• สมคิด_สิงสง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-20
  • จำนวนเรื่อง : 138
  • จำนวนผู้ชม : 172508
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
สมคิด สิงสง www.somkhitsin.net
กวีนิพนธ์ เรื่องเล่า สารคดี ประสบการณ์ชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang
วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน 2553
Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 1417 , 09:44:30 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พระเจ้าบรมวงศเธอ กรมหลวงสรรพประสิทธิประสงค์ ผู้สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว ผู้ประกาศสารตรา เปลี่ยนคนลาวในพระราชอาณาเขตสยามเป็นไทยบังคับสยาม

๑๒. สัญชาติลาวกลายเป็นไทยในบังคับสยาม

          “.....ตามประวัติศาสตร์มันเป็นมาอย่างนั้น ต่อมาพวกฮอลันดามาเอาฟิลิปปินส์ เอาอินโดเนเชีย แล้วเข้ามาประเทศสยาม (คือกรุงศรีอยุธยา-ผู้เขียน) เป็นเพราะว่าชาวฮอลันดาเข้มแข็งกว่า จึงผลักดันพวกปอตุเกสหนีไป ฮอลันดาอยู่ในนั้นทำให้สยามเจริญกว่าเก่า เรื่องนี้มีหลายประเทศรับรู้ ราชสำนักฝรั่งเศสส่งราชทูตมา ญี่ปุ่นก็ส่งดาบซามูไร มาถวายพระเจ้าแผ่นดิน...

          ...หลังจากนั้น มาถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ นี่ อังกฤษได้อาฟกานิสถาน ตีปากีสถาน ได้อินเดีย ได้พม่า ตีได้พม่าแล้วแต่งให้พม่ามาตีสยาม (คือตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ..๒๓๑๐-ผู้เขียน)

          กรุงศรีอยุธยาแตกแล้วพม่าอยากเอาสยามรวมกับพม่า อังกฤษไม่อยากให้รวม เพราะว่าปากีสถานรวมกับอินเดียก็ใหญ่แล้ว พม่ากับสยามรวมกันก็จะใหญ่อีก ทำให้ปกครองยาก อังกฤษจึงมาค้นหาผู้มีอิทธิพลอยู่ในสยามนี้ พบว่าพระยาตากค้าขายร่ำรวย และมีอิทธิพล อังกฤษจึงช่วยสร้างกองทัพให้พระยาตากตีพม่ากลับคืน ในเมื่อ (ขับไล่พม่าออกไปแล้ว) จะตีเข้าเขตแดนของพม่าก็ไม่ได้ (เพราะ) อังกฤษไม่ยอมให้ตี เพราะว่าอังกฤษเอาแล้ว...

          (จึง) มาตีทางใต้...ต่อชายแดนมาลายู ถึงตรงนั้นอังกฤษก็บอกให้หยุด เพราะอังกฤษเอามาลายูแล้ว... มาทางตะวันออกนี่ได้อ่าวไทย ได้ศรีสะเกษ สุรินทร์ ซึ่งเป็นของเขมร...”

เมื่อครั้งนำคณะผู้แทนนักเขียนชาวไทย จำนวน ๑๒ คนจากสโมสรนักเขียนภาคอีสานเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว อย่างเป็นทางการตามคำเชิญของกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม และมีโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ ฯพณฯ พูมี วงวิจิด ผู้ว่าการประธานประเทศ ที่สำนักงานแนวลาวฮักชาติ เมื่อกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๔ (ภาพบนจากซ้าย) สุรสีห์ ผาธรรม, สมคิด สิงสง และ ฯพณฯ พูมี วงวิจิด ที่เห็นเพียงเสี้ยวใบหน้าทางขวามือคือขจรฤทธิ์ รักษา (ภาพล่างจากซ้าย) สุรสีห์ ผาธรรม, สมคิด สิงสง, ฯพณฯ พูมี วงวิจิด, โสมสี เดชากำพู และทองคำ อ่อนมะนีสอน

          ผมเคยได้ยินแต่เรื่องกองทัพพม่าบุกเข้ากรุงศรีอยุธยา ๒ ครั้ง ครั้งหลังคือ พ..๒๓๑๐ พม่าทำกับอยุธยาอย่างไร้มนุษยธรรม ด้วยการปล้นเรียบ ฆ่าเรียบ เผาเรียบ คนดีมีฝีมือก็ถูกกวาดต้อนไปเป็นจำนวนมาก

           ผมรับรู้เช่นนั้นมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กนักเรียน แล้วก็สำนึกเสมอว่าพม่าเป็นผู้ร้าย ใจอธรรมในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย!

          เมื่อมาได้ยินคำบอกเล่าของท่านพูมี วงวิจิด ทำให้ผมต้องขยับมุมมองของเรื่องนี้ ให้กว้างออกไป คือแทนที่จะมองว่าเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกรุงอังวะกับกรุงศรีอยุธยาเพียง ๒ เขตแคว้นแผ่นดินเท่านั้น ยังต้องเชื่อมโยงถึงสถานการณ์ทางสากลอีกด้วย

          ฟังน้ำเสียงคำบอกเล่าของท่านพูมี วงวิจิด คล้ายกำลังบอกว่าก่อนการเป็นประเทศไทยนั้น เราเคยตกเป็นอาณานิคมของต่างชาติมาก่อน.. นับแต่ปอตุเกส ฮอลันดา จนถึงยุคล่าอาณานิคมอังกฤษและฝรั่งเศส!

           เรื่องนี้ผมจะยังไม่ปักใจเชื่ออย่างหนึ่งอย่างใดลงไป เพียงแต่รับฟังไว้เป็นข้อมูล จากมุมมองของคนต่างประเทศ ยังต้องนำมาใคร่ครวญให้สมเหตุสมผลต่อไปอีก เพราะผมคิดว่าการสืบค้นประวัติศาสตร์จะต้องกระทำด้วยท่าทีของผู้ซึ่งบรรลุวุฒิภาวะ โดยเฉพาะในคนรุ่นใหม่ ไม่บังควรทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์เป็นการสร้างความขัดแย้งใหม่ๆ จากความขัดแย้งเก่าในประวัติศาสตร์ แต่ควรศึกษาประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในอดีตเพื่อเก็บรับเป็นบทเรียน เพื่อจะได้กำหนดท่าทีต่ออนาคตได้อย่างเหมาะสม...

           ถ้อยคำข้างต้นทั้งหมดนั้น ผมถอดมาจากข้อเขียนของผมในคอลัมน์ “จากทิศอีสาน” นสพ.ผู้จัดการรายวัน เมื่อปี พ..๒๕๓๖

           ไม่ว่าถ้อยคำที่ท่านผู้เฒ่าพูมี วงวิจิด เล่าให้พวกเราฟังจะเท็จหรือจริงอย่างไรหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่ผมได้จริงๆ ก็คือทรรศนะในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์

           ผมมีเกล็ดที่น่าสนใจ อันทำให้เวลาที่ผมกรอกแบบพิมพ์ของทางราชการต้องระบุ “สัญชาติไทย” เท่านั้น ทั้งๆ ที่พูดภาษาลาวมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย

           “...แต่นี้สืบไป ให้เจ้าหน้าที่แต่ละแผนก ทุกหัวเมืองใหญ่น้อย ในมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อจะมีการสำรวจสำมะโครัว หรือหากว่ามีราษฎรมาติดต่อที่จะต้องใช้แบบพิมพ์ของทางราชการ ให้ปฏิบัติใหม่ โดยลงในช่องสัญชาตินั้นว่า “ชาติไทยในบังคับสยาม” ทั้งหมด ห้ามไม่ให้ลงหรือเขียนในช่องสัญชาติว่า ชาติลาว ชาติเขมร ส่วย ผู้ไท ฯลฯ ดั่งที่ได้ปฏิบัติมาแต่ก่อนเป็นอันขาด...”

           เพียงคำสั่งของข้าหลวงต่างพระองค์ประจำหัวเมืองลาวเท่านั้น ชนชาติลาวที่อยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงก็ได้กลายเป็นชนชาติไทย ตั้งแต่ปี ค..๑๘๙๙ (..๒๔๔๒) เป็นต้นมา

           ถึงแม้ว่าพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพประสิทธิประสงค์ ผู้สำเร็จราชการมณฑลลาวกาวสืบต่อจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๖ จะได้ปรับปรุงการปกครองถึง ๒ ครั้ง ทรงนำเอาพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา อันเป็นพระราชพิธีที่ถือกันมาตั้งแต่ตั้งแต่ครั้งปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา มาถือปฏิบัติในหัวเมืองลาวกาว พระราชพิธีนี้มีความสำคัญต่อการปกครองมาก เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้านาย ข้าราชการ กรมการต่างๆ มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

           “พอถึงวันพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา คือวันที่ ๘ เมษายน ๒๔๓๗ พระอวฃงค์ทรงนำข้าราชการฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน กรมการเมืองอุบลราชธานี และเมืองขึ้นเมืองอุบลไปพร้อมกัน ณ วัดศรีสุวรรณาราม (ในเมืองอุบล)  “นิมนต์พระมาประชุมสวดมนต์เลี้ยงพระ ตั้งน้ำ แล้วเอากระบี่ยศซึ่งพระราชทานชุบน้ำ อู้ภาษาเมือง กรมการผู้ใหญ่น้อยต้องนุ่งขาวห่มขาว ไปทำสัตย์สาบาน ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา”[1] พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาได้ปฏิบัติเป็นพระราชประเพณีเป็นประจำทุกๆ ปี โดยเฉพาะหลังปราบขบถผีบุญ พ.ศ.๒๔๔๕ แล้ว กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ได้โปรดให้ราษฎรในเขตที่พวกขบถก่อการทำพิธีถือน้ำด้วย”[2]

           การปรับปรุงการปกครองในขั้นที่ ๒ เกิดขึ้นหลังจากมีการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลในปี พ.ศ.๒๕๓๗ ซึ่งยังไม่มีพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ จนถึงปี พ.ศ.๒๔๔๐ (ร.ศ.๑๑๖) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.๑๑๖ จึงมีการตั้งทำเนียบข้าราชการมณฑลลาวกาวเสียใหม่ เหมือนกับมณฑลอื่นๆ คือโปรดให้ยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ และราชบุตร แล้วตั้งเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง ปลัดเมือง ยกกระบัตร และผู้ช่วยราชการเมือง ตามลำดับ

           ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๔๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชดำริแก้ไขลักษณะการปกครองแบบเดิมซึ่งยังบกพร่องอยู่ เพราะ “..ลักษณะการปกครองแบบเดิมนิยมให้เป็นประเทศอย่างราชาธิราช (Empire) อันมีเมืองคนต่างชาติเป็นเมืองขึ้นอยู่ในพระราชอาณาเขต จึงถือว่าเมืองชายพระราชอาณาเขต ๓ มณฑลนั้น (คือมณฑลลาวเฉียง มณฑลลาวพวน และมณฑลลาวกาว) เป็นเมืองลาว และเรียกชาวเมืองซึ่งอันที่จริงเป็นชนชาติไทยว่าลาว แต่ลักษณะการปกครองอย่างนั้นพ้นเวลาอันสมควรแล้ว ถ้ายังคงไว้จะให้โทษแก่บ้านเมือง จึงทรงพระราชดำริให้แก้ไขลักษณะการปกครอง เปลี่ยนเป็นอย่างพระราชอาณาเขต (Kingdom) ประเทศไทยรวมกัน..”[3]

           ในปีเดียวกันนั้นทรงโปรดเกล้าฯ ประกาศให้เมืองนครจำปาศักดิ์ เมืองอุบลราชธานี เมืองศรีสะเกษ และหัวเมืองอื่นๆ ซึ่งรวมเรียกว่ามณฑลลาวกาวนั้น ให้เรียกว่า มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ[4]

           ถึงแม้ว่าจะผ่านการปรับเปลี่ยนการปกครองท้องที่หลายครั้งหลายหน แต่ในส่วนของประชาชนยังคงมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นลาว เป็นเขมร เป็นส่วย เป็นผู้ไท ฯลฯ อยู่ เพราะยังมีความผูกพันกับกรุงเทพฯ น้อยมาก และนี่คือที่มาของสารตราสั่งของข้าหลวงใหญ่มณฑลฯ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ อันทำให้คนลาวเป็นไทยบังคับสยามดังกล่าวข้างต้น


 


 [1]  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชกรัณยานุสรณ์ (กรุเงทพฯ : คลังวิทยา, ๒๕๐๗), หน้า ๑๙๘-๒๐๕.

[2] คณะกรรมการดำเนินงานฝ่ายจัดทำหนังสือ, อุบลราชธานี ๒๐๐ ปี, หจกโรงพิมพ์ชวนพิมพ์ (กรุงเทพฯ), พ.ศ.๒๕๓๕, หน้า ๒๙.

[3] สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, “เรื่องล้านช้าง”, นิทานโบราณคดี (พระนคร : ศิลปาบรรณาคาร, ๒๕๑๓), หน้า ๓๐๔-๓๐๖.

[4] ราชกิจจานุเบกษา ๑๖ : ๑๔๐ วันที่ ๑๑ มิถุนายน ร.ศ.๑๑๘.





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พญาสุขุม วันที่ : 09/09/2010 เวลา : 09.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sangrak

ชอบครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]