*/
  • คมชัดลึก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 1057
  • จำนวนผู้ชม : 2185723
  • จำนวนผู้โหวต : 864
  • ส่ง msg :
  • โหวต 864 คน
<< กุมภาพันธ์ 2015 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558
Posted by คมชัดลึก , ผู้อ่าน : 2727 , 15:17:33 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้



             จากปมปัญหาเรื่อง "พระธัมมชโย" เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ทั้งเรื่องปาราชิกหรือไม่ ไปจนถึงข้อเคลือบแคลงเรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดที่มีมูลค่ามหาศาล ตลอดจนข่าวที่ปรากฏตามสื่อที่มีเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ถึงปมความไม่โปร่งใสของการบริหารทรัพย์สินของวัดที่มาจากจิตศรัทธาของผู้บริจาค

             จนทำให้สังคมเกิดคำถามว่า เงินบริจาคในแต่ละปีที่วัดจำนวนมากได้รับนั้น มีจำนวนขนาดไหนและบริหารจัดการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคหรือเปล่า และมีการตรวจสอบการใช้จ่ายว่าปลอดจากการทุจริตเอาผลประโยชน์เข้าตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน

             ขนาดที่ว่า บรรดาพุทธศาสนิกชนกำลังสั่นคลอนจิตศรัทธาต่อ "วงการสงฆ์" ...จนต้องหาทางแก้ไขหรือปฏิรูปให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่มีเสียงเรียกร้องหรือไม่ ?

             ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ให้ข้อมูลถึงเรื่องการบริหารการเงินของวัดในประเทศไทยว่า พวกเราในฐานะนักวิชาการก็สนใจศึกษาเรื่องการบริหารการเงินภายในวัด เนื่องจากเราตั้งข้อสังเกตวัดถือเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร อีกทั้งเป็นองค์กรนิติบุคคล ที่มีกระแสเงินไหลเข้า-ออกวัด โดยรายได้ของวัดมาจากการบริจาค จึงมีคำถามว่า การบริหารด้านการเงินภายในวัดทำกันอย่างไร

             ดังนั้นเราตั้งคำถามในการวิจัยว่า โครงสร้างบริหารการเงินมีการกำหนดไว้เป็นระบบหรือไม่ คือมีคนรับผิดชอบเรื่องบริหารการเงินอย่างชัดเจน หรือมีโครงสร้างการบริหารที่มีรูปแบบหรือไม่ เรื่องการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัดเป็นอย่างไร ตลอดจนการลงทุนในทรัพย์สินของวัดเป็นไปในลักษณะใดบ้างและมีการตัดสินใจในการลงทุนอย่างไรบ้าง ถือเป็นกรอบกว้างๆ ในการศึกษาของเรา

             ผศ.ดร.ณดา ระบุถึงการศึกษาเริ่มแรกว่า ได้ไปดูตัวบทกฎหมายเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อาทิ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และฉบับแก้ไข พ.ศ.2535 กฎกระทรวงของกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดในเรื่องการจัดการเกี่ยวกับวัดไว้ กฎของมหาเถรสมาคม เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้ช่วยเจ้าอาวาส ในการบริหารจัดการภายในวัด หรือไวยาวัจกร อย่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้ระบุว่า วัดมีผู้มีอำนาจที่สุด คือ เจ้าอาวาส ซึ่งสามารถแต่งตั้งไวยาวัจกรตามกฎมหาเถรสมาคม อีกทั้งในกฎกระทรวง ระบุว่า เจ้าอาวาสจะต้องมอบหมายให้ผู้รับผิดชอบหรือไวยาวัจกรคนใดคนหนึ่งในการที่จะทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และเจ้าอาวาสตรวจตราให้เรียบร้อย

             จากการที่ไปสำรวจข้อมูลทางการเงินของวัดที่มีอยู่นั้น ถูกส่งไปที่ไหนบ้าง พบว่าหน่วยงานพระพุทธศาสนา หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ไม่มีข้อมูลที่เป็นภาพรวมของวัดทั้งหมดในระบบ ซึ่งวัดทั้งหมดในระบบมีอยู่ 37,000 แห่ง ในจำนวนนี้ก็ไม่ได้มีทุกวัดที่ส่งข้อมูลให้ พศ.ด้วย

             "ระดับจังหวัดก็มีสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ระดับจังหวัด ก็ขอให้ส่งข้อมูลรายรับ-รายจ่ายมา แต่ก็ไม่ได้ส่งมาทุกวัด ซึ่งตัวเลขจำนวนวัดที่ส่งข้อมูลมาก็มีเพียงหลักพันเท่านั้น จาก 37,000 แห่ง แสดงว่ามีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ส่งข้อมูลให้ พศ. ทำให้ประชาชนที่อยากรู้ข้อมูลทางการเงินของวัดเข้าถึงข้อมูลได้ยาก ฉะนั้นในสิ่งที่เราคาดหวังอยากจะเห็นข้อมูลภาพรวมหรืออยากจะเห็นข้อมูลทางการเงินวัดใดวัดหนึ่งที่เราน่าจะเข้าถึงได้ก็ไม่มีข้อมูลที่อยู่ในระบบ" คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ กล่าว

             ส่วนเรื่องการบริหารการเงินภายในวัด ผศ.ดร.ณดา ระบุว่า โครงสร้างการบริหารการเงินก็มีความหลากหลายมาก ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของวัดและ ผู้ที่รับผิดชอบภายในวัด ไม่ได้เป็นรูปแบบเฉพาะ บางวัดก็อยู่ในรูปแบบของคณะกรรมการบริหาร ซึ่งเป็นไวยาวัจกรตามที่มีกฎหมายรองรับไว้ ถ้าหากเป็นวัดขนาดใหญ่ก็ให้คณะกรรมการดูแลและตัดสินใจเรื่องต่างๆ แต่ก็มีวัดอีกจำนวนมากที่ไม่ได้บริหารจัดการภายในกรอบรูปแบบคณะกรรมการ ซึ่งมีเพียงเจ้าอาวาสเป็นผู้ดูแลแทนทั้งหมด

             ทั้งนี้ จากการสำรวจการบริหารจัดการทางการเงินภายในวัดทั้งหมด 490 แห่ง พบว่ามีวัดอยู่เกือบครึ่งในการบริหารจัดการด้านการเงินมีเจ้าอาวาสดูแล ไม่ใช่เป็นรูปแบบคณะกรรมการ แต่ก็มีบ้างในรูปแบบของคณะกรรมการ หรือก็มีบ้างที่เจ้าอาวาสแต่งตั้งมอบหมายไวยาวัจกร หรือผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแล เพราะฉะนั้นโครงสร้างก็อยู่กับเจ้าอาวาสที่จะจัดการอย่างไร ส่วนอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาสก็จะดูแลความเรียบร้อยภายในวัดทั้งหมด แล้วแต่ว่าจะมอบหมายใครให้ดูแลในเรื่องอะไร จะเห็นว่าโครงสร้างที่เป็นระบบนั้น ไม่มี เพราะทุกอย่างก็จะขึ้นอยู่กับเจ้าอาวาสเพียงผู้เดียว

             ขณะที่เรื่องการทำรายงานทางการเงิน ก็มีรายงานทางการเงินรูปแบบรายงานที่คุ้นเคยเท่านั้น หรือเป็นรายงานทางการเงินแบบง่ายๆ เช่น บัญชีรายรับ-รายจ่าย ซึ่งวัดก็จะเป็นผู้ดำเนินการ แต่เป็นรูปแบบที่ใช้กันเองภายในวัด ไม่ได้ใช้เป็นรูปแบบที่จะสามารถเผยแพร่ได้ทั่วไป ที่มีบัญชีรายรับ-รายจ่าย รวมถึงงบกำไรขาดทุน

             "หมายความว่า ถ้าหากประชาชนจะดูบัญชีการเงินของวัด ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หรืออาจจะดูได้ แต่ไม่สามารถเข้าใจได้ง่าย เพราะเป็นเรื่องที่จัดการเองภายในวัด"

             เช่นเดียวกับการตรวจสอบบัญชี ก็ไม่มีกฎหมายระบุชัดเจนว่าจะต้องมีการตรวจสอบในลักษณะใด อย่างที่เขียนในกฎกระทรวง ระบุเพียงว่า ให้เจ้าอาวาสตรวจสอบบัญชีให้เรียบร้อย ซึ่งไม่ได้ระบุว่าจะให้ผู้ใดมาตรวจสอบเป็นประจำและสม่ำเสมอ จึงเป็นประเด็นตรงนี้ว่า การตรวจสอบก็ยังไม่ชัดเจนว่ากลไกในการตรวจสอบเป็นอย่างไร

             "จะเป็นการตรวจสอบผู้มีอำนาจเหนือกว่า หรือจะเป็นการตรวจสอบผู้หนึ่งผู้ใด ที่มาจากหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ที่ควรจะระบุไว้"

             สำหรับเรื่องการเปิดเผยรายงานหรือข้อมูลทางการเงิน โดยวัดส่วนมากจะเปิดเผยโดยการปิดประกาศในที่สาธารณะหรือภายในวัด หรือประกาศตามเสียงตามสาย ไม่ได้เผยแพร่กันในวงกว้าง เช่น การประกาศในงานทอดผ้าป่า ทอดกฐิน ก็ประกาศให้รู้ข้อมูลแค่ตรงนั้น แต่สิ่งที่เราคาดหวังน่าจะเห็นรายงานทางการเงินของวัดที่มีการเผยแพร่เป็นการทั่วไป และจากการสำรวจ มีวัดน้อยมากที่จะมีการเผยแพร่ข้อมูลทางการเงินของวัดบนเว็บไซต์ แต่เป็นการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะกว้างๆ มีรายได้ต่อปีเท่าไหร่ รายจ่ายต่อปีเท่าไหร่ ก็ไม่ได้เป็นรายงานทางการเงินในลักษณะที่เป็นสากล

             ผศ.ดร.ณดา กล่าวถึงทางแก้ไขเพื่ออุดช่องโหว่ว่า กฎหมายที่มีอยู่เพื่อรองรับกำกับดูแลในเรื่องการบริหารการเงินของวัดในปัจจุบัน ยังไม่เพียงพอต่อการธำรงไว้ซึ่งความโปร่งใส ตรวจสอบได้ หรือธรรมาภิบาลของการบริหารจัดการ ถ้าเรามองว่า วัดเป็นนิติบุคคล ก็ควรที่จะต้องยึดหลักบริหารจัดการกิจการที่ดี ดังนั้นกฎหมายที่เป็นอยู่ต้องรัดกุม กำหนดทิศทางให้ชัดว่า ให้มีการทำรายงานด้านการเงิน ทำเสร็จแล้วส่งให้ใคร ตรวจสอบอย่างไร เผยแพร่อย่างไร

             กระนั้นก็ตาม ปริมาณวัดที่มีความหลากหลาย โดยมีขนาดที่แตกต่างกัน ศักยภาพในการบริหารก็ไม่เท่ากัน ถ้ากำหนดเงื่อนไขให้ทุกวัดทำเหมือนกันทั้งหมดอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่สิ่งที่ช่วยได้ คือ การมีส่วนร่วมของชุมชน น่าจะเป็นประโยชน์กับวัดขนาดเล็ก โดยวัดอาจจะเรียกร้องให้ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน หน่วยงานราชการ ภายในพื้นที่ ได้ส่งคนเข้าไปช่วยวางระบบหรือจัดการด้านการเงิน น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้มีการบริหารจัดการที่ดีได้

             "การบริจาค อาจจะบริจาคเป็นเงิน สิ่งของ แม้กระทั่งแรงกายในการทำงานช่วยวัดก็ได้ ในอดีตพุทธศาสนิกชนอาจจะร่วมแรงร่วมใจเข้าไปช่วยงานภายในวัด แต่ยุคหลังๆ ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว คนนิยมบริจาคด้วยเงิน มีจิตศรัทธาวัดไหนก็บริจาควัดนั้น ความจริงแล้วถ้าเราจะบริจาค ควรเข้าใจในพื้นฐานของการบริจาคเสียก่อน อีกทั้งแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาไม่ถูกหยิบยกขึ้น จึงทำให้การบริจาคยุคหลังๆ เปลี่ยนไป"

             คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า เห็นว่า ถ้าประชาชนเข้าใจถึงการบริจาคเงินแล้ว เงินบริจาคควรที่จะเข้าไปในวัด พอประชาชนไม่เข้าใจตรงนี้ เงินบริจาคส่วนใหญ่จึงเข้าไปที่พระสงฆ์ ซึ่งความจริงแล้วพระสงฆ์ไม่ควรที่จะสั่งสมเงินหรือปัจจัยที่เป็นเงินมากมาย แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยน ทำให้พระสงฆ์ต้องพกเงินบ้าง แต่ก็ควรมีลักษณะที่ชัดเจน เช่น วัดจะดูแลพระสงฆ์ที่จะเดินทาง แล้วต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างไร ใช้สอยในกรอบที่เพียงพอ เพื่อความชัดเจนในเรื่องเงินบริจาคให้วัดและพระสงฆ์ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงเรื่องเงินบริจาคที่ควรจะบริจาคอย่างไร ดังนั้นเป็นเรื่องที่ทางสงฆ์ต้องไปสร้างกลไกให้ชัดเจน โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ช่วยเป็นผู้ดำเนินในเรื่องนี้

             โดยสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากกฎหมายหรือตัวบุคคล ส่วนมากเกิดที่ตัวบุคคล แต่ทั้งหมดนั้นก็เกิดจากกฎหมายที่ไม่รัดกุม แล้วตัวบุคคลก็อาจจะหาประโยชน์จากช่องตรงนี้ได้ ทำให้พอเกิดเหตุก็เข้าไปตรวจสอบ ซึ่งไม่ได้มีการตรวจสอบที่สม่ำเสมอ แม้จะเข้าใจว่า กำลังพลในการตรวจสอบอาจจะมีไม่พอ

             แต่ถ้าอย่างน้อยที่สุดถ้ามีระบบที่เป็นรูปธรรมและชัดเจน จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมช่วยทำให้การทำงานภายในวัดมีประสิทธิภาพขึ้น อีกทั้งยังช่วยสอดส่องดูแลไม่ให้การกระทำที่มิชอบเกิดขึ้นได้ !

..................

(หมายเหตุ : http://www.komchadluek.net/detail/20150226/202045.html)
 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
wullopp วันที่ : 26/02/2015 เวลา : 15.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

นึกถึง ครั้งหนึ่ง
ไปทำบุญที่วัดแฌมเย่ ย่างกุ้ง พม่า
.
ก่อนพระบิณฑบาต จะมีกัปปิยะ
หรือ คนวัดนำ
เขาห้ามให้ซองพระ
ต้องให้กับคนวัด
ทำให้ถูกต้อง
.
พอเข้าวัด จะมีกรรมการวัด 3 คน
เปิดซอง อ่าน แล้วนับดังๆ
อีกคนขึ้นกระดาน
ใครจะเข้าไปฟังการตรวจสอบก็ได้
แบบนี้ ดูจะโปร่งใสกว่าในไทยมากมายเลย...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน