• คมเย็น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : atk2492@yahoo.co.th
  • วันที่สร้าง : 2008-02-10
  • จำนวนเรื่อง : 657
  • จำนวนผู้ชม : 583035
  • ส่ง msg :
  • โหวต 614 คน
คมเย็น
กาพย์กลอนโคลงฉันท์ขยันเขียน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/komyen
วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน 2556
Posted by คมเย็น , ผู้อ่าน : 2499 , 14:30:40 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ไออุ่นพฤษภา , คนเมืองพระชนกจักรี โหวตเรื่องนี้

หัวเรื่อง: Fwd: ระวังไว้หน่อยก็ดีนะ
ถึง
        "หมอบรรจบ" ประจานข้าวเน่า เข้าปากคนไทย ฉะรัฐบาลฆ่าชาวบ้านเลือดเย็น

        วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556, 10.11 น. แนวหน้า

        หลังจากที่ นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี
และอดีตกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิศรา
ถึงนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลว่า กำลังทำให้สารก่อมะเร็งระบาดหนัก
หากกระบวนการเก็บสต๊อกข้าวไม่ดีข้าวเปลือกที่เก็บไว้จะมีเชื้อราขึ้น
โดยถือว่า โครงการจำนำข้าวกำลังฆ่าคนไทยทั้งประเทศอย่างเลือดเย็น นั้น
ล่าสุด นพ.บรรจบ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊คส่วนตัว Banchob Junha
<http://www.facebook.com/banchob.junha?fref=ts>  โดยนำประสบการณ์
ของผู้รักสุขภาพ พูดคุยประเด็น "โครงการรับจำนำข้าว" ของรัฐบาล
โดยงัดหลักฐานเป็นภาพข้าวเน่าบรรจุถุง
พร้อมแชร์ประสบการณ์ตรงของผู้รักสุขภาพที่เจอข้าวเน่ากับตัวเอง

        ตามรอยข้าวเน่า เข้าปากคนไทย

        เมื่อสัปดาห์ก่อนผมพบกับผู้รักสุขภาพรายหนึ่ง เขามาบ่นกับผมว่า
"คุณหมอรู้มั้ยเมื่อวานนี้ผมไปออกกำลังกายแล้วก็ชวนเพื่อนๆจะกินข้าวที่ร้าน
แห่งหนึ่ง พอเขาเอาข้าวมาเสิร์ฟ
เปิดฝาหม้อออกมาผมก็ได้กลิ่นเหม็นตระหลบไปหมด
ผมรีบไปขอดูว่าร้านนี้เขาเอาข้าวจากที่ไหนมาหุงให้ลูกค้ากิน
พอไปดูก็เห็นตำตาจริงๆด้วย เป็นข้าวถุงที่ขายถูกๆของรัฐบาลนั่นเอง
ผมนึกได้ทันที กลิ่นนี้เป็นกลิ่นเชื้อรานั่นเอง
ผมรีบบอกเพื่อนๆว่าพากันกลับไปกินข้าวที่บ้านดีกว่า"

        "ทำไมเถ้าแก่ถึงได้จมูกไวนัก" ผมถาม

        "ก็ผมค้าข้าวมา 30 กว่าปี ทำไมผมจะไม่รู้ กลิ่นเชื้อราในข้าว
หลอกคนอื่นได้แต่หลอกผมไม่ได้หรอก"
ที่แท้ผู้รักสุขภาพรายนี้ท่านเป็นเจ้าของกิจการค้าข้าว
บริษัทของเขาเคยส่งออกข้าวขายให้ต่างประเทศปีละไม่น้อย "คุณหมอครับ
พูดก็พูดเถอะ ปีนี้สถานการณ์ร้ายแรงที่สุดตั้งแต่ผมทำการค้ามา
เพราะนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลนี่แหละ กิจการค้าข้าวขาดทุนกันป่นปี้
หมอรู้มั้ยครับเมื่อปีที่แล้วบริษัทของผมจำใจต้องไปประมูลข้าวเพื่อจะส่งไป
นอก พอประมูลได้ก็ต้องจ่ายเงินสดๆให้กับรัฐบาล
โดยเรายังไม่ได้เห็นสินค้าเลยนะ
เขาให้ไปเอาสินค้าจากโกดังที่นครสวรรค์บ้าง จังหวัดนั้นบ้าง
พอไปถึงเปิดโกดังออกมา แทบจะล้มทั้งยืน เป็นข้าวขึ้นราทั้งนั้น
เพราะรัฐบาลจะบอกว่า รับสินค้าตามสภาพ สภาพที่เขาว่าก็คือขึ้นรา
เป็นอันว่าขาดทุนป่นปี้ทั้ง 5,000 ตัน ที่ประมูลนั้น
ส่งออกไม่ได้ก็ต้องหาทางขายออกไปทางอื่น"

        ผมแซะถามว่าขายไปทางไหน แต่เถ้าแก่แกล้งไม่ตอบคำถามซะอย่างนั้นแหละ
เหมือนเป็นที่รู้กัน

        "ปีนี้ลูกชายของผมต้องไปหาซื้อข้าวที่เมืองลาว
เพราะเรามีสัญญาส่งออกไปเป็นสิบประเทศ แต่ข้าวเมืองไทยใช้ไม่ได้
ผมก็จำยอมต้องไปซื้อข้าวเมืองลาวส่งให้กับลูกค้า"

        นี่แหละครับ เรื่องจริงเสียงจริงของโครงการจำนำข้าว
ที่รัฐบาลเพื่อไทยกำลังผลาญไทยอยู่
ความจริงทางวิชาการก็มีอยู่ว่าข้าวที่ขึ้นรานั้น จะอุดมด้วยอะฟลาท็อกซิน
พิษจากเชื้อราซึ่งก่อมะเร็งตับและอาจเป็นมะเร็งที่อวัยวะอื่นได้อีกด้วย
เนื่องจากผมทำงานด้านสุขภาพประเด็นนี้จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผม พยายาม
"ตามรอยข้าวเน่า เข้าปากคนไทย"
เพื่อส่งข่าวให้ผู้รักสุขภาพชาวไทยทั่วประเทศ
สุดท้ายผมก็พอจะเข้าใจเส้นทางข้าวเน่า ดังต่อไปนี้คือ:

        1.ปัญหาเริ่มต้นจากนโยบายประชานิยม โดยรัฐบาลประกาศนโยบายจำนำข้าว
ตั้งราคารับซื้อข้าวเปลือกถึงตันละ 15,000 บาท/เกวียน
เป็นราคาต้นทุนที่สูงกว่าตลาดต่างประเทศมาก เมื่อรวมค่าใช้จ่ายต่างๆ
และเบี้ยบ้ายรายทาง ต้นทุนของข้าวรัฐบาลก็ตกประมาณ 22,000 บาท/เกวียน

        2.เมื่อรัฐครอบครองข้าวทั่วประเทศมาอยู่ในกำมือ ก็ต้องหาที่เก็บ
จึงประกาศเช่าโกดังข้าวตามจังหวัดต่างๆ
โกดังเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐานสากล เช่นว่าจะต้องมีพัดลมดูดอากาศ
ช่องระบายความชื้น และอื่นๆ แต่สมัยที่ข้าวซื้อมาขายไปได้คล่อง
จะไม่มีการหมักหมมข้าวไว้นานๆ ปัญหาจึงยังไม่ปรากฏ
แต่เมื่อมาเจอราคาข้าวที่สูงกว่าตลาดโลก ข้าวจึงขายไม่ออก
เกิดการหมักหมมข้ามเดือน ข้ามปี ดังนั้น
ข้าวในโกดังรับผิดชอบของรัฐบาลก็เริ่มเกิดเชื้อรา เกิดอาการเน่าเสีย

        3.สภาพเช่นนี้ รัฐบาลต้องเร่งหาทางกำจัดออก
จึงออกจึงดำเนินการจัดจ้างให้บริษัทผู้ค้าข้าวต่างๆให้นำข้าวเชื้อราไปปรับ
ปรุงคุณภาพ (คือนำข้าวสารมาผ่านกระบวนการทำความสะอาด)แล้วบรรจุถุง
ขายระบายออกไปในนามของ "ข้าวธงฟ้า" "ข้าวถูกใจ"
และข้าวช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ บ้าง
เพื่อใช้ปากท้องของประชาชนระดับล่างช่วยบริโภคข้าวเชื้อราเหล่านั้นไป
ต้องรู้อย่างหนึ่งว่า กระบวนการทำความสะอาดไม่สามารถจะขจัดสารพิษอะฟลาได้
เพียงทำให้ข้าวดูดีขึ้นเท่านั้น นี่เป็นเส้นทางที่หนึ่ง
ซึ่งคนไทยผู้บริโภคต้องรับสารพิษจากเชื้อราเพราะการระบายข้าวเน่าของรัฐบาล

        4.ข้าวที่ล้นอยู่ในโกดังยังคงเน่าต่อไป
รัฐบาลจึงเปิดประมูลเป็นครั้งคราวให้ผู้ค้าข้าวทั้งที่ส่งออกและทั้งที่ค้า
ขายภายในประเทศประมูลออกไป
ผู้ประมูลต้องใช้ความสามารถสุดท้ายปัญญาของแต่ละบริษัท
เช่นสืบเสาะที่ไปที่มาของข้าวแต่ละโกดังที่จะประมูลว่า ใหม่หรือเก่า
โกดังอยู่ในสภาพดีหรือไม่ดี อาจมีการขอข้อมูลจากฝ่ายตรวจสอบคุณภาพข้าว
ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของรัฐบาลในการดูแลคุณภาพในโกดัง
แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า ฝ่ายตรวจสอบในแต่ละพื้นที่มีโอกาส "รู้กัน"
กับเจ้าของโกดัง หลายๆโกดังก็จัดการ "ล้อมกอง" ข้าวในโกดัง กล่าวคือ
เอาข้าวเน่ากองไว้ตรงกลางโกดัง ข้าวคุณภาพดีเรียงไว้ด้านนอกๆ
เวลาตรวจสินค้า เพียงแต่แทงกระสอบข้าวนอกๆมาตรวจก็สามารถให้ใบรับรองว่าข้าวอยู่ในสภาพดี
แต่ที่แท้แล้วข้างในเป็นข้าวเน่า
กระบวนการล้อมกองนี้อาจเป็นที่รู้กันระหว่างโกดังข้าวกับพนักงานตรวจ
ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาล

        5.ผู้ส่งออกเมื่อซื้อข้าวจากโกดังของรัฐบาล จะเจอปัญหา 2 ประการ
หนึ่งคือ ข้าวไม่ได้คุณภาพ มีเชื้อรา ส่งออกไม่ได้ สองคือ
ราคาข้าวต้นทุนสูงกว่าที่จะส่งต่างประเทศได้
จึงได้แต่นำข้าวเหล่านั้นระบายออกไป 2 ทาง หนึ่งคือ สีเป็นข้าวบรรจุถุง
ปนเปกันไประหว่างข้าวดีและข้าวเน่า ส่งขายตามซูเปอร์มาร์เกต
ข้าวเหล่านี้จะเข้าปากผู้บริโภคระดับกลาง
นี่เป็นเส้นทางเส้นที่สองของการกินข้าวเชื้อรา
ถึงแม้ผู้บริโภคจะไม่ได้ซื้อข้าวธงฟ้าหรือข้าวถูกใจ
แต่กินข้าวถุงตามซูเปอร์ฯ ก็มีสิทธิ์กินเชื้อราเข้าไปเหมือนกัน
ส่วนทางออกอีกประการหนึ่งของผู้ค้าข้าวเมื่อได้ข้าวเชื้อรามาก็ต้องหาทาง
เวียนเทียนขายข้าวเชื้อรานั้นกลับไปให้โรงสี

        6.ฝ่ายโรงสี จะมีจังหวัดละหลายสิบโรงที่เข้าสังกัดกับรัฐบาล
เพื่อเป็นโรงสีที่รับซื้อข้าวจากชาวนาและแปรสภาพ
คือสีเป็นข้าวสารส่งเข้าโกดังของรัฐบาลไป แน่นอนว่า
เพื่อที่จะเข้าไปมีส่วนได้เสียในโครงการจำนำข้าวนี้ แต่ละโรงสี
รวมไปถึงแต่ละโกดัง ก็ต้องดิ้นรนใช้ "ทุกๆปัจจัย"
เพื่อให้ตัวเองเข้าสังกัดเพื่อเข้าสู่วงจรของการค้าข้าวที่มีรัฐบาลเป็น
เถ้าแก่ใหญ่ของวงการนี้

        7.โรงสีจะเปิดรับจำนำข้าวจากชาวนา แน่นอนว่า จะต้องกดราคาให้ต่ำลงไป
โดยอ้างเปอร์เซนต์ความชื้นบ้าง หรือคุณภาพอื่นร้อยแปดพันเก้า
สุดท้ายชาวนาก็อาจจะขายไปได้ในราคา 9,000 - 12,000 บาท/เกวียน
โรงสีออกใบรับให้ ชาวนายังไม่ได้เห็นเงินทันที
ซึ่งก็มีบางรายที่โกงกันไปบ้าง ชาวนาขายได้ก็รีบไปปลูกข้าวรุ่นต่อไป
ผลปรากฏว่า ชาวนาภาคกลางซึ่งน้ำดี สามารถปลูกข้าวนาปรังปีละหลายครั้ง
ในปัจจุบันนี้จะไม่รอให้ข้าวสุกเต็มที่ซึ่งกินเวลาประมาณ 120
วันดังแต่ก่อน แต่พอข้าวมีอายุ 90 วันก็เกี่ยวแล้วส่งขายทันที
เพราะโครงการจำนำข้าววัดกันที่ปริมาณ ไม่ได้วัดที่คุณภาพข้าวกันอีกแล้ว
ผลก็คือ ข้าวไม่สุกดี ความชื้นสูง เมื่อสีเป็นข้าวสารก็อมความชื้นสูง
ยิ่งเปิดโอกาสให้ขึ้นราได้ง่ายขึ้นอีก

        8.โรงสีรับจำนำข้าวชาวนาในราคาต่ำ แล้วไปขายต่อแก่รัฐบาลในราคา 15,000
บาท/เกวียน เป็นอันได้กำไรต่อที่หนึ่ง
ทีนี้เมื่อได้ข้าวที่ขายมาใหม่ๆจากชาวนา ได้เงินจากรัฐบาลแล้ว
โรงสีก็จะพิจารณาว่าข้าวที่ได้มาใหม่จะขายไปทางไหน
ถ้าส่งออกได้ก็ส่งออกในรูปของข้าวนึ่ง ซึ่งเน้นขายให้กลุ่มประเทศอาหรับ
เป็นข้าวคุณภาพดี
ในเวลาเดียวกันก็เปลี่ยนเอาข้าวเน่าซึ่งเป็นข้าวเวียนเทียนที่รับซื้อมา
จากบริษัทผู้ค้าข้าว
เอาข้าวส่วนนี้ส่งให้กับรัฐบาลในนามของข้าวรับจำนำล็อตใหม่
โดยที่แท้แล้วเป็นข้าวล็อตเก่าที่เวียนเทียนกลับไป

        9.เมื่อข้าวเวียนเทียนหมุนกลับเป็นข้าวรัฐบาล
รัฐบาลก็เปิดประมูลอีกให้ผู้ค้าข้าวซื้อเอาไป ผู้ค้าข้าวซื้อมา
ขายต่างประเทศไม่ได้ ก็ได้แต่บรรจุใส่ถุงขายเข้าซูเปอร์มาร์เกต
รอให้คนไทยบริโภคกันไป เป็นอันว่า ด้วยนโยบายจำนำข้าวนี้
ข้าวใหม่มีโอกาสส่งออกได้น้อยเต็มที เพราะสู้ราคาต่างประเทศไม่ได้
นอกจากจะยอมขายขาดทุน ดังที่รัฐบาลเพิ่งจะมายอมรับ
แต่แท้ที่จริงแอบขายขาดทุนมานานแล้ว เพื่อระบายออกเท่าที่จะได้
ส่วนข้าวที่ค้างสต็อกขายไม่ทันก็เน่าเพิ่มขึ้นทุกที
รอให้ถูกเวียนเทียนแล้วกลายเป็นข้าวถุง
รอให้คนไทยช่วยกันบริโภคจนกว่าจะหมด
ทุกวันนี้คนไทยจึงไม่มีโอกาสกินข้าวใหม่
ต้องอ้าปากคอยกินข้าวเชื้อราจากข้าว รุ่นแล้วรุ่นเล่าไปเรื่อยๆ
จนกว่าจะเป็นมะเร็งตายกันไปข้างหนึ่ง

        10.คนไทยยังมีโอกาสรับเชื้อก่อมะเร็งทางอ้อมอีกทางหนึ่ง กล่าวคือ
ทุกขั้นตอนของการแปรสภาพข้าวและปรับปรุงคุณภาพข้าว จะมีปลายข้าว รำข้าว
ฝุ่นข้าว ซึ่งล้วนไม่สูญเปล่าทั้งนั้น เพราะจะมีเล้าหมู เล้าไก่
บ่อเลี้ยงปลา มารับซื้อเอาไปเลี้ยงหมู ไก่ ปลา
ในเมื่อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ล้วนอุดมด้วยพิษอะฟลา ผลก็คือ
ปศุสัตว์รุ่นต่อๆไปนับจากนี้ก็จะมีสารก่อมะเร็งแฝงอยู่ในเนื้อของสัตว์เหล่า
นี้ ดังข้อมูลจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกาเปิดเผยไว้แล้วว่า
สารก่อมะเร็งอะฟลาท็อกซินB1ในข้าว จะถูกเปลี่ยนเป็นอะฟลาท็อกซิน M1
ในเนื้อสัตว์รอที่จะก่อมะเร็งให้กับคนที่กินเนื้อสัตว์เหล่านี้ต่อไป
นี่เป็นเส้นทางที่สามที่ก่อมะเร็งให้กับคนไทยต่อไป

        11.ข้าวที่เอาอกมาระบายเป็นข้าวตั้งแต่ปี 48/49 ปี 54/55 และปี 55/56
เชื้อรามีมากน้อยตามระยะเวลาของข้าวที่ตกค้าง

        ดังนั้น เมื่อพูดถึงปัญหาข้าวเน่า บางคนอาจคิดว่า
นโยบายนั้นถูกต้องเพื่อให้ชาวนาได้ประโยชน์
แต่คนที่ทำผิดคือเจ้าของโกดังข้าวที่ดูแลไม่ดี คือโรงสีที่สับเปลี่ยนข้าว
คือผู้ค้าข้าวที่มีนำข้าวมาเวียนเทียน แต่แท้ที่จริงแล้ว
เหนือสิ่งอื่นใดปัญหาใหญ่สุดที่เกิดขึ้นคือการกำหนดนโยบายจำนำข้าวเพื่อ
ประชานิยม โดยกำหนดราคาสูงกว่าตลาดโลกมาก จนเกิดภาวะที่ระบายข้าวไม่ออก
เป็นความผิดระดับต้นทางของปัญหาทั้งหมด
เช่นเดียวกับนโยบายประชานิยมนั่นเอง

        ต่อปัญหาการควบคุมสารพิษอะฟลาท็อกซิน
สถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกาหรือกระทรวงสาธาณสุขอเมริกันนั่นเอง
ได้แนะแนวทางมาตรฐานไว้ว่า
"วิธีการที่จะควบคุมพิษจากเชื้อราเหล่านี้โดยส่วนใหญ่แล้วต้องเน้นที่การ
ป้องกัน ได้แก่ ดำเนินเกษตรกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ
การตากผึ่งผลิตผลทางเกษตรให้แห้ง
มีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่เน้นหนักเรื่องการป้องกันการปนเปื้อนสารพิษเหล่า
นี้ตั้งแต่ก่อนการเก็บเกี่ยว
การวิจัยก้าวไปถึงขั้นที่ว่าจะต้องพัฒนาพันธุ์ข้าวที่สามารถต้านทานการติด
เชื้อรา มีการวิจัยถึงขั้นพันธุวิศวกรรมศาสตร์เพื่อใส่ยีนที่ต่อต้านเชื้อราลงใน
พันธุ์ข้าวด้วย การใช้สารทางชีวภาพช่วยควบคุมเชื้อรา
หรือใช้กระบวนการปรับสภาพยีนเป้าหมาย(targeting regulatory
genes)ของเชื้อราที่สร้างพิษ
อย่างไรก็ตามตราบเท่าปัจจุบันยังไม่มีวิธีหนึ่งวิธีใดที่จะแก้ปัญหานี้ได้
เพราะการติดเชื้อราพิษมักจะปนเปื้อนเข้าสู่อาหารเป็นอาจิณ
หลีกเลี่ยงกันแทบไม่หวาดไม่ไหว
มีแต่จะใช้ความพยายามทุกวิถีทางในการคัดแยกสินค้าเกษตรที่ปนเปื้อนเชื้อรา
พิษเหล่านี้ออกไปจากอาหารที่สนองเข้าสู่ชุมชน
ด้วยกระบวนการคัดกรอ งและควบคุมดูแลโดยรัฐบาลเท่านั้น"

        นั่นแปลว่า รัฐบาลทุกประเทศต้องมีธรรมาภิบาลในการคัดแยกผลิตภัณฑ์เกษตรที่ปนเปื้อนสาร
พิษไม่ให้เข้าสู่ปากท้องของประชาชน และแม้แต่ประชากรของประเทศคู่ค้า
แต่ในทางกลับกันถ้ารัฐบาลของเรารู้ทั้งรู้ว่าข้าวเน่า ปนเปื้อนเชื้อรา
แต่กลับใช้วิธีปรับปรุงคุณภาพข้าว ใส่ถุงกลับไปให้ประชาชนกิน
เหมือนกับการ "ย้อมแมว" ขาย
เช่นนี้ก็เท่ากับเพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็งให้กับประชาชนทั้งประเทศ
จะเป็นการสมควรอยู่หรือ?

        ถึงคราวหรือยังที่รัฐบาลจะต้องทบทวนนโยบายจำนำข้าว
รีบแก้ปัญหาข้าวเน่าอย่างถูกต้องตามหลักการสากล
และปกป้องสุขภาพประชาชนทั้งประเทศให้ปลอดภัยจากปัญหานี้โดยด่วน!!!

 

ได้รับ fw:mail จากญาติคนหนึ่ง เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์

จึงนำมาถ่ายทอดให้ได้รับรู้ถึงคุณูปการของรัฐบาล

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 11/06/2013 เวลา : 01.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
กลองไท วันที่ : 09/06/2013 เวลา : 07.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kraitong
ไทนาหว้า

เหนื่อยใจกับรัฐบาลชุดนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ครูเศรษฐ วันที่ : 08/06/2013 เวลา : 17.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/setth
Krusetth

หารู้ไม่......ยังมีสารก่อมะเร็งจากยาพ่นฆ่าแมลง ที่ช่วงหลังระดมฉีดกันใหญ่ทุกโกดัง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนเมืองพระชนกจักรี วันที่ : 08/06/2013 เวลา : 16.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chainoy70

อย่างนี้เรียกว่าใช้เงินของประชาชนกลับมาฆ่าประชาชนโดยแท้

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2013 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



[ Add to my favorite ] [ X ]