• สมคิด_สิงสง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-20
  • จำนวนเรื่อง : 138
  • จำนวนผู้ชม : 172556
  • ส่ง msg :
  • โหวต 62 คน
สมคิด สิงสง www.somkhitsin.net
กวีนิพนธ์ เรื่องเล่า สารคดี ประสบการณ์ชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang
วันศุกร์ ที่ 15 ตุลาคม 2553
Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 3885 , 10:36:02 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน

๒๑. เจ้าเพชรราช “ประมุขคณะลาวอิสระ”

เจ้ามหาอุปราชเพชรราช รัตนะวงสา ผู้จุดชนวนขบวนการรักชาติในลาว

ในช่วงทศวรรษที่ ๓ คริสต์ศตวรรษที่ ๑๙

เจ้าเพ็ดชะราด หรือเขียนเป็นคำไทยว่า “เจ้าเพชรราช” เป็นราชนิกุลวงศ์กษัตริย์แห่งนครล้านช้างหลวงพระบาง ชั้นเจ้าราชภาคิไนย (เทียบหม่อมราชวงศ์ของไทย) ซึ่งเป็น ชั้นที่ ๔ ลำดับศักดิ์ในวงศ์กษัตริย์มีอยู่ ๕ ชั้นคือ

          . เจ้าราชบุตร          เทียบชั้นเจ้าฟ้าของไทย

          . เจ้าราชวงศ์          เทียบพระองค์เจ้า

          . เจ้าราชสัมพันธ์     เทียบหม่อมเจ้า

          . เจ้าราชภาคิไนย    เทียบหม่อมราชวงศ์

          . เจ้าราชดาไนย      เทียบหม่อมหลวง

          เจ้าเพชรราช ถึงแม้นว่าพระองค์เป็นเพียงเจ้าราชภาคิไนย แต่พระองค์ก็ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นเจ้ามหาอุปราชแห่งนครหลวงพระบาง ทั้งนี้ก็เพราะว่าวงศ์ตระกูลของพระองค์เคยได้รับตำแหน่งนี้มาแล้วแต่โบราณหลายชั่วคนนั่นเอง

          หนังสือศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษเรื่อง “เจ้าเพชรราช บุรุษเหล็กแห่งราชอาณาจักรลาว” มหาสิลา วีระวงส์  เรียบเรียง และ สมหมาย เปรมจิตต์ แปล สำนักพิมพ์ มติชน ตีพิมพ์ครั้งแรก (ในประเทศไทย) เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๒

          ประวัติศาสตร์ชาติลาว “....นับแต่ปี พ..๒๒๔๔ (..๑๗๐๖) คืนหลัง ประเทศลาวของเราอันมีนามแต่ก่อนว่า กรุงศรีศัตนาคนหุต หรือ ประเทศล้านช้าง นั้น เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกัน มีเขตน้ำแดนดินกว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมทั้งสองฝั่งโขง โดยกำหนดเอาเทือกภูเขาใหญ่ ๒ สายคือ เทือกเขาแดนแกวและเทือกเขาดงพญาเย็นเป็นเขตแบ่งพรมแดน และมีพระมหากษัตริย์ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สืบต่อกันมา ตั้งแต่สมัยขุนลอ-เจ้าฟ้างุ่ม ลงมาจนถึงสมเด็จพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช พ..๒๒๓๓ (..๑๖๙๐) แม้ว่าพระราชอาณาจักรลาวของเราเคยมีพระนครหลวงเป็น ๒ นคร คือหลวงพระบางและเวียงจันทน์ก็ตาม เราก็มีนามประเทศเป็นอันเดียว คือประเทศล้านช้าง หรือกรุงศรีศัตนาคนหุต ดังกล่าวแล้ว

          ถึงแม้นว่าสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ได้ย้ายพระนครหลวงจากนครเชียงทอง (หลวงพระบาง) ลงมาตั้งเวียงจันทน์ขึ้นเป็นเมืองหลวงของประเทศ เมื่อ พ..๒๑๐๓ (..๑๕๖๐) นั้นแล้วก็ตาม ราชอาณาจักรลาวทั้งหมดก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตั้งแต่เหนือสุดจนถึงใต้สุด แต่หากพระองค์ได้กำหนดเอาเวียงจันทน์ให้เป็นนครหลวงของประเทศ ส่วนนครเชียงทองอันเป็นนครหลวงเก่านั้น พระองค์ได้ยกให้เป็นนครของพระบาง เพราะเวลานั้นพระองค์ไม่ได้เชิญเอาพระบางลงมาด้วย เอามาแต่พระแก้วมรกต ส่วนพระบางเอาไว้ให้เป็นมิ่งขวัญของชาวเมืองเชียงทอง ฉะนั้นนครเชียงทองจึงได้เปลี่ยนนามเป็นนครหลวงพระบาง ถือเป็นเมืองหลวงที่พระบางสถิตอยู่นั่นเอง

          แต่เมื่อพระราชอาณาจักรล้านช้างอันกว้างใหญ่ไพศาลของเรา ได้ถูกแบ่งแยกเมื่อ พ..๒๒๕๐ (..๑๗๐๗) ในสมัยของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๒ (พระไชยองค์เว้) ผู้เป็นลุง กับ พระเจ้ากิงกีสราช ผู้เป็นหลาน โดยที่พระไชยองค์เว้ได้เวียงจันทน์ และพระเจ้ากิงกีสราชได้นครหลวงพระบางแล้ว ราชอาณาจักรล้านช้างจึงได้แยกออกเป็นสองชื่อ และสองอาณาจักร คือล้านช้างเวียงจันทน์กับล้านช้างหลวงพระบาง และแต่นั้นมาวงศ์กษัตริย์ลาวก็ได้แตกแยกเป็นสองสายคือสายเวียงจันทน์กับสายหลวงพระบาง แต่ปัจจุบันนี้สายเวียงจันทน์ได้ดับสูญไปแล้ว ยังคงเหลือแต่สายหลวงพระบาง...”

          กล่าวโดยย่นย่อก็คือเจ้ามหาอุปราชเพชรราช รัตนะวงสา เป็นราชนิกุลแห่งราชสำนักหลวงพระบางร่วมบิดากับเจ้าสุวรรณภูมา และเจ้าสุภานุวงศ์ (แต่ต่างมารดากัน) ซึ่งเจ้านาย ๓ พระองค์นี้จะมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติลาวอย่างยิ่งในยุคสมัยนั้น

          รายละเอียดจะมีเสนอในโอกาสอันเหมาะสมต่อไป

          เอาเป็นว่าเหตุการณ์โขงสองฝั่งครั้งนั้นเป็นช่วงรอยต่อระหว่างเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ..๒๔๗๕ ในเมืองไทย จนถึงช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มชาติประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง

          ผมได้วิธีทำความเข้าใจประวัติศาสตร์จาก ฯพณฯ พูมี วงวิจิด อดีตผู้ว่าการประธานประเทศ สปป.ลาว

          ท่านบอกว่าเวลาเราพิจารณาประวัติศาสตร์ชาติใด ต้องหันไปดูประเทศรอบข้าง และดูสถานการณ์สากลโดยรวมด้วย

          แต่ตอนนี้เราจะดูเหตุการณ์ในเมืองลาวก่อน...

          หนังสือ “ชีวิตและภารกิจในยุคต่อสู้กู้ชาติของสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี” กล่าวถึงเหตุการณ์หลังการปราชัยของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขบวนการลาวอิสระ (หรือเสรีลาว อย่างขบวนการเสรีไทย) ได้ทำการยึดอำนาจ ประกาศเอกราชให้แก่ตนเอง

          “...วันที่ ๘ ตุลาคม ๑๙๔๕ (๒๔๘๘) ผู้ทรงคุณวุฒิ ข้าราชการชั้นสูง และผู้รักชาติ จากทุกกลุ่มความคิดการเมือง ได้รวมตัวกันเพื่อตัดสินชะตากรรมของประเทศชาติ จนสามารถสถาปนารัฐบาลขึ้นได้ เรียกว่า รัฐบาลลาวอิสระ มีสภาผู้แทนราษฎร และเสนอให้เจ้ามหาอุปราชเพ็ดชะราดเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านไม่ทรงรับ และเสนอให้ท่านกระต่าย โดนสะโสลิด เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านกลับไม่รับเช่นกัน

          เราพร้อมด้วยขบวนการต่อสู้กู้ชาติ พร้อมด้วยพ่อแม่ประชาชนชาวเมืองท่าแขกปิติชมชื่นที่สุด เมื่อได้รู้ข่าวรายชื่อคณะรัฐบาลลาวอิสระประกาศก้อง คือพระยาคำม้าว วิไล เป็นนายกรัฐมนตรี กระต่าย โดนสะโสลิด เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง หยุย อะไพ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เจ้าสุวันนะพูมา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการ พันตรีสิง รัดตะนะสะไหม เป็นรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ เสด็จเจ้าสุพานุวง เป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ อุ่น ชะนะนิกอน เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ เพย อุ่นเรือน เป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย เกือง ปะทุมชาด เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ทำ ไชยะสิดเสนา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงโฆษณา เจ้าสมสะหนิด เป็นรองรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยและยุติธรรม...”

          “..ประชาชนคนลาว ใครๆ ก็ชมชื่นดีใจที่ได้ฟังแถลงการณ์ของรัฐบาลลาวอิสระ ว่าลาวเราได้มีเอกราชแล้ว

          คณะผู้นำที่แขวงคำม่วน และแขวงสะหวันนะเขดของรัฐบาลลาวอิสระในเวลานั้น มีท่านหนูฮัก พูมสะหวัน เจ้าสุก วงสัก ท่านสีสมพอน ลอวันไช ท่านสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี ท่านสีชะนะ สีสาน ท่านโชด เพ็ดราสี ให้การชี้นำและนำพาการเคลื่อนไหวต่อสู้

          ตกมาถึงปี ๑๙๔๖ (๒๔๘๙) พวกล่าเมืองขึ้นฝรั่งเศสได้ออกแรงทำลายรัฐบาลลาวอิสระอย่างตั้งหน้าตั้งตา ด้วยว่าได้รับการช่วยเหลือจากอังกฤษ

          พวกเขาเข้ายึดเอาตัวเมืองสะหวันนะเขด แล้วมุ่งหน้าขึ้นมาตีเอาเมืองท่าแขก

          เราได้รับมอบหมายให้นำเอากำลังจากตัวเมืองท่าแขกไปสะกัดเส้นทางของทหารฝรั่งเศส การสู้รบกันได้เกิดขึ้นหลายจุดจนรอบตัวเมืองท่าแขก เมื่อทหารฝรั่งเศสมีทั้งเครื่องบิน มีทั้งรถถังปืนใหญ่ที่ทันสมัยกว่า

          เราได้รับการมอบหมายจากเสด็จเจ้าสุพานุวง ให้นำกำลังข้ามนครพนม ลัดลงมุกดาหาร แล้วข้ามไปเมืองสะหวันนะเขด สู้รบกับเจ้าบุนอุ้ม นะจำปาสักและทหารฝรั่งเศส พวกเรากลับถูกขับไล่ไปจนถึงพระธาตุอิงรัง เครื่องบินสปีดไฟร์ของฝรั่งเศสทิ้งระเบิดลงใส่พวกเรา ทหารฝรั่งเศสมีจำนวนมากขึ้น จึงไล่ล่าพวกเราไปจนถึงแม่น้ำเซบั้งไฟ

          วันที่ ๒๓ มีนาคม ๑๙๔๖ (๒๔๘๙) การต่อสู้กันอย่างดุเดือดและเอาเป็นเอาตาย ได้เกิดขึ้นที่ตัวเมืองท่าแขก จนพวกเราต้านทานไว้ไม่ได้..”

          “..ต่อหน้าสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เราได้แต่งให้หน่วยคุ้มกันพาเสด็จเจ้าสุพานุวงลงแม่น้ำโขงไปเมืองนครพนม ส่วนเรายังสืบต่อสู้รบกับศัตรูจนถึงขีดความสามารถสุดท้าย จึงหนีข้ามแม่น้ำโขงด้วยการอาศัยไม้ไผ่ลำเดียวลอยข้าม ท่ามกลางการร่อนยิงของเครื่องบินสปีดไฟร์ของฝรั่งเศส

          นับแต่นั้นมา พวกเราไม่มีแผ่นดินอยู่อาศัยอีกแล้ว เมื่อนักรบปฏิวัติเมืองท่าแขกได้ข้ามแม่น้ำโขงไปลี้ภัยอยู่เมืองนครพนม  มีส่วนหนึ่งหนีเข้าป่าชนิดที่ว่าแตกพ่ายเพื่อหนีตาย

          ปืนทุกกระบอกถูกเจ้าหน้าที่ไทยยึดเอาไว้ พวกเราจึงตกอยู่ในฐานะลี้ภัยชั่วคราว หรือหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย

          แต่ปานนั้นเราก็ไม่ยอมยุติเมื่ออยู่ในกำมือของเรามีทหารที่ติดตามเกือบร้อย ก่อนอื่นคือค้นคว้าหามวลชนที่เป็นพื้นฐานทางการเมือง และหาอาหารเลี้ยงดูกัน หลังจากได้นำส่งเสด็จเจ้าสุพานุวงไปรักษาตัวที่อุดรธานีอย่างลับๆ แล้ว

          สมาคมเวียดนามต่างด้าวกู้ชาติ (HOI VIET KIEU CUU QUOC) ประจำเมืองนครพนม ได้เอาใจใส่พวกเราอย่างสุดความสามารถ แยกย้ายกันไปอยู่อาศัยอยู่แต่ละบ้าน แต่ละเรือน ทำทีเหมือนว่าพี่น้องมาเยี่ยมยามกัน

          เวลากลางคืน พวกเรานัดพบปะสนทนากัน หรือไม่ก็ฝึกวิชาทหาร ตอนกลางวันจัดแบ่งหน้าที่กันออกไปหารับจ้าง เช่นรับเหมาก่อสร้าง ถางหญ้า ตัดฟืน ซ่อมแซมถนนหนทาง ด้วยค่าแรงงานวันละ ๑ บาท ๕๐ สตางค์ บางทีมีงานวัดเราก็สมัครขึ้นชกมวย ทำทุกอย่างทุกอันขอเพียงแต่ให้ได้เงิน

          ในจำนวนเงินค่าแรงงานของแต่ละคนที่ได้รับ ๑ บาท ๕๐ สตางค์นั้น ผู้นั้นรับเอา ๕๐ สตางค์ อีก ๑ บาท มอบเป็นของส่วนรวม เพื่อรวบรวมไว้ซื้อปืนตอนกลับคืนประเทศของตนเอง เพื่อสืบต่อการต่อสู้กับทหารฝรั่งเศส ดีแต่ว่าในเวลานั้นได้เกิดมีขบวนการเสรีไทย อันมีหลวงประดิษฐ์มโนธรรม (ดร.ปรีดี พนมยงค์) เป็นหัวหน้าให้การประคับประคองอยู่อย่างลับๆ

          เราได้ใช้เวลาขึ้นหนองคายลงมุกดาหาร เพื่อค้นหาสมัครพรรคพวกซึ่งมีชะตากรรมเช่นเดียวกันกับเรา จึงได้พบพูมี หน่อสะหวัน, ท่านฝั้น, ท่านอุ, ท้าวแย้ม, ท้าวโค, ท้าวคำค่อง ที่กำลังรับจ้างเผาถ่านอยู่สกลนคร

          เราได้ปรึกษากับกุแทง และเวียดริง คณะสมาคมเวียดนามต่างด้าวกู้ชาติ เพื่อพูดถึงจุดประสงค์อยากค้นหาคนลาวรักชาติทุกคนที่ได้ข้ามมาฝั่งไทย และค้นคว้าหาเงินสักก้อนหนึ่งเพื่อซื้ออาวุธกลับคืนประเทศเพื่อต่อสู้ ต่อมาจึงได้พบกับเจ้าสุกวงสัก, สิง รัดตะนะสะไหม, ดร.คำผาย, มึ่น สมวิจิด, สมหวัง แสนสะถิด เจ้าแขวงบอลิคำไช, ท่านสีสมพอน ลอวันไช, ลุงทิดลิน, จานกิ่ง; พวกท่านกำลังพากันทำหน้าที่เป็นเกษตรกรปลูกยาสูบ และพบกับสีชะนะ สีสาน, อุ่นเรือน และคนอื่นๆ อีก..

          ตอนที่ไทยยอมมอบดินแดนแขวงไชยะบุรีและแขวงจำปาสักคืนให้ลาวนั้น เจ้าสุพานุวงได้แต่งตั้งให้เราไปรับเอาดินแดนจำปาสักคืนจากไทย..”

          “..พอมารวมกันอย่างครบหน้าครบตาแล้ว ก็มีกำลังพลประมาณหนึ่งกองร้อย ซื้อปืนเล็กยาวได้ ๑๗ กระบอก มีทุกประเภทปืนเล็กยาว จึงพากันข้ามลำน้ำโขงที่เมืองบึงกาฬ มาปากซัน ลัดไปภูคันตาละบัด ไปสู่บ้านสบขอน ตัดป่าฝ่าดงชนิดที่ไม่เคยพบสักครั้งในชีวิต จนไม่สามารถพรรณนาให้หมดได้ว่าความทุกข์ยากลำบากนั้นหลวงหลายเพียงใด

          พอไปถึงชายแดนลาวบาว (LAO BAO) มีผู้บัญชาการทหารท้องถิ่นของลุงโฮจิมินห์ ชื่อองกุ้ย (ONG  QUY) มาต้อนรับ พร้อมด้วยองฟี (ONG PHI) เข้าสู่เขตที่มั่นปฏิวัติเวียดมิน

          จากเขตที่มั่นชายแดน คณะต่อสู้กู้ชาติของพวกเราออกเดินทางไปตามทางลัด มีแต่เดินกับเดินเพื่อมุ่งหน้าขึ้นสู่จุดหมายปลายทาง คือเมืองโดเลือง (DO LUONG) เขตฐานที่มั่นเวียดมิน

          ใช้ระยะเวลาเดินทาง ๑ เดือนเต็ม คณะของพวกเราจึงมาถึงเมืองโดเลือง

          ที่เมืองโดเลืองของเวียดนาม ประธานโฮจิมินห์ได้จัดตั้งสมาคมแนวลาวอิสระขึ้นที่นั่น ด้วยจุดประสงค์ที่จะรวบรวมคนลาวเพื่อต่อสู้กู้ชาติลาว โดยมีท่านหนูฮัก พูมสะหวัน เป็นประธาน  รับผิดชอบกองกำลังของลาวอิสระอยู่ทางภาคตะวันออก เราไม่ได้พบท่านไกสอน พมวิหาน เพราะท่านไปเคลื่อนไหวสร้างพื้นฐานมวลชนอยู่ในเขตชนเผ่าม้งทางนกเจ่า องค์การจัดตั้งจึงมีท่านหนูฮัก พูมสะหวัน เป็นประธาน ท่านโอเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ท่านเกบัญชากองพันที่ ๗

           เราได้รับการบรรจุเข้าเป็นคณะกองบัญชาการทหารสูงสุดผสม และถูกแบ่งให้บัญชาการสู้รบทางทิศสามแจล่องโม และหนองแฮด แขวงเชียงขวาง...”

          นายพลสิงกะโป เล่าไว้ในหนังสือ “ชีวิตและภารกิจในยุคต่อสู้กู้ชาติของสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี”

          ย้อนกลับไปไปดูคณะรัฐบาลลาวอิสระที่เวียงจันทน์ เมื่อเล็งเห็นว่าจะรักษาเอกราชไว้ไม่ได้แล้ว และก็ไม่ยอมจำนนต่อกองทัพฝรั่งเศส จึงย้ายสำนักงานของรัฐบาลขึ้นไปอยู่นครหลวงพระบางเมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ..๒๔๘๙ และได้ทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ขึ้นครองราชย์สมบัติตามเดิมตั้งแต่วันที่ ๑๕ เมษายน ต่อมาถึงวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๔๘๙ นครเวียงจันทน์เสียให้แก่กองทัพฝรั่งเศส คณะรัฐมนตรีบางท่านและข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ประชาชนพลเมืองส่วนมากได้พากันข้ามไปประเทศไทยจนเกือบหมดเมือง

          ทางด้านเจ้ามหาอุปราชเพชรราช ซึ่งประทับอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง เมื่อมีข่าวว่าแขวงทางใต้เสียให้แก่ฝรั่งเศสหมดแล้ว และกองทหารฝรั่งเศสกำลังรุกไล่ติดตามทหารลาวอิสระขึ้นไปอยู่นั้น พระองค์ตัดสินใจอพยพออกจากนครหลวงพระบางเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๔๘๙ พร้อมด้วยพระญาติวงศ์และผู้ติดตามประมาณ ๔๐ คน โดยทางบก ข้ามภูเขาเลากา รอนแรมไปตามบ้านต่างๆ มุ่งหน้าเข้าเขตประเทศไทย

          เจ้าเพชรราชได้เสด็จพลัดพรากจากผืนแผ่นดินลาวอันเป็นที่รักที่หวงแหนของพระองค์ไปประทับอยู่ประเทศไทยในฐานะผู้ลี้ภัยการเมือง พร้อมด้วยคณะรัฐบาลลาวอิสระ และประชาชนพลเมืองลาวผู้รักอิสรภาพหลายพันคน เป็นเวลานานถึง ๑๑ ปี

          ในขณะที่คณะลาวอิสระจัดตั้งรัฐบาลและต่อต้านฝรั่งเศสอยู่ที่นครเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ..๒๔๘๘ (..๑๙๔๕) เจ้าเพชรราชไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ ถึงกระนั้นคณะรัฐบาลลาวอิสระพร้อมด้วยประชาชนทั่วประเทศต่างก็ยกย่องพระองค์ขึ้นเป็นประมุข หรือหัวหน้าคณะกู้ชาติ โดยเหตุที่พระองค์เป็นต้นเค้ามาตั้งแต่ดั้งเดิม ถึงแม้ว่าพระองค์จะประกาศว่า “ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการบ้านการเมืองอีกต่อไป” เนื่องจากพระองค์ถูกสั่งปลดออกจากตำแหน่งมหาอุปราชแห่งราชอาณาจักรหลวงพระบาง โดยพระบรมราชโองการของ สมเด็จพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ ในข้อหาว่าพระองค์ท่านกระทำผิดต่อพระราชอาญา เรื่องประกาศรวมแผ่นดินลาวเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

          อย่างไรก็ตามคณะรัฐบาลลาวอิสระ โดยพระยาคำม้าว วิไล นายกรัฐมนตรี ได้ทูลเชิญขอให้พระองค์เป็นประมุขของคณะลาวอิสระในการต่อสู้กู้ชาติอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๘๙ เป็นต้นมา

          พระองค์จึงได้จัดตั้งให้เจ้าสุภานุวงศ์เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และจัดส่งทหารเป็นกองโจรข้ามไปปฏิบัติการต่อสู้รบกวนฝรั่งเศสอยู่ตลอดมา พร้อมกันนั้นก็มอบหมายให้เจ้าสุวรรณภูมา ไปติดต่อขอความช่วยเหลือจากเอกอัครราชทูตอเมริกาประจำประเทศไทยขอให้ช่วยเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวให้ฝรั่งเศสคืนเอกราชให้แก่ชาติลาว แต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จแต่อย่างใด

เส้นทางเจ้าเพชรราชอพยพเข้าสยามตั้งแต่พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๔๘๙

 

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ก่อพงษ์ วันที่ : 16/10/2010 เวลา : 12.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gorbhong

ขอบคุณอย่างยิ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Khonfungpleng วันที่ : 15/10/2010 เวลา : 11.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khonfungpleng
การยอมรับความเท่าเทียมกันในสังคมคือการเริ่มต้นของมิตรภาพที่ยาวนาน

ขอบคุณมากนะคะ
เข้ามาอ่านได้ความรู้มากมายค่ะท่าน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2010 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]