• สมคิด_สิงสง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-20
  • จำนวนเรื่อง : 138
  • จำนวนผู้ชม : 172556
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
สมคิด สิงสง www.somkhitsin.net
กวีนิพนธ์ เรื่องเล่า สารคดี ประสบการณ์ชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang
วันพุธ ที่ 1 กันยายน 2553
Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 2016 , 07:57:06 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

๘. พรมแดนไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์

   

ผมเขียนไว้ในคอลัมน์ “จากทิศอีสาน” ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเรื่องความเป็นมาของบ้านเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ผมจะนำมาบูรณาการไว้ที่นี่อีกครั้ง

ว่ากันว่าต้นตระกูลเจ้านายเมืองอุบลราชธานีมาจากนครเชียงรุ่งแสนหวีฟ้า คือเมื่อประมาณ ๓๐๐ กว่าปีก่อนหน้านี้ ราว พ.ศ.๒๒๒๘ เกิดวิกฤติทางการเมืองในนครเชียงรุ่ง เนื่องจากจีนฮ่อหัวขาวหรือฮ่อธงขาวยกกำลังเข้ารุกราน เจ้านายนครเชียงรุ่ง คือเจ้าอินทกุมาร เจ้านางจันทกุมารี และเจ้าปางคำ จึงอพยพไพร่พลจากเมืองเชียงรุ่ง แสนหวีฟ้า ไปขอพึ่งพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชแห่งนครเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นพระประยูรญาติฝ่ายพระมารดา

เจ้านครเวียงจันทน์ในเวลานั้นได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี โปรดให้นำไพร่พลไปตั้งที่เมืองหนองบัวลุ่มภู ไม่ต้องส่งส่วยบรรณาการ มีสิทธิ์สะสมไพร่พลอย่างเสรี สันนิษฐานว่าน่าจะมีฐานะอย่างเมืองลูกหลวง คือเป็นอิสระ มีชื่อว่า “นครเขื่อนขันฑ์กาบแก้วบัวบาน” ไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของเวียงจันทน์โดยตรง

ต่อมาพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชโปรดให้เจ้าอินทกุมารเสกสมรสกับพระราชธิดาองค์หนึ่ง ได้โอรสคือเจ้าคำ หรือเจ้าองค์นก

โปรดให้เจ้านางจันทกุมารีเสกสมรสกับเจ้าอุปฮาด(พระอุปยุวราช) ได้โอรสคือเจ้ากิงกีศราช และเจ้าอินทโสม ซึ่งต่อมาคือบรรพบุรุษของเจ้านายเมืองหลวงพระบาง

ส่วนเจ้าปางคำได้เสกสมรสกับพระราชนัดดา ได้โอรสคือเจ้าพระตา เจ้าพระวอ (นักวิชาการประวัติศาสตร์ทางเวียงจันทน์ยืนยันว่าเจ้าพระตากับเจ้าพระวอเป็นบุคคลเดียวกัน มีพระนามว่าเจ้าพระวรพิตา หรือพระวอระปิตา)

ที่ผมไล่เลียงเสียยืดยาวนี่ เพื่อจะนับญาติหรือเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ของบ้านเมืองเหล่านี้ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ภาคอีสานของประเทศไทยในเวลาต่อมา

เรื่องที่ว่าเจ้านายเมืองอุบลราชธานีสืบเชื้อสายมาจากเจ้านครเชียงรุ่งแสนหวีนี้ มีหลักฐานปรากฏอยู่อีกอย่างหนึ่งคือการจัดพิธีเผาศพเจ้านายหรือสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่บนเมรุนกหัสดีลิงค์ ซึ่งเป็นธรรมเนียมประเพณีของนครเชียงรุ่ง ปัจจุบันนอกจากที่อุบลราชธานีแล้ว ที่เชียงใหม่ก็ยังถือปฏิบัติกันอยู่

กลับมาพินิจพิเคราะห์กรณีพิพาทในหมู่ชนเผ่าไทลาวกันต่อไป!

หลังจากพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชแห่งกรุงเวียงจันทน์สิ้นพระชนม์และไม่มีพระราชโอรสสืบราชสมบัติ พญาเมืองจันทน์ (ตำแหน่งเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ตำแหน่ง หนึ่งในระบอบอาชญาสี่)ก่อการกบถ เจ้ากิงกีศราช เจ้าอินทโสม เจ้าองค์นกหลบหนีราชภัยไปอยู่ที่เมืองน่าน ภายหลังได้นำกำลังไปตีหลวงพระบางและปกครองหลวงพระบางต่อมา

หลายสิบปีต่อมา ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๒ เกิดวิกฤติทางการเมืองในกรุงศรีศตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันทน์อีกละลอกหนึ่ง เมื่อเจ้ามหาชีวิตพระองค์นี้ก็ไม่มีโอรสและนัดดาที่จะขึ้นครองราชย์อีกเช่นกัน คราวนี้พญาเมืองแสน (ตำแหน่งเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่เหมือนพญาเมืองจันทน์) ก่อการกบถยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เจ้านางสุมังคละพาเจ้าหน่อกษัตริย์หลบหนีไปพึ่งเจ้ามหาราชโพนสะเม็ก และไปสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ขึ้น คือนครจำบากนาคบุรีศรี หรือนครจำปาศักดิ์ ยกเจ้าหน่อกษัตริย์ขึ้น เถลิงพระนามว่าเจ้าสร้อยสินสมุทรพุทธางกูร

เจ้านายราชวงศ์นครเวียงจันทน์อีกผู้หนึ่ง ที่หลบหนีราชภัยคราวที่พญาเมืองแสนยึดอำนาจคือเจ้าองค์บุญ หนีไปพึ่งเมืองหนองบัวลุ่มภู ทางเมืองหนองบัวลุ่มภู เจ้าพระตา เจ้าพระวอ ซึ่งเป็นโอรสเจ้าปางคำและเป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ของกรุงเวียงจันทน์ในเวลานั้น จึงยกกำลังเมืองหนองบัวลุ่มภูนำเจ้าองค์บุญไปปราบปรามพญาเมืองแสนได้สำเร็จ ปราบดาภิเษกเจ้าองค์บุญขึ้นเป็นเจ้ามหาชีวิตครองกรุงเวียงจันทน์ ทรงพระนามว่าพระเจ้าสิริบุญสาร

กลับไปดูเหตุการณ์ทางกรุงศรีอยุธยาบ้าง!

ในเวลาเดียวกันนั้น คือเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ หรือ ค.ศ.๑๗๖๗ ซึ่งเป็นช่วงการขยายอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศสนั้น พม่าตีได้เมืองเชียงใหม่และเมืองต่างๆ ที่มีชายแดนติดกับพม่า กระทั่งถึงกรุงศรีอยุธยา ทำความเสียหายให้แก่กรุงศรีอยุธยาอย่างใหญ่หลวง

ว่ากันว่า ภายใต้ยุทธการปล้นเรียบ เผาเรียบ กวาดเรียบ ที่พม่าทำกับกรุงศรีอยุธยานั้น ทำให้อาณาบริเวณแถบนั้นไม่ต่างไปจากเมืองร้าง พม่าได้กวาดต้อนผู้คนที่เป็นช่าง ศิลปิน ตัวละคร เอาไปไว้ที่เมืองมัณฑเล จนตั้งเป็นบ้านเมืองขึ้นใหญ่โต ชื่อว่าบ้านโยเดีย ซึ่งก็คือชื่อกรุงศรีอยุธยาที่พวกฝรั่งฮอลันดาเคยเรียกว่า IUDEA

ท่ามกลางความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงนี้ กรุงศรีอยุธยายังไม่สิ้นคนดี เมื่อมีบุรุษอาชาไนยเชื้อสายจีนผู้หนึ่ง เป็นเจ้านายทางหัวเมือง ซึ่งมาช่วยราชการรับศึกพม่าในเวลานั้น ได้รวบรวมกำลังเท่าที่มีเข้ากู้สถานการณ์สำเร็จในระยะเวลาเพียง ๗ เดือนหลังเสียกรุง

ท่านผู้นี้คือ พระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร แต่คนทั้งหลายมักขนาน นามพระองค์ท่านตามตำแหน่งเดิมที่เคยเป็นเจ้าเมืองตาก ซึ่งนักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันนิยมออกพระนามพระองค์ว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุร แต่ทางราชการกำหนดให้ ขนานพระนานาภิไธยพระองค์ท่านว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ในขณะที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีกำลังตรากตรำพระราชภารกิจกอบกู้บ้านเมือง และเร่งขยายขอบขัณฑสีมาอยู่นั้น ทางกรุงเวียงจันทน์ก็เกิดกรณีขัดแย้งกับเมืองหนองบัวลุ่มภูหรือนครเขื่อนขัณฑ์กาบแก้วบัวบานจนเป็นตำนานในประวัติศาสตร์เมืองอุบลราชธานีในปัจจุบัน

เมืองหนองบัวลุ่มภูในอดีตเป็นเมืองใหญ่ ในตำนานว่าเคยเป็นเมืองหน้าด่านเมืองหนึ่งของอาณาจักรล้านช้าง มีไพร่พลจำนวนมาก เมืองหนองบัวลุ่มภูเองก็มีเมืองหน้าด่าน ๔ เมืองคือเมืองภูเขียว เมืองภูเวียง เมืองผ้าขาว และเมืองพันนา ต่อมาสถาปนาขึ้นเป็น “นครเขื่อนขัณฑ์กาบแก้วบัวบาน” ในยุคที่เจ้าพระตา เจ้าพระวอ ทำการต้านศึกเวียงจันทน์ จนต้องล่าถอยไปอาศัยนครจำปาศักดิ์ และภายหลังลูกหลานเจ้านายเมือง หนองบัวลุ่มภูไปตั้งบ้านเมืองแห่งใหม่ ขนานนามให้เป็นที่ระลึกแก่เมืองหนองบัวลุ่มภู หรือนครเขื่อนขัณฑ์กาบแก้วบัวบาน นั่นคือ “เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราช”

ปัจจุบันชื่อเมืองหนองบัวลุ่มภูคือ จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นจังหวัดใหม่ล่าสุดของประเทศไทยที่ได้รับสถาปนาพร้อมกับ จังหวัดอำนาจเจริญ

ในตอนที่แล้ว ผมฉายให้เห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน คือเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาและเหตุการณ์ที่เวียงจันทน์บุกตีหนองบัวลุ่มภู ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ หรือ ค.ศ.๑๗๖๗

เรื่องราวที่ผมสืบค้นจากหลักฐานเท่าที่มี ปรากฏว่าภายหลังจากเจ้าพระตาเจ้าพระวอแห่งเมืองหนองบัวลุ่มภู ให้การสนับสนุนเจ้าองค์บุญ นัดดาพระชัยเชษฐาธิราชที่ 2 (ชัยองค์เว้) ไปปราบกบถพญาเมืองแสนได้สำเร็จ เจ้าองค์บุญปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าสิริบุญสารครองเมืองศรีสัตนาคนหุตเวียงจันทน์ ภายหลังเกิดหวาดระแวงเจ้าพระตาเจ้าพระวอว่ามีไพร่พลมาก เกรงจะก่อการกบถ จึงออกอุบายให้ไปรักษาด่านหินโงม ขอบุตรธิดาเป็นมหาดเล็กและสนม ในทำนองเอาไว้เป็นตัวประกัน

เจ้าพระวอเจ้าพระตาไม่พอใจจึงอพยพไพร่พลกลับเมืองหนองบัวลุ่มภู ยกขึ้นเป็นนครเขื่อนขันฑ์กาบแก้วบัวบาน พร้อมกับเร่งสร้างความมั่นคงเข้มแข็ง เกร็งว่าเวียงจันทน์จะยกกำลังพลเข้าตี ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ พระเจ้าสิริบุญสารสั่งให้พญาเมืองแสนและพญาเมืองจันทน์ยกกองทัพไปปราบ ปรามเมืองหนองบัวลุ่มภูที่ตนเคยอาศัยพักพิงในสมัยหลบหนีราชภัย

กองทัพเวียงจันทน์ยกกำลังไปปราบเมืองหนองบัวลุ่มภูถึง ๓ ปีก็ยังไม่สำเร็จ จึงไปขอกำลังพม่าจากเมืองเชียงใหม่มาช่วยจึงตีเมืองหนองบัวลุ่มภูแตก เจ้าพระตาถึงแก่อสัญกรรมในที่รบ ก่อนหนองบัวลุ่มภูจะแตกเจ้าพระตาสั่งให้ท้าวคำสู ท้าวคำสิงห์อพยพไพร่พลและลูกหลานไปหาที่ตั้งยังที่ปลอดภัยแถวลุ่มน้ำชีน้ำมูน ท้าวคำสู ท้าวคำสิงห์จึงไปสร้างเมืองสิงห์โคกสิงห์ท่าขึ้น ปัจจุบันคือที่ตั้งจังหวัดยโสธร

เรื่องเวียงจันทน์ขอกำลังพม่าที่ครอบครองเมืองเชียงใหม่ในเวลานั้น ไปช่วยปราบปรามหนองบัวลุ่มภู ปรากฏในเอกสารใบลาน จารด้วยอักษรไทยน้อย ชื่อพื้นเมืองอุบล ร้อยตำรวจตรีสุวรรณ นันทจักร ถอดความไว้ตอนหนึ่งว่า…

“…ฟังเจ้าฟังฟังกาพย์มานสาว ฝูงลุงอาวฟังกาพย์ไทหม่าน

(ไทหม่านคือชาวพม่า-ผู้เขียน)

บักขาก่านนุ่งผ้าแดงแดง สูฮีบแทงให้มันถึกหอก

สูฮีบบอกให้หอกตัดหลัง สูฮีบบังจับมันเอาไว้

…สูอย่าล้อกูนี้คนดี กูละบักหมอดีอยู่เวียงภูเก่า

แต่ก่อนเค้ากูอยู่หนองบัว กูสิตัดหัวไทเวียงมากองล้อมบ้าน

กูบ่หย้านฝูงหม่านขาลาย สูสิตายในวันมื้ออื่น…”

เมื่อเมืองหนองบัวลุ่มภูแตกเจ้าพระวอพาพรรคพวกอพยพไปตามเส้นทางที่กลุ่มท้าวคำสูอพยพไปก่อน ไปตั้งถิ่นฐานที่ดอนมดแดง จากนั้นจึงไปขอพึ่งเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์ คือพระเจ้าองค์หลวง (ชัยกุมาร) ได้รับอนุญาตให้ตั้งมั่นอยู่ที่เวียงดอนกอง หรือค่ายบ้านดู่บ้านแกในเขตจำปาศักดิ์

ถึงช่วงนี้มีหลักฐานปรากฏในประชุมพงศวดารภาคที่ ๔ ของหม่อมอมรวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว. ปฐม คเนจร) ความว่า

“…ปีพ.ศ.๒๓๑๔ (จ.ศ.๑๑๓๓ ปีเถาะ ตรีศก) พระเจ้าสิริบุญสารทราบว่าเจ้าพระวอพาพรรคพวกไพร่พลมาตั้งอยู่แขวงจำปาสัก จึงแต่งตั้งให้อัครฮาดคุมกองทัพมาตีเจ้าพระวออีก แต่เมื่อพระเจ้าองค์หลวง (ไชยกุมาร) ทราบเหตุ จึงแต่งตั้งให้พระยาเชียงสายกกำลังกองทัพเมืองจำปาสักไปต้านทานไว้ และมีศุภอักษรถึงพระเจ้าสิริบุญสาร เพื่อขอโทษแทนเจ้าพระวอ พระเจ้าสิริบุญสารมีศุภอักษรตอบกลับมาว่า… พระวอเป็นคนอกตัญญู จะเลี้ยงไว้ก็ไม่มีความเจริญ แต่เมื่อเจ้านครจำปาสักให้มาขอโทษไว้ดังนี้แล้ว ก็จะยกให้มิให้เสียไมตรี… พร้อมกันนั้นก็ให้อัครฮาดนำกำลังกองทัพกลับ”

เพื่อให้ความเป็นธรรมทางประวัติศาสตร์ หากดูจากถ้อยคำในประชุมพงศวดารข้างต้น อาจมีผู้เข้าใจว่าบรรพบุรุษเมืองอุบลฯ เป็นผู้อกตัญญู เป็นขบถต่อมาตุภูมิของตนเอง เรื่องนี้อดีตอัยการบำเพ็ญ ณ อุบล ซึ่งเป็นเชื้อสายเจ้าพระวอเจ้าพระตาคนหนึ่งอธิบายว่า…

“…ปัญหานี้ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า เจ้าพระตาเจ้าพระวอมิได้เป็นขบถต่อเวียงจันทน์ ที่ว่าเป็นขบถนั้นเป็นคำพูดของพระเจ้าสิริบุญสาร ซึ่งเป็นอริกันเท่านั้นพูดเช่นนั้น ขบถคือการคิดล้มล้างกษัตริย์ แต่เจ้าพระตาเจ้าพระวอมิได้คิดล้มล้างกษัตริย์เวียงจันทน์แต่ประการใด และไม่เคยยกกองทัพไปตีเวียงจันทน์ มีแต่ฝ่ายเวียงจันทน์เท่านั้นที่ยกกองทัพมาตีหนองบัวลุ่มภู… การต่อสู้ป้องกันบ้านเมืองของตน… จะเรียกว่าขบถอย่างไร…”

พ.ศ.๒๓๑๙ หลังจากกองทัพเวียงจันทน์ถอนกำลังกลับไปแล้ว ๕ ปี ว่ากันว่าเจ้าพระวอมีเรื่องบาดหมางกับพระเจ้าองค์หลวง (ไชยกุมาร) เวียงจันทน์จึงลงมากำจัดเจ้าพระวอได้สำเร็จ เรื่องราวปรากฏตามประชุมพงศวดารภาค ๔ ของ ม.ร.ว. ปฐม คเนจร ความว่า…

“…ครั้นถึง พ.ศ.๒๓๑๙ (จ.ศ.๑๑๓๘ ปีวอก อัฐศก) พระเจ้าสิริบุญสารทรงทราบว่าพระเจ้าวอทะเลาะวิวาทกับเจ้าองค์หลวง (ไชยกุมาร) แล้วอพยพไพร่พลมาตั้งอยู่ที่ดอนมดแดง จึงแต่งให้พญาสุโพคุมกองทัพมาตีเจ้าพระวออีกครั้งหนึ่ง เจ้าพระวอเห็นทีจะสู้มิได้ จึงพาครอบครัวไพร่พลกลับไปอยู่ที่เวียงดอนกองเช่นเดิม พร้อมกับขอกำลังจากพระเจ้าองค์หลวง (ไชยกุมาร)มาช่วย แต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือ กองทัพเวียงจันทน์จึงเอาชนะเจ้าพระวอได้ เจ้าพระวอถูกจับได้และถูกประหารชีวิตที่เมืองดอนกองนั้นเอง

ส่วนท้าวก่ำบุตรเจ้าพระวอ และท้าวฝ่ายหน้า ท้าวคำผง ท้าวทิดพรหม (บุตรพระตา) พาพรรคพวกไพร่พลส่วนหนึ่งตีฝ่าวงล้อมไปได้ จึงมีใบบอกไปยังเมืองนครราชสีมา เพื่อนำความขึ้นกราบทูลพระเจ้ากรุงธนบุรีและขอกำลังกองทัพมาช่วยเหลือ แต่ทางกรุงธนบุรีก็มิได้ดำเนินการแต่ประการใด ทั้งนี้คงเป็นเพราะในช่วงเวลานั้นกรุงธนบุรีกำลังอยู่ในระหว่างสงครามกับพม่า ในศึกอะแซหวุ่นกี้ตีเมืองพิษณุโลก ระหว่างเดือนอ้าย ปีมะแม พ.ศ.๒๓๑๘ ถึงปีวอก พ.ศ.๒๓๑๙…”

ถึงกระนั้นก็ตาม การถึงแก่อสัญกรรมของเจ้าพระวอก็กลายเป็นชนวนระเบิดสงครามระหว่างเชื้อชาติไทลาวกับกรุงธนบุรีในอีก ๒ ปีต่อมา คือ พ.ศ.๒๓๒๑ เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งยังเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าพระยาสุรสีห์ เกณฑ์ไพร่พลชาวเขมรต่อเรือรบยกขึ้นไปตามลำน้ำโขง ไล่กองทัพพระยาสุโพขึ้นไปจนถึงเวียงจันทน์ ตีได้เวียงจันทน์ จำปาสัก นครพนม หนองคาย แต่งให้เจ้านายเมืองนั้นๆ ครองเมืองต่อไปในฐานะบ้านเมืองประเทศราช

การศึกครั้งนี้ นอกจากยังความเสียหายให้แก่เวียงจันทน์อย่างที่กรุงศรีอยุธยาเคยเสียหายด้วยน้ำมือของพม่าแล้ว สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยังได้อัญเชิญพระแก้วมรกตกับพระบาง นำมาประดิษฐานไว้ที่กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรด้วย

การศึกครั้งนั้นทำให้ขอบขัณฑสีมาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชซึ่งเป็นต้นราชวงศ์จักรีผู้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ กว้างไกลครอบคลุมแผ่นดินลาวทั้งหมด รวมทั้งหัวเมืองฝ่ายเหนือ ตลอดถึงนครเชียงรุ่งแสนหวีฟ้าอีกด้วย





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เยี่ยมทองน้อย วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 06.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yiumthongnoy

การทะเลาะเบาะแว้ง การผิดใจกันของคนลาวด้วยกัน หรือคนลาวกับคนไทเจ้าพระยา คนขอม คนไทหม่าน เกิดจากความไม่ลงรอยในเรื่องผลประโยชน์ของผู้นำ พื้นที่ของกลุ่มในลุ่มน้ำโขงล้วนสวมทับและแยกกันไปตามบริบทของบ้านเมืองในแต่ละยุคแต่ละสมัย การศึกษาอดีดก็เพื่อที่จะเข้าใจในวิถีแห่งปัจจุบันและอนาคตสืบไปของบ้านเมือง ความชัดเจนของยุคสมัยหนึ่งอาจเป็นความมืดมนของยุคสมัยหนึ่ง คนเล็กๆอย่างเราๆท่านๆจะทำเช่นใดหนออ้ายเอ๋ย...

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ประจิ้มประเจ๋อ วันที่ : 01/09/2010 เวลา : 22.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuiboc
สะเปะสะเปือยเรื่อยเปื่อยอยู่เรื่อยไป & รัก"ทองกบ"ที่โลกในสุดเลย! โอ้เย่เย๊เย่  ฮ่าๆๆและ+อีก28.75ฮ่า...จิ้มมียิ้มสุข...ยิ้มสุขส่งให้ด้วยใจเปี่ยมสุข สวัสดีครับผม

สวัสดีค่ำคืนวันพุธค่ะ
หนูยังอ่านไม่หมดเลยค่ะ(แต่แอบเม้นก่อนเลย ฮ่าๆ)

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
มัชฌิมาปกร วันที่ : 01/09/2010 เวลา : 08.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kintaro
kintaro2- ภาพ kintaro3- กลอน >คมความคิด ชีวิตมีสุข หนังสือเล่มแรกของผม


(หนังสือของผมเองครับ จะวางแผงเร็ว ๆ นี้)
-------------------------
ว่าไปแล้ว ประวัติศาสตร์ของสองฝั่งโขง ยังไม่มีใครที่ทำขึ้นอย่างสมบูรณ์

ขอบคุณที่นำเสนอข้อมูลอีกแง่มุมหนึ่ง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 01/09/2010 เวลา : 08.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

น่าศึกษานะครับ ผมว่าเรื่องหลังๆเรื่องรัฐนั้น เรามาสมมุติกัน
จนแบ่งเขตไป

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 01/09/2010 เวลา : 07.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]