• สมคิด_สิงสง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-20
  • จำนวนเรื่อง : 138
  • จำนวนผู้ชม : 173407
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
สมคิด สิงสง www.somkhitsin.net
กวีนิพนธ์ เรื่องเล่า สารคดี ประสบการณ์ชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang
วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน 2553
Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 3118 , 08:42:53 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ยุทธการบกหวาน : บั้นรบระหว่างเจ้าลาดชะวงกับพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) ที่ทุ่งนาบ้านบกหวาน เมืองหนองคาย ภาพลายเส้นหน้าปกหนังสือ "ตามหารอยเจ้าอนุวง" ในการสัมมนาประวัติศาสตร์ โดยคณะภาษา วรรณคดีและมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติ เมื่อปี ค.ศ.2002

. ราชการสงครามลาวสมัยพระจ้ากรุงธนบุรี 

ถ้าจะพูดในเรื่องสายสัมพันธ์ของคนสองฝั่งแม่น้ำโขงที่ใกล้ชิดแทบจะแยกกันไม่ออกเห็นจะเป็นลาวกับไทยนี่แหละ ไม่ว่าจะในยุคสมัยใด อย่างเช่นในยุคสมัยที่ไทย “สยาม” ปกครองแผ่นดินลาวในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

          ลาวเวลานั้นแบ่งออกเป็น ๓ อาณาจักร คืออาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ และอาณาจักรล้านช้างจำปาสัก

          มหาสิลา วีระวงส์ บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติลาวตั้งแต่โบราณฯ โดยเริ่มจากเรื่องราวของอาณาจักรเวียงจันทน์ว่า “เมื่อสมเด็จพระเจ้าสุริยวงสาธรรมิกราชสวรรคตแล้ว ไม่มีราชโอรสจะสืบแทนเมือง มีแต่พระราชนัดดา ๒ องค์น้อยๆ คือเจ้ากิ่งกีสกุมาร และเจ้าอินทะโสม เวลานั้นพระยาเมืองจันซึ่งเป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ได้ชิงเอาราชสมบัติขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินในปี ค..๑๖๙๐ (..๒๒๓๓) พระยาเมืองจันจะรับเอาเจ้านางสุมังคลา พระราชธิดาสมเด็จพระเจ้าสุริยวงสาธรรมิกราชเป็นภริยาของตน เจ้านางสุมังคลานั้นเป็นแม่หม้าย มีราชบุตรอยู่องค์หนึ่ง ชื่อว่าเจ้าองค์หล่อ และเวลานั้นก็กำลังทรงครรภ์อยู่อีก เหตุนั้นนางจึงไม่ยอมเป็นภริยาของพระยาเมืองจัน

          พระยาเมืองจันมีความเคียดแค้นจึงคิดกำจัดเจ้าองค์หล่อและเจ้านางสุมังคลา เสนาอำมาตย์หมู่หนึ่งที่เป็นฝ่ายของเจ้าองค์หล่อจึงลักเอาเจ้าองค์หล่อ หนีไปอยู่เมืองภูชุม (เมืองพานพูชมอยู่ในเขต อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี) ส่วนเจ้านางสุมังคลาได้หนีไปพึ่งพระครูยอดแก้ววัดโพนสะเม็ก ในเดือน ๓ แรม ๖ ค่ำปีนั้นเอง..”

          พระครูยอดแก้วเป็นผู้ที่มีคนเคารพนับถือมาก พระยาเมืองจันจึงคิดจะกำจัดให้สิ้นเสี้ยนหนาม แต่พระครูรู้ตัวก่อน จึงพาญาติโยมกว่าสามพันคน พร้อมด้วยเจ้านางสุมังคลา ล่องลงไปตามลำน้ำโขง ถึงบ้านงิ้วพันลำสมสนุกก็พาญาติโยมหยุดพักที่นั่น ส่วนเจ้านางสุมังคลาไปหลบซ่อนอยู่ที่ภูสะง้อหอคำ และประสูตรพระโอรสทรงพระนามว่าเจ้าหน่อกษัตริย์

          สถานการณ์ในเวียงจันทน์ หลังพระยาเมืองจันครองราชย์ได้ ๖ เดือน ก็ถูกพรรคพวกเจ้าองค์หล่อยกทัพมาตี และสังหารพระยาเมืองจัน ยกเจ้าองค์หล่อขึ้นเป็นกษัตริย์ หลังจากนั้นมีการยึดอำนาจและฆ่าฟันกันในราชสำนักเวียงจันทน์ โดยพระเจ้าองค์หล่อ หลังจากครองราชย์ได้ ๔ ปีก็ถูกเจ้านันทะราชยึดอำนาจและประหารชีวิต ต่อมาพระไชองค์เว้ (โอรสเจ้าชมพู) ที่อยู่เมืองเว้ ประเทศเวียดนาม ก็นำกำลังเข้ายึดเวียงจันทน์ สังหารเจ้านันทะราช และขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่าพระไชยเชษฐาธิราชที่ ๒

          จนถึงยุคสมัยพระเจ้าองค์บุญ โอรสพระไชยเชษฐาธิราชที่ 2 ซึ่งเจ้าพระวอระพิตา เมืองหนองบัวลุ่มภูสนับสนุนจนได้ขึ้นครองอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าสิริบุญสาร (พระมหาบุญเชษฐาธิราช) ซึ่งมีเหตุวุ่นวายหลายครั้งหลายหน จนต้องเสียเอกราชให้กับพระเจ้ากรุงธนบุรีดังที่กล่าวมาแล้ว

          เรื่องราวในรัชสมัยพระเจ้าสิริบุญสารแห่งราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์นี้ มหาสิลา วีระวงส์ ก็ยอมรับว่ามีความสับสนในรายละเอียด แต่เมื่อดูประวัติศาสตร์ลาวแต่ โบราณฯ ก็พอจับความได้ว่า...

          “ต้นเหตุที่พระเจ้าตากสิน พระเจ้าแผ่นดินสยามที่กรุงธนบุรีได้ให้พระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพมาตีพระนครเวียงจันทน์ในปี ค..๑๗๗๘ (..๒๓๒๑) นั้น ก็เนื่องจากว่าพระเจ้าสิริบุญสารแห่งนครเวียงจันทน์ไม่ได้ปลงใจร่วมมือกับไทยไปปราบพม่า ทั้งเจ้าสุริยวงศ์แห่งหลวงพระบางก็ฟ้องต่อไทยว่าพระเจ้าสิริบุญสารเป็นใจกับพม่าด้วย ดั่งนั้นพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรีจึงมีความเคียดแค้นพระเจ้าสิริบุญสารเป็นอันมาก

          พอได้โอกาสที่ท้าวก่ำเข้าไปทูลเหตุการณ์ว่าพระเจ้าสิริบุญสารให้กองทัพลงไปทำร้ายบิดาของตนจนถึงแก่ความตาย และบิดาของตน (คือพระวอระปิตา) ได้ขอเข้าไปอยู่ใต้ร่มเงาของพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินจึงแต่งให้พระยามหากษัตริย์ศึก (ภายหลังมาได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินไทยองค์ที่ ๑ ของราชวงศ์จักรีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน) เป็นแม่ทัพใหญ่ยกพลมาทางบก สมทบกับกำลังพลหัวเมืองฝ่ายตะวันออก มีพล ๒๐,๐๐๐ คนเศษ และแต่งให้เจ้าพระยาสุรสีห์ (น้องชายพระยามหากษัตริย์ศึก) ยกทัพเรือมาทางเขมร เกณฑ์พลเขมรได้ ๑๐,๐๐๐ คน ต่อเรือรบยกพลขึ้นมาตามรูแม่น้ำโขงใน ปี ค..๑๗๗๘ (..๒๓๒๑) ส่วนกองทัพของพระยามหากษัตริย์ศึกยกมาทางนครราชสีมา ผ่านมาทางเมืองสุรินทร์ เมืองศรีสะเกษ มาสมทบกับกองทัพเรือที่เมืองจำปาสัก กองทัพไทยทั้งสองก็เข้ายึดเอาเมืองจำปาสักได้อย่างง่ายดาย เจ้าไชยกุมารเจ้านครจำปาสักไม่ต่อสู้ ได้หนีไปซ่อนอยู่ดอนไชย แม่ทัพไทยให้ทหารไปจับมา เจ้าไชยกุมารก็ยอมเป็นเมืองขึ้นของไทยแต่นั้นมา

          ฝ่ายพระยาสุโพแม่ทัพของฝ่ายเวียงจันทน์ที่ลงไปกำจัดพระวอระปิตาซึ่งตั้งอยู่บ้านดอนมดแดง แขวงจำปาสักนั้น ครั้นได้ทราบว่ากองทัพไทยยกมาเป็นอันมากเห็นจะสู้ไม่ได้ จึงถอยทัพกลับคืนเวียงจันทน์ กราบทูลพระเจ้าสิริบุญสารให้ทราบทุกประการ พระเจ้าสิริบุญสารจึงจัดแจงป้องกันพระนคร และจัดกองทัพออกไปตั้งรับกองทัพไทย อยู่เมืองพันพร้าว เมืองพะโค เวียงคุก เมืองหนองคาย จนถึงเมืองนครพนม

          กองทัพไทยเข้าตีเมืองนครพนมแตก พระบรมราชา (กู่แก้ว) เจ้าเมืองนครพนม ยกครอบครัวไปตั้งค่ายอยู่บ้านดอนหมู ได้ ๕ คืนก็เลยถึงแก่กรรมที่นั่น แล้วกองทัพไทยก็ยกพลขึ้นมาถึงเมืองหนองคาย เข้าตีเอาเมืองหนองคายได้ เมื่อได้เมืองหนองคายแล้วก็ยกพลมาตั้งล้อมเมืองพะโคและเวียงคุกไว้ พวกชาวเมืองพะโคและเวียงคุกได้ต่อสู้และป้องกันเมืองไว้อย่างแข็งแรง กองทัพไทยเข้าตีเอาเมืองไม่ได้ แม่ทัพไทยจึงทำกลอุบายให้ทหารจับเอาราษฎรเมืองหนองคายเป็นอันมากมาตัดคอเอาแต่หัวใส่เรือไปเต็ม แล้วให้แม่หญิงเมืองหนองคายพายเรือขึ้นมาร้องขายหัวคนอยู่ตามเลียบท่าเมืองพะโคและเวียงคุก พวกชาวเมืองเห็นดั่งนั้นก็มีใจสั่นสะท้านหวาดกลัวเป็นอันมาก กองทัพไทยจึงเข้าตีเอาเมืองพะโคและเวียงคุกได้ แล้วก็เลยขึ้นมาตั้งล้อมเมืองพันพร้าวไว้ กองทหารเมืองพันพร้าวได้ทำการต่อสู้อย่างแข็งแรง กองทัพไทยไม่สามารถตีเอาเมืองได้ เป็นแต่ตั้งล้อมไว้จนถึงปี ค..๑๗๗๙

          เวลานั้น ฝ่ายเจ้าสุริยวงศ์แห่งนครหลวงพระบาง ได้ทราบว่ากองทัพไทยขึ้นมาตีเวียงจันทน์ก็ดีใจ เพราะเจ้าสุริยวงศ์มีความเคียดแค้นให้พระเจ้าสิริบุญสารว่านำเอาพม่ามาตีนครหลวงพระบาง เจ้าสุริยวงศ์จึงมีหนังสือไปบอกพระเจ้าแผ่นดินไทย ขันอาสาเข้าตีเวียงจันทน์ทางด้านเหนือ แล้วพระเจ้าสุริยวงศ์ก็พาเอาทหาร ๓,๐๐๐ คน ลงมาตั้งล้อมเมืองเวียงจันทน์ไว้ทางด้านหลัง พระเจ้าสิริบุญสารเห็นศึกขนาบข้างทางด้านหน้า และหลังเห็นเหลือกำลัง จึงให้ทิ้งเมืองพันพร้าว ข้ามมารวมกันอยู่เวียงจันทน์ กองทัพไทยจึงเข้าเมืองพันพร้าวได้ แล้วยกพลข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งค่ายอยู่ทางด้านตะวันออกเวียงจันทน์ พระเจ้าสิริบุญสารจึงแต่งให้พระยานันทะเสนราชโอรสเป็นแม่ทัพ คุมทหารออกไปตีกองทัพไทย เจ้านันทะเสนขี่ช้างพลายคำสูงหกศอกสามนิ้วออกรบ ตั้งแต่รบกันมา ๔ เดือนเศษกองทัพไทยก็ยังไม่สามารถเข้าตีเอาเมืองได้ แต่พระเจ้าสิริบุญสารเห็นว่าจะสู้ศัตรูต่อไปไม่ไหว จึงพาเอาเจ้าอิน เจ้าพรมราชโอรสและคนสนิทลงเรือล่องหนีไปเมืองคำเกิดในเวลากลางคืน ฝ่ายเจ้านันทะเสนได้ทราบข่าวว่าพระราชบิดาหนีไปแล้วก็เสียพระทัย จึงตกลงเปิดประตูเมืองยอมให้กองทัพไทยเข้าเมืองได้ ในวันจันทร์ เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ ปีกุน จ..๑๑๔๑ (..๑๗๗๙) ..๒๓๒๒ เมื่อกองทัพไทยเข้าเมืองได้แล้วก็จับเอาเจ้านันทะเสน เจ้าอุปราชวังหน้า และนางแก้วยอดฟ้ากัลยานีสรกษัตริย์ พระราชธิดาของพระเจ้าสิริบุญสาร ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ เสนาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ สาวสนมนอกในไว้หมดแล้ว ก็กวาดเก็บเอาทรัพย์สินข้าวของทั้งมวลอันมีค่าในพระคลังหลวง และของประชาราษฎรทั้งหลาย พร้อมด้วยพระแก้วมรกตและพระบางอันมีค่าของมิ่งเมืองลาว กวาดเอาครอบครัวคนลาวชาวเวียงจันทน์ ข้ามไปไว้เมืองพันพร้าว แล้วแม่ทัพไทยจึงให้สร้างหอพระแก้วขึ้นไว้ที่เมืองพันพร้าวเป็นการชั่วคราว และพร้อมกับการตีเวียงจันทน์ได้นี้ แม่ทัพไทยก็บังคับให้เจ้าสุริยวงศ์ เจ้านครหลวงพระบางยอมอ่อนน้อมต่อไทย และเป็นเมืองขึ้นของไทยดั่งเดียวกับเวียงจันทน์

          ถึงเดือนยี่ แม่ทัพไทยจึงตั้งพระยาสุโพอยู่รักษาเมือง แล้วไทยก็กวาดเอาครอบครัวลาวเวียงจันทน์ พร้อมด้วยพระราชบุตร พระราชธิดา วงศานุวงศ์ ขุนนาง ท้าวพระยา พ่อค้าเศรษฐีคหบดีชาวเวียงจันทน์ ทั้งพระแก้วพระบางลงไปเมืองบางกอก เดือนยี่แรมลงไปถึงเมืองสระบุรี แม่ทัพไทยจึงให้ครอบครัวลาวหลายหมื่นครอบครัวตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นั่น เอาลงไปบางกอกแต่ครอบครัวเชื้อแนวกษัตริย์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น....”

          หนังสือประวัติศาสตร์ลาวแต่โบราณฯ เรียกกองทัพกรุงธนบุรีในเวลานั้นว่ากองทัพ “ไท” บางทีก็ใช้ “ไทย์” คงจะให้เข้าใจได้ง่ายในยุคสมัยปัจจุบัน เพราะสมัยก่อนนั้นเรายังไม่ใช้คำว่าไทยเป็นชื่อรัฐชาติของเรา

          ผมคัดลอกมาไว้ให้เห็นรายละเอียดของเหตุการณ์ตามที่มหาสิลา วีระวงส์ บันทึกไว้ รวมทั้งน้ำเสียงที่อยากสั่งสอนคนลาวให้สำเหนียกในประวัติศาสตร์ที่ว่าทำไมลาวจึงตกเป็นเมืองขึ้นของสยาม

          “ราชอาณาจักรลาวทั้งสาม คืออาณาจักรนครจำปาสักของเจ้าไชยกุมาร อาณาจักรเวียงจันทน์ของเจ้าสิริบุญสาร และอาณาจักรหลวงพระบางของเจ้าสุริยวงศ์ จึงได้เสียเอกราชให้แก่ไทย (กรุงธนบุรี-ผู้เขียน) ลงพร้อมกันในปี ค..๑๗๗๙ (..๒๓๒๒) เพราะความไม่ถูกต้องปรองดองกัน อิจฉาบังเบียดเคียดแค้นให้กันของเจ้านายลาว ด้วยประการดั่งนี้” ( มหาสิลา วีระวงส์ หนังสือประวัติศาสตร์ลาวแต่โบราณถึง 1946 หน้า 114-116)

          ภายหลังจากราชการสงครามคราวนั้น อันทำให้อาณาจักรลาวทั้ง ๓ อาณาจักร ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสยามถึง ๑๑๔ ปี ยังมีเกล็ดประวัติศาสตร์ที่ทางลาวบันทึกไว้ และน่าสนใจอยู่หลายเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องราวสายสัมพันธ์โขงสองฝั่งที่ไม่จำเพาะแต่ลาว-ไทย แต่เกี่ยวพันไปถึงชาติประเทศอื่นๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงทั้งมวล

           ผมจะนำมาเล่าในโอกาสอันควร...





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Khonfungpleng วันที่ : 15/10/2010 เวลา : 11.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khonfungpleng
การยอมรับความเท่าเทียมกันในสังคมคือการเริ่มต้นของมิตรภาพที่ยาวนาน

ขอบคุณมากนะคะ เข้ามาอ่านค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เยี่ยมทองน้อย วันที่ : 11/09/2010 เวลา : 05.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yiumthongnoy

เป็นอย่างนี้แหลคนลาว รวมทั้งผมด้วย ถึงวันนี้ลาวอย่างพวกเราก็สลัดหรือหนีเรื่องที่ว่า...เซาๆไทสิกินบี ไม่ได้ เรื่องราวในอดีดมันฟ้อง ประวัติศาสตร์ลาว ประวัติศาสตร์ชาวภาคอีสานก็มีชะตากรรมเดียวกัน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เต๋อคนดิน วันที่ : 06/09/2010 เวลา : 09.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thur

11 กันยายน 2553 จะไปบ้านซับแดงครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]