• คิดแก้ว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-08-20
  • จำนวนเรื่อง : 68
  • จำนวนผู้ชม : 206263
  • จำนวนผู้โหวต : 29
  • ส่ง msg :
  • โหวต 29 คน

<< กันยายน 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2552
Posted by คิดแก้ว , ผู้อ่าน : 2381 , 10:58:04 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

“สถานการณ์ภูมิปัญญากับเยาวชนในยุคปัจจุบัน”

       เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสพากลุ่มเยาวชนไปรับฟังทัศนะคติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับปราชญ์ท่านหนึ่ง คือ “พ่อสมเกียรติ พ้นภัย” ผู้หยั่งรู้แห่งลุ่มน้ำมูนตอนล่าง เกี่ยวกับเรื่อง “สถานการณ์ภูมิปัญญากับเยาวชนในยุคปัจจุบัน”  พ่อสมเกียรติ ได้ทิ้งประเด็นที่เป็นประโยชน์ ให้ขบคิดต่ออีกมากมาย เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ ระบบราชการ และนักพัฒนา ต้องเรียนรู้และเข้าใจ ผมเลย อดไม่ได้ที่จะเก็บประเด็นมาฝากกัน พ่อสมเกียรติเล่าว่า

ภูมิปัญญา คือความรู้เรื่อง วิถีความพอเพียง ที่บ่มเพาะสอนให้คนสมัยก่อนเคารพกันและกัน เคารพธรรมชาติ  ทั้งเป็นรูปธรรม เช่น งานหัตถกรรม ยาสมุนไพร ภูมิปัญญาการหาอยู่หากิน เป็นต้น และเป็นแบบนามธรรม เช่น ความเชื่อในสิ่งที่เหนือธรรมชาติ หรือมองไม่เห็น เช่น หากคนสมัยก่อนได้ล่วงละเมิดกฎที่ว่าด้วยธรรมชาตินั้นอาจจะมีเหตุที่ก่อให้คน ๆ นั้นได้รับความเดือดร้อนได้ ถือว่า “ผิดผี” หรือ “คะลำ” บ้างก็ว่าไป ซึ่งสิ่งที่เรียกดังกล่าวนี้ นับว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่ทุกคนถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดและให้เกียรติทั้งตนเองและผู้อื่น  ถือได้ว่าเป็นกฎหมายจารีตที่ทุก ๆ คนต้องยอมรับ หรือว่าเป็นรัฐธรรมนูญชีวิตที่ว่าด้วยความเชื่อทางจิตใจที่ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน ส่งผลให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างเรียบง่ายและสงบสุข  ดังนั้น ความเชื่อเรื่องภูมิปัญญาจึงเปรียบเสมือนกฎหมายสำคัญของการดำเนินชีวิตของคนสมัยก่อน ๆ เพื่อให้ชีวิตนั้นมีระเรียบวินัย  ควบคู่กับ คุณธรรม / ศีล / จารีต / ประเพณี และทุนทางสังคม   ซึ่งภูมิปัญญาสมัยโบราณดั้งเดิมนั้นจะสอนให้คนเกื้อกูลกัน  การดำเนินชีวิตประจำวันเปรียบเสมือนการเรียนรู้ตามวิถี และเกิดการใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิต

แต่ทุกวันนี้ภูมิปัญญาถูกเปรียบเป็นสิ่งที่ตกยุค ล้าสมัย  และเริ่มจะหดหาย ตายจาก ไปทุกที  เนื่องจากความเจริญรุ่งเรืองทั้งในด้านวัตถุและเทคโนโลยี ถาโถมเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คน  ทั้งๆที่แต่ก่อนภูมิปัญญาเหล่านี้ก็เป็นพื้นฐานรากเหง้าของการพัฒนา  เช่น ภูมิปัญญาเรื่องสุขภาพ การเกษตร การหัตถกรรม ทรัพยากรธรรมชาติ  นำมาสู่การตอบสนองความต้องการของคน แต่คนกลับลืมรากเหง้าของตนเอง  ผลกระทบของเทคโนโลยีคือจะส่งผลให้คนเกิดความมักง่าย ต้องการความสะดวกสบาย  คิดในเชิงปริมาณมูลค่ามากกว่าคุณค่าของสิ่งนั้นที่มี  เมื่อคนต้องการความสะดวกสบายก็ส่งผลให้กลับกลายเป็นเครื่องมือของผู้หวังผลประโยชน์  ผู้คนถูกครอบงำความคิดผ่านเครื่องมือที่เรียกว่าเทคโนโลยี เครื่องจักรกล รวมไปถึงระบบการศึกษาด้วย ทำให้ความเชื่อ / ประเพณีต่าง ๆ ที่ดีงาม ถูกกล่าวหาว่าเป็นสิ่งที่งมงายไร้เหตุผล เพราะคนถูกปลูกฝังคติความเชื่อใหม่ในยุคศิวิไลซ์  คนถูกดึงออกจากภูมิปัญญา ออกจากชุมชน การพัฒนาที่ไม่ถูกวิธีจะเป็นบ่อนทำลายทรัพยากร ทำลายวิถี ทำให้คนในชุมชนเปลี่ยนเป้าหมายชีวิต เกิดการอพยพแรงงาน มุ่งหน้าเข้าเมืองเพื่อต่อสู้กับชีวิตที่ไม่คุ้นเคย ในการตอบสนองความต้องการและความอยู่รอดของตนเอง       

 “ การศึกษายุคปัจจุบันสอนให้คนอาศัยคนอื่น รับใช้คนอื่น ไม่พึ่งพาตนเอง ค่านิยมการบริโภคนิยมหวังเพื่อได้รับการยอมรับจากสังคมนั้นเริ่มมีสูงมากขึ้น เช่น กินอาหารตามห้าง ตามร้านอาหาร   ทำให้สังคมคนในปัจจุบันกลายเป็นมนุษย์รายได้ มนุษย์เงินเดือน  กระบวนการศึกษาในยุคโลกาภิวัตน์นี้จะสอนให้คนตกเป็นทาสของนายทุน โรงงาน บริษัท  เพราะระบบการศึกษานั้นล้มเหลว ร่ำเรียนจบออกมาก็เป็นทาสทางด้านการดำรงชีวิต เพราะขาดองค์ความรู้ในการปรับใช้ที่แท้จริง  ทั้งๆที่ในชุมชนมีทรัพยากรที่สามารถดำรงชีวิตตนเองให้อยู่ได้ตลอดชีพ   กลับประเมินเป็นมูลค่า ได้มาแล้วค้าขายไปเสียหมดสิ้น เพราะคนมองเห็นแต่ความมั่งคั่งทางด้านวัตถุ จนหลงลืมความมั่นคงทางด้านการดำรงชีวิต และจิตใจ 

สมัยก่อนในโรงเรียนมี ครู และ ครูใหญ่ เป็นผู้ที่มีหน้าที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาทางความรู้ อบรมสั่งสอนให้กับนักเรียน อยู่อย่างมากมาย แต่ในปัจจุบันครูเหล่านั้นได้หายไปหมดสิ้น มีแค่ อาจารย์  (ซึ่งไม่รู้หมายถึงอะไร ? ฟังดูแล้วเหมือนหมอผี) ที่ทำงานในโรงเรียนเน้นแต่ด้านปริมาณเป็นหลัก สอนนักเรียนเชิงธุรกิจ ขาดคุณภาพที่แท้จริง ทำให้นักเรียน นักศึกษามีความรู้ด้านวิชาการจริง (หรือไม่?) แต่ขาดด้านคุณธรรมจริยธรรม ทำให้มีความเห็นแก่ตัว ชิงดีชิงเด่นกัน ไร้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ไม่เหมือนคนสมัยก่อนที่มีครูสอน ทำให้อ่อนน้อมถ่อมตน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ดูถูกภูมิปัญญาตัวเอง ...................

 

 


เรื่องที่มีผู้อ่านสูงสุด จาก NationTV



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สมดุล วันที่ : 18/09/2009 เวลา : 19.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/retailshop

ในภาพรวม นักเรียนกว่าจะจบขั้นอุดมศึกษาใช้เวลา ๑๖ ปี หากมุ่งหน้าเรียนอย่างเดียว ย่อมจะเป็นการสูญเสียโอกาสในการสร้างธุรกิจส่วนตัวไปอย่างใหญ่หลวง ผู้ที่มีอีเมลแล้ว หากได้ใช้โอกาส เป็นผู้นำเยาวชนรุ่นจิ๋ว หรือรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ ไปพร้อมๆกัน ไม่ต่างจากที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เริ่มมีธุรกิจส่วนตัวตั้งแต่ ๑๑ ขวบ สำหรับเยาวชนผู้ที่ฉุกคิดในเรื่องที่กล่าวแล้ว สามารถหาคำตอบได้ที่ http://www.ainews1.com

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน