*/
  • คมชัดลึก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 1057
  • จำนวนผู้ชม : 2273506
  • จำนวนผู้โหวต : 865
  • ส่ง msg :
  • โหวต 865 คน
<< ตุลาคม 2014 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม 2557
Posted by คมชัดลึก , ผู้อ่าน : 2040 , 19:27:40 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน rattiya โหวตเรื่องนี้



               การกลับมาร่วมอยู่ในวงปฏิรูปประเทศ 2557 อีกครั้งของ “ชัยอนันต์ สมุทวณิช” ราชบัณฑิต ในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ถูกสังคมจับจ้องอย่างมากว่าเขาจะใช้ประสบการณ์ และศาสตร์วิชาอะไร เพื่อไขประตูปัญหา และมุ่งสู่หัวใจของการปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืน โดยช่วงอายุ 70 ปี ของนักวิชาการผู้คร่ำหวอดในงานด้านการเมือง-รัฐศาสตร์ เขาเคยผ่านงานปฏิรูปใหญ่ๆ มาแล้วนักต่อนัก เริ่มตั้งแต่ร่วมเป็น 1 ใน 100 คนที่เข้าชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ในปี 2516 จนถึงเข้าร่วมเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศ ที่ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน

                ในรอบล่าสุดแม้ “ชัยอนันต์” ได้เปิดอกเล่าถึงเหตุผลที่โดดร่วมวงปฏิรูปเพราะอยากลองของ หรือนัยหนึ่งอยากพิสูจน์ว่าข่าวลือหนาหูประเด็นล็อกสเปก สปช. เป็นจริงหรือไม่ แต่เมื่อเป็น 1 ใน 250 คนที่ถูกเลือก เขาก็พร้อมคลุกวงในงานปฏิรูป และพุ่งสู่จุดที่เป็นหัวใจปัญหาตามอุดมคติ คือ “คุณภาพของคนไทย”

                “ผมมองว่าระบบปกครองแบบประชาธิปไตย คนต้องมีคุณภาพ แต่ปัจจุบันประชาธิปไตยบังคับใช้กับคนที่มีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ จึงเป็นปัญหา สาระสำคัญคือทำอย่างไรให้คนมีคุณภาพ มีพฤติกรรมที่ไม่เห็นแก่เงินมากกว่าสิทธิ, ไม่เชื่อข่าวลือง่าย, ไม่สนับสนุนคนอย่างไม่ลืมหูลืมตาเพราะได้ผลประโยชน์ เป็นต้น ส่วนวิธีที่ทำให้คนมีคุณภาพได้ต้องเน้นให้การศึกษา โดยเริ่มจากเด็ก ทำปฏิรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะการปรับพฤติกรรมคนไม่ได้ทำให้เสร็จได้ภายในปีเดียว ดังนั้น 1 ปีที่มีถือเป็นการเริ่มต้น จากนั้นต้องเดินหน้าแก้ไขไปเรื่อยๆ หากพบจุดหนึ่งที่เป็นคานงัดได้แล้ว ตัวอื่นๆ ก็จะแก้ไขไปได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องออกแรงมาก”

                แต่ด้วยสภาพของปัญหาชาติที่สะสม กับโจทย์ปฏิรูป 11 ด้าน ที่ “คสช.” ตั้งไว้ โดยลำพังตัวเขาเอง ยังมองไม่เห็นว่าอะไรจะเป็นคานงัดปัญหาชาติตัวนั้น แต่ด้วยความเชื่อที่ว่าการปฏิรูปรอบนี้จะนำไปสู่ผลปฏิบัติได้จริง สมาชิก สปช. ถือเป็นกลไกที่ต้องระดมความเห็นร่วม ช่วยจัดอันดับประเด็นงาน แต่ด้วยเงื่อนไขเวลาเพีย 1 ปี “ราชบัณฑิตไทย ด้านการเมือง” มองเป็นจุดเริ่มต้น ที่ต้องต่อยอดไปเรื่อยๆ เพราะรูปธรรมของงานปฏิรูปต้องใช้เวลา ดังนั้น ประชาชนอย่าตั้งคาดหวังกับการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันไว้สูง แต่ควรหวังว่าสภาปฏิรูปจะจับประเด็นและจัดเรียงปัญหาที่นำไปสู่มาตรการที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการเปิดโอกาสให้คนเข้ามามีส่วนร่วม

                “ความยั่งยืนของการปฏิรูปเป็นปัญหาของทุกประเทศ แม้แต่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย อย่างอังกฤษกว่าจะมีกฎหมายสิ่งแวดล้อม ต้องใช้เวลาถึง 20 ปี หรืออเมริกา กว่าจะต่อสู้เรื่องสิทธิของคนผิวดำได้ ต้องใช้เวลาถึง 100 ปี ดังนั้น ไม่มีที่ไหนที่ไม่ใช่เวลา ดังนั้น ความยั่งยืนที่ถามหาทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกัน เครือข่ายประชาชน สมัชชาที่มีอยู่ต้องโยงสู่การทำงานของ สปช. และสมาชิก สปช.เองต้องรับฟังความเห็นคนอื่น”

                ก่อนที่สมาชิกสภาปฏิรูปจะเริ่มต้นทำงาน ภาคส่วนสังคมเริ่มถามถึงการต่ออายุสภาปฏิรูป แต่ “ชัยอนันต์” กลับมองว่าจะอยู่ต่อไม่ได้ เพราะ สปช. มาจากการคัดเลือกของคณะปฏิวัติ หากให้สภาปฏิรูปอยู่ อาจติดปัญหาการยอมรับ แต่หากอยากให้ สปช.มีอยู่ ต้องตั้งใหม่ โดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

                ด้วยประสบการณ์ในวงการเมือง กว่า 40 ปี ของ “ชัยอนันต์” มองปมปัญหาการเมืองอยู่ที่การวางกรอบอำนาจให้การเมืองส่วนบนมากกว่าส่วนล่าง ดังนั้น การอุดช่องว่าง คือการลดอำนาจของ ส.ส. เริ่มจากลดจำนวนให้เหลือเพียง 77 คนมาจากการเลือกตั้งภายในจังหวัด จังหวัดละ 1 คน ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เนื่องจากการทำหน้าที่ของ ส.ส.ส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางเทคนิค เรื่องวิชาการ จึงไม่จำเป็นต้องมีจำนวนที่มาก และเน้นการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อให้ปัญหาของประชาชนระดับท้องถิ่นได้คนพื้นที่ดูแลอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ

                “โมเดลนี้ ส.ส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค บทบาทของพรรคการเมืองจะน้อยลง ผมมองว่าการลดจำนวนจะลดการคอร์รัปชั่นลงด้วย หากมี ส.ส.มาก ก็เกิดการโกงที่คุมยาก เพราะประชาชนไม่รู้ ไม่เห็นกระบวนการ แต่หากเน้นงานระดับท้องถิ่น คนเขาจะเห็นชัดเจน โกงมากไม่ได้” ชัยอนันต์ กล่าวถึงหลักการสำคัญ

                ส่วนสถานะของวุฒิสภานั้น “นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์-การเมือง” ชี้ชัดว่าไม่ต้องมี ส่วนบทบาทกลั่นกรองกฎหมาย ให้ตั้งคณะสภาที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง จำนวน 10 คน ทำหน้าที่ ขณะที่หน้าที่สำคัญบางประการ เช่น ถอดถอนนักการเมือง ก็โอนเป็นภารกิจของสภา ส่วนวิธีเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่เห็นด้วยกับการเลือกนายกฯโดยตรง เพราะระบบเลือกผู้บริหารของประเทศไทยยังไม่ครบคลุมทั้งระบบ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด และตำรวจยังมาโดยระบบแต่งตั้ง หากให้เลือกนายกฯ โดยตรงกลไกพวกนี้อาจถูกใช้เอื้อประโยชน์ได้ ดังนั้นนายกฯ ควรใช้ระบบโหวตในสภา โดยไม่จำกัดว่าคนที่จะถูกเลือกต้องเป็น ส.ส. อาจเป็นบุคคลภายนอกก็ได้

                ขณะที่องค์กรอิสระควรปรับรูปแบบ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ แม้จะมาจากการแต่งตั้ง ก็ต้องหาความยึดโยงกับสภา ให้สภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบอำนาจ หรือ หน้าที่บางอย่าง และศาลรัฐธรรมนูญที่มีต้องตัดสินเฉพาะเรื่องกฎหมาย, รัฐธรรมนูญ, ความขัดกันขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือตีความสมาชิกภาพ แต่ไม่ใช่ถึงขั้นยุบพรรคการเมือง

                ส่วนแนวร่างออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ “ชัยอนันต์” เสนอตัวเข้าไปร่วมยกร่างนั้น เขาตอบคำถามสำคัญถึงแบบวิธีป้องกันไม่ให้ทหารยึดอำนาจหรือฉีกรัฐธรรมนูญด้วยความอ่อนใจ ว่า ไม่มี เนื่องจากการเข้ารัฐประหารหรือไม่อยู่ที่สถานการณ์ การเปิดจังหวะให้ทหารเข้ามา รวมถึงความยับยั้งชั่งใจขอฝ่ายทหารเองด้วย ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายเสนอให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่จำเป็น เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่ความขัดแย้งที่ขอความเห็นอย่างชัดเจน และหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยกร่างเสร็จเราจะได้เห็นการยอมรับจากประชาชนโดยปริยาย

                ในช่วงท้ายของการเปิดใจเข้ามาเป็น สมาชิกสภาปฏิรูป “ชัยอนันต์” มองภาพอนาคตรัฐบาลไว้ว่า “เขาจะอยู่เกิน 1 ปีหรือไม่ก็แล้วแต่เขา และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ทำให้เขาคิดว่าจะอยู่ต่อหรือไม่ ส่วนจะอยู่เกิน 1 ปี ไปถึง 10 ปีเลยย่อมได้ หากเขาไม่โกง เขาสร้างประโยชน์ แต่เขาต้องหาวิธียึดโยงกับประชาชนให้ได้"
                                                                                                                  

เทียนฉายโชว์วิสัยทัศน์พร้อมนำทัพสภาปฏิรูปผ่าทางตันปัญหาประเทศ

                ชื่อของ “เทียนฉาย กีระนันทน์” ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ถูกพูดถึงในสาธารณะแบบวงกว้าง หลังจากที่เป็นข่าวบนหน้าสื่อ ว่า เขาคือผู้ที่ถูกวางตัวให้เป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อนำทัพสถาปนิกประชาธิปไตยไปสู่การวางรากฐานพัฒนาและแก้ปัญหาชาติ

                ในวันที่สปอตไลท์พุ่งตรงไปที่ “ศ.ดร.เทียนฉาย” อดีตอธิการบดีจุฬาฯ วัย 70 ปี ทีมข่าวเครือเนชั่นล้อมวงพูดคุย ล้วงความในใจ ถึงความพร้อมสำหรับบทบาทและตำแหน่งใหม่

                สำหรับตำแหน่งว่าที่ประธาน สปช. “ดร.เทียนฉาย” เปิดอกพูดตรงประเด็น ว่า "ถ้าถึงวันที่ 21 ตุลาคมแล้วสมาชิก สปช.บอกให้ผมต้องทำหน้าที่ ผมก็จะทำและจะทำให้ดีที่สุด เดินหน้าสู้ไปให้ได้ เพราะเป็นโอกาสเดียวที่เราต้องทำเพื่อชาติ แต่หากไม่ได้ก็ขอร่วมวงปฏิรูปไปอย่างนี้"

                แต่ก่อนที่จะได้คำตอบแบบนี้ “แคนดิเดตประธาน สปช.” เล่าว่า  ต้องคิด เตรียมความพร้อมและถามใจตัวเอง “ผมรู้เรื่องนี้จากสื่อเครือเนชั่น จากนั้นก็มีเพื่อนฝูงโทรศัพท์มาแสดงความยินดี เมื่อเป็นประเด็น ทำให้เกิดคำถามในใจว่า เราพร้อมหรือไม่และพร้อมระดับไหน เนื่องจากไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน อย่างแรกก็เตรียมความพร้อม อ่านรัฐธรรมนูญชั่วคราว ข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกติกาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเช็กความพร้อมของเพื่อนฝูงที่มีความรู้ในเรื่องต่างๆ ว่าไหวหรือไม่ เพราะเราทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องมีคนที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยกันคิด ทำ และเมื่อได้คำตอบว่าผมยังพัฒนา จึงคิดว่ามีความพร้อม”

                สำหรับประเด็นที่ต้องขับเคลื่อนต่อไป ในงานปฏิรูป “ดร.เทียนฉาย” วาดภาพการไว้ว่า การปฏิรูปรอบนี้ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะมีข้อมูลที่หลายคณะทำไว้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ นำข้อมูลไปวิเคราะห์ กำหนดเป้าหมาย ก่อนนำไปรับฟังความเห็นประชาชน เพื่อฟังเสียงสะท้อนว่า สิ่งที่นำไปเสนอดีหรือไม่ โดยรูปแบบอาจเป็นได้ ทั้งการจัดเวที, ส่งความเห็นทางไปรษณีย์ สำหรับการทำงานของสภาปฏิรูปฯ ในรูปแบบกรรมาธิการ ต้องปรับการทำงานจากปกติ คือมีทีมงานย่อย เช่น ด้านเศรษฐกิจ ต้องมีทีมเศรษฐกิจเกษตร, ทีมเศรษฐกิจอุตสาหกรรม, ทีมนโยบายการเงินการคลังพูดคุยว่าแต่ละคนศึกษาอะไรมาบ้าง จากนั้นนำไปให้แต่ละกลุ่มแสดงความเห็น

                ขณะที่การทำงานปฏิรูปทั้ง 11 ด้านนั้น มุมของ “ดร.เทียนฉาย" มองว่า ควรเรียงหน้ากระดานทำไปพร้อมกัน ส่วนโจทย์ปฏิรูปที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น เป็นเพียงภาคบังคับขั้นต่ำ ที่สภาปฏิรูปฯ สามารถคิดเพิ่มเติมได้ ส่วนการทำงานร่วมกันของสมาชิก สปช. ที่หลากหลายที่มาและหลากทัศนคติทางเมือง อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งได้นั้น ยอมรับเป็นเรื่องหนักใจ แต่ด้วยความมองโลกในแง่ดี และเชื่อมั่นว่าสมาชิก สปช.จะปรับความเห็นเข้าหากัน เพื่อร่วมทำงานที่ได้อาสารับใช้ชาติยามที่หลังชนฝา บวกกับความคาดหวังที่ประชาชนต้องการเห็นประเทศไทยเป็นประเทศอุดมคตินับจาก 1 ปีหลังจากนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่สมาชิกทุกคนต้องร่วมวางแผนให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ก่อนส่งไม้ต่อให้คนไทยอีก 60 ล้านคน ช่วยสานต่อ

                “กับความคาดหวังของประชาชน ถึงผลงานปฏิรูปประเทศ ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ถือว่า สปช.ทำงานบนเดิมพัน หากความคาดหวังไม่เป็นไปตามนั้นก็จะลำบาก ผมตอบไม่ได้ว่าประชาชนคาดหวังอะไรบ้าง แต่ผมอยากให้ปรับระดับความคาดหวังให้อยู่ในกรอบที่เป็นไปได้ ปรับสู่โลกที่เป็นจริง” ดร.เทียนฉาย ระบุ

                งานหลักของสมาชิก สปช.จะเกี่ยวกับงานคิด วิเคราะห์ เสนอแนะแนวทางตามกรอบแล้ว ยังต้องแบกรับคาดหวังของประชาชนด้วยนั้น แต่บทบาทภาคปฏิบัติถูกกำหนดไว้ในหน่วยงานราชการ คณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ “ดร.เทียนฉาย” ให้ความคาดหวังว่า หน่วยงานเหล่านั้นจะรับไปปฏิบัติ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้เขียนไว้เช่นนั้น แม้จะไม่มีสภาพบังคับ แต่หน่วยงานที่กล่าว บวกกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีทีมงานวิเคราะห์ข้อมูลจะพิจารณาข้อเสนอแนะของ สปช. เพิ่มเติมเสมือนสร้างดุลการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ทำงานแบบเบ็ดเสร็จ

                “เมื่อมีคนคิด แล้วให้คนไปทำ คนทำก็กลั่นกรองอีกที แล้วค่อยลงมือ ถึงจะเบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่คิดบ้าง อาจเป็นผลดีกว่าสิ่งที่เราคิดเองหรือทำเองเบ็ดเสร็จ แต่บางคนก็ไม่ชอบวิธีนี้ หาว่าคนคิดไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้คิด แต่ผมกลับมองว่างานนี้เป็นงานของชาติ ไม่ใช่งานของบริษัท หรือธุรกิจ ดังนั้นความคิดที่สอง ความคิดที่สามเป็นสิ่งสำคัญ”

                กับโจทย์งานปฏิรูปที่ยั่งยืนต่อภาคปฏิบัติที่บังคับหรือกำกับไม่ได้หลังการเมืองเปลี่ยนขั้วอำนาจ ถือเป็นสัจธรรมที่ “ดร.เทียนฉาย ในบทบาทนักวิจัยสังคม-ทรัพยากรมนุษย์” มองว่า เป็นไปได้ ที่รัฐบาลขั้วใหม่อาจเข้ามารื้องานปฏิรูปที่วางรากฐานเอาไว้ในกฎหมาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างกลไกและระบบรองรับ เช่น ประเด็นแก้ไขกฎหมายต้องให้ผู้คนรับรู้ และเป็นไปโดยความเห็นชอบของผู้คน ไม่ใช่ให้ 2-3 คนสามารถแก้กฎหมายง่าย

                ส่วนความเห็นต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ สปช.ต้องส่งตัวแทนเข้าร่วม 20 คนนั้น เขามองเป็นโอกาสเริ่มคิดใหม่ จากฐานศูนย์ เสมือนกับได้สร้างบ้านใหม่ หากมีตอม่อเดิม เสาเดิม และคานแบบเดิม จะทำให้กลายเป็นงานยาก ดังนั้นหากลงทุนลงเสาเข็มใหม่ คิดใหม่จะดีกว่า และเชื่อว่างานจะเดินไม่ช้า เนื่องจากประเทศไทยมีบทเรียน และบางบทเรียนมีงานวิจัย สรุปจุดอ่อน จุดแข็งไว้แล้ว ส่วนสถาปนิกที่เข้าร่วมออกแบบ ในสภาปฏิรูปฯ เราเห็นแววสถาปนิกดีๆ หลายคนที่มีประสบการณ์ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ หรือเคยศึกษา รวมถึงวิจัยเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญหรือการบังคับใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว หากพวกเขาแสดงเจตจำนงทำงาน ร่วมกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากสัดส่วนสภานิติบัญญัติฯ คณะรัฐมนตรี ที่มีส่วนสำคัญต่อการนำผลสะท้อนกลับจากการยกร่างรัฐธรรมนูญไปปรึกษากับต้นสังกัด เพื่อให้เป็นข้อมูลที่ป้อนกลับมายังกรรมาธิการยกร่างฯ เชื่อว่าจะกลไกทำงานที่ดีได้

                “ผมมองสิ่งที่ดีมากๆ อยู่ประเด็นหนึ่งคือ นำร่างรัฐธรรมนูญไปถามความเห็นโดยรวมของผู้คน หรือถามประชามตินั้น เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงวันหนึ่ง ที่เราปฏิรูปเรื่องอื่นไปด้วยแบบคู่ขนาน โดยเฉพาะเรื่องคุณธรรม ประชาชนจะมีเหตุผลที่สามารถตัดสินใจได้เอง แม้ คสช.กังวลเรื่อความขัดแย้ง แต่ข้อเท็จจริง แม้ไม่มีร่างรัฐธรรมนูญ ความแตกแยกยังมีให้เห็น เพราะช่องนั้นยังไม่ถูกปิด”

......................................

(หมายเหตุ : ‘ชัยอนันต์’ขอลองของปฏิรูป(อีกรอบ) ชูโมเดลปฏิวัติคุณภาพคนไทย :  ขนิษฐา เทพจรรายงาน  http://www.komchadluek.net/detail/20141013/193911.html)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
rattiya วันที่ : 14/10/2014 เวลา : 00.46 น.

“ผมมองว่าระบบปกครองแบบประชาธิปไตย คนต้องมีคุณภาพ แต่ปัจจุบันประชาธิปไตยบังคับใช้กับคนที่มีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ จึงเป็นปัญหา สาระสำคัญคือทำอย่างไรให้คนมีคุณภาพ มีพฤติกรรมที่ไม่เห็นแก่เงินมากกว่าสิทธิ, ไม่เชื่อข่าวลือง่าย, ไม่สนับสนุนคนอย่างไม่ลืมหูลืมตาเพราะได้ผลประโยชน์ เป็นต้น ส่วนวิธีที่ทำให้คนมีคุณภาพได้ต้องเน้นให้การศึกษา โดยเริ่มจากเด็ก ทำปฏิรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะการปรับพฤติกรรมคนไม่ได้ทำให้เสร็จได้ภายในปีเดียว ดังนั้น 1 ปีที่มีถือเป็นการเริ่มต้น จากนั้นต้องเดินหน้าแก้ไขไปเรื่อยๆ หากพบจุดหนึ่งที่เป็นคานงัดได้แล้ว ตัวอื่นๆ ก็จะแก้ไขไปได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องออกแรงมาก”

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน