• kingkaoz
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kingkaoz@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 55
  • จำนวนผู้ชม : 190770
  • ส่ง msg :
  • โหวต 26 คน
ประวัติศาสตร์ที่ชีวิตคุณอาจไม่เคยรู้
ประวัติศาสตร์ในอดีตบางเรื่องคุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยในชีวิต เราจะมาทำให้คุณรู้และเข้าใจประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าในอดีตอีกครั้ง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kingkaoz
วันเสาร์ ที่ 8 กันยายน 2550
Posted by kingkaoz , ผู้อ่าน : 6400 , 22:49:07 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่ฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะกำลังโรมรันต่อสู้กันในภาคพื้นยุโรป อยู่นั้น ญี่ปุ่นได้ถือโอกาสประกาศเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ เปิดฉาก รุกรานประเทศในแถบเอเชีย และแปซิฟิก โดยถือเอาวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เปิดฉากสงครามรุกคืบหน้าพร้อมกัน ทั่วทั้งภูมิภาค

สำหรับประเทศไทยก็หาได้รอดพ้นจากการรุกรานครั้งนี้ญี่ปุ่นได้ยื่นคำขาดขอเคลื่อนทัพผ่านประเทศไทย เพื่อเป็น ทางผ่านไปพม่าและมาลายู แต่ญี่ปุ่นไม่รอคำตอบที่ยื่นขอต่อ รัฐบาลไทยโดยได้เคลื่อนกำลังทางบกรุกเข้าทางด้าน อรัญประเทศ และกำลังทางเรือยกพลขึ้นพร้อมกันใน 6 จังหวัดชายทะเลภาคใต้ คือ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี ญี่ปุ่นปฏิบัติการจู่โจมแบบสายฟ้าแลบ ท่ามกลางความเงียบสงัดของเช้ามืดของ วันที่ 8 ธันวาคม เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์สงครามได้อุบัติขึ้น ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กำลังทหารญี่ปุ่น 1 กรมผสม เดินทางโดยเรือรบทอดสมอหลบอยู่ด้านหลังเขาล้อมหมวกเพื่อเตรียมยกพลขึ้นบกยึดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ กองบินน้อยที่ 5 เพื่อเป็นเส้นทางเดินทัพผ่านเข้าประเทศพม่าทางช่องทางด่านสิงขร ณ. เวลาประมาณ 04.00 น. ขณะที่ ร.ต.ศรีศักดิ์ สุจริตธรรม ผู้บังคับหมวดกองร้อยทหารราบและพลทหารจำนวนหนึ่ง กำลังลัดเลาะไปตามชายหาดของอ่าวมะนาวเพื่อลากอวนน้ำตื้น และหาปลาเตรียมสำหรับเลี้ยงรับรอง ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพอากาศที่จะมาตรวจราชการ

ที่กองบินน้อยที่ 5ได้พบเรือพร้อมลูกเรือจำนวนมากลอยลำอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะหลัก จึงได้รีบนำความไปแจ้งให้ผู้บังคับกองบินน้อยที่ 5 ทราบ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับกำลังของข้าศึกได้เข้าประชิดถึงตัวแล้วจึงทราบว่าเป็นกำลังทหารของญี่ปุ่น เมื่อ 8 ธันวาคม 2484 เวลาประมาณ 05.00 น. กำลังทหารฝ่ายญี่ปุ่นพยายามเข้ายึดพื้นที่ของกองบินน้อยที่ 5 จึงเกิดการสู้รบขั้นตะลุมบอน กำลังทางอากาศของกองบินน้อยที่ 5 พยายามนำเครื่องบินจำนวน 7 เครื่อง บินขึ้นทำการต่อสู้และถูกขัดขวางจากข้าศึก ร.ท.สวน สุขเสริม ผู้บังคับฝูงบินและพลทหาร สมพงษ์ แนวบันทัด พลปืนหลังได้รับบาดเจ็บ มีเพียง พ.อ.อ.แม้น ประสงค์ดี สามารถนำเครื่องบินแบบฮอร์ค 3 ขึ้นบินเป็นผลสำเร็จ แต่ไม่สามารถทิ้งระเบิดเพื่อทำลายเรือฝ่ายญี่ปุ่นได้ เนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวยมีเมฆฝนปกคลุม จึงนำเครื่องบินไปลงที่สนามบินบ่อฝ้าย อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ส่วนกำลังภาคพื้นยังมีการสู้รบกันอย่างหนัก วันที่ 9 ธันวาคม 2484 เวลาประมาณ 11.00 น. ผู้บังคับการกองบินน้อยที่ 5 ได้ประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่าเป็นรองฝ่ายญี่ปุ่นในทุกๆ ด้าน จึงสั่งให้เผากองรักษาการณ์และคลังน้ำมัน เพื่อมิให้ฝ่ายข้าศึกใช้ประโยชน์แล้วรวบรวมกำลังพลที่เหลือพร้อมทั้งครอบครัวไปรวมกันที่เชิงเขาล้อมหมวกใช้เป็นที่มั่นสำรอง และให้ส่งเสียงไชโยโห่ร้องดังกึกก้องประดุจว่าทางราชการได้ส่งกำลังทาง

เรือมาช่วยเสริมกำลังให้กับกองบินน้อยที่ 5 ทำให้ฝ่ายทหารญี่ปุ่นล่าถอยไปตั้งมั่นอยู่ เพราะเกรงว่าจะตกอยู่ในวงล้อมของฝ่ายไทย วันที่ 9 ธันวาคม 2484 เวลาประมาณ 12.00น. ร.ต.ท.สงบ พรหมรานนท์ พร้อมด้วยบุรุษไปรษณีย์พยายามนำโทรเลขของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แจ้งกับผู้บังคับกองบินน้อยที่ 5 ให้ทราบว่า ทางรัฐบาลยินยอมให้ฝ่ายญี่ปุ่นเดินทัพผ่านไปยังประเทศพม่าได้ แต่ ร.ต.ท.สงบ ฯ ถูกกระสุนปืนจากการสู้รบเสียชีวิตทันที ทางจังหวัดจึงได้สั่งให้บุรุษไปรษณีย์ว่ายน้ำนำโทรเลขจากอ่าวประจวบไปขึ้นที่บริเวณเชิงเขาล้อมหมวก และสามารถส่งโทรเลขได้เป็นผลสำเร็จเมื่อเวลา 13.00 น. เหตุการณ์สู้รบจึงยุติลงเวลาประมาณ 14.00 น. กำลังพลของกองบินน้อยที่ 5 และของฝ่ายญี่ปุ่นได้รวมพลที่บริเวณสนามบิน เพื่อปรับความเข้าใจซึ่งกันและกันพร้อมทั้งสำรวจความเสียหายของทั้งสองฝ่าย

ภายหลังการสู้รบ ฝ่ายทหารญี่ปุ่นซึ่งมีกำลังมากกว่าถึง 10 เท่า เสียชีวิต 417 คน ในขณะที่ฝ่ายไทยเสียชีวิต 42 คน ซึ่งประกอบด้วยทหารอากาศ 38 คน ยุวชนทหาร 1 คน ตำรวจ 1 คน และ ครอบครัว 2 คน เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติในวีรกรรมการต่อสู้อันห้าวหาญของนักรบแห่งกองบินน้อยที่ 5 ซึ่งยอมเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย กองทัพอากาศจึงได้สร้าง อนุสาวรีย์ “ วีรชน 8 ธันวาคม 2484 “ บริเวณที่เกิดการสู้รบ ณ กองบิน 53ฯ ในปัจจุบัน โดยสร้างเสร็จเรียบร้อยเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2493 และกองทัพอากาศได้พัฒนาปรับปรุงให้มีความสง่างามยิ่งขึ้นในพื้นที่เดิม เสร็จเรียบร้อยเมื่อ 8 ธันวาคม 2532 โดยมี ผบ.ทอ.เป็นประธานประกอบพิธีเปิด อนุสาวรีย์ พร้อมทั้งได้ประกอบพิธีบรรจุอัฐิวีรชน ซึ่งอัญเชิญมาจากอนุสาวรีย์ ทอ.ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่อนชุนรุ่นหลังสืบไป และในวันที่ 8 ธันวาคมของทุกปีกองทัพอากาศได้กำหนดประกอบพิธีวางพวงมาลาและสดุดีวีรกรรม 8 ธันวาคม 84 ณ อนุสาวรีย์ และบำเพ็ญกุศลแด่วีรชนผู้ล่วงลับโดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ กองทัพอากาศ ส่วนราชการต่างๆ ตลอดจนพี่น้องประชาชนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มาร่วมพิธีรำลึกถึงและสดุดีเหล่าวีรชนเป็นประจำทุกปี


เรื่องที่มีผู้อ่านสูงสุด จาก NationTV


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
รอยยิ้มจางๆ วันที่ : 08/09/2007 เวลา : 23.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wana22
บ้าน ของ หัวใจ

คนกองบิน 4

มาอ่านวีรกรรมกองบินน้อยที่5 จ.ประจวบคีรีขันธ์

ค่ะ ข้อมูลเพียบ ขอบคุณนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
kingkaoz วันที่ : 08/09/2007 เวลา : 22.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kingkaoz

ก่อนอื่นขอปูพื้นก่อนนะครับ ว่าการโจมตีของญี่ปุ่นเกิดขึ้นในเวลาไล่เรี่ยกัน

เพิร์ล ฮาเบอร์ เวลา 07.49 น.ตรงกับเวลาประมาณตีหนึ่งของเมืองไทย แต่ที่เพิร์ล ฮาเบอร์ ยังเป็นวันที่ 7 ธันวาคม

จุดต่างๆที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในเมืองไทย เกือบทั้งหมดอยู่ในช่วงเวลา 02.00-05.00

ญี่ปุ่นขึ้นบกที่โกตา บารู ในมลายู เวลาประมาณ หลังเที่ยงคืนเล็กน้อย(ก่อนเมืองไทย)


จุดต่างๆที่ญี่ปุ่นยกขึ้นบกในเมืองไทย ได้แก่ ประจวบฯ ชุมพร สุราษฎร์ฯ นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี
รวมหกจุดที่มีการสู้รบ บางท่านอาจแย้งว่าตาทุ้ยตกบางปูไปที่หนึ่ง
ไม่ตกหรอกครับ แต่บางปูผมขอคุยแยกต่างหาก เพราะเป็นเรื่องญี่ปุ่นแหกตา

เมืองไทยในเวลานั้น เรากำลังเตรียมงานฉลองรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 10 ธันวาคม อันเป็นงานใหญ่ทั่วประเทศ
คนไทยสมัยนั้น กำลังนึกถึงงานรื่นเริง คงมีจำนวนน้อยที่ตื่นตัวกับภัยสงคราม

ถ้าสมัยนั้นมีอินเตอร์เน็ต เด็กวัยรุ่นก็อาจจะกำลังโพสท์กระทู้เน่าๆ ไร้สาระในเว็บบอร์ด ทีละสามสี่กระทู้
โพสท์เยอะๆ กะให้คนรักที่เขาทิ้งไปแล้วได้เห็นอย่างเดียว ขาดจิตสำนึกที่จะรับผิดชอบต่อสังคม

แต่โชคดีที่สมัยนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ต วัยรุ่นสมัยนั้นก็เลยมีความตื่นตัวรักชาติ เป็นยุวชนทหาร เป็นยุวนารี

ความจริงแล้ว ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่น อยู่ในสายตาของสัมพันธมิตรโดยตลอด
โดยเฉพาะอังกฤษ วิทยุอังกฤษ(BBC) ได้ออกประกาศเตือนให้ทราบว่ากองเรือญี่ปุ่นมุ่งหน้าออกจากอินโดจีน
ตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม

ให้สังเกตตรงนี้นะครับ ข่าวมาเย็นวันศุกร์ ญี่ปุ่นบุกคืนวันอาทิตย์ ไทยเราคิดอะไรอยู่? โดยเฉพาะท่านผู้นำ????

คำตอบน่ะมีแน่ แต่ตอบแล้วจะไปแสลงใจใครหรือเปล่าไม่รู้นะ เอาเป็นว่าคอยหน่อย
เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเรื่อง"ขยิบตา" ในกระทู้สงครามอินโดจีน
ผมอาจไม่กล่าวแบบชี้ชัด เกรงใจเจ้าของบ้านเขา
เอาเป็นว่าอ่านแล้วคิดเอาเองก็แล้วกัน ผมเสนอแต่ข้อมูล

"ขยิบตา"กันเพลินไปหน่อย เล่นซะบ้านเมืองป่นปี้
ใจจริงผมอยากให้อ่านเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกสมรภูมิก่อนน่ะครับ ผู้อ่านจะสรุปได้เอง
แต่ถ้าใจร้อน ผมอยากตั้งข้อสังเกตให้ลองพิจารณา ว่าแต่ละสมรภูมินั้น
ญี่ปุ่นเข้ามาหาเรา เหมือนกับที่เข้าไปหาอังกฤษที่โกตา บารู หรือไม่?

บางแห่ง อย่างที่ประจวบฯ ส่งนายทหารขึ้นบกมาเจรจา แต่ถูกยิงตายที่โรงพัก ก็เลยเปิดฉากยิงกัน
ที่สุราษฏร์ ญี่ปุ่นก็ขอเจรจาก่อน แต่ไทยไม่ยอม ยิงก็ยิงกัน
แต่ที่โกตา บารู ญี่ปุ่นไม่พูดพล่ามทำเพลง ถล่มเละเลย แล้วที่เละก็คือฝ่ายญี่ปุ่น แต่ก็ขึ้นบกได้สำเร็จ

ผมสรุปของผมเองนานแล้ว ว่าปรากฎการณ์ครั้งนั้น ญี่ปุ่นเข้าใจว่าบนฝั่งไทย "เคลียร์กันแล้ว" ขอผ่านแดนเฉยๆ
ก็เลยเข้ามาแบบสบายๆ หรือกึ่งรบกึ่งคุย แต่พอเจอของจริงเช่นประจวบหรือสงขลา ญี่ปุ่นก็เลยต้องเอา
กับทางเรา รัฐบาลเป่าหูประชาชนให้สู้ตาย สู้ไม่ได้ให้เผาที่ทำการทิ้ง
"ถ้าแม้นต้องปราชัยต่อไพรี ให้ได้ปฐพี ไม่มีคน" เราก็เลยลุยเละ ไม่ยอมแพ้แม้แต่ที่เดียว

ทำไมรัฐบาลเราถึงชักเข้าชักออก? ทำไมไม่ประกาศสู้แล้วสู้จริงๆ
หรือจะยอมให้ผ่านแดนก็ยอมแต่แรกไปเลย ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ?
กำลังที่ชุมพร ประกอบด้วย ร พัน ๓๘, ตำรวจ และยุวชนทหาร
กำลังของ ร.พัน ๓๘ ที่เข้าปะทะข้าศึกคือร้อย๑ และร้อย๔ เพิ่มเติมกำลัง(ดูแผนที่)
กำลังส่วนอื่นๆ แบ่งไปรักษาเส้นทาง ชุมพร-กระบุรี,หมวดปืนใหญ่ทหารราบเข้าที่ตั้งยิงภายในโรงเรียนสตรี

กำลังยุวชนทหารกับตำรวจ รวมกันแล้วไม่เต็มสองกองร้อย

ญี่ปุ่นมาถึงเกาะมัตโพน หลังเที่ยงคืนเล็กน้อย จอดหลบพายุอยู่จนตีสี่ จึงเริ่มระบายพล
ญี่ปุ่นเริ่มยึดหัวหาดที่อ่าวปากหาด(หรือมะหาด)บริเวณบ้านคอสน เป็นแนวยาวประมาณสามกิโลเมตร
ตำรวจและยุวชนทหาร เคลื่อนที่เข้าตรึงกำลังบริเวณสะพานท่านางสังข์ฝั่งตะวันตก ประมาณ 06.00 น.
06.30 น. ผบ.พัน ร.๓๘ ได้รับแจ้งข่าว ออกคำสั่งรวมพล
06.40 น. ตำรวจและยุวชนทหาร เริ่มปะทะกับหน่วยลาดตระเวนหน้าของญี่ปุ่น ที่มีกำลังประมาณ ๑ กองร้อย

ตรงนี้ครั้งแรกผมก็สงสัย ว่ากำลังของตำรวจและยุวชน จะปะทะได้นานแค่ไหน?
แต่ภายหลังก็เข้าใจ เพราะว่าญี่ปุ่นส่งชุด ลว.หน้าเข้ามา กำลังพอกัน
ตำรวจกับยุวชนทหาร จึงสามารถยันญี่ปุ่นไว้ตั้งแต่ 06.40 น. จนกระทั่ง

08.00 น. กำลัง ร้อย๑ ของ ร.พัน ๓๘ มาถึงสะพานฯ และข้ามสะพานไปได้เรียบร้อย
ร้อย ๔ ตามมาไม่นาน ปรากฏว่าข้าศึกเพิ่มเติมกำลังเข้ามามาก ร้อย ๔ ไม่สามารถข้ามสะพานไปได้
ในขณะเดียวกัน ร้อย ๑ เคลื่อนที่ถึงวัดท่ายางใต้ ปะทะกับกำลังหลักของข้าศึก และถูกตรึงอยู่ตรงนั้น

ผบ.ร้อย ๔ สั่งวางแนวฝั่งตะวันตกของสะพาน ต่อจากแนวยุวชนทหารและตำรวจ ห่างจากสะพานประมาณ 50 เมตร

ดูแผนที่เทียบกับเวลา แล้วจะเข้าใจนะครับ
ขอให้สังเกตว่า ญี่ปุ่น ส่ง ลว.หน้า เข้ามาถึงสะพาน ตั้งแต่ หกโมงสี่สิบ
แต่กำลังหลัก ที่เข้ามาปะทะกันจริงๆนั้นคือแปดโมงกว่า ห่างกันตั้งชั่วโมงครึ่ง
หน่วยยุวชนทหารของ จ.ชุมพร อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ ร.อ. ถวิล นิยมเสน หรือ"ครูหวิน"ของยุวชนสมัยนั้น
วีรกรรมของครูหวิน และยุวชนในบังคับบัญชาเป็นเช่นไร ผมขอยกข้อเขียนของ สรศัลย์ แพ่งสภา
ผู้แต่ง"สงครามมืด ญี่ปุ่นบุกไทย" และคุณสรศัลย์เอง ก็เป็นลูกศิษย์ยุวชนของ"ครูหวิน"
ข้อความตอนนี้มาจากหนังสือข้างต้นนะครับ

------------------------------------------------

การสู้รบที่ท่านางสังข์มีความกดดันหนัก ข้าศึกมองไม่เห็นตัวฝ่ายเรา แต่ดันยิงรบกวนอยู่ได้ตลอดเวลาไม่มีหยุด
เราพยายามเปิดสะพานให้ได้แต่ไร้ผล ร้อย๑ ข้ามสะพานไปได้แต่เป็นอย่างไรบ้างไม่รู้ ได้ยินแต่เสียงปืนเสียงระเบิด
ด้วยอารมณ์ร้อนและการตัดสินใจเฉียบพลัน ครูหวินสั่งหมู่ปืนกลเบาถอนปืน หวังเสี่ยงวิ่งข้ามสะพาน
จู่โจมผลักดัน แย่งพื้นที่สะพานฝั่งตะวันออก เพื่อเปิดสะพาน จะให้ร้อย ๔ ปก.หนัก ผ่านไปได้

ร้อยเอกถวิล นิยมเสน ลุกขึ้นชูปืนพก 9 มม. เหนือศรีษะ ออกคำสั่งเสียงดังฟังชัด
"ยุวชนทหาร-ตามข้าพเจ้า" สิ้นเสียงก็ออกวิ่งนำหมู่ข้ามสะพานไปได้ พอพ้นก็พุ่งตัวลงกำบังไหล่ถนนด้านเหนือ
หลบวางแนวอยู่ที่นั่น แต่ไม่มีจุดตั้งยิงที่ได้เปรียบทางยุทธวิธี ปืนกลเบาไปตั้งอยู่ในจุดบอด
ครูหวินใจร้อน โผล่ขึ้นมาตรวจพื้นที่ และมองหาทางข้ามถนนไปฝั่งใต้ เพื่อเข้าทำลายปืนกลญี่ปุ่นซึ่งหน้า

ครั้งนี้ครูหวินคงจะเผลอตัวชะเง้อสูงเกินไป ข้าศึกระดมยิงเข้ามา กระสุนเจาะเข้าที่คอครูหวิน เสียชีวิตทันที
จากนี้ยุวชนทหารจึงยึดแนวถนน ยิงต่อสู้ข้าศึกอย่างถวายหัว ก็มีบาดเจ็บเสียชีวิตกันบ้าง

ปืนกลเบา กระบอกที่ยุวชนทหารนำข้ามสะพานไปนั้น เกิดขาทรายชำรุดใช้ตั้งยิงไม่ได้
ยุวชนทหารนายหนึ่งจึงใช้หลังหนุนกระบอกปืนแทน และใช้ยิงต่อสู้ศัตรูอยู่จนกระทั่งมีคำสั่งให้หยุดยิงเมื่อเวลา 11.00 น.

ปฏิบัติการของหมู่ปืนกลที่ท่านางสังข์ครั้งนี้ ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในนามปากกา"สามัคคีชัย"
ได้เขียนบทสดุดี ออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงอยู่นานวัน
ท่านกรุณาให้สมญาว่า"ลูกฐานปืนกล" ครับ ยุวชนทหารเด็กตัวเล็กๆ ของจังหวัดชุมพร

-------------------------------------------

เราได้รับคำสั่งให้หยุดยิงเมื่อ 11.50 น. แต่ญี่ปุ่นยังไม่ยอมหยุด
การเจรจาหยุดยิงจริงๆเกิดขึ้นเมื่อ 13.40 น.

เริ่มที่กองบินน้อยที่ ๕ อ่าวมะนาว ประจวบคีรีขันธ์
กองบินน้อยที่ ๕ ประกอบด้วยเครื่องบินสามฝูง คือฝูง ๕๑ , ๕๒ , ๕๓
ฝูง ๕๑ ประกอบด้วยเครื่องบิน Hawk 2(บ.ข. ๙) จำนวน 9 เครื่อง
ฝูง ๕๒ ประกอบด้วยเครื่องบิน Hawk ๓(บ.ข. ๑๐) จำนวน 9 เครื่อง
ฝูง ๕๓ ประกอบด้วยเครื่องบิน Corsair(บ.จ. ๑) จำนวน 9 เครื่อง
ผบ.บน.๕ ขณะนั้นคือ น.ต. ม.ล.ประวาศ ชุมสาย

ใกล้สงครามเข้ามา ทอ.สั่งกระจายกำลัง โดยให้ฝูง ๕๑ ย้ายไปอยู่ที่ย่านสำโรง นครปฐม
ฝูง ๕๒ จำนวน ๖ เครื่อง ย้ายไปอยู่ที่นครศรีธรรมราช
ฝูง ๕๓ จำนวน ๖ เครื่อง ย้ายไปอยู่ที่สงขลา

นั่นคือ ณ วันที่เกิดเหตุญี่ปุ่นบุก บน.๕๓ มีกำลังเครื่องบินประจำการอยู่เพียง ๖ เครื่องเท่านั้น
คือ Hawk ๓ จำนวน ๓ เครื่อง และCorsair จำนวน ๓ เครื่อง
กับกำลังอากาศโยธิน(อย.) ๑ กองร้อย ภายใต้บังคับบัญชาของ ร.ต. ศรีศักดิ์ สุจริตธรรม

ด้านการวางกำลังป้องกันกองบิน ผบ. บน.๕ สั่งให้วางปืนกลหนัก ไว้บนเขาล้อมหมวก , เกาะอีแอ่น(กลางอ่าวมะนาว), และบนเขาวัวตาเหลือก
ซึ่งหากมีเหตุเกิดขึ้น ทั้งสามจุดสามารถประสานการยิง เพื่อสร้างอำนาจการยิงสูงสุดได้เป็นอย่างดี

กองบินกำลังจะจัดงานเลี้ยงส่ง ผบ.ฝูง ๕๓ ในวันที่ ๘ ช่วงบ่าย ดังนั้น ผู้หมวดศรีศักดิ์ฯ ผบ.ร้อย.อย.จึงรับหน้าที่นำกำลังออกไปตีอวนจับปลา หาอาหารทะเล ในคืนวันที่ ๗ ธันวาคม
รวมกำลังพลทั้งหมดของ บน.๕ ทั้งกองบิน และ อย.ในการรบครั้งนั้น ประมาณ ๑๒๐ นาย
ข้าศึกขึ้นบกสองจุด คือที่อ่าวประจวบ(ตัวจังหวัด) และอ่าวมะนาว(กองบิน) แต่จุดไหนก่อน?

ผมจับใจความตรงคำบอกเล่าของ ร.ต. ศรีศักดิ์ฯ ว่าขณะที่ท่านนำทหารไปลงอวน ในเวลาตีสามกว่า
ท่านสังเกตเห็นเรือหลายลำในทะเล ส่งสัญญานไฟระหว่างกัน ขณะนั้นก็ได้ยินเสียงปืนยิงตอบโต้กัน จากในตัวเมือง

ตรงนี้ผมสรุปว่าญี่ี่ปุ่นหน่วยที่เข้ายึดตัวเมือง เข้าถึงเป้าหมายก่อน
ทีนี้เรามาดูเหตุการณ์ในเมืองกันก่อนนะครับ

ที่สถานีตำรวจภูธรประจวบฯ บันทึกไว้ว่าเวลาประมาณตีสี่ ขณะที่พลฯรักษาการณ์ถือปืนติดดาบ ยืนเข้าเวรตามปกติ
ก็ปรากฎชายแต่งกายในชุดทหารแปลกๆ เดินตรงมาที่บันไดโรงพัก
พลฯรักษาการณ์ ร้องบอกให้หยุด แต่บุคคลดังกล่าวยังคงเดินตรงเข้ามา และก้าวขึ้นบันไดโรงพัก
พลฯรักษาการณ์ เฉียงอาวุธ และร้องบอกให้หยุดอีกหลายครั้ง แต่บุคคลดังกล่าว(มาคนเดียว แต่คาดว่ามีซุ่มอยู่รอบโรงพักอีก)ก็ยังตรงขึ้นบันไดมา
พลฯรักษาการณ์ ก็เลยเสียบด้วยดาบปลายปืน
พลฯรักษาการณ์ ก็เลยเสียบด้วยดาบปลายปืน ล้มคว่ำตายอยู่ตรงบันไดโรงพัก
หลังจากนั้น บรรดาสารพัดลูกปืน จากพวกที่ซุ่มอยู่รอบนอก ก็ประเคนเข้าใส่โรงพักประจวบ
(ภายหลังจึงทราบว่า บุคคลที่ถูกพลฯรักษาการณ์แทงตาย เป็น ผบ.พันนาวิกโยธิน ที่มีประวัติการรบดีเด่น)

พลฯรักษาการณ์ รีบเผ่นไปตีระฆังบอกเหตุ จากนั้นเมืองประจวบก็ถูกปลุกเข้าสู่สงคราม
ญี่ปุ่นเข้าตีโรงพักป่นปี้ จากนั้นรุกคืบเข้าตัวเมือง เป้าหมายคือสถานีรถไฟ
คนประจวบจับอาวุธเท่าที่หาได้ ลุกขึ้นสู้เคียงบ่ากับตำรวจ สู้ทั้งหญิงทั้งชาย สู้ด้วยใจเต็มร้อย
ญี่ปุ่นยึดสถานีรถไฟได้ในตอนสายๆ แล้วตรึงอยู่แค่นั้น ชาวเมืองประจวบกระจายกำลังต่อต้านอยู่ระหว่างตัวเมือง กับกองบิน
จนกระทั่งได้รับคำสั่งให้หยุดยิงเมื่อเวลา ๑๐.๔๐ น.

แต่ที่กองบิน ยังไมหยุด เพราะยังไม่ได้รับคำสั่ง

ทีนี้ย้อนกลับมาดูแนวรบด้าน บน.๕ บ้างนะครับ
หลังจากผู้หมวดศรีศักดิ์ พาลูกน้องกลับเข้ามาแจ้งรักษาการณ์ และปลุกทหารที่หลับอยู่
บน.๕ ตั้งแนวรับที่ชายหาด ประสานการยิงกับปืนกลบนเขา ญี่ปุ่นไม่มีโอกาสเข้าเจรจา แต่หนุนเข้ามาอีกไม่ขาดสาย

ด้านหน่วยบิน ร.ต.แม้น ประสงค์ดี หน.หมู่บิน Hawk ๓ พร้อมลูกหมู่
คือ พ.อ.อ.พรม ชูวงศ์ และ จ.อ.จำเนียร อารยะกุล ติดเครื่องเตรียมนำเครื่องขึ้น
ทหารญี่ปุ่นหมู่หนึ่งตรงเข้าสกัด หมวดแม้นนำเครื่องขึ้นได้ แต่ตนเองถูกยิงที่ข้อมือและสะบักหลัง
ความบาดเจ็บไม่อาจหยุดหมวดแม้นได้ แกนำเครื่องเข้ายิงกราดชายหาดสองสามชุด จากนั้นโฉบเข้าทิ้งระเบิดเรือข้าศึกที่จอดอยู่ แต่ไม่ถูก
เครื่องของหมวดแม้นถูกยิงเสียหาย จึงผละจากแนวรบ แล้วร่อนลงฉุกเฉินบริเวณเขาสามร้อยยอด (ประมาณ ๔๐ ไมล์จากประจวบ)

เครื่อง Hawk ตัวที่สอง พ.อ.อ. พรมฯ นำเครื่องตั้งตัววิ่งขึ้น ท่ามกลางห่ากระสุน แต่โชคไม่เข้าข้าง
กระสุนนัดหนึ่งเจาะเข้าถังเชื้อเพลิง ไฟลุกท่วม พ.อ.อ. พรมฯ ตัดสินใจ abort เครื่องแตะพื้นแล้วพลิกคว่ำไฟลุกท่วม
พ.อ.อ. พรมฯ คลานออกมาจากเครื่อง ทหารญี่ปุ่นชาร์จถึงตัว เสียบด้วยดาบปลายปืน สิ้นใจอยู่ข้างเครื่องที่ไฟลุกไหม้

Hawk เครื่องที่สาม ติดเครื่องพร้อมขึ้น ช่างอาวุธกำลังติดชนวนระเบิดอยู่ใต้ท้อง
ช้าไปเสียแล้ว ทหารญี่ปุ่นชาร์จเข้าถึงเครื่อง ชักดาบซามูไรเสียบจ่าจำเนียรตายคาที่นั่งนักบิน
ร.อ.สวน สุขเสริม หัวหน้าหมู่ กับ จ.ต. สมพงษ์ แนวบรรทัด พลปืนหลัง
ร.อ.สวน ติดเครื่องยนต์ได้ นำเครื่องตั้งตัววิ่งขึ้น แต่ขณะนั้น ลูกปืนนัดหนึ่งเจาะเข้าเครื่องยนต์ ถึงกับลูกสูบแตก เครื่องหมดกำลังทันที
นักบินตัด power พาเครื่องเข้าจอดข้างรันเวย์สละเครื่อง แต่ญี่ปุ่นชาร์จถึงตัวพอดี
ร.อ.สวน ชักปืนพกยิงสวนออกไป แต่ไม่ทันกับที่ญี่ปุ่นเสียบดาบเข้าทะลุสะโพกเป็นแผลเหวอะหวะ
โชคยังดีที่ท่านวิ่งหนีทัน รอดตายทั้งตัวท่านและพลปืนหลัง

Corsair เครื่องที่สอง พ.อ.ท. เปลี่ยน สมิตเมฆ นักบิน และ จ.ท.บุญมั่น สิโรปมา พลปืนหลัง
เครื่องที่สองนี้แท๊กซี่ตามเครื่องแรกออกไปติดๆ พอเห็นเครื่องของ ร.อ. สวน หัวหน้าหมู่ ขัดข้องขวางทางวิ่งอยู่
จึงดับเครื่องและสละเครื่องตาม นักบินตะโกนบอกจ่าบุญมั่น พลปืนหลัง ให้ถอดปืนออกมายิงกับข้าศึก
แต่ไม่ทันการ จ่าบุญมั่น ถูกกระสุนปืนเสียชีวิตอยู่ในที่นั่งพลปืนหลังนั่นเอง ส่วนนักบิน หนีรอดไปสมทบกับทหารกองรักษาการณ์

เครื่อง Corsair ตัวที่สาม พ.อ.ต.กาพย์ ขำศิริ นักบิน และ จ.ท.สถิตย์ โรหิตโยธิน พลปืนหลัง
นักบินตัดสินใจพาเครื่องลุยป่าหญ้าคา หลบเครื่องที่ขวางทางขับอยู่ ตั้งตัวบนรันเวย์ แล้ววิ่งขึ้นท่ามกลางห่ากระสุน
แต่ยังไม่ทันที่จะไต่หาระยะสูง กระสุนนัดหนึ่งเจาะเข้าลำตััวพลปืนหลัง ฟุบอยู่กับที่
อีกนัดหนึ่งเจาะเข้าเครื่องยนต์ ไฟลุกท่วม
นักบินพาเครื่องเลี้ยวเข้าหาเขาวัวตาเหลือก อย่างน้อยเพื่อเข้าแนวฝ่ายเรา
แต่เครื่องเสียระยะสูงอย่างรวดเร็ว แล้วตกลงในแนวป่าหลังเขาไฟลุกท่วม นักบินบาดเจ็บไฟคลอก จึงสละเครื่องเข้าไปหลบอยู่ในป่า
ส่วนพลปืนหลังที่ถูกยิงหมดสติ ถูกไฟคลอกตายคาที่นั่ง

บน.๕ ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก

ที่ห้องสือสาร เจ้าหน้าที่สื่อสาร ๓ นาย พยายามส่งวิทยุโทรเลข ขอความช่วยเหลือจากกรุงเทพ
ทหารญี่ปุ่นอ้อมกองรักษาการณ์เข้ามา ชักซามูไรฟัน จ.ต.สถาน วัฒกุล พลวิทยุ คอขาดตายคาเครื่องส่งวิทยุ
จ.ต. ตาบ สมจิตต์ หันกลับมาจะสู้ แต่ไม่ทัน ดาบซามูไรเสียบทะลุอก สิ้นใจอยู่เคียงข้าง จ.ต. สถาน
พลฯ สุชาติ ขำทะแย หนีรอดออกมาได้ แต่ถูกฟันบาดเจ็บหลายแห่ง

และคุณลุงสุชาติท่านนี้ละครับ ที่ได้เคยเล่าเหตุการณ์ในการรบครั้งนั้นให้ตาทุ้ยฟัง

เวลาล่วงเลยจากสายมาเป็นบ่าย ผบ.บน.๕ เห็นว่ากำลังของญี่ปุ่นยังหนุนเนื่องเข้ามาเรื่อยๆ
(ขณะนั้นในเมืองประจวบ และสมรภูมิอื่นๆ หยุดยิงหมดแล้ว)

ท่านสั่งปรับแนว อพยพกำลังพลและครอบครัวทั้งหมด ถอยขึ้นเขาล้อมหมวก(ดูแผนที่นะครับ)ปักหลักสู้ตายอยู่ที่นั่น
และนี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ บน.๕ ไม่ได้รับข่าวหยุดยิง ญี่ปุ่นล้อมกองบินไว้หมด

ทางจังหวัด ต้องอาศัยลูกเสือ(หรือยุวชนทหาร)ท่านหนึ่ง(ถ้าผมจำไม่ผิด นามสกุลนาวีเสถียร) นำจดหมายไปส่ง แต่ถูกยิงเสียชีวิต
(ขอแทรกตรงนี้หน่อยครับ สมัยก่อน การ์ตูนหนูจ๋า เคยมีเรื่อง"วีรบุรุษน้อย"คนอ่านติดกันเกรียว มีโครงเรื่องมาจากกรณีนี้)

ส่งข่าวไม่ได้ จนกระทั่งมีโทรเลขแจ้งหยุดยิงมาจากรัฐบาล ร.ต.ท. สงบ พรหมรานนท์ อาสาไปส่ง กับบุรุษไปรษณีย์
แต่ไปได้ยังไม่ถึง ร.ต.ท. สงบ ถูกยิงเสียชีวิต บุรุษไปรษณีย์ ต้องอาศัยลงทะเล ลอยคอไปส่งที่เขาล้อมหมวก
การยุดยิงจึงเกิดขึ้น เมื่อประมาณ 16.00 น. ของวันที่ 9 ธันวาคม

รวมเวลาที่ บน. ๕ ยันข้าศึกเอาไว้ถึง 36 ชั่วโมง !

ผลของการสู้รบ ทหารอากาศเสียชีวิต 39 นาย
ลูกเสือ 1 นาย
ครอบครัวทหาร 2 คน(ทั้งสองคน เป็นผู้หญิง คนหนึ่งคือ คุณพรรณี วัฒนางกูร ภริยาของ น.อ. เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร หรือพระยาเฉลิมอากาศนั่นเอง)

ศพผู้เสียชีวิตทั้งหมด ฝังอยู่ริมหาดหน้ากองบิน แบ่งเป็นสองหลุม

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
kingkaoz วันที่ : 08/09/2007 เวลา : 22.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kingkaoz

วีรกรรม ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ เป็นเหตุการณ์ที่ชาวประจวบคีรีขันธ์ ชาวกองทัพอากาศ และชาวไทย ทั่วไปที่รับรู้เรื่องราวการสู้รบในครั้งนั้น ไม่เคยลืมเลือนไปจากความทรงจำเลย ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนาน เพียงใด เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นประจักษ์พยานแห่งความเป็นนักสู้ที่ห้าวหาญของคนไทย แห่งความรัก และหวงแหนแผ่นดินไทย และแห่งความเสียสละของเหล่าทหารหาญของกองทัพอากาศ ที่น่าภาคภูมิใจ ควรแก่การยกย่องสรรเสริญสดุดีเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งเป็นแบบอย่างอันดีเยี่ยมให้ชนรุ่นหลังได้ยึดถือในการ ดำรงชาติดำรงเอกราชอธิปไตยของชนเผ่าไทย ให้คงอยู่ตลอดไปเป็นนิจนิรันดร์
สำหรับเหตุการณ์เมื่อ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ เวลา ๐๔๐๐ สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ กองทัพของญี่ปุ่น ได้ยกพลขึ้นบก ณ บริเวณตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์, อ่าวประจวบฯ และอ่าวมะนาว เพื่อใช้เป็นเส้นทางเดินทัพ ผ่านเข้าประเทศพม่า ด้วยกำลังพลประมาณ ๒ กองพัน ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองบินน้อยที่ ๕ ปัจจุบัน คือ กองบิน ๕๓ ซึ่งวีรกรรมในคราวนั้น ข้าราชการ ทอ., ยุวชนทหาร, ข้าราชการตำรวจและประชาชน ได้ร่วมกัน ต่อสู้เพื่อมิให้ศัตรูล่วงล้ำอธิปไตยของไทยด้วยกำลังอันน้อยนิดอย่างกล้าหาญถึงขั้นใช้อาวุธต่อสู้ประชิดตัว เป็นเวลากว่า ๓๓ ชั่วโมง จนรัฐบาลไทยในสมัยนั้นตกลงเจรจากับรัฐบาลญี่ปุ่นยุติการสู้รบ ปรากฏว่าฝ่ายทหาร ญี่ปุ่นเสียชีวิตในสนามรบประมาณกว่า ๔๐๐ คน ในขณะที่ฝ่ายไทยเสียชีวิต โดยเป็นทหารอากาศ ๓๔ คน ยุวชนทหาร ๑ คน และครอบครัว ๒ คน
เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งวีรกรรมในครั้งนั้น ทางราชการได้สร้างอนุสาวรีย์ "วีรกรรม ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔" ประดิษฐานไว้ ณ กองบิน ๕๒ ขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญ โดยในวันที่ ๘ ธันวาคม ของทุกปี ทอ. ได้ประกอบพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ฯ และบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่วรีรกรรมดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งต่างหาก
เป้าหมายของการจัดงาน มหกรรมวีรชนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งกองทัพอากาศเป็นแม่งานใหญ่ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในศึกครั้งนั้น ขณะเดียวกันก็เป็นการร่วมมือ ร่วมพลัง และสร้างมิตรภาพ ทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ตลอดจนระดับชาติ พร้อมทั้งเป็นการสนับสนุนปีท่องเที่ยวไทยตามนโยบาย ของรัฐบาลด้วย ที่สำคัญก็จะเป็นการเสริมความสัมพันธ์อันแนบแน่นให้มียิ่งขึ้นไปอีกระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน