• kingkaoz
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kingkaoz@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-22
  • จำนวนเรื่อง : 55
  • จำนวนผู้ชม : 267409
  • ส่ง msg :
  • โหวต 26 คน
ประวัติศาสตร์ที่ชีวิตคุณอาจไม่เคยรู้
ประวัติศาสตร์ในอดีตบางเรื่องคุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยในชีวิต เราจะมาทำให้คุณรู้และเข้าใจประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าในอดีตอีกครั้ง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kingkaoz
วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม 2550
Posted by kingkaoz , ผู้อ่าน : 4205 , 23:06:43 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ตำนานเทพเจ้าฮินดูกับตำนานเทพเจ้ากรีก
                เกี่ยวกับประเด็นที่รามเกียรติ์อันเป็นวรรณกรรมของซีกโลกตะวันออก มีความคล้ายคลึงกับวรรณกรรมของซีกโลกตะวันตกอย่างอีเลียดนั้น พอจะหาคำตอบได้อย่างหนึ่ง
                นั่นคือเผ่าอารยันที่เข้ามาตั้งรกรากในอินเดียและกลายเป็นผู้ครอบครองดินแดนนี้แทนที่ชาวดราวิเดียนนั้น เป็นพวกที่อพยพมาจากทางฝั่งซีกโลกตะวันตก
                มีบันทึกประวัติศาสตร์จำนวนมากได้บันทึกว่าชาวอารยันคือพวกที่อพยพมาจากดินแดนทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ในราวๆ 1500 ปีก่อนคริสตกาล โดยในยุคนั้นดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียกำลังมีอาณาจักรใหม่เกิดขึ้นโดยชาวอารยันอีกกลุ่มหนึ่งเช่นกัน นั่นคือประเทศอิหร่านในปัจจุบัน
                ในยุคนั้นอินเดียยังไม่ได้รวมตัวกันเป็นอาณาจักรเดียวกัน โดยศูนย์กลางความเจริญสูงสุดของดินแดนนี้อยู่ที่บริเวณลุ่มน้ำสินธุซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอารยธรรมที่รุ่งเรืองมาก มีการสร้างเส้นทางค้าขายไปยังโลกตะวันออกกลาง และได้ติดต่อค้าขายกับทางเมโสโปเตเมียอยู่เป็นประจำ แต่หลังจากนั้นอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุนี้ก็เริ่มถูกทำลายลงเพราะแม่น้ำสินธุเกิดท่วมและเข้าทำลายบ้านเมือง อีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะโดยผู้รุกรานอย่างพวกอารยัน ซึ่งได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและขยายอำนาจไปจนถึงทางตะวันออกของแม่น้ำคงคา
                สำหรับพวกดราวิเดียนอันเป็นชนเผ่าที่ตั้งรกรากอยู่ในดินแดนนี้มาแต่แรกนั้น ได้ลงไปตั้งถิ่นฐานอันมั่งคงที่ตอนใต้ของอินเดียและเกาะศรีลังกา หรือก็คือนครลงกาในรามเกียรติ์นั่นเอง
                จากการขยายดินแดนของชาวอารยันแล้ว ดูเหมือนชาวอารยันจะเป็นพวกชนชาติที่ชอบการทำสงครามขยายดินแดนเป็นหลัก ซึ่งค่อนข้างจะเป็นนิสัยประจำตัวของชนชาติทางโลกตะวันตกในยุคนั้นเช่นชาวไมซีเนียนที่ได้เข้าครอบงำกรีก ชาวอัสซีเรียนที่ได้สร้างอาณาจักรอัสซีเรียขึ้น และชาวไมแทนนีกับชาวฮิตไทต์ที่ต่างก็สร้างอาณาจักรขึ้นมาเป็นใหญ่แถบดินแดนพระจันทร์เสี้ยวเมโสโปเตเมียในช่วงนั้น ซึ่งชาวอารยันเองก็อาจจะเป็นบรรพบุรุษหรือมีความเกี่ยวเนื่องกับชนชาติเหล่านั้นอยู่บ้างก็ได้
                จากความที่ชนชาติอารยันมีความเกี่ยวเนื่องกับชนชาติทางโลกตะวันตก จึงอาจจะรับเอาอะไรหลายๆอย่างเช่นวัฒนธรรม แนวคิด ความเชื่อ รวมไปถึงตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้ามาด้วย และในชาวอารยันเป็นผู้ที่เข้ามาสร้างรากฐานอำนาจในอินเดียและเหล่าพราหมณ์ซึ่งจะว่าไปก็คือชนชั้นสูงของชาวอารยันเป็นพวกที่ให้กำเนิดศาสนาฮินดูขึ้นมา ศาสนานี้จึงมีความเชื่อในเรื่องเทพเจ้าหลายๆอย่างที่คล้ายคลึงกับของพวกกรีกมากอย่างไม่เน่าเชื่อ
                อะไรที่คล้ายกันบ้าง เริ่มตั้งแต่สถานที่ ที่สิงสถิตของเทพฮินดูและกรีกต่างก็เป็นภูเขาเหมือนกัน ของฮินดูคือเขาไกรลาส ส่วนของกรีกคือเขาโอลิมปุส
                ฮินดูและกรีก ต่างก็มีเทพเจ้าผู้ใช้สายฟ้าเป็นอาวุธ และเป็นเทพผู้ดูแลทุกข์สุขของมนุษย์ โดยของฮินดูคือพระอินทร์ ของกรีกคือเทพซุส ในทางโหราศาสตร์ถึงกับบอกว่าดาวพฤหัสฯซึ่งเปรียบดั่งเทพจูปีเตอร์หรือเทพซุสนั้น ก็คือคือองค์เดียวกับพระอินทร์
                ยังมีอะไรอีกมากมายที่ซุกซ่อนอยู่ในตำนานความเชื่อของโลกตะวันออกและตะวันตกที่มีความคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งหากจะสาธยายก็คงจะออกนอกเรื่องมากเกินไป
เหล่าเทพเจ้าแห่งฮินดู       

                ก่อนจะเริ่มการเจาะลึกลงไปในเรื่องรามเกียรติ์ได้นั้น ต้องเริ่มพูดถึงเหล่าเทพเจ้าของฮินดูเสียก่อน เพราะเทพเจ้าทั้งหลายที่ปรากฏในเรื่องนั้นต่างก็มีบทบาทที่ทำให้เกิดเรื่องราววุ่นวายต่างๆขึ้นมา
                พระศิวะ – เทพผู้ปกครองสูงสุดของเขาไกรลาส ตามความเชื่อของศาสนาฮินดูนั้นเชื่อว่าเป็นเทพผู้ทำลายล้าง แต่บางนิกายจะนับว่าเป็นเทพผู้สร้างด้วย โดยเป็นผู้ที่ได้สร้างโลกนี้ขึ้นมา ลักษณะเด่นของพระศิวะคือมีตาที่สามซึ่งจะปิดอยู่ตลอดเวลา หากว่าลืมขึ้นเมื่อไหร่จะก่อเกิดเป็นเปลวไฟแผดเผาโลกจนสิ้น ดูจากภายนอกแล้วพระศิวะจะแต่งกายน่ากลัวด้วยการห่มชุดเหมือนดั่งฤาษี และมีพระศอเป็นงู นอกจากนี้ยังเป็นเทพเจ้าแห่งการประทานพร สามารถให้พรแก่ผู้ที่บำเพ็ญเพียรอย่างหนักได้สมหวัง และด้วยความสามารถอันนี้เองที่มักจะก่อให้เกิดเรื่องวุ่นวายกับโลกอยู่บ่อยๆ
                ลักษณะของพระศิวะในเรื่องรามเกียรติ์ เป็นเหมือนผู้ใหญ่ที่คอยดูแลเรื่องต่างๆ แต่ก็เป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆมากมายเช่นกันจากความที่ไม่ว่าใครขออะไรแล้วก็มักจะให้พรตามนั้นโดยไม่ได้สนใจว่ามันอาจจะก่อให้เกิดผลอะไรตามมา เช่นการมอบกระบองที่ทำให้ไม่มีใครสู้ได้แต่อสุรพรหมแล้วจากนั้นก็ได้สร้างความวุ่นวายขึ้นไปทั่ว ให้พรแก่หิรันตยักษ์ให้มีอิทธิฤทธิ์มากจนม้วนแผ่นดินไปเก็บไว้ที่บาดาล ฯลฯ และยังอีกมากมายจนคณานับ ความที่เป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่แต่ชอบเป็นต้นเหตุของปัญหาแบบนี้ ดูแล้วไม่ค่อยต่างไปจากเทพซุสของกรีกเท่าไหร่นัก แต่พระศิวะยังดีกว่าตรงที่ไม่ได้มีอารมณ์เกรี้ยวกราดอย่างไร้เหตุผลและมีนิสัยเจ้าชู้เหมือนเทพซุส
                พระนารายณ์(พระวิษณุ) – เทพผู้ปกครองเกษียรสมุทร เป็นเทพเจ้าแห่งการพิทักษ์และปกป้องเหล่ามนุษย์ มีสี่กร แต่ละมือจะถืออาวุธเอาไว้ ประกอบด้วย จักร สังข์ ตรี และคฑา ว่ากันว่าหลังจากพระศิวะสร้างโลกแล้วก็ได้ให้กำเนิดพระนารายณ์ต่อมา ในนิกายไวษพนั้นนับถือพระนารายณ์เหนือยิ่งกว่าพระศิวะเสียอีก
                บทบาทของพระนารายณ์ในรามเกียรติ์นั้น ถ้าจะว่ากันตรงๆแล้วก็คือเทพผู้มีหน้าที่คอยตามเก็บหรือจัดการเรื่องราวยุ่งๆที่เกิดขึ้นเพราะการชอบให้พรแบบไม่คิดของพระศิวะ ยามที่โลกเกิดความวุ่นวายขึ้นซึ่งส่วนใหญ่จุดเริ่มมาจากพรของพระศิวะนั้น พระนารายณ์ก็จะได้รับบัญชาให้ลงไปจัดการแก้ไข โดยการอวตารลงไปเกิดบนโลกมนุษย์ในรูปลักษณ์ต่างๆ เช่น ปลา หมู คนธรรพ์ ฯลฯ  โดยในฮินดูมีความเชื่อว่าพระนารายณ์จะอวตารลงมาเกิดทั้งหมด 10 ชาติ เพื่อขจัดความชั่วร้ายและช่วยเหลือโลกมนุษย์ สำหรับในเรื่องรามเกียรติ์นั้น ต่างเชื่อกันว่าพระนารายณ์ได้ลงมาอวตารเป็นพระรามเพื่อปราบเหล่ายักษ์ โดยถือเป็นการอวตารในชาติที่ 7
                เกี่ยวกับการอวตาร 10 ชาติของพระนารายณ์นี้ ในช่วงที่ศาสนาพุทธเริ่มรุ่งเรืองและเผยแพร่ไปทั่วอินเดียนั้น ทางฝ่ายฮินดูเองได้พยายามที่จะหาทางสกัดกั้น แต่การใช้ความรุนแรงจะถูกต่อต้าน นอกจากนี้ในยุคที่พระพุทธเจ้าเริ่มเผยแพรคำสอนนั้น เหล่ากษัตริย์ของแคว้นต่างๆล้วนแต่ยอมรับคำสอนของศาสนาพุทธว่าดีจริง และในการโต้แย้งธรรมระหว่างพุทธกับฮินดูโดยพระสงฆ์กับพราหมณ์นั้น ปรากฏว่าทางพระสงฆ์สามารถโต้แย้งในเรื่องหลักธรรมชนะพวกพราหมณ์หลายครั้ง ทำให้ศาสนาฮินดูเริ่มเสื่อมถอยลง เพื่อให้ฮินดูสามารถยืนหยัดได้ จึงต้องมีการผสมผสานความเชื่อของทางฮินดูให้เข้ากับของพุทธ ดังนั้นทางฮินดูจึงถือกันว่าเจ้าชายสิทธิทัตถะหรือพระพุทธเจ้านั้น คือร่างอวตารชาติที่ 9 ของพระนารายณ์ และหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบด้วยตนเองนั้น ก็เป็นหลักธรรมที่พระเจ้าของฮินดูได้บอกมาอีกที
                เกี่ยวกับการอวตารทั้ง 10 ชาติของพระนารายณ์นั้น ตัวผู้เขียนไม่อยากจะตีความะไรมากมายนัก เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางศาสนา อาจทำให้คนนับถือฮินดูไม่พอใจได้
                พระพรหม – เทพเจ้าผู้สร้างแห่งฮินดู บางนิกายยกให้พระพรหมอยู่เหนือพระศิวะ โดยเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมา ลักษณะเด่นคือมีสี่หน้า เป็นเพทผู้รังสรรค์สิ่งต่างๆขึ้น เมื่อรวมกับพระศิวะและพระนารายณ์แล้ว ทางฮินดูต่างนับถือเป็นสามเทพสูงสุดที่เรียกกันว่าตรีมูรติ       
                คล้ายกับพระบิดา พระบุตร และพระจิตของทางคริสต์เลยว่าไหม
               
ผู้ให้กำเนิด ผู้ช่วยเหลือ และผู้สร้างสรรค์
                เกี่ยวกับพระพรหมนี้มีเกร็ดที่อยากเล่าสักนิด เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับทางพุทธศาสนาด้วย อย่างที่รู้กันว่าศาสนาพุทธนั้นเป็นอเทวนิยม นั่นคือไม่มีเทพเจ้า ตัวของพระพุทธเจ้าเองก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งที่ได้ค้นพบสัจธรรมและหลักธรรมที่เป็นจริงอยู่แล้วในจักรวาลแล้วท่านนำมันออกมาเผยแพร่สั่งสอนผู้คน
                หากว่าศาสนาพุทธไม่มีเทพเจ้า แล้วรุกขเทวดาหรือปีศาจละ สวรรค์หรือนรกละของเหล่านั้นไม่มีจริงงั้นหรือ อยากจะบอกว่าหากศึกษาในคำสอนดีๆแล้ว จะพบว่าของเหล่านั้นมีจริง แต่ไม่ได้อยู่ในรูปลักษณ์แบบที่คนคิดกันเป็นรูปธรรม
                สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ นี่คงเป็นคำเปรียบเทียบของนรกสวรรค์ในพุทธศาสนาที่ดีที่สุด สวรรค์ในเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ ไม่ใช่สวรรค์ที่มี 6 ชั้น พรหม 4 นรกก็ไม่ใช่แบบที่มีหลายขุมเป็นนรกภูมิ การที่เราเชื่อกันแบบนั้น เป็นเพราะความที่ศาสนาพุทธที่เข้ามาในประเทศไทยได้ถูกผสมผสานเข้ากับความเชื่อของทางฮินดูและพราหมณ์ในบางส่วน
                รุกขเทวดาของพุทธคือสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติ หรือสิ่งที่อยู่ตามป่าเขา ต้นไม้ สิ่งต่างๆที่อยู่ในสิ่งเหล่านั้น ซึ่งตามองไม่เห็นแต่ใจสัมผัสได้ ในขณะที่ปีศาจหรืออสูร คือสิ่งที่อยู่ในจิตใจของคนเรา
                แต่ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ ที่พระพรหมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพุทธไปแล้ว ในทางพุทธนั้นไม่มีพระพรหมที่เป็นเทพเจ้า เพราะทางพุทธไม่ได้ถือว่าพระพรหมสร้างโลก แต่พระพรหมที่อยู่ในทางพุทธโดยแท้จริงคือหลักธรรมที่เรียกว่าพรหมวิหาร 4 อันประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
                ดังนั้นเทพเจ้าที่มีนามว่าพระพรหมจึงไม่มีอยู่จริงในทางพุทธ
                อันที่จริงอยากจะเขียนโดยเลี่ยงประเด็นทางศาสนาให้มากที่สุด เพราะผู้นับถือศาสนาอื่นและผู้ศรัทธาในเทพเจ้าอาจไม่พอใจ
                สำหรับประเด็นหลักที่จะพูดถึงต่อไปนี้คือเรื่องที่พระนารายณ์อวตารเป็นพระรามนั้น นับจากนี้ผู้เขียนจะไม่ถือว่าเป็นจริง เพราะบทความที่จะเขียนถึงต่อไปนี้ จะพูดถึงเรื่องของพระรามในแง่ที่เป็นกษัตริย์ เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นเทพเจ้าแต่อย่างใด นี่ยังรวมไปถึงเหล่าลิงและยักษ์เช่นหนุมานและทศกัณฐ์อีกด้วย เพราะบทความชุดนี้จะขอพูดถึงตัวละครในรามเกียรติ์ที่เป็นมนุษย์ มีความคิด มีด้านสว่างและด้านมืดในตัวเอง มีเหตุและผลของการกระทำที่มองกันตามหลักของความเป็นจริง และมุมมองด้านการเมืองรวมทั้งแง่มุมของความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ที่สามารถจับต้องได้ หาได้มีเรื่องของอิทธิปาฏิหาริย์ใดๆมาเกี่ยวข้อง
                 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน