*/
  • คมชัดลึก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 1057
  • จำนวนผู้ชม : 2185725
  • จำนวนผู้โหวต : 864
  • ส่ง msg :
  • โหวต 864 คน
<< เมษายน 2015 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน 2558
Posted by คมชัดลึก , ผู้อ่าน : 3635 , 18:42:59 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

          พลันที่เสร็จการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในรอบสุดท้ายก่อนที่จะนำเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมา  เย็นวันเดียวกันนั้นเอง “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” ได้มาพบกับสื่อใน “เครือเนชั่น” ซึ่งครั้งนี้ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานกรรมาธิการยกร่างฯ เป็นผู้นำคณะมาด้วยตนเอง

           ทั้งนี้ เมื่อเริ่มการหารือ “บวรศักดิ์” ได้วาดภาพการทำงานที่ผ่านมาว่า กรรมาธิการทั้ง 36 คน ได้พูดถึงความคิดของแต่ละคน และต่อมาก็เชิญตัวแทนพรรคการเมือง และกลุ่มการเมือง มาให้ความเห็น รวมถึง สปช. สนช. และจัดเวทีด้านนอกรวมถึงเวทีเฉพาะทางด้วย ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การร่างรัฐธรรมนูญที่เชิญพรรคการเมืองเข้ามาให้ความเห็น และนอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญสามารถบันทึกเจตนารมณ์โดยกรรมาธิการได้ เพราะที่ผ่านมา เมื่อทำเสร็จกรรมาธิการก็ถูกยุบ คนเขียนก็มานั่งเขียนเจตนารมณ์เอาเองทีหลัง

           เขายังได้สรุปหลักสำคัญของรัฐธรรมนูญว่ามี 4 ข้อ ได้แก่ 1.สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ 2.ให้การเมืองให้ใสสะอาดและสมดุล 3.สังคมที่เป็นธรรม 4.นำชาติสู่สันติสุข

           โดยสองเรื่องเป็นการเหลียวหลัง สองเรื่องเป็นการแลหน้า เหลียวหลังคือการกลับไปแก้ปัญหา เจตนารมณ์สองข้อที่กลับไปแก้ปัญหาเดิมคือข้อ 2 และ 4 เนื่องจากเห็นว่าสังคมขัดแย้งมากไม่ปรองดองไม่ได้แล้ว กรรมาธิการจึงเขียนภาคสี่ที่ว่าด้วยการปฏิรูปเพื่อสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความปรองดอง

           “ภาคสี่ที่ว่าด้วยการปฏิรูปทำให้เห็นชัดว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ได้ลอกของฝรั่งมา เพราะไม่มีที่ไหนเขียนไว้ และภาคสี่ก็ใช้แค่ 5 ปี เว้นแต่ ครม. รัฐสภา หรือประชาชน 5 หมื่นคน ส่งไปลงประชามติ ว่าให้อยู่ต่ออีก 5 ปี”

           การเหลียวหลังอีกเรื่องคือเรื่องการเมืองใสสะอาด เราเห็นว่าในอดีตก็มีปัญหาเรื่องการทุจริตที่แก้ไม่ตกและเป็นปัญหาใหญ่มาก ซึ่งเกิดจากการเมืองที่ไม่สมดุล ไม่สมดุลกับพลเมือง ไม่สมดุลกับพรรคการเมือง  เพราะที่ผ่านมาเราเป็นระบบที่ผู้ชนะได้หมด (Winner Take All) ผู้ชนะได้เก้าอี้ ส.ส.มากกว่า คะแนนนิยม (Popularity Vote) เช่นการเลือกตั้ง ปี 2554 พรรคใหญ่ ได้คะแนนนิยม 44% แต่ได้ที่นั่ง ส.ส. ถึง 54% เราจึงพยายามแก้อดีต

           ส่วนแลหน้าก็คือ การทำให้พลเมืองเป็นใหญ่ จึงเอาการเมืองภาคพลเมือง มาคานการเมืองภาคนักการเมือง จึงถึงเวลาน่าจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้น เรื่องที่สองคือเรื่องปฏิรูป เพราะเรื่องนี้คนเรียกร้องให้ทำตั้งแต่ก่อน 22 พฤษภาคม จึงไม่ทำไม่ได้ และจะรอให้รัฐบาลหลังเลือกตั้งมาทำก็ไม่ทำเพราะมันไม่ใช่นโยบายเขา

           จากนั้น “พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช” โฆษกกรรมาธิการได้เริ่มอธิบายถึงระบบการเลือกตั้ง “แบบสัดส่วนผสม” หรือที่เราเรียกกันว่า “แบบเยอรมัน” ว่า ประเทศเยอรมนีเขาใช้ระบบนี้เมื่อ 60 ปีที่แล้ว หลังจากที่มีพรรคเข้มแข็งเมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง และขณะนี้มี 9 ประเทศทั่วโลกที่ใช้ในขณะนี้

           ระบบนี้ เป็นการสะท้อนความนิยมของประชาชนต่อพรรคการเมือง เยอรมันใช้สองข้างคือจำนวน ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อเท่ากัน แต่ประเทศอื่นเขาพัฒนาไม่จำเป็นต้องเท่ากัน โดยมี ส.ส.เขตมากกว่าปาร์ตี้ลิสต์ แต่ถ้าต่างกันมากมันจะเพี้ยนไม่สะท้อนอย่างแท้จริง เราจึงใช้ 250 + 200

           “พล.อ.เลิศรัตน์” ระบุต่อว่า ผลที่เกิดขึ้นจะมีสองประการ 1.พรรคใหญ่จะไม่ได้เกิน 50% เพราะไม่มีประเทศไหนที่นิยมเกิน 50% แต่ถ้าเกินก็เกินไปไม่ได้ว่าอะไร อย่างเยอรมันที่ผ่านมาเขาก็มีพรรคพันธมิตร เป็นการสะท้อนความเป็นจริงและทำให้เกิดรัฐบาลผสมขึ้นมา การที่ไม่มีรัฐบาลที่ไม่มีเสียงเกินครึ่งมีข้อดี คือไม่สามารถยึดกุมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่สั่งเอาที่ต้องการตลอดเวลา ต้องถามพรรคถามพวก ทำให้ความแกร่งกล้าของรัฐบาลบรรเทาลง แต่ไม่ทำให้รัฐบาลอ่อนแอลง 2.พรรคเล็กๆ หากมีความนิยมก็จะมีโอกาส เราก็จะเปิดโอกาสให้มีกลุ่มการเมืองขึ้น

           เมื่อถามว่า หน้าตาการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรหลังการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ “พล.อ.เลิศรัตน์” ชี้แจงว่า พรรคจะได้คะแนนตามความนิยม อันดับหนึ่งจะอยู่ที่ 45% เขาต้องมีพรรคร่วมอยู่ดี

           เมื่อถึงจุดนี้ “สุจิต บุญบงการ” หนึ่งในกรรมาธิการก็ช่วยทำให้มองภาพได้ชัดขึ้นว่ารัฐบาลผสมคงมีแน่ เพราะพรรคใหญ่ต้องถูกลดจำนวนลงโดยระบบนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลดลงมากมาย

           ส่วนเรื่องรัฐบาลจะอ่อนแอลง นั้นอยากชี้ให้เห็นว่าก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่รัฐบาลล้มนั้นก็เป็นเพราะมีจุดที่ผิดพลาดในการดำเนินนโยบายเองหากมีพรรคใหญ่บริหารพรรคเดียวก็ใช่ว่าจะมีเสถียรภาพหากพรรคใหญ่ไม่ได้เป็นพรรคจริงๆ แต่เป็นบริษัทที่มีเจ้าของ หากเอาจำนวนพรรคมากำหนดว่ามีพรรคเดียวถึงจะเข้มแข็ง อย่างนี้เป็นคนละประเด็น

           “หากสมาชิกพรรคเป็นอิสระในพรรค แล้วทำให้พรรคอ่อนแอ นั่นแหละเป็นความอ่อนแอของคุณ เพราะคุณไม่สามารถเอาพรรคของคุณอยู่ได้ แล้วคุณจะบอกว่าคุณเข้มแข็งอย่างไร โดยหลักการทำงานของพรรคในระบบรัฐสภา เสียงที่สำคัญที่สุดเกิดจากสมาชิกพรรคที่เป็น ส.ส ไม่ได้เกิดจากหัวหน้าพรรคเป็นคนสั่ง”

           “อย่างพรรคไทยรักไทยสมัยคุณทักษิณ (ชินวัตร) เป็นนายกฯ เพื่อนผมที่เป็นสมาชิกพรรคบอกเลยว่าก่อนหัวหน้าพรรคจะมาก็คุยจะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ มีเสียงเต็มที่ แต่พอหัวหน้าเดินมาเท่านั้น บอกว่าจะเอาอย่างนี้ ทุกคนก็บอกว่า “ครับ” และทุกคนก็มองไปที่คนถือกระเป๋าเดินตาม นี่ไม่ใช่ความเข้มแข็งของพรรค”

           “แต่ถ้ามีการประชุมไม่สามารถหามติได้ก็อ่อนแอเช่นกัน อย่างพรรคประชาธิปัตย์ประชุมแต่มติก็ไม่ค่อยออก ออกมาก็ไม่เข้าท่า ไม่สามารถกลั่นเรื่องราวที่สำคัญได้ นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้” สุจิต เล่าอย่างตรงไปตรงมา

           ส่วนที่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของ สปช.แล้ว การเลือกตั้งจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ “บวรศักดิ์” กล่าวหนักแน่นว่า “ใจผม ผมว่าเปลี่ยนไม่ได้ แต่อีก 35 ท่านผมไม่รู้ เพราะนี่เป็นหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ ที่เราใช้ระบบนี้เพราะเป็นธรรม”

           “ผมเป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ 40 เอง ได้รัฐบาลที่เข้มแข็งแล้วเป็นไง 4 ปีกว่า มีการรวมพรรคแล้วหลายคนก็โดนสารพัด สื่อไหนไม่เข้าทางก็เล่นงาน สำหรับผมเมื่อเราสร้างเสือขึ้นมาแล้วเสือตัวนั้นไม่ได้อยู่ในสวนสัตว์ แต่ออกไปกินเป็ดไก่ ผมว่ามันไม่ได้ ระบบนี้ที่เราทำ จะมีรัฐบาลผสมแน่ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะข้าใหญ่แต่ผู้เดียว พรรคเบอร์หนึ่งขึ้นเป็นรัฐบาล แล้วพรรครองก็ลงถนน” บวรศักดิ์ กล่าว

           “บวรศักดิ์” กล่าวต่อว่า ระบบนี้ระยะต้นของการที่ต้องการให้เกิดความปรองดอง ไม่ทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งหยิ่งผยอง เชื่อว่าให้ลองไปสัก 5-7 ปี แล้วมาตั้งคณะกรรมการมาพิจารณา วิเคราะห์และเสนอแก้รัฐธรรมนูญ เรารู้ว่ามันไม่เพอร์เฟกท์ แต่เวลานี้บรรยากาศสร้างความปรองดองเราไม่ต้องการรัฐบาลที่ผู้ชนะได้หมด

           "ผมเคยบอกกับต่างชาติว่า ผมสร้างรัฐบาลที่แข็งแรง วันนั้นไม่ผิด แต่ฮาร์ดแวร์ไม่สามารถสร้างซอฟต์แวร์ หรือวัฒนธรรมการเมือง วันนี้ต้องการรัฐบาลที่มาพูดคุยกัน ไม่ใช่ข้าใหญ่แต่ผู้เดียว"

           เมื่อถามย้ำ หาก สปช.เสนอเปลี่ยนแปลงจะเปลี่ยนอะไรบ้าง "ผมก็เสนอว่าต้องดูเหตุผล หลักการยังไงเราก็ไม่เปลี่ยน เพราะรัฐธรรมนูญเป็นหลัก การบริหารประเทศต้องมีหลัก หากหลักเปลี่ยนต้องว่ากันใหม่ ถ้าขืนบอกว่าต้องเปลี่ยนหลักทั้งหมด ให้เวลา 60 วันผมทำไม่ได้ และผมไม่อยู่ด้วย" สุจิต กล่าว

           อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีกระแสว่าอาจมี สปช. ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ “สุจิต” ระบุว่า ไม่รับก็ช่วยไม่ได้ ทำไมต้องไปคิดกลัวไม่รับ ทำไมเขาไม่คิดว่าเขาไม่รับจะมีอะไร ทำไมเราต้องมาคิดคนเดียว หากไม่รับเราไม่ได้ไปด้วยกันทั้งหมดอย่างเดียว การปฏิรูปที่ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญยังค้างอยู่หลายเรื่อง เขาไม่ได้มีหน้าที่อนุมัติรัฐธรรมนูญอย่างเดียว

           ต่อข้อสงสัยเรื่องแม้จะมีกติกาใหม่ แต่ยังเป็นผู้เล่นเดิมจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ “พล.อ.เลิศรัตน์” ระบุว่าเรื่องที่ว่ามาเรากังวล เราห้ามควบรวมพรรค ห้ามลาออกจากพรรคเพื่อเปลี่ยนพรรคใหม่ การสมัครก็ห้ามสมัครอิสระ เราใส่มาตรการป้องกันห้ามเล่นแร่แปรธาตุ รวมถึงกฎกติกาต่างๆ เราใส่ให้รัฐบาลบริหารประเทศ เพื่อตระหนักถึงธรรมาภิบาล ผลประโยชน์ของประชาชน เมื่อนักการเมืองไม่เข้มแข็งพอ เราจึงต้องมีกฎกติกามารยาท

           นอกจากนี้ “บวรศักดิ์” ยังระบุถึงเรื่ององค์กรตรวจสอบในรัฐธรรมนูญว่า เป็นของเก่าทั้งหมด ยกเว้นการตรวจสอบภาคประชาชน เพิ่มสภาตรวจสอบภาคพลเมือง ส่วนการเมืองระดับชาติก็มีปรับให้กรรมการจัดการเลือกตั้งจัดการเลือกตั้ง เพราะเมื่อก่อน กกต.ทำทุกอย่าง เราต้องการแยกอำนาจเพราะต้องการให้ กกต.จับทั้งสองฝ่าย แล้วเอาใบแดงไปให้ศาล ป.ป.ช. เราก็ให้ดูเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ นักการเมือง คดีจะได้เข้าน้อยลง ส่วนการควบรวม ก็เพื่อแทนที่ประชาชนจะวิ่งสองที่ก็วิ่งที่เดียว เราไม่ได้ลดอำนาจลงเลย แต่ที่เพิ่มคือ ศาลแผนกวินัยการคลังและงบประมาณ

           “ส่วนเรื่องประชานิยมมีหรือไม่ก็ตอบว่ามี เพราะทุกรัฐบาลต้องหาเสียง แต่เรากันไว้ว่าต้องอยู่ในงบประมาณแผ่นดิน” บวรศักดิ์ระบุ

           ส่วนที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์เพื่อรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ “บวรศักดิ์” บอกว่า รัฐบาลแห่งชาติก็น่าคิด ถ้าเราจะทนอีก 10 ปี เบอร์หนึ่งขึ้นเบอร์สองลงถนน ก็เอา แต่ถ้าคุณอยากให้เขานั่งโต๊ะเดียวกันก็นั่ง “อันนี้ผมปรารภเฉยๆ” บวรศักดิ์ ระบุ

           เรื่องการทำประชามติ “บวรศักดิ์” ยืนยันว่า ส่วนตัวแล้วเห็นว่าต้องมีการทำประชามติ ส่วนที่มีคนถามว่าเคยบอก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. หรือไม่ บวรศักดิ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้พล.อ.ประยุทธ์ถามตนด้วยซ้ำ ซึ่งก็ยืนยันไปว่าต้องมี แต่ตนไม่มีอำนาจหน้าที่ ส่วนท่านก็รับว่าเป็นอำนาจของท่านที่พิจารณา

           เมื่อถามว่า ทำไมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์จึงยังไม่บอกว่าจะทำประชามติหรือไม่ “บวรศักดิ์” กล่าวทิ้งท้ายว่า “คนเล่นเผ ก็ต้องอุบไว้ก่อน”

 

.............................


(หมายเหตุ : บวรศักดิ์ อุวรรณโณ : รธน.ใหม่จะมีรัฐบาลผสมป้องกันภาวะ‘ขาใหญ่คนเดียว’ : สัมภาษณ์พิเศษ โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น)

 


 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน