• สมคิด_สิงสง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-20
  • จำนวนเรื่อง : 138
  • จำนวนผู้ชม : 172494
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
สมคิด สิงสง www.somkhitsin.net
กวีนิพนธ์ เรื่องเล่า สารคดี ประสบการณ์ชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang
วันจันทร์ ที่ 5 เมษายน 2553
Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 2409 , 10:40:39 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

๑. เริ่มความ

เคยมีลูกหลานที่เป็นนิสิตนักศึกษาสอบถามผมว่า ครูสมคิดหลงใหลอะไรในสัตว์ท้องไร่ท้องนาอย่าง"ควาย" ผมตอบว่า ชีวิตลุงผูกพันกับควายเนื่องจากลุงเคยเป็นเด็กเลี้ยงควายในครอบครัวชาวนา และลุงเชื่อว่าในอดีตการดำรงชีพของเราสามารถพึ่งตนเองได้ในทุกเรื่อง อย่างน้อยก็ปัจจัย ๔ คืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ไม่มีเงินทองเราก็สามารถครองชีพอยู่ได้ เพราะเราอยู่ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ในเรื่องการทำไร่ไถนาเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือน เราอาศัยแรงคนและควายเป็นสำคัญ

คิดว่าจริงไหม กับคำว่า "โง่เหมือนควาย" นี่ก็อีกคำถามหนึ่ง

ไม่จริง, ควายไม่ได้โง่ ถ้าควายโง่มันจะไม่สามารถเรียนรู้เทคนิคการลากจูงไถได้ดอก ที่คนบางพวกเห็นว่าควายโง่ก็เพราะมองไม่เข้าใจ เห็นความซื่อและจงรักภักดีของมันที่มีต่อเจ้าของของมันว่าเป็นความโง่ แท้แล้วไม่ใช่

๒. ความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการจัดการลุ่มน้ำ

คุณหน่อย “สุมาลี สุวรรณกร” ประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ตั้งคำถามให้ผมตอบเพื่อเรียบเรียงลงวารสาร “อีสานไร้เตอร์” ว่าผมมีแรงบันดาลใจในการก่อเกิดมูลนิธิน้ำฯ และมูลนิธิคนกับควาย

ผมจึงสาธยายไว้ว่า ความเข้าใจและการดิ้นรนเรื่องทรัพยากรน้ำเป็นเรื่องที่ฝังลึกอยู่ในความคิดจิตสำนึกของคนอีสานมาช้านาน ตั้งแต่ยุคสมัยของนายผี “อัศนี พลจันทร์” บทกวีที่ชื่อ “อีสาน” เกิดขึ้นพร้อมกับผมที่ลืมตาดูโลกได้ราว ๒ ขวบปี

“ในฟ้าบ่มีน้ำ             ในดินซ้ำมีแต่ทราย

น้ำตาที่ตกราย           ก็รีบซาบ บ่ รอซึม

แดดเปรี้ยงปานหัวแตก แผ่นดินแยกอยู่ทึบทึม

แผ่นอกที่ครางครึม     ขยับแยกอยู่ตาปี...”

“...ในฟ้าบ่มีน้ำ          ในดินซ้ำมีแต่ทราย

น้ำตาที่ตกราย           คือเลือดหลั่ง! ลงโลมดิน

สองมือเฮามีแฮง       เสียงเฮาแย้งมีคนยิน

สงสารอีสานสิ้น         อย่าทรุด, สู้ด้วยสองแขน!

พายุยิ่งพัดอื้อ            ราวป่าหรือราบทั้งแดน

อีสานนับแสนแสน     สิว่าพ่ายผู้ใดหนอ”

(พิมพ์ครั้งแรก สยามสมัย, ๒๔๙๕)

ดังนั้นความคิดเรื่องการก่อตั้งมูลนิธิน้ำและคุณภาพชีวิตเมื่อราว ๑ ทศวรรษที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องอธิบายความมากนัก

ส่วนเรื่องมูลนิธิคนกับควาย (อยู่ในระหว่างจดทะเบียนจัดตั้ง) ผมแถลงไว้ใน www.somkhitsin.net ว่า

จากประสบการณ์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นระบบลุ่มน้ำ ผมได้ข้อสรุปสำคัญประการหนึ่งคือ เกษตรกรรมเป็นบริบทหนึ่งของการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำ ดังนั้นแม้เพียงทำการเกษตรก็ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวคือต้องพิจารณาอย่างเป็นองค์รวมของระบบนิเวศวิทยาลุ่มน้ำ ไม่ใช่พิจารณาแบบแยกส่วนเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

มีการทบทวนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นับตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มมีการวางแผนดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ จนถึงเวลานี้ พบว่าทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยรวมของประเทศเปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมาก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน
          เดิมการผลิตทางเกษตรเป็นการผลิตเพื่อกินและใช้ภายในครัวเรือน เป็นเกษตรผสมผสานแบบอินทรีย์ ต่อมามีการวางแผนการผลิตทางการเกษตร เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อส่งออก เป็นเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว นานวันเข้ามีผลทำให้คุณภาพของดินเสื่อมโทรมลง เพื่อเพิ่มผลิตภาพของดินจึงมีการนำสารเคมีมาใช้บำรุงดินและกำจัดศัตรูพืช เป็นเหตุหนึ่งซึ่งนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องนี้เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไป

ซ้ำมิหนำ.. ปรากฏว่าเกษตรกรรมเคมีเชิงเดี่ยว นอกจากทำให้ผลิตภาพของดินเสื่อมโทรมลงดังกล่าวแล้ว ยังนำสิ่งปนเปื้อนที่เป็นสารพิษจากเคมีภัณฑ์การเกษตรหลายชนิด เช่นสารฆ่าหญ้า ฆ่าหอย ฆ่าปู ฯลฯ ตกค้างอยู่ในดิน และถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ นำพิษภัยมาสู่ตนเองซึ่งเก็บหาสัตว์น้ำ พืชน้ำ มาเป็นอาหาร ประหนึ่งดังเป็นการวางยาพิษตนเอง และนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่พัฒนามาจากสิ่งแวดล้อมใหม่ที่เกิดจากสารพิษที่มากับเคมีภัณฑ์การเกษตร

เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตโดยมุ่งหวังว่าจะได้จำนวนเงินจากการขายผลผลิตที่มากขึ้น หัวไร่ปลายนาที่เคยมีสภาพเป็นป่าต้นน้ำก็ถูกทำลายโค่นถางและเผาผลาญ เพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก โดยที่หารู้ไม่ว่ายิ่งขยายพื้นที่มากขึ้น ต้นทุนการผลิตต่อไร่ก็ทับทวีสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว นอกจากป่าต้นน้ำถูกทำลายแล้ว การขยายพื้นที่เพาะปลูกก็คือการขยายยอดหนี้โดยตรงนั่นเอง

ทั้งหมดนี้เป็นไปตามนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในอดีต ที่มุ่งหวังที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนแปลงจากระบบเกษตรพึ่งตนเอง ไปสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มั่ง แต่ผลลัพธ์ยอดสุดท้ายกลับหาเป็นเช่นนั้นไม่

เรื่องแนวทางพระราชทาน “เศรษฐกิจพอเพียง” ผมมีอรรถาธิบายว่า
          ผ่านช่วงระยะเวลาการ “หันเปลี่ยน” ราว ๔ ทศวรรษ เป็นบทพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าเกษตรเชิงเดี่ยวแบบเคมี ผลลัพธ์ยอดสุดท้ายคือจำนวนหนี้สินที่พอกพูน ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านช่องไปแสวงโชคยังตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ ซ้ำร้ายเมื่อเศรษฐกิจโลกถึงคราวซวนเซและบ้างถึงขั้นล่มจม ยังผลให้เศรษฐกิจบ้านเราก็เซซวนไม่แพ้เศรษฐกิจโลก
         
คนงานถูกเลิกจ้าง ต้องหวนคืนสู่บ้านที่เคยอยู่อู่ที่เคยนอน โชคดีที่ไร่นาสาโทและเรือนชานบ้านช่องยังเหลืออยู่บ้าง ถึงแม้หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์จะถูกยึดไว้เป็นหลักประกันหนี้ในธนาคาร ก็ยังหวังว่าจะมีที่ทางทำอยู่ทำกิน บ้างก็โชคร้ายเนื่องจากที่ทำกินที่เคยมีถูกยึดขายทอดตลาดไปแล้ว
          ท่ามกลางชะตากรรมเช่นนี้ แนวทางพระราชทาน “เศรษฐกิจพอเพียง”
ที่ทรงให้ไว้เนิ่นนานมาแล้ว กลายเป็นสิ่งวิเศษที่จะช่วยชีวิตผู้ล้มละลายมาจากตลาดแรงงานในเมืองอุตสาหกรรมและการค้า ซึ่งก่อนหน้านี้หลายคนไม่ใส่ใจเท่าที่ควร ตรงกันข้ามกลับฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไปกับเศรษฐกิจฟองสบู่ และต่างทิ้งลูกหลานไว้ให้เป็นภาระของปู่ย่าตายาย ซึ่งอ่อนล้าโรยแรง ไฉนเลยจะอบรมสั่งสอนลูกหลานได้ดังเดิม เนื่องจากลูกหลานถูกเลี้ยงด้วยเงิน ปู่ย่าตายายถ้าไม่มีเงินก็ไม่มีอำนาจพอที่จะสั่งสอนลูกหลานให้เป็นคนรู้ผู้ดี
         
ทว่า.. เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องหวนคืนสู่รากเหง้า กลายเป็นว่ามีสิ่งท้าทายของยุคสมัยขวางทางอยู่เบื้องหน้ามากมายนัก เริ่มจากเรื่องแนวทางความคิด จะเอาอย่างไรดีระหว่างสิ่งที่ผุกร่อนไปแล้ว กับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ตามแนวทางที่พึ่งพาตนเองได้ และมีภูมิคุ้มกันว่าจะไม่หลงทิศผิดทางไปกันใหญ่
         
ในโลกทุนนิยม โดยเฉพาะทุนนิยมสามานย์ คนที่จะมั่งคั่งฮั่งมีย่อมต้องหลอกลวง ขูดรีด สะสมกำไรไปจากการล้มละลายหายนะของผู้ใช้แรงงาน เรื่องนี้เป็นสัจธรรมที่คงทนต่อการพิสูจน์มานักต่อนักแล้ว ยิ่งผู้ใดมีกลอุบายที่แยบยล ผู้นั้นก็จะได้ทั้งทรัพย์ศฤงคารและยศถาบารมี แต่ว่าอย่าเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องยั่งยืน
          หากตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นกันใหม่ แนวทางพระราชทาน “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นคาถาที่จะต้องท่องไว้ให้ขึ้นใจ และทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ แล้วน้อมนำลงสู่การปฏิบัติอย่างจริงใจและจริงจัง 

ควายหายไปไหน?

: คำตอบคือพันธกิจของมูลนิธิคนกับควาย
          พร้อมๆ กับยุคสมัยเร่งรัดพัฒนา ควายถูกตราให้เป็นสิ่งล้าสมัย เป็นสิ่งพ้นยุค จากสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดกับคนทำไร่ไถนา ควายกลายเป็นส่วนเกินที่ใครก็ไม่อยากเอามาเป็นภาระ เมื่อเทียบกับควายเหล็กที่ไม่ต้องเสียเวลาพาไปเลี้ยงให้แทะเล็มหญ้าในทุ่ง ไม่ต้องระแวดระวังว่าจะมีผู้ร้ายไอ้ขโมยมาจ้องลักพาขึ้นรถไปเข้าโรงงานฆ่าสัตว์
         
ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับควายจึงเปลี่ยนไปพร้อมกับยุคสมัยเร่งรัดพัฒนา เปลี่ยนแปลงไปตามค่านิยมของเกษตรอุตสาหกรรมและวิชาการสมัยใหม่ที่ถูกถ่ายทอดมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มองเกษตรแบบพึ่งพาตนเองได้ในอดีตว่าเป็นสิ่งล้าสมัย และไม่สามารถนำพาเศรษฐกิจและสังคมไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
         
สถานการณ์ปัจจุบัน ถึงแม้ว่ายังจะพอมีควายหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็เป็นควายรุ่นใหม่ที่ไถนาไม่เป็น เช่นเดียวกับคนรุ่นใหม่ที่นอกจากไม่เห็นคุณค่าของควายแล้ว ยังใช้ควายไถนาไม่เป็นอีกด้วย เพราะพวกเขาเติบโตขึ้นในยุคสมัยควายเหล็กที่บริโภคน้ำมันเป็นอาหาร และต้องซื้อหามาด้วยเงิน ถ้าไม่มีเงินซื้อน้ำเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นก็ไถนาไม่ได้
         
ภาพที่ปรากฏบนถนนสายหลักของประเทศในยุคสมัยเร่งรัดพัฒนาที่ผ่านมา.. ไม่ว่าจะเป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑ (พหลโยธิน) ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒ (มิตรภาพ) หรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลขใดก็ตาม ฯลฯ เราจะเห็นรถบรรทุกสิบล้อขนควายมุ่งหน้าสู่โรงงานลูกชิ้น สวนทางกับควายเหล็กที่เดินทางไปทำหน้าที่แทนควายเนื้อที่เคยมีบทบาทสำคัญอยู่ตามท้องไร่ท้องนา
          "คนก็คนทำนาประสาคน
          คนกับควายทำนาประสาควาย
          คนกับควายความหมายนั้นลึกล้ำ
          ลึกล้ำทำนามาเนิ่นนาน
          แข็งขันการงานมาเนิ่นนาน
          สำราญเรื่อยมาพอสุขใจ
          ไปเถิดไปพวกเราไปเถิดไป
          เราจูงควายแบกไถไปทำนา
          ทนยากจนหม่นหมองมานานนัก
          นานนักน้ำตามันตกใน
          ยากแค้นรำเค็ญในหัวใจ
          ร้อนรุ่มเพียงใดไม่หวั่นเกรง
          เป็นบทเพลงเสียงเพลงแห่งความตาย
          ความเป็นคนสลายลงไปพลัน
          กระฎุมพีกินแรงแบ่งชนชั้น
          ชนชั้นชาวนาจึงต่ำลง
          เหยียดหยามชาวนาว่าป่าดง
          สำคัญมั่นคงคือความตาย"

นั่นคือเนื้อร้องและทำนองเพลงคนกับควาย ซึ่งผมได้แจ้งจดทะเบียนลิขสิทธิ์ไว้ที่สำนักลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามหนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ เลขที่ ด.๔๔๓๒๔ ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ตามคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์เลขที่ ๐๗๒๐๗๘ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๖
          ดังนั้นหากมูลนิธิคนกับควายสามารถจัดตั้งขึ้นมาได้จริง พันธกิจของมูลนิธินี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากต้องดำเนินการเพื่อนำควายคืนสู่ไร่นา นำพาผู้คนบนเขตน้ำแดนดินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวคิดพระราชทานให้จงได้

๓. แรงดาลใจให้เขียนกาสรคำฉันท์

ประการที่ ๑ ช่วงราว ๑ ทศวรรษที่ผ่านมา ผมตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะใช้ช่วงชีวิตที่เหลือทำกิจกรรมเพียงสองอย่างคือหนึ่งเขียนหนังสือ และสองการบำเพ็ญตนเป็นนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นภายหลังมีการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕ พร้อมกับแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติฯ โดยดำเนินหลักการบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำ เวลานั้นผมเป็นผู้บริหารท้องถิ่น และได้เข้าร่วมงานบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตราบกระทั่งปัจจุบัน

ดังนั้น การนำควายคืนสู่ไร่นา นำพาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน นำฟื้นสิ่งแวดล้อม และน้อมนำในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นที่มาของการริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิคนกับควาย เป็นกระบวนการหนึ่งในบริบทการบริหารจัดการลุ่มน้ำ

ประการที่ ๒ ผมเชื่อว่าการบริหารจัดการลุ่มน้ำไม่เพียงแค่แก้ไขปัญหาปริมาณน้ำที่ขาดหรือเกินเท่านั้น หากต้องคำนึงถึงปัญหาคุณภาพน้ำอีกด้วย เรื่องนี้สะท้อนออกในวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ของลุ่มน้ำห้วยสามหมอ[1] และผมเชื่อด้วยว่าการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่งานของกระทรวงทบวงกรมใดหนึ่ง หากแต่ต้องบูรณาการทุกกิจกรรมเข้าด้วยกัน

ประการที่ ๓ ยุทธวิธีที่จะขับเคลื่อนไปบรรลุยุทธศาสตร์ทั้ง ๕ ต้องใช้หลายกระบวนยุทธ รวมทั้งงานวรรณศิลป์ ผมจึงอยากนำเอาเรื่องการบริหารจัดการลุ่มน้ำ เรื่องเกษตรอินทรีย์ที่นำควายคืนสู่ไร่นา มาร้อยกรองเป็นชิ้นงานวรรณกรรมสักชิ้นหนึ่ง เมื่อคำนึงเช่นนี้จึงมีความท้าทายเกิดขึ้นในมโนสำนึก อยากทำในสิ่งที่คนทั้งหลายเห็นว่ายาก จึงโพสต์ข้อความลงที่ www.oknation.net/blog/kongsongfang เมื่อ ๒ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๓ ว่า.. อยากอ่าน "สามัคคีเภทคำฉันท์" อีกรอบ เพื่อรำลึกครูหลง หาวารี

ครูหลง หาวารี ทำให้ผมเรียนวิชาภาษาไทยและวรรณคดีไทยได้สนุก

พวกผมเป็นศิษย์โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม สมัยอาจารย์จงกล (ขออภัย-ผมสะกดนามสกุลท่านไม่ได้ซะแล้ว) ครูจงกลท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ของพวกผม ท่านมีสง่าราศรีของความเป็นครูที่พวกผมเคารพและนับถือยิ่ง

โรงเรียนนี้ตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟบางกอกน้อย ก่อนหน้านั้นผมเป็นศิษย์โรงเรียนวัดน้อยใน และโรงเรียนวัดชัยพฤกษมาลา ที่ปากคลองมหาสวัสดิ์ (คลองขุด)

เพื่อนร่วมรุ่นมีหลายคน ที่จำได้คือคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ในเวลานี้

เทพเทือกกับผมเรียนคนละแผนก เขาเรียนวิทยาศาสตร์ แต่ผมเรียนศิลปะ

ตอนสอบมอศอห้า (ในเวลานั้น) พวกผมต้องสอบสองครั้ง เพราะครั้งแรกเขาว่าข้อสอบรั่ว (คงใช้ท่อไม่มีคุณภาพ) จึงต้องสอบใหม่

อีตอนสอบใหม่ ปกติเขาจะสอบวันละไม่กี่วิชา (จำไม่ได้แล้วว่าหนึ่งหรือสอง) แต่มีอยู่วันหนึ่งที่มีตารางสอบมากกว่านั้น ผมไม่รู้จึงรีบนั่งเรือหางยาวกลับตลิ่งชัน

ปรากฏผลสอบว่าผมเกือบตก เพราะได้คะแนนวิชาสังคมศาสตร์แค่เล็กน้อย เนื่องจากไม่ได้เข้าสอบในบางวิชา

แต่เชื่อไหมครับ.. ในปีการศึกษานั้นผมสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อได้ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในแผนกอิสระวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (ภาคค่ำ) ซึ่งเพื่อนร่วมรุ่นผมนางหนึ่งข่าวว่าได้เป็นคณบดีคณะวารสารศาสตร์ มธ.ด้วยแล้ว

ความจริงผมอยากรื้อฟื้นความหลังเรื่องครูหลง หาวารี

ผมรู้จัก "สามัคคีเภทคำฉันท์" ของนายชิต บุรทัต ก็ด้วยคุณครูหลงผู้นี้

ไม่รู้เป็นไง.. ผมอยากอ่านเรื่องนี้อีกครั้ง

แต่หาหนังสือไม่ได้แล้วครับ

ใครมีไว้ในครอบครอง ขอความกรุณายืมหน่อยได้ไหมครับ?

ประการที่ ๔ อาจเป็นเพราะว่าเริ่มรู้สึกว่ามีปัญหาสุขภาพ หลังถูกหามเข้าโรงพยาบาลหนแรกเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒ และล่าสุดเมื่อ ๑ มีนาคม ๒๕๕๓ เกิดพลัง “ฮึดสู้” เพื่อทำภารกิจที่คิดว่ายังค้างคาให้แล้วเสร็จให้จงได้ ก่อนที่จะละสังขารไปจากวัฏสงสาร มันทำให้เกิดพลังในการทงาน แม้ในยามที่แขนข้างหนึ่งยังคาเข็มน้ำเกลือ แต่อีกข้างยังทำงานกับโน้ตบุ๊คและอินเตอร์เน็ตได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องนี้ต้องขออภัยคุณหมอและลูกหลานพยาบาลไว้ ณ ที่นี้ด้วย

๔. วิธีทำงานเขียนกาสรคำฉันท์

ต้องแสดงความขอบคุณคุณนารี เพชรน้อย ผู้นำขบวนการคนบ้าดี (Spirit of KBD) หลังจากเธอนำพลพรรค KBD ไปเยี่ยมผมเมื่อ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๒ พวกเธอถือเป็นธุระที่จะสนองงานที่ผมทำอยู่ ดังนั้นหลังจากผมโพสต์ถ้อยคำว่าอยากอ่าน “สามัคคีเภทคำฉันท์” เมื่อ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จากนั้นอีก ๒-๓ วัน เมื่อผมลงไปธุระที่กระทรวงวัฒนธรรม ผมได้รับมอบสำเนา “สามัคคีเภทคำฉันท์” จากมือ KBD_1 คุณนารี เพชรน้อย

กลับจาก กทม.ผมล่วงเข้าเมืองขอนแก่น ไปค้นหาตำรับตำราภาษาไทยสำหรับนักเรียนมัธยมปลาย ได้คู่มือเตรียมสอบภาษาไทย ม.๔-๕-๖ ของอาจารย์เริงชัย ทองหล่อ (ไม่รู้ท่านเป็นญาติชั้นไหนของท่านอาจารย์กำชัย ทองหล่อ) บวกกับพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ และตำราไวยากอนลาว ของท่านพูมี วงวิจิด ฉบับพิมพ์เทื่อที่ ๒ เมื่อปี ค.ศ.๑๙๙๑

ที่ทำงานของผมคือกระท่อมลายสือ เป็นกระท่อมไม้ไผ่ที่สร้างขึ้นด้วยระบบน้อคดาวนด์ ตั้งอยู่ใต้ร่มโพไฮ ณ บ้านเลขที่ ๑/๑ หมู่ที่ ๕ บ้านซับแดง ตำบลซับสมบูรณ์ อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานคณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอ และเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ของมูลนิธิคนกับควาย ที่กำลังอยู่ในระหว่างขอจดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมาย มีโน้ตบุ๊คคู่มือ acer Aspire 4520 ใช้มาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๐ เชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตด้วยโทรศัพท์มือถือ และใช้ช่องทาง www.oknation.net/blog/kongsongfang เป็นที่ถ่ายทอด “กาสรคำฉันท์” แบบทันทีที่เขียนเสร็จ เพื่อทดลองนำเสนอ และรับฟังข้อคิดความเห็นจากผู้อ่าน

โพสต์แรกเมื่อ

วันเสาร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553

กาสรคำฉันท์ (๑)

Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 112 , 05:48:47 น.   

ภาค ๑ คำไหว้ กวีรจนาด้วยฉันทลักษณ์สัททุลวิกกิฬิตฉันท์ ๑๙ จำนวน ๑๕ บท เป็นบทไหว้ครูที่กวีโบราณถือเป็นขนบธรรมเนียม และปฏิบัติสืบทอดนานมา

โพสต์ท้ายสุดเมื่อ

วันศุกร์ ที่ 12 มีนาคม 2553

กาสรคำฉันท์ (โพสต์ท้ายสุด)

          Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 113 , 21:14:14 น.  
          ภาค ๒๗ กาสรกำสรวญ จบลงที่บทที่ ๖๘๗ เป็นอุบัติการงานคำฉันท์ในรอบศตวรรษ นับแต่
“ชิต บุรทัต” สร้าง “สามัคคีเภทคำฉันท์” เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๘  ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

          ต่อมาเมื่อคำนึงแน่แล้วว่าต้องจัดพิมพ์เผยแผ่เป็นรูปเล่มหนังสือ ผมจึงเขียน “ปรารภกถา” ขึ้นด้วยกาพย์ฉบัง ๑๖ จำนวน ๒๓ บท คล้ายเป็นคำนำให้หนังสือกาสรคำฉันท์ที่จะจัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน ๒๕๕๓ ความว่า..

ปรารภกถา

ฉบัง ๑๖

          ๏ ข้าฯ ผู้รจนาสร้างสรรค์                กาสรคำฉันท์

          ฝากไว้แหล่งหล้าสากล

          ๏ ด้วยแรงศรัทธาดาลดล                ด้วยหวังวาดผล

          สืบสานฉันทลักษณ์โบราณ

          ๏ ให้โลกรับรู้ยืนนาน                      ว่าไทยเชี่ยวชาญ

          วงวรรณมิแล้งแหล่งเรา

          ๏ แม้นโลกร้อนแล้งมิเบา                บ่ละทุเลา

          ตามรอยกวีศรีสยาม

          ๏ ขออ้างแลเอ่ยออกนาม               “ครูชิต” คำงาม

          สกุล “บุรทัต” นานมา

          ๏ ผู้เอาธุระเหลือตรา                      พากเพียรรจนา

          ศตวรรษพ้นผ่านนานครัน

          “สามัคคีเภทคำฉันท์”                  อุทาหรอัน

          เตือนสติทวยไทยทั้งมวล

          ๏ การใดสมควรมิควร                     คำนึงกระบวน

          กษัตริย์ลิจฉวีโบราณ

          ๏ อุบัติ ณ สมัยรัชกาล                   ที่หกเอาฬาร

          พระมงกุฎเกล้าจอมกษัตริย์

          ๏ ล่วงผ่านครบถ้วนศตวรรษ             สมัยในรัช-

          ชกาลที่เก้าดำรง

          ๏ ข้าพระพุทธเจ้าประจง                  จรดจดลง

          มโนโสมนัสสืบสาน

          ๏ ควรรังสฤษฏิ์พิจจารณ์                 เพื่อเรียนเขียนอ่าน

          เพื่อทอดธรรมเนียมยงยาว

          ๏ สืบต่อวงวรรณแวววาว                 ด้วยเรียงเรื่องราว

          เชิดชูบูชิตกาสร

          ๏ พฤกษภอีกผู้กสิกร                      ทิ้งควายทอดถอน

          จึ่งมีหนี้สินพอกพูน

          ๏ แห่งยุคยนตการจำรูญ                 แท้ถั่งอาดูร

          พินาศดินน้ำพฤกษ์พนา

          ๏ เทวษยิ่งแล้วระอา                      เกินกว่าเยียวยา

          กลับฟื้นคืนค่าสมบูรณ์

          สลายแหล่งหล้าอาศัย

          ๏ จึ่งเรียงเรื่องราวเป็นไป                 วิบากฝากไว้

          เตือนตนตรองตริถี่ถ้วน

          ๏ ขอบคุณผู้หนุนนับขบวน              หาไม่ไป่มวล

          มิมีกำลังวังชา

          ๏ สำเร็จด้วยปวงอาสา                   จิตชอบกรุณา

          เกื้อกูลหนุนช่วยด้วยใจ

          ๏ ช่วยสร้างสมบัติไว้ใน                  เนื่องนับยุคสมัย

          ต่อชีพผองชนสืบนาน

          ๏ ด้วยแรงปุญญาธิการ                   ทุกท่านทอดทาน

          สรรค์สร้างหนังสือนี้ไว้

          ๏ เพื่อลูกแลหลานสืบไป                ยงยืนเติบใหญ่

          ด้วยปัญญามีมากเทอญฯ

ใต้ร่มโพไฮ, เมษายน ๒๕๕๓ 

๕. ความคิดเห็นต่อกาสรคำฉันท์

ก่อนอื่นผมควรจะชำระประเด็นหลักการสำคัญบางประการให้กระจ่าง หาไม่แล้วคงจะมีการพูดจาเรื่องนี้กันยืดยาวโดยเปล่าประโยชน์ ผมไม่อยากตกเป็นเหยื่อให้ใครนำไปล่อปลาให้ติดเบ็ด ดังนั้นจึงสมควรต้องนำประเด็นนี้มาพูดจาไว้อย่างเปิดเผยและชัดเจน

คือเรื่องแนวคิดทฤษฎี “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ผมนำมาเป็นแก่นเรื่องในการนำเสนอหลักคิด ๓ นำ ๑ น้อม คือ “นำควายคืนสู่ไร่นา นำพาเกษตรกรรมสู่แนวทางเกษตรยั่งยืน นำพาสู่การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติให้คืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ โดยน้อมนำในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง”

มีอยู่คราวหนึ่ง ผมได้พบคนที่เคยเป็นเพื่อนมิตรในอดีต ปัจจุบันพวกเขามีแนวคิดการเมืองก้าวรุดหน้าไปกว่าผมแยะ ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่ากระไร เพราะถือว่านั่นเป็นเรื่องความคิดและความเชื่อของพวกเขา แต่ที่มีปัญหาคือพวกเขากลับไม่ปล่อยให้ผมมีเสรีภาพที่จะคิดและเชื่อในแนวของผม

พวกเขาโจมตีแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นสิ่งหลอกลวง คนเราแม้แต่จะกินก็ยังไม่พอ แล้วจะพอเพียงได้อย่างไร?

พวกเขาเอาแนวคิดเศรษฐกิจไปยกระดับเป็นแนวคิดทางการเมือง แล้วก็โจมตีว่าแนวคิดที่ผมกำลังเชื่อและทำอยู่นี้ เป็นแนวคิดของพวกยอมจำนน!

เอาละ ผมยอมรับว่าผมยอมจำนนกับแนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเทิดทูนพระองค์ไว้เหนือเกล้าฯ ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นคนทำงานหนักตลอดพระชนมชีพ ใครจะเห็นต่างไปจากนี้ผมไม่ว่า และควรจะเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลที่ผู้อื่นพึงยอมรับนับถือ เฉกเช่นที่ผมยอมรับนับถือในความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่น

หลักหมายของความพอเพียงมันไม่มีบอกไว้ตายตัว ก็เหมือนดั่งทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษวิธีว่าไว้ สรรพสิ่งมีความขัดแย้งเป็นธรรมดา และความขัดแย้งนี้จะเป็นพลวัตให้โลกเคลื่อนไหวไปข้างหน้า

ผมก็เห็นด้วย และไม่ได้ว่ากล่าวอะไร สักวันหนึ่งสถาบันหนึ่งๆ ย่อมมีวันที่จะเปลี่ยนแปลงไป เป็นเรื่องธรรมดา

ผมยอมรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้ แต่ผมไม่พร้อมที่จะไปร่วมขับเคลื่อนกลไกทางการเมืองในเวลานี้ เพราะผมเห็นว่าปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้นๆ ที่ผมพึงเข้าไปร่วมกิจกรรม และผมไม่ศรัทธาองค์กรและกลไกทางการเมืองที่มีอยู่ในเวลานี้

ดังนั้นแม้ผมจะเป็นดัง “ผู้เฒ่าไร้สังกัด นักปฏิวัติไร้วาสนา ชาวนาผู้ยากจน..” ผมก็ยินดีในสภาพเช่นนี้ และขอ “อยู่อย่างสิงห์ หยิ่งอย่างเสือ” แม้นต้อง “ตายอย่างหมา” ก็ตาม

ส่วนความคิดเห็นที่เห็นพ้องและให้กำลังใจตลอดระยะเวลา ๒-๓ เดือนที่ผมทำงานชิ้นนี้ ผมขอน้อมรับด้วยใจ และความจริงผมได้รวบรวมไว้เป็นไฟล์เอกสารจำนวน ๔๐ กว่าหน้ากระดาษขนาด เอ.๔ ทีแรกคิดจะนำมาเรียบเรียงไว้ที่นี่ด้วย แต่ดูแล้วคงไม่เหมาะที่จะนำคำเยินยอเหล่านั้นมาประดับไว้ที่นี่ จึงเพียงขอเอ่ยออกนามท่านไว้ให้ปรากฏ และโปรดรับทราบว่าความคิดเห็นของท่านผมได้รับทราบโดยทั่วถ้วนแล้ว 


1 ดูรายละเอียดวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำห้วยสามหมอ ดาวน์โหลดที่ http://www.4shared.com/file/241716798/776eef2/FR_2009_Eng.html หรือ http://www.4shared.com/file/241665664/e353747a/Ftr_TEI.html 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
เช่นนั้นเอง วันที่ : 08/04/2010 เวลา : 09.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้

คุณคมเย็น, คุณหนุ่มแปลกหน้า
KBD_1 ขออนุญาตนำชื่อของท่านไปรวบรวมไว้ที่บ้านอาสาสมัคร ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานโครงการนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

http://www.oknation.net/blog/kbd/2010/04/03/entry-1

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
สมคิด_สิงสง วันที่ : 05/04/2010 เวลา : 18.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang

>>Nikor
คือคนพยายามยกตนเหนือควายไง เพราะความที่คนรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของควาย เรื่องโง่จึงยกให้ควาย แล้วว่าตัวเองฉลาด แต่ทรรศนะผมเห็นว่ามันกลับกันเลย เอาคุณธรรมของควายในเรื่องความซื่อสัตย์มาทำลายได้อย่างไร ความซื่อสัตย์ไม่ใช่เรื่องความโง่หรือฉลาด แต่มันเป็นคุณธรรมชั้นสูง ซึ่งแม้แต่คนบางคนยังไม่มีคุณธรรมนี้เลย

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
สมคิด_สิงสง วันที่ : 05/04/2010 เวลา : 17.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang

>>หนุ่มแปลกหน้า
การสั่งจอง ไปที่ http://www.somkhitsin.net มีวิธีการอยู่ที่นั่นครับ เราใช้คำว่า "จอง" เพราะยังไม่ได้เรียกเก็บเงิน จนกว่าหนังสือจะพิมพ์เสร็จ และพร้อมจัดส่งครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
หนุ่มแปลกหน้า วันที่ : 05/04/2010 เวลา : 17.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/untameheart

มีขั้นตอนการจัดซื้ออย่างไร ช่วยแจ้งให้ทราบด้วยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
หนุ่มแปลกหน้า วันที่ : 05/04/2010 เวลา : 17.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/untameheart

อ่านหลายตอนแล้ว

อยากได้หนังสือเหมือนกันครับ
เอาไว้ศึกษาการเขียนฉันท์ครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Nikor วันที่ : 05/04/2010 เวลา : 12.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kaenta
Nikorn Chunprom

แปลกนะ...ถ้าคิดถึงเรื่องโง่ๆ ส่วนมากก็ลงกับควาย..

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
คมเย็น วันที่ : 05/04/2010 เวลา : 11.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/komyen

เพิ่งได้เข้ามาอ่าน
เลยย้อนไปอ่าน กาสรคำฉันท์ได้หลายตอนแล้ว
ขอชื่นชมความสามารถ และความอุตสาหะวิริยะ
ขอจองหนังสือ๑เล่มครับ ชำระเงินอย่างไรโปรดแจ้งครับ
สามัคคีเภทคำฉันท์ถ้าท่านยังหาไม่ได้
ซื้อได้ที่ศึกษาภัณฑ์ครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สมคิด_สิงสง วันที่ : 05/04/2010 เวลา : 11.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang

>>พิชช่า
ขอบคุณมากครับ
>>ใครก็ได้
ผมพยายามทำตัวหนังสือให้เป็นฟ้อนท์ และขนาดเดียวกัน แต่จนปัญญาแล้วครับ ผู้ใดทำได้ผมจะบอก username และ password ให้
ช่วยด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
พิชช่า วันที่ : 05/04/2010 เวลา : 11.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lovelearnlife

แจ่มชัดในเจตนาคุณสมคิด สิงสง....
สิ่งที่เราควรตระหนักรู้ถึงปัญหาบ้านเมืองยามนี้
ไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ใครคนใดคนหนึ่ง
แต่ควรหันมาปรับทิศทางความเป็นอยู่ที่เริ่มส่อเค้ารุนแรง
ในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
น้ำเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบรุนแรงอย่างที่เห็นอยู่
และปัญหาอื่นๆอีกมากมายก็จะตามมา
ถ้าผู้คนยังวุ่นวายกับความร่ำรวย ฟุ่มเฟือย
เราคงต้องถึงกับหายนะในวันหนึ่งแน่นอน
ยังยืนยันที่จะเป็นเจ้าภาพน้อยร่วมกอบกู้วัฒนธรรมทางภาษา "กาสรคำฉันท์"
เพื่อเป้าหมายที่คุณสมคิด ....เจตนา
ขอบคุณน้องแจง.. ที่แนะนำ.ยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในงานนี้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พิราบเงา วันที่ : 05/04/2010 เวลา : 11.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kenrama8

เริ่มตาลายครับไว้มาอ่านใหม่ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สมคิด_สิงสง วันที่ : 05/04/2010 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang

นี่เป็นต้นฉบับที่จะตีพิมพ์ในภาคผนวกของ "กาสรคำฉันท์" ต้องขออภัยที่โพสต์อะไรที่มันยาวๆๆๆๆ แต่ถ้าไม่ยาวก็จะไม่สิ้นกระแสความ
ขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณาสั่งจอง "กาสรคำฉันท์" ผมตัดสินใจแล้วครับ เราจะลงมือพิมพ์ แบ่งเป็นฉบับปกอ่อนและปกแข็ง ส่วนเรื่องสนนราคาเดี๋ยวดูต้นทุนการพิมพ์ก่อน ผมไม่อยากให้หนังสือราคาสูงมากนัก อาจเป็นอุปสรรคในทางเผยแผ่ แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องการทำให้ได้คุณภาพ สามารถยงยืนอยู่ได้ยาวนาน อาจต้องลงทุนหน่อย
ขอบคุณบางท่านที่ให้ความเห็นว่าน่าจะมีฉบับมินิ ทำเป็นตอนๆ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ จะพิจารณาต่อไปครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2010 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]