• begins
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : lawman_800@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-30
  • จำนวนเรื่อง : 5
  • จำนวนผู้ชม : 698432
  • ส่ง msg :
  • โหวต 7 คน
ความรู้ทางกฎหมาย
รวบรวมและนำเสนอความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเบื้องต้นให้ประชาชนทั่วไปรับทราบ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/knownledgelaw
วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม 2550
Posted by begins , ผู้อ่าน : 156949 , 22:11:33 น.  
หมวด : กฎหมาย

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เนื่องจากกฎหมายเป็นกฎข้อบังคับหรือคำสั่งที่สร้างขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายหลักอย่างหนึ่งก็คือเพื่อให้ความคุ้มครองและรักษาประโยชน์ของบุคคล อันก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ของบุคคลในสังคมขึ้น สิ่งที่ไม่มีสถานะเป็นบุคคลก็จะไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าการศึกษาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็คือการศึกษาสิทธิและหน้าที่ของบุคคลตังแต่เกิดจนตาย รวมไปถึงสิทธิและหน้าที่ระหว่างบุคคลที่มีต่อกันด้วย ดังนั้นก่อนจะศึกษาถึงสิทธิและหน้าที่ต่างๆต่อไป เบื้องต้นเราจึงควรศึกษาเรื่องบุคคลเสียก่อน

บุคคล หมายถึง สิ่งซึ่งสามารถมีสิทธิและหน้าที่ได้ตามกฎหมาย แบ่งเป็น

1.บุคคลธรรมดา หมายถึง คนซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

2.นิติบุคคล หมายถึง กลุ่มบุคคลหรือองค์กรซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นบุคคลอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา และมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

บุคคลธรรมดา

สภาพบุคคล

ตามความหมายที่ได้กล่าวไปแล้วว่าบุคคลธรรมดา หมายถึง คนซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ได้ตามกฎหมาย  แต่คนซึ่งจะมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้นั้นก็ต่อเมื่อมี “สภาพบุคคล” แล้วเท่านั้น ดังนั้นก่อนอื่นเราควรจะต้องศึกษาถึงเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับสภาพบุคคลเสียก่อน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย
ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่างๆได้ หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก”

1.การเริ่มสภาพบุคคล

จากบทกฎหมายข้างต้นได้วางหลักไว้ว่าสภาพบุคคลจะเริ่มขึ้นได้นั้นต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 2 ประการ คือ

1).การคลอด ในทางการแพทย์นั้นการคลอดจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อทารกออกมาทั้งตัว มีการตัดสายรกเรียบร้อยแล้วและมีการรอให้มดลูกหดตัวประมาณ 15 นาทีถึง 2 ชั่วโมงหลังเด็กคลอด แต่ในทางกฎหมายนี้จะถือว่าเป็นการคลอดได้ก็ต่อเมื่อทารกพ้นออกจากช่องคลอดทั้งตัวแล้วเท่านั้นพอ การตัดสายรกหรือไม่นั้นไม่ใช่สาระสำคัญ

2).อยู่รอดเป็นทารก พูดง่ายๆก็คือคลอดแล้วทารกมีชีวิตอยู่นั่นเอง ซึ่งต้องอาศัยการแพทย์ในการบอกว่าทารกนั้นมีชีวิตอยู่หรือไม่ โดยในทางกฎหมายจะถือว่าทารกที่คลอดออกมามีชีวิตนั้นต้องได้ความว่าเด็กมีการหายใจด้วย เช่นนี้ก็ถือว่ามีสภาพบุคคลเกิดขึ้นแล้ว ในทางกฎหมายเราจะไม่พิจารณาว่าจะต้องหายใจนานเท่าไหร่หรือหัวใจต้องเต้นกี่ครั้ง แม้มีการหายใจเพียงครั้งเดียวก็ถือว่าสภาพบุคคลเกิดแล้วถึงแม้ทารกนั้นอาจเสียชีวิตในไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นก็ตาม ซึ่งเมื่อมีสภาพบุคคลเกิดขึ้นก็มีผลทำให้ทารกนั้นมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้ เช่น มีสิทธิรับมรดกได้ มีสิทธิที่จะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดา และรวมไปถึงได้รับความคุ้มครองในด้านร่างกายหรือเสรีภาพ ฯลฯ ตามกฎหมายด้วย

การจะเริ่มสภาพบุคคลนั้นจะต้องประกอบด้วยการคลอดและการอยู่รอดเป็นทารกด้วย ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปก็ถือว่าไม่ครบหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย สภาพบุคคลย่อมไม่เกิด เราลองมาดูตัวอย่างกันเพื่อศึกษาถึงผลทางกฎหมายระหว่างการมีสภาพบุคคลและไม่มีสภาพบุคคลกัน

ตัวอย่าง นาย ก แต่งงานกับนาง ข เกิดบุตรในครรภ์ขึ้นหนึ่งคน วันเกิดเหตุนาย ก และนาง ข ขับรถไปเที่ยวทะเลด้วยกัน เกิดอุบัติเหตุระหว่างทางขึ้น นาย ก บาดเจ็บสาหัส ส่วนนาง ข บาดเจ็บเล็กน้อยแต่เกิดเจ็บท้องใกล้คลอดพอดี พลเมืองดีนำทั้งคู่ส่งโรงพยาบาล เมื่อไปถึงโรงพยาบาลนาง ข ก็คลอดออกมาพอดี ทารกมีชีวิตรอดแต่นาย ก เสียชีวิต เช่นนี้ทารกนั้นถือว่ามีสภาพบุคคลตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว มีสิทธิต่างๆตามกฎหมาย จึงมีสิทธิได้รับมรดกจากบิดาที่เสียชีวิตไป ในทางกลับกันถ้าอุบัติเหตุดังกล่าวมีผลทำให้ทารกในท้องเกิดเสียชีวิตลงหรือคลอดออกมาแล้วแต่ไม่มีการหายใจ(ไม่มีชีวิต)หรือก็คือนาง ข ได้แท้งลูกนั่นเอง เช่นนี้ก็ถือว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ทารกนั้นไม่มีสภาพบุคคลไม่มีสิทธิตามกฎหมาย จึงไม่อาจรับมรดกจากบิดาได้

2.สิทธิของทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา 

ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 15 วรรคที่สอง กฎหมายได้ให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิหรือประโยชน์ของทารกในครรภ์มารดาไว้ อย่างที่เราทราบกันว่าสิทธิและหน้าที่จะเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลเกิดขึ้นแล้ว แต่ในกรณีของทารกในครรภ์มารดายังไม่ถือว่ามีการเริ่มสภาพบุคคลจึงยังไม่อาจมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ทารกนั้นก็อาจมีการเริ่มสภาพบุคคลในภายหน้าได้ หากคลอดออกมาแล้วมีชีวิตรอดเป็นทารก(ดูหัวข้อการเริ่มสภาพบุคคลประกอบ) ดังนั้นกฎหมายจึงให้การรับรองสิทธิของทารกในครรภ์มารดาไว้ เพื่อในภายหน้ามารกนั้นจะได้ถือเอาสิทธิหรือประโยชน์ที่มีขึ้นแก่ตนระหว่างที่ตนยังเป็นทารกในครรภ์นั้นได้

ตัวอย่างเช่น นาย ก กับนาง ข ได้ทำการสมรสกัน นาง ข กำลังตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน ต่อมานาย ก สามีของนาง ข ประสบอุบัติเหตุจนถึงแก่ความตาย ซึ่งตามกฎหมายมรดกนั้น เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายผู้สืบสันดานย่อมมีสิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม แต่บุตรของนาย ก นั้นยังเป็นทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา ยังไม่มีสภาพบุคคลจึงไม่อาจมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้ ถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติรองรับเรื่องนี้ไว้ ก็จะกลายเป็นว่าบุตรนาย ก ไม่มีสิทธิรับมรดกของนาย ก แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 วรรคที่สอง ได้ให้การรับรองสิทธิของทารกตรงนี้ไว้ ดังนั้นหากภายหน้าบุตรของนาย ก สามารถคลอดออกมาแล้วมีชีวิตอยู่รอดได้ บุตรของนาย ก ก็ย่อมเข้าถือเอาสิทธิในการรับมรดกนี้ได้

ในทางกลับกันถ้าบุตรของนาย ก ไม่สามารถคลอดออกมาแล้วมีชีวิตอยู่รอดเป็นทารกได้ กฎหมายก็ไม่รับรองสิทธิตรงนี้ให้ ก็ถือว่าบุตรของนาย ก ไม่มีสภาพบุคคลไม่อาจมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้ จึงไม่มีสิทธิที่จะรับมรดกของนาย ก

สิทธิหรือประโยชน์ต่างๆของทารกในครรภ์มารดาที่กฎหมายให้การรับรองนั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นเรื่องใด จึงเข้าใจได้ว่ากฎหมายให้ความรับรองและคุ้มครองเกี่ยวกับสิทธิและประโยชน์ของทารกนั้นในทุกๆเรื่อง เช่น ตัวอย่างข้างต้นนี้หากเพิ่มข้อเท็จจริงเข้าไปอีกเล็กน้อยคือ นาย ก ถึงแก่ความตายเนื่องจากถูกนาย ค ทำละเมิด ซึ่งตามกฎหมายนั้นกำหนดให้บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร เมื่อบิดาถูกทำละเมิดจนถึงแก่ความตายกฎหมายจึงให้สิทธิแก่บุตรในการเลี้ยงร้องค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูจากผู้ทำละเมิดไว้ด้วย หากบุตรของนาย ก คลอดออกมาอยู่รอดเป็นทารกได้ ก็ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูจากนาย ค ได้

ข้อสังเกต คำว่าอยู่รอดเป็นทารกตามมาตรา 15 นี้ ขอเพียงมีชีวิตอยู่รอดได้(มีการหายใจ)ก็ถือว่าอยู่รอดเป็นทารกแล้ว ส่วนจะมีชีวิตอยู่กี่นาทีหรือกี่วินาทีเราไม่นำมาพิจารณาประกอบ เช่น เด็กชาย ก คลอดออกทั้งตัวและมีการหายใจแล้ว แต่ไม่กี่วินาทีก็เสียชีวิต เช่นนี้ก็ต้องถือว่าสภาพบุคคลเกิดขึ้นแล้ว ทารกนั้นสามารถมีสิทธิและหน้าที่ต่างๆตามกฎหมายได้ ซึ่งอาจส่งผลทางกฎหมายได้ ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆก็คือเรื่องมรดก เช่น นาย ก สมรสกับนาง ข ซึ่งนาง ข กำลังตั้งครรภ์อยู่ ต่อมานาย ก กับนาง ข ขับรถไปเที่ยวทะเลแต่เกิดประสบอุบัติเหตุ นาย ก เสียชีวิต ส่วนนาง ข เจ็บท้องใกล้คลอดเนื่องจากอุบัติเหตุดังกล่าว

1).หากทารกนั้นคลอดออกมาแต่ไม่มีชีวิต มรดกของนาย ก ก็จะตกแก่นาง ข แต่เพียงผู้เดียว

2).หากคลอดออกมาแล้วมีชีวิตอยู่รอด ทารกนั้นก็จะมีสิทธิได้รับมรดกของนาย ก ด้วย

3).หากคลอดออกมาแล้วมีชีวิตอยู่รอดได้เพียงไม่กี่วินาทีทารกนั้นก็เสียชีวิตลง เช่นนี้มรดกส่วนที่ทารกได้รับจากนาย ก นั้น ก็จะตกได้แก่นาง ข ผู้เป็นมารดาต่อไป

ลองสังเกตจะเห็นว่าข้อ 1).จะเป็นกรณีที่นาง ข ได้รับมรดกจากนาย ก โดยตรง แต่ข้อ 3). จะเป็นกรณีที่นาง ข ได้รับมรดกจากบุตรอีกทอดหนึ่ง(มรดกของบิดาส่วนที่ตกทอดได้แก่บุตรก็จะกลายเป็นทรัพย์สินของบุตรไป เมื่อบุตรเสียชีวิตทรัพย์สินของบุตรเป็นมรดกตกทอดได้แก่มารดา) ผลทางกฎหมายนั้นแตกต่างกันทั้งที่มีข้อเท็จจริงต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้นคือเด็กคลอดแล้วไม่มีวิตกับเด็กคลอดแล้วมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วินาที

3.การสิ้นสภาพบุคคล

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 ได้วางหลักไว้ว่าสภาพบุคคลนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อคลอดออกมาแล้วอยู่รอดเป็นทารกได้ และจะสิ้นสุดลงเมื่อบุคคลนั้นตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดการตายไว้สองประเภทคือ

1).การตายตามธรรมชาติหรือการตายธรรมดา ซึ่งเป็นการตายโดยสาเหตุต่างๆทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นตายตามอายุขัย ตายเพราะเจ็บป่วย ตายเพราะอุบัติเหตุ หรือการตายที่เกิดจากการฆาตกรรม ฯลฯ

ในทางกฎหมายไม่ปรากฎว่าการตายต้องมีลักษณะอย่างไร จึงต้องอาศัยหลักวิชาการทางการแพทย์ ซึ่งในทางการแพทย์นั้นจะถือว่าบุคคลตายเมื่อ “แกนสมองตาย” แกนสมองเป็นส่วนของสมองที่ต่อเชื่อมไขสันหลังกับสมองใหญ่ ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของประสาทรัความรู้สึกต่างๆเข้าสู่สมองใหญ่ ดังนั้นหากก้านสมองตายจะทำให้บุคคลนั้นหมดความรู้สึกโดยสิ้นเชิง ระบบสำคัญต่างๆในร่างกายมนุษย์ก็จะเริ่มหยุดทำงาน แม้จะมีเครื่องช่วยหายใจก็ตาม แต่หัวใจก็จะทำงาต่อได้อีก 48-72 ชั่วโมงเท่านั้นก็จะหยุดทำงาน แต่กรณีที่เพียงส่วนที่เป็นเปลือกสมองตาย โดยอาจมีสาเหตุมาจาก การขาดากาศชั่วคราว ได้รับบาดเจ็บจนเปลือกสมองได้รับความเสียหาย ฯลฯ ระบบต่างๆของร่างกายยังทำงานต่อได้ เพียงแต่บุคคลนั้นอาจไม่รู้สึกตัว เป็นเจ้าชายนิทรา แต่อาจรับรู้ความเจ็บปวดได้ ฯลฯ เช่นนี้ทางการแพทย์ยังไม่ถือว่าสมองตาย บุคคลนั้นยังไม่ตายในทางการแพทย์รวมไปถึงในทางกฎหมายด้วย

2).การสาบสูญหรือการตายโดยผลของกฎหมาย ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ดังนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 “ถ้าบุคคลใดได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาห้าปี เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญก็ได้

          ระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้ลดเหลือสองปี
          (1) นับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลง ถ้าบุคคลนั้นอยู่ใน การรบหรือสงคราม และหายไปในการรบหรือสงครามดังกล่าว
          (2) นับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทาง อับปาง ถูกทำลาย หรือสูญหายไป
          (3) นับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) หรือ (2) ได้ผ่านพ้นไป ถ้าบุคคลนั้นตกอยู่ในอันตรายเช่นว่านั้น”

หลักเกณฑ์ทั่วไปที่จะถือว่าบุคคลใดเป็นคนสาบสูญนั้น เมื่อพิจารณาจากมาตรา 61 วรรคแรกแล้วพอจะสรุปได้ดังนี้

- บุคคลธรรมดาไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่

- ไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือก็คือไม่มีใครทราบข่าวคราวหรือไม่มีผู้ใดพบเห็นบุคคลนั้น คำว่าไม่มีใครทราบข่าวคราวในที่นี้ หมายถึงคนในครอบครัว ผู้ที่รู้จัก หรือผู้ที่คอยติดตามข่าวคราวของบุคคลดังกล่าวนั้นอยู่ไม่มีใครได้รับข่าวคราวของบุคคลนั้นเลย

 - เป็นระยะเวลาถึง 5 ปี หมายถึงบุคคลนั้นไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครพบเห็นหรือทราบข่าวคราวอีกเลยเป็นระยะเวลาถึง 5 ปี

 - ศาลมีคำสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญจึงจะถือว่าบุคคลนั้นเป็นสาบสูญแล้ว ถ้าศาลยังไม่มีคำสั่งก็ยังไม่ถือว่าบุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญ

- การร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนสาบสูญนั้น ผู้มีสิทธิร้องขอคือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการ ผู้มีส่วนได้เสียนั้นคือผู้ที่อาจได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์ หรือได้รับสิทธิหรือเสียสิทธิอย่างใดๆในการที่ศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้นเป็นผู้สาบสูญ เช่น บิดามารดา ทายาท หรือภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุคคลดังกล่าวที่ศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ซึ่งในเรื่องส่วนได้เสียนั้นเราอาจจะเห็นได้ชัดๆจากเรื่องมรดก หรือทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา ฯลฯ

ข้อสังเกต ผู้ที่ไม่มีส่วนได้เสียซึ่งอาจจะเป็นเพื่อนบ้าน เจ้าหนี้ ลูกหนี้ ฯลฯ แม้จะร้องขอต่อศาลโดยตรงไม่ได้ แต่ก็อาจร้องขอต่อพนักงานอัยการให้ร้องขอแทนได้ ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่ามีเหตุผลอันสมควร ก็มีสิทธิร้องขอต่อศาลให้บุคคลใดๆนั้นเป็นคนสาบสูญได้

ต่อมาเมื่อพิจารณามาตรา 61 ในวรรคสองจะเห็นว่าความในวรรคสองเป็นการสาบสูญในกรณีพิเศษ ซึ่งกฎหมายวางหลักไว้ดังนี้

-นับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลง ถ้าบุคคลนั้นอยู่ในการรบหรือสงคราม และหายไปในการรบหรือสงครามดังกล่าว คือ หากบุคคลนั้นอยู่ในการรบหรือสงครามและหายตัวไปในเหตุการณ์ดังกล่าว นับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลงเป็นระยะเวลา 2 ปี ถ้าไม่มีผู้ใดพบเห็นหรือได้รับข่าวคราวของบุคคลเลย ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการก็ร้องขอต่อศาลให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญได้
-นับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทาง อับปาง ถูกทำลาย หรือสูญหายไป คือถ้าบุคคลนั้นเดินทางโดยยานพาหนะใดๆ แต่ยานพาหนะนั้นเกิดอับปาง ถูกทำลาย หรือสูญหายไป นับแต่วันที่เกิดเหตุนั้น 2 ปี ถ้าไม่มีผู้ใดพบเห็นหรือได้รับข่าวคราวของบุคคลเลย ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการก็ร้องขอต่อศาลให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญได้
-นับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่กล่าวไว้ข้างต้นได้ผ่านพ้นไป ถ้าบุคคลนั้นตกอยู่ในอันตรายเช่นว่านั้น เช่นเกิดเหตุไฟไหม้รุนแรง ตึกถล่ม หรือประสบภัยจากคลื่นสึนามิหรืออุทกภัย ฯลฯ หากบุคคลนั้นตกอยู่ในอันตรายดังกล่าวนี้ เมื่ออันตรายนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว นับจากวันนั้น 2 ปี ถ้าไม่มีผู้ใดพบเห็นหรือได้รับข่าวคราวของบุคคลเลย ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการก็ร้องขอต่อศาลให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญได้


ตัวอย่างที่ 1 นาย ก ออกจากบ้านไปทำธุระที่ต่างจังหวัดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ต่อมาวันที่ 3 กันยายน 2548 นาย ข ญาติของนาย ก พบเห็นนาย ก อยู่ที่จังหวัดลพบุรีและได้บอกกล่าวให้ภรรยาของนาย ก ทราบ จนกระทั่งวันที่ 5 สิงหาคม 2550 ภรรยาของนาย ก ได้ยืนคำร้องต่อศาลให้ศาลมีคำสั่งให้นาย ก เป็นคนสาบสูญ ศาลจะสั่งให้นาย ก เป็นคนสาบสูญไม่ได้ เพราะเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้วจะเห็นว่าในวันที่ 3 กันยายน 2548 นาย ข ได้พบเห็นนาย ก ที่จังหวัดลพบุรี จึงไม่ใช่กรณีที่นาย ก ไปเสียจากภูมิลำเนาและไม่มีผู้ใดทราบข่าวคราวใดๆเลยเป็นระยะเวลา 5 ปี ระยะเวลาต้องเริ่มนับจากวันที่นาย ข ได้พบเห็นนาย ก ใหม่ หากหลังจากนั้นไม่มีผู้ใดทราบข่าวคราวของนาย ก เลยเป็นเวลา 5 ปี จึงจะครบหลักเกณฑ์ในการร้องขอให้ศาลสั่งให้นาย ก เป็นคนสาบสูญ  

ตัวอย่างที่ 2 นาง ข เดินทางโดยเครื่องบินโดยสารจากประเทศไทยไปอังกฤษ ขณะที่เครื่องบินกำลังบินอยู่ระบบควบคุมก็เกิดปัญหาไม่สามารถควบคุมเครื่องบินต่อได้ ทำให้เครื่องบินตกลงสู่ทะเลมีผู้สูญหายและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยที่นาง ข นั้นไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลยหลังจากประสบภัยครั้งนั้น นับจากวันที่เครื่องบินตกเป็นเวลา 3 ปี นาย ก เจ้าหนี้ของนาง ข เกรงว่าตนอาจจะไม่ได้รับชำระหนี้ที่นาง ข กู้ยืมไป จึงยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ศาลมีคำสั่งให้นาง ข เป็นคนสาบสูญ เพื่อจะได้ให้ทายาทดำเนินการจัดการเรื่องหนี้สินของนาง ข เช่นนี้นาย ก ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียตามความหมายในมาตรา 61 เนื่องจากนาย ก เจ้าหนี้ไม่ใช่ผู้ได้หรือเสียประโยชน์จากการที่ศาลสั่งให้นาง ข เป็นคนสาบสูญ เนื่องจากนาย ก เจ้าหนี้มีวิธีดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับหนี้สินที่นาง ข ชำระหนี้ได้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องให้ศาลมีคำสั่งให้นาง ข เป็นคนสาบสูญก่อน 

 

เนื่องจากในกรณีนี้เป็นการสาบสูญในกรณีพิเศษ ระยะเวลาจึงลดลงมาเหลือเพียง 2 ปี ดังนั้นเมื่อไม่มีผู้ใดพบเห็นนาง ข อีกเลยมาเป็นเวลาถึง 3 ปีแล้ว ผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 61 ซึ่งอาจจะเป็นทายาทหรือสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนาง ข ก็ได้ ก็มีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ศาลมีคำสั่งให้นาง ข เป็นคนสาบสูญ

ข้อสังเกต ถ้าเป็นสามีหรือภรรยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ กรณีนี้คงต้องดูเป็นรายๆไป ถ้าเป็นสามีหรือภรรยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ช่วยกันหาเงินร่วมกันประกอบกิจการ เช่นนี้ก็น่าจะถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียได้ เพราะเมื่อศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนสาบสูญผู้เป็นสามีหรือภรรยานั้นก็ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งของตนที่ร่วมหากันมากับบุคลสาบสูญนั้น แต่ถ้าเป็นสามีภรรยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ช่วยกันประกอบกิจการหาเงินหารายได้ เช่นนี้ก็ไม่น่าจะถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 61 ส่วนทายาทนั้นถ้าไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก(คืออาจเป็นบุตรนอกสมรสที่บิดาไม่ได้รับรองว่าเป็นบุตร) ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 61 เช่นกัน

ผลของการที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 62 ดังนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 62 “บุคคลซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ให้ถือว่า ถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังที่ระบุไว้ใน มาตรา 61”

เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายแล้วจะเห็นว่า กฎหมายให้ถือว่าบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้นถึงแก่ความตาย ทั้งๆที่ในความเป็นจริงบุคคลนั้นอาจจะตายแล้วหรือยังไม่ตายก็ได้  โดยให้ถือว่าบุคคลนั้นตายโดยผลของกฎหมาย(สาบสูญ)ตั้งแต่วันที่ครบกำหนดเวลาตามมาตรา 61 คือ 5 ปีในกรณีสาบสูญธรรมดาหรือ 2 ปีในกรณีสาบสูญแบบพิเศษ เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้เช่นนี้ก็อาจก่อให้เกิดผลทางกฎหมายในเรื่องอื่นๆด้วย เช่นในเรื่องของการรับมรดก

ตัวอย่างเช่น นาย ก หายออกจากบ้านไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 โดยไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย จนกระทั่งวันที่ 25 มีนาคม 2550 ภรรยาของนาย ก จึงร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้นาย ก เป็นคนสาบสูญ เมื่อศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้นาย ก เป็นคนสาบสูญตามที่ภรรยาได้ร้องขอในวันที่ 10 เมษายน 2550 เช่นนี้จะต้องถือว่านาย ก ตายโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 62 ย้อนในวันที่ 2 มกราคม 2550 ไม่ใช่ถือว่าตายโดยผลของกฎหมายตั้งแต่วันที่ภรรยาของนาย ก ยื่นคำร้องขอต่อศาล หรือวันที่ศาลมีคำสั่ง

หากเพิ่มข้อเท็จจริงเข้าไปว่านาย ก มีบิดาอยู่ด้วย และได้เสียชีวิตลงในวันที่ 20 มีนาคม 2550 เช่นนี้เมื่อศาลสั่งให้นาย ก เป็นคนสาบสูญ ถือว่านาย ก ตายโดยผลของกฎหมายตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2550 ในวันเวลาดังกล่าวบิดานาย ก ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นมรดกก็จะตกได้แก่บิดาและภรรยาของนาย ก ตามส่วนที่กฎหมายกำหนดด้วย

ในกรณีที่ยังไม่ตายและบุคคลนั้นได้กลับมาแล้ว หรือปรากฏว่ามีผู้พบเห็นบุคคลดังกล่าวหลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญแล้ว ผู้มีส่วนได้เสีย(ในกรณีนี้รวมไปถึงตัวผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญด้วย)หรือพนักงานอัยการก็มีสิทธิร้องขอต่อศาลและพิสูจน์ให้ศาลเห็น เพื่อให้ศาลถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้นก็ได้ (ตามมาตรา 63) และคำสั่งของศาลที่สั่งให้บุคคลใดเป็นคนสาบสูญหรือถอนคำสั่งที่สั่งให้บุคคลใดเป็นคนสาบสูญนั้นต้องมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย (มาตรา 64) แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาก่อนจึงจะถือว่าคำสั่งมีผล คำสั่งนั้นมีผลตั้งแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่งแล้ว ที่กฎหมายกำหนดให้ประกาศก็เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้รับทราบโดยทั่วกันเท่านั้น

หมายเหตุ ในระหว่างระยะเวลาที่บุคคลใดหายไปนั้น ถ้าบุคคลดังกล่าวได้ตั้งตัวแทนไว้ให้กระทำการใดๆแทนตน ก็ให้ตัวแทนนั้นดำเนินการตามนั้นไป แต่ถ้าไม่ได้มีการตั้งตัวแทนไว้ ผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่หรือพนักงานอัยการก็อาจมีการร้องขอต่อศาลให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนเพื่อจัดารทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่นั้นก็ได้รวมทั้งอาจร้องขอต่อศาลให้ตังผู้จัดการทรัพย์สินของบุคคลดังกล่าวนั้นก็ได้(ศึกษาเพิ่มเติมได้จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 48-60 โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าไม่สำคัญมากนักเพราะกรณีดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ จึงไม่ขออธิบายถึง)

นิติบุคคล

นิติบุคคล คือ กลุ่มบุคคลหรือองค์กรซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นบุคคลอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542) สามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ เป็นโจทก์หรือจำเลยได้ รวมทั้งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ฯลฯ    

นิติบุคคลจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่ออาศัยอำนาจตามกฎหมายเท่านั้น คือจะตั้งก่อขึ้นโดยไม่มีกฎหมายมารองรับหรือไม่มีกฎหมายให้อำนาจในการจัดตั้งไว้ไม่ได้ ซึ่งบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา  65 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น” 

1.อาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายนี้ หมายถึงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั่นเอง ซึ่งมีบัญญัติไว้หลายประเภท เช่น ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหากได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ให้ถือว่าเป็นนิติบุคคล(มาตรา 1015) ได้แก่ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด หรือสมาคมที่ได้จดทะเบียนแล้วถือเป็นนิติบุคคล(มาตรา 83) มูลนิธิที่ได้จดทะเบียนแล้ว(มาตรา 122)  

2.อาศัยอำนาจตามกฎหมายอื่นๆ คือ กฎหมายที่นอกเหนือจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2471 มาตรา 18 กำหนดให้สหกรณ์ที่จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 มาตรา 5 กำหนดให้มัสยิดซึ่งได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วเป็นนิติบุคคล ฯลฯ         

นิติบุคคลแต่ละประเภทจะมีลักษณะและการดำเนินกิจการที่แตกต่างกันออกไป เช่น ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทก็จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจการและหวังผลกำไรมาแบ่งปันกัน สมาคมก็จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการใดๆอันมีลักษณะต่อเนื่องร่วมกันและไม่มีการหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน ฯลฯ เมื่อกลุ่มบุคคลหรือองค์กรใดๆที่จัดตั้งขึ้นมีสถานะเป็นนิติบุคคลแล้ว ย่อมถือเกิดเป็นบุคคลตามกฎหมายขึ้นมาต่างหาก มีสิทธิและหน้าที่ต่างๆได้ในนามของนิติบุคคลนั้นๆ

ตัวอย่าง นาย ก นาย ข และนาย ค รวมหุ้นกันตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ดำเนินกิจการขายอุปกรณ์ก่อสร้าง โดยใช้ชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญยิ่ง เช่นนี้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญยิ่งถือเป็นบุคคลตามกฎหมาย มีสิทธิต่างๆได้ในนามของห้าง ไม่ต้องไปใช้นามของหุ้นส่วนแทนในการดำเนินกิจการใดๆของห้าง เช่น หากห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญยิ่งทำสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ก่อสร้างกับนาย ง ถือว่า คู่สัญญาซื้อขายนี้คือห้างหุ้นส่วนจำกัดกับนาย ง ไม่ใช่ นาย ก นาย ข และนาย ค เป็นคู่สัญญาซื้อขาย ถ้ามีการผิดสัญญาเกิดขึ้นก็ต้องฟ้องในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยให้ตัวแทนของห้างดำเนินการ คือห้างมีฐานะเป็นโจทก์ได้ หรือในทางกลับกันถ้าห้างหุ้นส่วนจำกัดผิดสัญญา นาย ง ก็จะต้องฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นจำเลย ไม่ใช่ฟ้องนาย ก นาย ข และนาย ค เป็นจำเลย เป็นต้น

1.สิทธิหน้าที่ของนิติบุคคล

สิทธิและหน้าที่ของนิติบุคคลแบ่งเป็น 2 ประการ คือ         

1.สิทธิและหน้าที่ภายในขอบอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ ซึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 66 บัญญัติว่า “นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย  ข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้ง” คือนิติบุคคลจะมีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมาย ข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งกำหนดไว้เท่านั้น เช่น สมาคมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการกีฬาก็จะไปดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการเมืองไม่ได้ ฯลฯ

ข้อสังเกต ตราสารจัดตั้งจะมีการระบุวัตถุประสงค์หรือลักษณะของกิจการของนิติบุคคลนั้นๆไว้

2.สิทธิและหน้าที่ซึ่งว่าโดยสภาพจะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดา ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 67 บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 66 นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เว้นแต่สิทธิและหน้าที่ซึ่งโดย สภาพจะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดาเท่านั้น” คือมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เช่น สิทธิในการมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองไม่ให้ใครมาทำละเมิด หน้าที่ในการเสียภาษี ฯลฯ เว้นแต่สิทธิหน้าที่บางประการที่มีได้เฉพาะในบุคคลธรรมดาเท่านั้น การสมรส การรับราชการทหาร สิทธิทางการเมือง ฯลฯ

2.การจัดการนิติบุคคล

เนื่องจากนิติบุคคลเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นตามกฎหมาย ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่อาจแสดงเจตนาหรือกระทำการใดๆด้วยตนเองได้ จึงต้องมีผู้แทนคอยดำเนินการให้ ตามมาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า “ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล” 

ผู้แทนนิติบุคคลอาจมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ตามที่กฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้งจะกำหนดไว้(มาตรา 70 วรรคแรก) อีกทั้งมีอำนาจหน้าที่ตามกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้งเช่นกัน การดำเนินการของผู้แทนจะต้องกระทำไปภายในขอบเขตของวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั้นเท่านั้นจึงจะมีผลผูกพันนิติบุคคล หรือกรณีที่การกระทำของผู้แทนภายใต้ขอบวัตถุประสงค์ของทำละเมิดแก่บุคคลอื่น นิติบุคคลนั้นต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกด้วยเมื่อได้รับผิดแล้วกฎหมายให้สิทธิไปไล่เบี้ยเอาแก่ผู้แทนได้(มาตรา 76) ฯลฯ ส่วนความเกี่ยวพันตามกฎหมายระหว่างผู้แทนกับนิติบุคคล ระหว่างผู้แทนกับบุคลภายนอกหรือระหว่างนิติบุคคลกับบุคคลภายนอกนั้นให้นำกฎหมายว่าด้วยตัวการตัวแทนมาใช้บังคับโดยอนุโลม(ซึ่งจะได้กล่าวโดยละเอียดในภายหลัง) เช่น ถ้าเป็นเรื่องผู้แทนกระทำโดยนอกขอบวัตถุประสงค์ กระทำโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจผู้แทนต้องรับผิดโดยลำพัง ไม่ผูกพันห้าง หรือถ้าการกระทำนอกเหนือขอบวัตถุประสงค์ก่อให้เกิดการละเมิดหรือเป็นการทำละเมิดโดยส่วนตัว นิติบุคคลไม่ต้องรับผิด ฯลฯ

3.การสิ้นสภาพของนิติบุคคล

การสิ้นสภาพบุคคลของนิติบุคคล คือการที่นิติบุคคลนั้นไม่อาจดำรงความเป็นนิติบุคคลนั้นต่อไปได้ มีผลทำให้สิทธิและหน้าที่ต่างๆของนิติบุคลนั้นเป็นอันหมดสิ้นและไม่ถือเป็นบุคคลตามกฎหมายต่อไป นิติบุคคลนั้นถือเป็นบุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้น ไม่มีชีวิตจิตใจเช่นบุคคลธรรมดา ไม่อาจสิ้นสภาพบุคคลโดยอาศัยการตายหรือสาบสูญได้ แต่อย่างไรก็ดี นิติบุคคลอาจสิ้นสภาพด้วยเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ 

1.สิ้นสภาพตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง เช่น กำหนดไว้ในตราสารจัดตั้งว่าจะดำเนินการจนกว่าจะครบ 5 ปี เมื่อครบ 5 ปีแล้วนิติบุคคลนั้นย่อมสิ้นสภาพไป

2.โดยสมาชิกตกลงเลิก คือการที่สมาชิกยินยอมร่วมกันที่จะทำการเลิกนิติบุคคลนั้น

3.โดยผลของกฎหมาย คือมีกฎหมายกำหนดไว้ว่านิติบุคคลย่อมเลิกกันเมื่อเกิดเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น เช่น กฎหมายกำหนดให้ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนเลิกกันเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งตายหรือล้มละลาย(มาตรา 1055) หรือเมื่อห้างหุ้นส่วนนั้นล้มละลาย(มาตรา 1069)

 

4.โดยคำสั่งศาล เช่น ศาลอาจสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญได้ ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนร้องขอ(มาตรา 1057)

หมายเหตุ มาตราต่างๆที่อ้างอิงมาทั้งหมดนั้นจะอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เสียเป็นส่วนใหญ่ กฎหมายที่ไม่ได้อยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ผู้รวบรวมจะบอกกำกับไว้ต่างหาก

--------------------------------------------------------------------------------------------------

รวบรวมเนื้อหาจาก

          1.พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542

          2.คำบรรยายหลักกฎหมายเอกชน รศ.ณัฐพงศ์ โปษกะบุตร,รศ.พรชัย สุนทรพันธุ์

          3.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวบรวมโดย พิชัย นิลทองคำ ผู้พิพากษา





เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น