• สมคิด_สิงสง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-20
  • จำนวนเรื่อง : 138
  • จำนวนผู้ชม : 172509
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
สมคิด สิงสง www.somkhitsin.net
กวีนิพนธ์ เรื่องเล่า สารคดี ประสบการณ์ชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang
วันเสาร์ ที่ 18 กันยายน 2553
Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 1131 , 07:31:47 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

๑๙. สยามพ้นปากเหยี่ยว “ไม่ถูกยึดครองอย่างเปิดเผย”

          หลังเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสถึง ๒ ครั้ง คือครั้งแรกเสียแขวงสิบสองจุไทและ แขวงหัวพันเมื่อปี ๑๘๘๘ (๒๔๓๑) ครั้งหลังคือฝรั่งเศสยึดเอาแผ่นดินลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ทั้งหมดเมื่อปี ๑๘๙๓ (๒๔๓๖) ด้วยเหตุที่ฝรั่งเศสอ้างว่าดินแดนเหล่านั้นเป็นของเวียดนาม และสยามก็ไม่มีแผนที่หลักฐานใดๆ ที่จะแสดงว่าผืนแผ่นดินเหล่านั้นเป็นของสยาม

          ทางด้านสยามก็หวั่นเกรงอยู่ตลอดเวลาว่าฝรั่งเศสจะยึดเอาดินแดนหัวเมืองขึ้นของสยามที่เหลืออยู่ทั้งหมด จึงพยายามที่จะติดต่อกับอังกฤษ จักรวรรดินิยมคู่แข่งกับฝรั่งเศส โดยที่หวังว่าอังกฤษจะช่วยถ่วงดุลอิทธิพลของฝรั่งเศสได้บ้าง

          ฝ่ายอังกฤษซึ่งเฝ้าระวังดูฝรั่งเศสอยู่มิได้วางตา ก็กริ่งเกรงว่าฝรั่งเศสจะรุกคืบเข้าไปในดินแดนอาณานิคมของตนคือพม่าและอินเดีย จึงยื่นมือเข้าขวางโดยอ้างเอาการเจรจาระหว่าง ม.เดอร์แวลส์ รมต.ต่างประเทศฝรั่งเศสกับลอร์ดดัฟเฟอร์ริน อัครราชทูตอังกฤษประจำปารีส ซึ่ง ม.เดอร์แวลส์ ได้กล่าวว่าจะให้มีดินแดนกันชนระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสในเอเชีย

          ดังนั้นผลสุดท้าย อังกฤษกับฝรั่งเศสจึงได้ตกลงทำสัญญากันเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๑๘๙๖ (๒๔๓๙) หลังจากฝรั่งเศสได้ดินแดนลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแล้ว ๓ ปี ที่นครลอนดอน หนังสือสัญญาที่ว่านี้เรียกว่าสมุดปกเหลือง มีเนื้อหาอยู่ ๔ ประการ เป็นสัญญาประกาศรับรองความเป็นเอกราชของสยาม หรือสัญญาระหว่างชาติทั้งสองที่จะไม่ฮุบเอาสยามมาเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว

          ข้อความในสัญญามีดังนี้

          มาตรา ๑ รัฐบาลฝรั่งเศสและบริเตนใหญ่ สัญญาต่อกันว่าไม่ว่าจะเป็นกรณีหรือเหตุผลใดก็ดี หากยังไม่มีการตกลงด้วยกันทั้งสองฝ่ายเสียก่อนแล้ว ก็จะไม่เคลื่อนกำลังกองทัพเข้าไปในดินแดนริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำโขง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางประกง และสาขาต่างๆ ที่ไหลลงสู่แม่น้ำดังกล่าว รวมทั้งดินแดนตั้งแต่บางสะพานไปจนถึงเมืองเพชรบุรี เลียบริมฝั่งแม่น้ำทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งอยู่ของสองเมืองนี้ และเลียบริมแม่น้ำอื่นๆ ซึ่งปากแม่น้ำเหล่านั้นตกอยู่ภายในของส่วนทะเลตอนนี้ และอันนี้ก็คือรวมทั้งดินแดนที่อยู่ในระหว่างเส้นเขตแดนอังกฤษ สยาม แม่น้ำโขง และเขตตะวันออกของแม่น้ำโขง รัฐบาลทั้งสองสัญญาต่อกันอีกว่า ย่านนี้จะไม่แสวงหาสิทธิหรือผลประโยชน์อันใดเลยที่พึ่งจะไม่มีสิทธิหรือผลประโยชน์ร่วมกันสำหรับฝรั่งเศสและบริเตนใหญ่ สำหรับชนชาติทั้งสอง หรือสำหรับคนที่ขึ้นกับทั้งสอง หรือที่เพิ่งจะเป็นสิทธิหรือผลประโยชน์อันทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้รับเท่าเทียมกัน

          แต่ข้อความข้างบนนี้ไม่ให้สำคัญผิดไปว่าเป็นข้อหลบหลีกบทบัญญัติต่างหาก ของสัญญาฉบับลงวันที่ ๓ ตุลาคม ค..๑๘๙๓ (๒๔๓๖) ระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศสยาม ซึ่งเกี่ยวกับดินแดน ๒๕ กิโลเมตรบนฝั่งขวาแม่น้ำโขง และการเดินเรือในแม่น้ำนี้

          มาตรา ๒ บทบัญญัติข้างบนนี้ จะต้องไม่เป็นอุปสรรคอันใดเลย ต่อการกระทำของสองมหาอำนาจ อันอาจจะตกลงกันเห็นว่าจำเป็นต้องกระทำเพื่อรักษาเอกราชของราชอาณาจักรสยามไว้ แต่มหาอำนาจทั้งสองฝ่ายสัญญาต่อกันไว้ว่า ต่างฝ่ายต่างจะไม่นำตนเข้าไปในข้อผูกพันใดๆ ที่จะเพิ่งเปิดโอกาสให้มหาอำนาจอื่นกระทำได้ สิ่งที่ตนทั้งสองตกลงห้ามกันไว้แล้วโดยสัญญาปัจจุบันนี้

          มาตรา ๓ ตั้งแต่ปากน้ำรวกขึ้นไปทางเหนือ จนถึงเส้นเขตแดนจีนนั้น ร่องน้ำลึกของแม่น้ำโขงจะเป็นเส้นแบ่งเขตเมืองขึ้น หรืออิทธิพลของประเทศฝรั่งเศสและบริเตนใหญ่ ประเทศฝรั่งเศสและบริเตนใหญ่ได้ตกลงกันแล้วว่า ชนชาติและคนที่ขึ้นกับตนจะไม่ใช้อำนาจศาล หรืออำนาจอื่นใดในดินแดนเมืองขึ้น หรือเขตอิทธิพลของฝ่ายตรงข้าม ในส่วนของแม่น้ำดังกล่าวนี้ การสำรวจตรวจตราเกาะแก่งที่ไม่ติดกับฝั่งเศส อังกฤษ แต่การหาปลานั้นราษฎรทั้งสองฝั่งแม่น้ำนี้ยังคงมีสิทธิ์ดั่งเดียวกัน

          มาตรา ๔ รัฐบาลทั้งสองได้ตกลงกันว่า ผลประโยชน์และสิทธิในการพาณิชย์ หรืออื่นๆ ซึ่งประเทศฝรั่งเศสหรือบริเตนใหญ่ได้รับในสองแขวงของจีน คือยูนนานและเสฉวน ตามอนุสัญญาของสองประเทศ ฉบับลงวันที่ ๑ มีนาคม ๑๘๙๔ และวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๑๘๙๕ และผลประโยชน์ในการพาณิชย์ทั้งหมด ที่สองประเทศอาจจะได้รับต่อไปภายหน้าในสองแขวงดังกล่าวนี้ หากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนแล้ว ผลประโยชน์และสิทธิเหล่านี้ก็จะต้องถูกขยายให้เป็นผลประโยชน์ร่วมกันสำหรับสองมหาอำนาจ และสำหรับชนชาติและคนที่ขึ้นกับตนทั้งสองฝ่ายเสมอกัน และสองมหาอำนาจสัญญากันว่า เพื่อการนี้จะใช้อิทธิพลของตน และจะจัดการติดต่อกับรัฐบาลจีนทุกวิถีทาง

          ทำที่นครลอนดอน เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๑๘๙๖

                   (ลงนาม) เดอครัวแซลย์

                   (ลงนาม) สาลิสเบอรี

          เห็นจะเป็นด้วยสัญญาฉบับนี้ แผนการของฝรั่งเศสที่จะก้าวเข้าไปเอาดินแดนลาวทางภาคอีสานของไทยจึงไม่ประสบผลสำเร็จ

          พร้อมกันนั้นก็เกิดเหตุการณ์สำคัญอันหนึ่งขึ้นหลังจากลาวฝั่งขวาแม่น้ำโขงได้กลายเป็นไทยเรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือกรณี กบถผีบุญ หรือ กบถผู้มีบุญ

          เรื่องนี้ผมเคยพิเคราะห์ไว้ใน “จากทิศอีสาน : บางความคิดเห็นต่อประวัติศาสตร์อีสาน” ตีพิมพ์ใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน ทุกวันศุกร์ เริ่มจากฉบับประจำวันศุกร์ที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๓๖

          ผมจะไม่ลงรายละเอียด เพื่อให้เรื่องราว “โขงสองฝั่ง” ได้ดำเนินเข้าสู่ยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒และยุคสมัยปัจจุบันให้กระชับฉับไว

          เพียงจะสรุปเรื่องราวไว้โดยสังเขปเท่านั้น

          เป็นที่น่าสังเกตว่าในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้ นอกจากต้องเผชิญหน้ากับลัทธิจักรวรรดินิยมทางยุโรปแล้ว ภายในพระราชอาณาจักรก็มีการกบถเกิดขึ้นหลายหนในหลายแห่ง

          เตช บุญนาค ให้ข้อมูลไว้ใน “ขบถ ร..๑๒๑” พิมพ์ครั้งที่ ๓ เมื่อ พ..๒๕๓๓ โดยบริษัทสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, กรุงเทพมหานคร

          ทางเหนือ เกิดขบถเงี้ยวเมืองแพร่

ทางใต้ เกิดกรณีพระยาแขกเจ็ดหัวเมืองคบคิดขบถ

ทางอีสาน เกิดขบวนการขบถผู้มีบุญ

จับภาพเฉพาะอีสานในเวลานั้น!

รัตนโกสินทร์ศกที่  ๑๒๑ ตรงกับ พ..๒๔๔๖ สิบปีหลังสยามเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส และสี่ปีหลังอำนาจรัฐสยามใช้ระบบรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง อันทำให้ศักดินาหัวเมืองถูกลดทอนอำนาจลง

          “…ลือแซะแซงแซ่ลำของ(โขง) หนองซำเป็นเขตลาดสีมา ฝูงไทยใจฮ้าย ตายเสี้ยง บ่หลอ…”

และ “…ผู้มีบุญจะมาแต่ทางตะวันออก เจ้าเก่าหมดอำนาจ ศาสนาก็สิ้น… บัดนี้ฝรั่งเข้าไปเต็มกรุงเทพฯ แล้ว กรุงจะเสียแก่ฝรั่งแล้ว…”

นั่นเป็นถ้อยคำที่ศิลปินหมอลำในขบวนการผู้มีบุญใช้เป็นสื่อ

จะเห็นว่าขบวนการผู้มีบุญ หรือขบถผีบุญ ร..๑๒๑ อาศัยปัจจัยทางการเมือง ทั้งภายในและภายนอกในการปลุกระดมมวลชนให้เข้าร่วมกับขบวนการของพวกเขา และถูกปราบปรามลงด้วยแสนยานุภาพทางทหารของศูนย์กลางอำนาจการปกครองที่ได้รับอิทธิพลจากมหาอำนาจยุโรปในเวลานั้น

ปัจจัยภายนอก คือการอ้างเหตุผลการแผ่ขยายอำนาจของลัทธิล่าอาณานิคม อังกฤษ-ฝรั่งเศส!

ปัจจัยภายใน อ้างการกดขี่ของเมืองหลวง!

บทความของผมเมื่อเกือบ ๒๐ ปีที่แล้ว (๒๕๓๖) พยายามประเมินฐานะทางการเมืองของกบถผีบุญเสียใหม่ จาก “…เพราะราษฎรในพื้นบ้านเมืองประกอบด้วยความโฉดเขลา ปราศจากความดำริตริตรอง ไม่ใคร่ได้ยินได้ฟังสรรพสำเนียงและศิลปวิทยาการใด ซึ่งเป็นที่บำรุงความฉลาดความรู้ของราษฎร…”

และ “…เป็นคนซึ่งบอบ้าเมา หรือผิดมนุษย์ธรรมดา หรือคนโง่งั่ง แลคนโลภนักมักใหญ่…”

น่าสังเกตว่ายุทธวิธีของขบวนการผู้มีบุญ มีการปลุกระดมมวลชนด้วยหมอลำ ซึ่งเป็นศิลปวรรณคดีพื้นบ้านของชนเผ่าไทลาว ดังคำทูลของกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ต่อกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า…

“…ตามซึ่งไต่สวนขึ้นไปได้ความเป็นพยายามมาตั้งแต่ปี ๑๑๘ (..๒๔๔๒) มาแล้ว… เดิมเป็นหมอลำ เที่ยวลำคำผญา บ่งความไปในส่วนผู้มีบุญจะมาแต่ตะวันออก เจ้าเก่าหมดอำนาจ ศาสนาก็สิ้น… บัดนี้ฝรั่งเข้าไปเต็มกรุงเทพฯแล้ว กรุงจะเสียแก่ฝรั่งแล้ว…”

ถ้อยคำที่ว่า “…ผู้มีบุญจะมาแต่ตะวันออก” หมายความว่าศูนย์กลางของขบวนการผู้มีบุญอยู่ทางทิศตะวันออก นักประวัติศาสตร์อธิบายตรงกันว่า ผู้นำของขบวนการนี้คือ องค์แก้วกมมะดำ ราชบุตรเมืองสาละวัน มีบรรดาศักดิ์เป็นพระภักดีวารา เป็นอนุชาพระเอกราชา เจ้าเมืองสาละวัน

เมืองสาละวันปัจุบันขึ้นกับแขวงสาละวัน อยู่ทางภาคใต้ของลาว เป็นทิศตะวันออกของภาคอีสานของไทย

เรื่องขบวนการผู้มีบุญที่เมืองสาละวัน ฯพณฯ พูมี วงวิจิด ได้ประเมินคุณค่าไว้ในข้อเขียนของท่าน ในหัวข้อเรื่อง “มูลเชื้อของการต่อสู้ของประชาชนลาวต้านพวกล่าเมืองขึ้นฝรั่งเศสและชัยชนะของการลุกฮือขึ้นทั่วประเทศในปี ๑๙๔๕” ความตอนหนึ่งว่า…

“…กระแสคลื่นต้านฝรั่งเศสเริ่มต้นด้วยการจับอาวุธลุกฮือขึ้นของประชาชนลาวที่สะหวันนะเขด ภายใต้การนำของพ่อกะดวดผู้รักชาติ ในปี ๑๙๐๑ (..๒๔๔๔ขยายตัวกว้างขวางออกไปถึงลาวภาคใต้ (หมายถึงกลุ่มองค์แก้ว กมมะดำ ที่สาละวัน-ผู้เขียน) จนกลายเป็นกระแสคลื่นการจับอาวุธลุกฮือขึ้นของประชาชนที่เรียกว่ากระแสคลื่นผู้มีบุญ…”

จากข้อมูลทั้ง ๒ ด้าน จะเห็นว่า “ขบวนผู้มีบุญ” ทางภาคใต้ของลาว กับ “ขบวนขบถผู้มีบุญ ร..๑๒๑” ที่หัวเมืองลาวของราชอาณาจักรสยาม เป็นขบวนความคิดเดียวกัน หรือไม่ก็ส่งผลสะเทือนถึงกัน

แต่ “น้ำเสียง” ต่อเรื่องเดียวกันนี้ ระหว่างชนเผ่าไทลาวในลุ่มน้ำโขง กับเจ้านายทางกรุงเทพฯ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง!





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เช่นนั้นเอง วันที่ : 24/09/2010 เวลา : 10.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้

หายเหนื่อย(กาย)แล้วค่ะ กลับมาเล่าเรื่องบ้านดินได้แล้ว แต่รู้สึกเหนื่อยใจมากกว่า เมื่อวานถูกจับเข้าห้องเย็น(ห้องประชุม) ซักไซร้ เรื่องเขมร ถามว่าไปทำไม เป็นอาสาสมัครแล้วได้อะไร... รู้สึกเหมือนถูกจับเอาหัวทิ่มลงโอ่งยังไงก็ไม่รู้ (ลุงอย่าลืมเล่าเรื่องนี้ด้วยนะ) หนูเลยตอบเขาไปว่า หนูไปทำหน้าที่พลเมืองดีของโลกเท่านั้น เสียงเล็กๆ ของหนูที่สะท้อนออกไปในที่ประชุม ก็เรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ที่ลุงเคยพูดไปแล้วน่ะแหละ หากครั้งนี้มันไปกระตุ้นต่อมฉุกคิดของใครบางคนได้ และเกิดการเปลี่ยนไปในทางที่ดี ถือว่าภารกิจหนูสำเร็จ หากมันเพียงเข้าหูซ้ายและทะลุไปหูขวา ก็ถือว่าหนูได้พูดและได้ทำแล้ว

สุดท้ายสรุปความได้ว่า... เพื่อนๆ ร่วมงานในบริษัท ไม่เข้าใจว่าหนูทำอะไรกันแน่ ทำไมจึงทำอะไรแปลกๆ เพี้ยนๆ อยู่คนเดียว เอาเวลามาจากไหน เบียดเบียนเวลาบริษัทหรือเปล่า (คงอิจฉาที่ทำไม่ได้แบบหนูมั้ง) คนเรานี่ก็แปลก ไม่ค่อยมองตัวเอง มักสนใจเรื่องของคนอื่น เขา(หัวหน้า)จึงขอร้องให้หนูอยู่ทำงานแค่ห้าโมงพอ ส่วนหนูจะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ก็ไม่ต้องทำให้ใครๆ เห็น เพราะหัวหน้าขี้เกียจอธิบาย ส่วนสิทธิอื่นๆ (เช่นการลาป่วย ลากิจ ลาพักร้อน) หนูยังคงใช้สิทธิ์ได้เท่าเดิม รวมทั้งอำนาจในการตัดสินใจเรื่องงานด้วย พูดกันตรงๆ แบบนี้ หนูชอบนะ ตอนนี้ก็เริ่มเก็บๆ ของกลับที่พักแล้ว แยกมิติของชีวิตให้ชัดเจนไปเลยก็ดี เลิกงานห้าโมงจะได้มีเวลาไปออกกำลังกายที่สวนหลวง กลับมาอาบน้ำ นั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ เขียนเล่าเรื่องบ้านดิน และกิจกรรมคนบ้าๆ ดีๆ อืม... ไม่เลว...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สมคิด_สิงสง วันที่ : 22/09/2010 เวลา : 07.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang

กลับมาจากแขมร์เมื่อคืนนี้ ค่ำนี้จะบินต่อขึ้นเจียงฮาย เพื่อไปพูด ๓๐ นาที

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เยี่ยมทองน้อย วันที่ : 22/09/2010 เวลา : 06.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yiumthongnoy

ข่าวว่าท่านพี่ใหญ่และน้องเคบีดีจะไปยามพี่น้องทางขอม อดคึดฮอดเรื่องราวของขูลูนางอั้วไม่ได้ แล้วก็มาคึดมาอ่านว่าขบวนการของผู้มีบุญแถบอินโดจีน ทำไมถึงสู้กับผู้รุกรานพวกฝาหรั่งได้ แต่ไทยเราเอาแต่ถอยและโทษกันไปกันมา วิธีการเอาชนะพวกงัดง้างกับรัฐที่เป็นขนบของรัฐไทยคือการมอบตำแหน่งสวมทับลงไป ไม่ว่าจะเป็นขุนสรรพสิทธิ์ คุณนายโม้ นายแลภักดีชุมพล หรือใครอื่นเขาก็ตาม ลักษณะเช่นนี้ ทอดยาวมาถึงขบวนการสิบสี่ตุลา จนมาถึงระบอบทักษิณ ถ้าไม่สมยอมก็เลือกข้าง ที่ผ่านมาเรามองเห็นแต่พวกเบี้ยใบ้รายทาง ท่านพี่อุดรบอกว่าพวกกระเรวกระราฎ ว่ากันตามมันก็เป็นตาอยากหัว พวกมีความคึดและไม่มีความคึดทั้งหลาย ผมกำลังพยายามประเมินคุณค่าใหม่ครับท่านพี่ ไปขแมร์แลเขมร ขอให้สมหัวใจเด้อครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]