• kittinunn
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : bloggerkittinunn@live.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-29
  • จำนวนเรื่อง : 1388
  • จำนวนผู้ชม : 2221000
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1540 คน
Kittinunn Online • News is a Reality
เกาะติด-วิจารณ์ จับตาเหตุบ้านการเมือง สังคม สภาวะแวดล้อม และมุมมองที่แตกต่าง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kittinunn
วันพฤหัสบดี ที่ 18 มีนาคม 2553
Posted by kittinunn , ผู้อ่าน : 2692 , 02:21:10 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

คำวินิจฉัยส่วนตน "ฤทธิเทพ-กำพล" ยกคำร้อง-ยึดทรัพย์ทั้งหมด

หมายเหตุ : คำวินิจฉัยส่วนตน ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล ที่มีความเห็นให้ยกคำร้องยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะไม่ได้ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ทั้ง 5 กรณี ส่วนนายกำพล ภู่สุดแสวง เห็นว่า ควรยึดเงินทั้งหมด 76,621.60 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน เพราะหากยึดบางส่วน จะส่งผลให้ผู้ที่ละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ และบทบัญญัติกฎหมายไม่ยำเกรงกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติ 8 ต่อ 1 ให้เงินที่ได้จากการขายหุ้น และเงินปันผลจากการขายหุ้นชินคอร์ป ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 46,373,687,454.70 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน จากทั้งหมดที่อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ป 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน

ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล คือ 1 เสียงที่พิพากษาให้ยกคำร้องยึดทรัพย์ โดยในคำวินิจฉัยส่วนตนระบุว่า

..."จากพยานหลักฐาน จึงมีความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา (พ.ต.ท.ทักษิณ) ผู้คัดค้านที่ 1 (คุณหญิงพจมาน) ถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ป 1,419,490,150 หุ้น โดยให้ผู้คัดค้านที่ 2 (นายพานทองแท้) ผู้คัดค้านที่ 3 (น.ส.พินทองทา) ผู้คัดค้านที่ 4 (น.ส.ยิ่งลักษณ์) ผู้คัดค้านที่ 5 (นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์) เป็นผู้ถือหุ้นแทน"

อย่างไรก็ตาม แม้จะฟังได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปจำนวนดังกล่าวข้างต้น โดยให้บุคคลอื่นเป็น "นอมินี" ถือแทนแต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็ไม่ได้มีพฤติการณ์ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของบริษัท ชินคอร์ป ทั้ง 5 กรณีตามคำร้อง

เรื่องแรก กรณี ครม. พ.ต.ท.ทักษิณ ตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2546 และ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 (พ.ศ. 2546) พร้อมทั้งออกประกาศกระทรวงการคลัง และมีมติ ครม.ให้นำภาษีสรรพสามิตไปหักจากค่าสัมปทาน ไม่เป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ ทั้งไม่เป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือ ตามที่ผู้ร้องกล่าวหา

เรื่องที่สอง กรณีแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (พรีเพด) ให้แก่ บ.เอไอเอส เห็นว่า การแก้ไขดังกล่าวเป็นการสมเหตุสมผล ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทเอไอเอส ตามที่ผู้ถูกร้องกล่าวหา

เรื่องที่สาม กรณีจัดทำข้อตกลงต่อท้ายอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่ออนุญาตให้ใช้ "เครือข่ายร่วม" (โรมมิ่ง) และให้บริษัทเอไอเอส มีสิทธินำค่า "โรมมิ่ง" มาหักออกจากรายรับก่อนนำส่งส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ ทศท เป็นการดำเนินการส่อไปทางเอื้อประโยชน์ให้แก่ บ.เอไอเอส หรือไม่ เห็นว่าแม้การดำเนินการดังกล่าว เป็นผลให้เกิดประโยชน์แก่ บ.เอไอเอส เพราะ บ.เอไอเอส ได้รับผลประโยชน์จากเงินส่วนแบ่งรายได้ อันเกิดจากการ "โรมมิ่ง" ก็ตาม

แต่เมื่อฟังได้ว่าการดำเนินการจัดทำข้อตกลงต่อท้าย หรือการแก้ไขสัญญาหลักให้มีการ "โรมมิ่ง" สมเหตุผลไม่ขัดต่อสัญญาหลักทั้งสี่ข้อ และไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ดังได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วก็ต้องถือว่าทั้ง ทศท และ บ.เอไอเอส ต่างได้รับประโยชน์ จากการตกลงกันในการดำเนินธุรกิจการให้บริการในทางการค้าตามปกติ

จึงมีความเห็นว่าไม่เป็นการดำเนินการที่มุ่งเอื้อประโยชน์แก่บริษัท เอไอเอส และทำรัฐเสียหายเพราะต้องสูญเสียรายได้ดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง

เรื่องที่สี่ กรณีละเว้น อนุมัติส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตามสัญญา ดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป และบริษัทไทยคม และการอนุมัติโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ เห็นว่าการอนุมัติให้ดำเนินการนั้น ย่อมกระทำได้โดยชอบและเป็นการสมเหตุผล หาได้ขัดต่อสัญญาหลักไม่ และการอนุมัติให้นำเงินบางส่วนที่ได้รับค่าสินไหมทดแทนดาวเทียมไทยคม 3 ที่เกิดความเสียหายประมาณ 6.7 ล้านดอลลาร์ จากทั้งหมด 33 ล้านดอลลาร์ ไปเช่าดาวเทียมของต่างประเทศ เพื่อใช้ทดแทนและใช้สำรอง จึงเป็นการอนุมัติโดยชอบ มิได้เอื้อประโยชน์ให้แก่ บ.ไทยคม

เรื่องที่ห้า การอนุมัติให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ให้วงเงินสินเชื่อแก่รัฐบาลสหภาพพม่า 4 พันล้านบาท เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ไทยคม เห็นว่า การที่ธนาคารเพื่อการส่งออกจ่ายเงินกู้โดยตรงให้แก่ บ. ไทยคม ถือเป็นวิธีดำเนินการชำระหนี้ทางธุรกิจการค้าด้วยวิธีปกติ ไม่พอฟังว่าเป็นพิรุธ ขัดต่อเหตุผล ด้วยเหตุเหล่านี้ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า การอนุมัติให้ธนาคารเพื่อการส่งออกให้วงเงินสินเชื่อแก่รัฐบาลสหภาพพม่านั้น เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของ บ.ไทยคม หรือเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ บ.ชินคอร์ป

ดังนั้น จึงมีความเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหา (พ.ต.ท.ทักษิณ) ไม่ได้ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของบริษัทชินคอร์ปทั้ง 5 กรณี

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่า หุ้นบริษัทชินคอร์ปจำนวน 1,419,490,150 หุ้น หรือเงินที่ได้จากการขายหุ้น บ.ชินคอร์ป 69,722.88 ล้านบาท รวมทั้งเงินปันผล 6,898.72 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหาได้มา เนื่องจากการกระทำที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งไม่เป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อันถือว่าเป็นการร่ำรวยผิดปกติ ตามคำจำกัดความ แห่ง พ.ร.บ. ปปช. พ.ศ. 2542 มาตรา 4 ที่จะต้องสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

ส่วนนายกำพล ภู่สุดแสวง โดยให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินทั้งหมด โดยระบุว่า

..."ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หุ้นชินคอร์ปยังเป็นของผู้ถูกกล่าวหา ไม่ได้โอนไปเป็นของ บ. แอมเพิลริช และผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 3 ผู้ถูกกล่าวหา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับประโยชน์จากมาตรการทั้ง 5 อย่างมากมาย พฤติการณ์ที่ผู้ถูกกล่าวหากับผู้คัดค้านที่ 1 (พจมาน) ใช้หุ้นของบริษัทชินคอร์ปเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ให้แก่ บ. ชินคอร์ปตลอดมา

มิใช่เพียงแต่ถือหุ้นโดยฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายเท่านั้น แต่ได้ใช้หุ้นผู้ถูกกล่าวหากับผู้คัดค้านที่ 1 ถือครองอยู่เป็นปัจจัยสำคัญในการแสวงหาผลประโยชน์ หากไม่สั่งให้เงินค่าหุ้นกับเงินปันผล 76,621,603,061.05 บาท ตกเป็นของแผ่นดินทั้งจำนวน

โดยการคืนส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหากับผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่ามีอยู่ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา กับผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 และบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ผู้ที่ละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ และบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เช่นเดียวกับผู้ถูกกล่าวหา ไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย เพราะหากหน่วยงานของรัฐสามารถสืบเสาะค้นหาจนพบว่าบุคคลผู้นั้นกระทำการอันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือพวกพ้อง ก็ขอให้ศาลริบได้แต่ผลกำไรเท่านั้น

ส่วนต้นทุนต้องคืนให้แก่ผู้นั้นไป อันมีลักษณะเป็นการแบ่งทรัพย์สินให้แก่กัน โดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรการในการป้องกันการกระทำอันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือพวกพ้อง จนก่อให้เกิดผลเสียหายแก่รัฐ จะไม่สัมฤทธิผลได้เลย ทั้งยังเป็นช่องให้มีการกระทำในลักษณะเช่นนี้อย่างแพร่หลาย

เมื่อคำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 ม. 100 ม. 208 ม. 209 ม. 308-311 ม. 329 (2) อันเป็นที่มาของ พ.ร.บ. ปปช. 2542 แล้ว จึงมีความเห็นว่า เงินจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ต้องตกเป็นของแผ่นดินทั้งจำนวน"

จึงวินิจฉัยให้เงินที่ได้มาจากเงินปันผล และการขายหุ้นของบ.ชินคอร์ป 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน

http://www.bangkokbiznews.com/2010/03/18/news_30535873.php?news_id=30535873

หมายเหตุ : ที่เน้นข้อความเอาไว้ก็คือคำชี้แจงของ ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล หนึ่งในตุลาการที่ผมเกิดความสงสัยก่อนหน้านี้ ส่วนคุณผู้อ่านจะพอใจกับคำวินิจฉัยส่วนตนของทั้งสองท่านหรือไม่ก็เชิญตามสะดวก แต่ขอความกรุณางดวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะที่จะเป็นการละเมิดอำนาจศาลนะครับ





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
bon09 วันที่ : 18/03/2010 เวลา : 09.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

สงสัยเหมือนผู้เขียนค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อย วันที่ : 18/03/2010 เวลา : 07.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tee44com

อืมๆ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


อุ่นเครื่องก่อนวันพิพากษา คุณคิดว่า คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ผลจะออกมาเป็นอย่างไร
ยึดทั้งหมด
670 คน
ยึดเพียงบางส่วน
99 คน
ยกฟ้อง
39 คน

  โหวต 808 คน