*/
  • คมชัดลึก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 1057
  • จำนวนผู้ชม : 2185382
  • จำนวนผู้โหวต : 864
  • ส่ง msg :
  • โหวต 864 คน
<< เมษายน 2015 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2558
Posted by คมชัดลึก , ผู้อ่าน : 1582 , 18:05:51 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน



              กระแสรณรงค์ “พลเรือนไม่ขึ้นศาลทหาร” ของมวลชนฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลโหมแรงขึ้นตามลำดับ สำทับด้วยแรงกดดันจากองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศ ทำให้รัฐบาล และคสช. ต้องตกเป็นจำเลยของชาติมหาอำนาจมาโดยตลอดในช่วงหลัง ทั้งที่ประกาศฉบับที่ 37 ของ คสช. จำแนกความผิดที่พลเรือนจะต้องขึ้นศาลทหารไว้ชัดเจน 2 ประเภท คือ

              1. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

              (1) ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา 107 ถึงมาตรา 112

              (2) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา 113 ถึงมาตรา 118 ยกเว้นความผิดซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

              2. ความผิดตามประกาศ หรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

              นอกจากนี้ บุคคลที่กระทำความผิดในคดีอาวุธสงคราม และยาเสพติด จะต้องมาขึ้นศาลทหารทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหาร ยกเว้น “เยาวชน” ที่กระทำผิดก็ให้ไปขึ้นศาลพลเรือนตามปกติ ขณะเดียวกันยังมีประกาศฉบับที่ 38 ฉบับที่ 50 และฉบับที่ 62 ที่ระบุชัดเจนถึงลักษณะความผิดที่จะต้องขึ้นศาลทหาร ดังนั้น พลเรือนที่ไม่ได้กระทำผิดตามที่ระบุย่อมไม่ต้องมาขึ้นศาลทหารอยู่แล้ว

              ศาลทหารอาศัยอำนาจตามประกาศของ คสช. ในการพิจารณาคดี รวมทั้งอำนาจของศาลทหารในเวลาปกติ ไม่ได้มีอำนาจพิเศษนอกเหนือจากนี้

              กรมพระธรรมนูญ หรือศาลทหารกรุงเทพไม่ได้เป็นผู้เสนอให้พลเรือนมาขึ้นศาลทหาร แต่เป็นนโยบายของ คสช. ที่ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขเรียบร้อย และต้องการให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทางศาลทหารกรุงเทพก็จะต้องปฏิบัติตาม และทำอย่างดีที่สุด ด้วยความบริสุทธิ์ และยุติธรรมให้มากที่สุด แม้ว่าจะถูกโจมตีก็ตาม

              มีข้อห่วงใยว่าตุลาการศาลทหารจะให้ความยุติธรรมได้เท่าเทียมกับผู้พิพากษาในศาลพลเรือนหรือไม่ ?

              องค์คณะศาลทหารชั้นต้น ทั้งในศาลทหารกรุงเทพและศาลทหารต่างจังหวัด ประกอบด้วย ตุลาการพระธรรมนูญ ซึ่งเป็นตุลาการที่มาจากกรมพระธรรมนูญ

              ทุกคนจะต้องมีคุณสมบัติ คือ จบหลักสูตรตุลาการ หรืออย่างน้อยจะต้องจบ “นิติศาสตรบัณฑิต” และจะต้องมีชั้นยศ “พันโท” ขึ้นไป ฉะนั้นแต่ละคนจะต้องมีประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ ถึงจะได้เป็น “ตุลาการพระธรรมนูญ”

              สำหรับ “องค์คณะ” ที่ร่วมพิจารณาคดีประกอบด้วยนายทหารสัญญาบัตรอีก 2 นาย ซึ่งจะต้องจบปริญญาตรี และแม้ว่าในข้อกฎหมายจะไม่ได้ระบุไว้ว่าจะต้องจบปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์ แต่ในการคัดเลือก “ตุลาการร่วม” จะต้องมีนายทหารที่จบ “ปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์” รวมอยู่ด้วย

              ส่วนกระบวนการคัดกรองผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตุลาการพระธรรมนูญ จะมี “ปลัดกระทรวงกลาโหม” เป็นประธาน เจ้ากรมพระธรรมนูญเป็นรองประธาน รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ และหัวหน้าศาลทุกศาลที่จะร่วมกันพิจารณาคัดกรองว่า ใครเหมาะสมที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นตุลาการพระธรรมนูญ หรือตำแหน่งในศาลทหาร

              ในการพิจารณาคดีปกติเราจะมีตุลาการพระธรรมนูญ 1 นาย และผู้บังคับบัญชาที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตุลาการอีก 1 นาย ซึ่งตุลาการพระธรรมนูญทั้งหมดก่อนที่จะทำหน้าที่จะต้องถวายสัตย์ต่อพระมหากษัตริย์ ดังนั้น การทำหน้าที่ของตุลาการพระธรรมนูญ ไม่ว่าจะทำหน้าที่ในกรณีใดก็จะต้องทำหน้าที่อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

              อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุดในการพิจารณาคดีที่มีพลเรือนมาขึ้นศาลทหาร การแต่งตั้งองค์คณะในการพิจารณาคดีในแต่ละคดีที่มีพลเรือนตามประกาศคสช.ฉบับที่ 37 ทางหัวหน้าสำนักงานตุลาการศาลทหารได้ให้นโยบายไว้ว่า จะต้องเอาตุลาการร่วมที่จบปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์บัณฑิตมาเป็นตุลาการพระธรรมนูญร่วมพิจารณาคดีด้วยทั้งหมด

              “ศาลทหารพยายามทำไม่ให้เกิดข้อครหา แต่การทำหน้าที่ของเรายังไม่มีใครอธิบายไปสู่บุคคลภายนอกให้เข้าใจว่าการทำหน้าที่ของศาลทหารจะต้องเป็นผู้ที่จบกฎหมายทั้งสิ้น โดยตุลาการพระธรรมนูญที่มาร่วมคณะในการพิจารณาจะมาจากนายทหาร 3 เหล่าทัพ ทุกคนที่เข้ามาทำหน้าที่ได้มีการคัดกรองเป็นอย่างดี” นายทหารพระธรรมนูญ กล่าว

              เมื่อถามว่า กระแสคัดค้านไม่ให้พลเรือนขึ้นศาลทหารทำให้กดดันมากขึ้นหรือไม่ เขาตอบว่า แรงกดดันเกิดจากจำนวนบุคลากรมากกว่า เพราะตุลาการมีจำนวนน้อย แต่ปัจจุบันมีคดีเยอะขึ้น โดยมีคดีเพิ่มขึ้นประมาณ 15-20% ส่วนดุลพินิจในการฝากขัง หรือออกหมายจับผู้ต้องหา เราจะยึด “ข้อกฎหมาย” และ“ข้อเท็จจริง” ในสำนวนเป็นหลัก ไม่ได้มีแรงกดดันหรือตั้งธงมาล่วงหน้า

              นายทหารจากกรมพระธรรมนูญยังฝากเตือนผู้ที่โจมตีศาลด้วยว่า เสี่ยงที่จะเข้าข่าย “ละเมิดศาล” แม้ว่าการกระทำจะไม่เกิดขึ้นในเขตศาลก็ตาม แต่เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

              “อยากให้เข้าใจว่า การใช้เสียงโจมตีศาลถือเป็นอุปสรรคในการทำงานของศาล และอาจมีความผิดตาม มาตรา 32 ถ้าครั้งต่อไปมีแบบนี้อีกเราคงต้องดำเนินการอะไรสักอย่าง ที่ผ่านมาเราไม่ได้ละเลยว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะมาโจมตีหรือจะทำอะไรก็ได้ เรารับรู้ตลอด ถ้าชุมนุมโดยสงบเราคงไม่ว่าอะไร”

              ส่วนเหตุปาระเบิดศาลอาญา ถ.รัชดาฯ ก็ไม่ได้สร้างแรงกดดันให้ศาลทหารเช่นกัน เพราะเรายึดเอาตัวกฎหมายเป็นตัวตั้ง ยืนยันว่าการทำงานไม่มีใครโทรศัพท์มาสั่งการให้คุมขัง หรือปล่อยตัวใครได้

              คดีที่ขึ้นศาลทหารนั้น เป็นคดีที่ฝ่าฝืนประกาศคสช. เช่น คดีหมิ่นสถาบัน หรือคดีอาวุธสงครามก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนคดีขัดคำสั่งในเรื่องการชุมนุมก็เป็นการฝ่าฝืนกฎอัยการศึก และประกาศของ คสช. แต่จำนวนผู้ที่ถูกควบคุมตัวไม่ถึง 700 คน เหมือนอย่างที่ องค์กรสิทธิมนุษยชนระบุ

              ทั้งนี้ ในส่วนของยอดที่แท้จริงได้ให้กองกฤษฎีกาการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ นำไปรายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เพื่อไปกล่าวสุนทรพจน์ที่นครเจนีวา?

              "ผู้ที่ถูกพิจารณาคดีในศาลทหารกรุงเทพมีประมาณ 50 คน แต่ไม่ทราบว่าศาลทหารในต่างจังหวัดมีเท่าใด แต่ไม่ถึง 700 คนแน่นอน ไม่ทราบว่าเอาตัวเลขมาจากไหน และข่าวบางแหล่งก็รายงานว่า มากถึง 6,000 คน ซึ่งทุกวันนี้ก็ทำงานกันแทบตายแล้ว ถ้ามากถึง 6,000 คนคงจะต้องมากินนอนอยู่ที่ศาลกันแล้ว”

              สุดท้ายนายทหารจากกรมพระธรรมนูญฝากไปถึงผู้ที่ไม่เข้าใจบทบาทของศาลทหารว่า เราปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่าง ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และหวังดีต่อชาติบ้านเมือง ให้ความเป็นธรรมต่อผู้ต้องหาทุกราย ไม่มีใครมาร้องเรียนว่า พิจารณาคดีไม่ถูกหลักกฎหมาย เพราะเราพิจารณาเหมือนกับศาลพลเรือนปกติ ไม่ได้แตกต่างกัน และใช้ตัวบทกฎหมายตัวเดียวกัน



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน