะมีสถานะทางกฎหมาย หรือมีความสำคัญระดับเดียวกับองค์กรที่มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ในกรณีรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คือองค์กรประชาชน ตนจึงระบุว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับแก้ไขได้ แต่อำนาจในการแก้ไขนั้นควรจะต้องดำเนินการภายใต้ทิศทางเดียวกับอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งถ้าจะยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งฉบับ และยกร่างขึ้นใหม่ โดยเจตนารมณ์ของมันจะทำได้ต้องผ่านการลงมติของประชาชนว่าจะยอมให้มีการยก เลิกรัฐธรรมนูญและร่างใหม่ทั้งฉบับหรือไม่”
    นายสุรพลกล่าวต่อว่า ในความเห็นของตนร่างรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในที่ประชุมรัฐสภาไม่ได้เป็นไปใน แนวทางนั้น เพราะองค์กรที่ถืออำนาจอธิปไตยแทนประชาชนจะลบร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยไม่มีคำถามที่จะลบล้างความชอบธรรมของการสถาปนารัฐธรรมนูญปี 2550 เลยว่า ประชาชนทั้งประเทศได้แสดงเจตนาว่ารัฐธรรมนูญไม่เหมาะสม และสมควรยกร่างขึ้นใหม่หรือไม่ ตนคิดว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขาดกระบวนการนี้ไป


เสียดายว่า หาคลิปช่วงนี้ ไม่เจอ ถ้าใครมี ก็ขอความอนุเคราะห์ด้วยครับ


ส่วนข้อโต้แย้งของ ดร.โภคิน ตัดมาจาก เดลินิวส์ ตามนี้...

นายโภคิน ยืนยันว่าคำร้องนี้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุดดำเนินการกลั่นกรองก่อนชั้นหนึ่งก่อน เพราะมาตรา 68 วรรคที่ระบุคำว่า "ผู้ทราบ" ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าจะรับรู้ถึงการกระทำของผู้ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองจริง

ดังนั้นรัฐธรรมนูญถึงได้มอบหมายให้อัยการสูงสุดเป็นผู้วินิจฉัยก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา ศาลรัฐธรรมนูญเองก็เคยมีคำสั่งเมื่อปี 2549 เป็นแนวทางบรรทัดฐานเอาไว้ตามกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ในฐานะอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชนยื่นขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7  อีกทั้งในบทบัญญัติก็ไม่มีประเด็นใดระบุให้สามารถยื่นได้ 2 ทาง

  “ส่วนข้อกล่าวหาว่า ขณะที่เนื้อหา มาตรา 68 ระบุถึงความผิดว่าต้องการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไปล้มล้างการปกครอง และได้มาซึ่งอำนาจโดยมิชอบ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏขณะนี้การพิจารณาของรัฐสภาเพิ่งผ่านวาระ 2 รัฐธรรมนูญยังไม่ได้ถูกแก้แม้แต่คำเดียว ดังนั้นข้อเท็จจริงเมื่อมาสู่ศาลคือยังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็คิดกันเองว่าอาจจะไปแก้แล้วเป็นความผิด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้จินตภาพมาลงโทษปัจจุบัน หรือสมมุติว่ารัฐสภาผ่านวาระ 3 ผลคือให้มีแค่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งจะไปยกร่างอย่างไรยังไม่มีใครรู้ ก็มีแต่การคาดเดา” นายโภคิน กล่าว

นายโภคิน กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ระบุว่า ในมาตรา 291 ห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้น รัฐธรรมนูญตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันไม่เคยมีบทบัญญัติว่าด้วยการห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จนกระทั่งรัฐธรรมนูญ 2540 ได้บัญญัติห้ามแก้ไขใน 2 ประเด็นคือ รูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2550 ก็เขียนล้อมาจากรัฐธรรมนูญ 2540  จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองและรูปแบบของรัฐ ไม่เข้าใจว่าข้อหาดังกล่าวไปเอาความคิดจากที่ไหนที่ห้ามแก้ไขทั้งฉบับเพราะถ้าห้ามแก้ไขทั้งฉบับจะบัญญัติห้าม 2 ประเด็นไว้ทำไม เขียนห้ามแก้ไขทั้งฉบับไปเลยไม่ดีกว่าหรือ  ไม่เพียงเท่านี้การแก้ไขมาตรา 291

ทุกขั้นตอนเป็นเหมือนเมื่อครั้งพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ2534 เพื่อตั้ง  ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 โดยยึดโยงประชาชนชัดเจนผ่านการเลือกตั้ง ส.ส.ร. เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ก็นำกลับไปให้ประชาชนลงการประชามติ ถ้าบอกว่าต้องทำประชามติก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน คิดว่าไม่ถูกต้องเพราะเหมือนเป็นการทำให้รัฐธรรมนูญหนึ่ง มีความสูงส่งกว่ารัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง แต่รัฐธรรมนูญทุกฉบับมีสถานะความเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเหมือนกัน ถ้าคิดแบบนี้รัฐธรรมนูญที่มาจากคณะรัฐประหารเป็นรัฐธรรมนูญต่ำที่สุดใช่หรือไม่



สมศักดิ์ศรี มวยคู่เอก

ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไร เป็นหน้าที่ของ
คณะตุลาการศาล รธน. ซึ่งนัดฟังคำวินิจฉัยในวันศุกร์ที่ ๑๓




ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็ไม่ใช่จุดชี้ขาดของเรื่องราว

คุณ สุริยะใส วิเคราะห์ว่า ...
การลากศาล เข้ามาเป็นคู่ขัดแย้ง หรือเป็นเครื่องมือ มีมานานแล้ว
นี่แค่การประลองกำลัง ธงของคุณทักษิณยังคงอยู่ และจะต้องหาทางไปสู่จุดนั้นให้ได้

เราก้าวพ้น สงครามตัวแทน ไปแล้ว
โค้งสุดท้ายของสงครามหนนี้ คือ เล่นจริง เจ็บจริง
ไม่มีใคร ซ่อนอยู่ข้างหลัง อีกต่อไป
เปิดหน้าเล่นกันหมด องค์อำนาจทั้งหลายที่มีอยู่ในประเทศนี้ ทั้งในรัฐธรรมนูญ นอกรัฐธรรมนูญ
อำนาจทางวัฒนธรรม และบารมีทั้งหลาย จะถูกนำมาใช้ทั้งหมด ...หมดหน้าตัก

ปลายทางของสงครามครั้งนี้ คือ... จบแต่เจ็บ หรือ เจ็บแต่จบ
(คนเคาะข่้าว เอเอสทีวี 6 ก.ค. 2555)
.
.
.
การถอยก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลเกมศึกที่สำคัญเช่นกัน

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่บอกว่า

“มึงมากูมุด มึงหยุดกูแหย่ มึงแหย่กูตี มึงหนีกูไล่”

(เมเนเจอร์ ออนไลน์)


ขอบคุณ ภาพและข้อมูลจากอินเตอร์เนต


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Hiriotappa วันที่ : 08/07/2012 เวลา : 14.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa

มาจากคนละเล่ม รู้ๆกันอยู่ครับ สิทธิมนุษยชน คนยังหกเก้ากันได้ พระเจ้าที่ไหนจะเชื่อว่ามีความเป็นธรรมล่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
driftworm วันที่ : 07/07/2012 เวลา : 21.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/driftway
ซักผ้า..เจอแบ๊งค์ห้าร้อยในกระเป๋า...ฮิ้ววว

ไล่ + เรียง เรื่องน่าสนใจดีครับ

ชิ้นสุดท้ายที่เป็นข่าวแอแอ๊ลทีวี เป็นข่าวสัมภาษ์เดลินิวส์วันเสาร์(วันนี้)ด้วย

ทั้งจบแบบเจ็็บ เจ็บแล้วจบ ฟังดูไม่ดีทั้งคู่ แต่มันเหมือนเป็นก้าวที่ต้องเดินไป
.

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 07/07/2012 เวลา : 16.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

ข้อมูลจาก ประชา บูรพาวิถี ยังไม่ครบถ้วน
ต้องไปแงะเอาจาก เนชั่น สุดสัปดาห์ มาประกอบ
เดี๋ยวซักครู่ จะพิมพ์เติมเข้าไปครับ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สุกรวดี วันที่ : 07/07/2012 เวลา : 16.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rojanar

อ่านไว้ได้เห็นเป็นความรู้
และรอดูต่อไปไม่มีบ่อยฯ



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน